- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างสายสตรีม: ไลฟ์สดยิงจริง ผมมีคนดูหลักล้าน
- บทที่ 155 ได้พบเม่ยหูอีกครั้ง
บทที่ 155 ได้พบเม่ยหูอีกครั้ง
บทที่ 155 ได้พบเม่ยหูอีกครั้ง
บทที่ 155 ได้พบเม่ยหูอีกครั้ง
ทั่วทั้งห้องประชุม ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับไร้สิ่งมีชีวิต
นกกระจอกเทศเม้มปาก ในใจก็รู้ดีว่าการก่อกบฏแย่งชิงอำนาจครั้งนี้ คงล้มเหลวไม่เป็นท่าอีกตามเคย
เกอเต็งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แปร่ง ๆ จึงพยายามพูดทำลายความเงียบด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ “เอ่อ..... เอาจริง ๆ นะ.... ผมว่าพี่นกกระจอกเทศ ก็ดูเป็นตัวเลือกที่เข้าท่าดีนะครับ”
หา?
พอได้ยินคำพูดของเขา นกกระจอกเทศก็หน้าบานขึ้นมาทันที เหมือนขงเบ้งได้มาเจอบังทอง วีรบุรุษต่างก็มองเห็นคุณค่าในตัวกันและกัน
เสิ่นเฟยเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
เขาหัวเราะร่า พลางพูดว่า “ให้ตายเถอะ ฉันก็เพิ่งจะรู้นี่แหละ”
“กลุ่มทหารรับจ้างกระจอก ๆ ของฉัน จะมีบุญบารมีดึงดูดทั้งขงเบ้งและบังทองมาอยู่ร่วมชายคาได้!”
“เอาแบบนี้ไหม เกอเต็ง ต่อไปนี้ให้นายไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของนกกระจอกเทศ ให้เขาเป็นหัวหน้า ส่วนนายก็เป็นรองหัวหน้า!”
ฮ่า ๆ
ห้องประชุมที่เคยตึงเครียด กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง
แม้แต่ทิวลิปที่มักจะทำหน้าบึ้งตึง ก็ยังแอบอมยิ้มออกมา
นกกระจอกเทศหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึง
ส่วนเกอเต็งก็ใจหล่นวูบ
ทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วก็สัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังในสังคมอันโหดร้ายนี้
“เอาล่ะ ๆ เลิกเล่นได้แล้ว”
เสิ่นเฟยโบกมือห้าม เสียงหัวเราะในห้องประชุมก็ค่อย ๆ เงียบลง
เมื่อทุกคนกลับมาอยู่ในความสงบ เขาจึงพูดต่อว่า “ฉันเชื่อมั่นในตัวพวกนายทุกคน ว่าจะต้องทำให้กลุ่มทหารรับจ้างของเราเติบโตได้อย่างแน่นอน”
“แต่มีเรื่องนึงที่ฉันอยากให้พวกนายจำใส่ใจไว้”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หมู่บ้านหยวนซานเหลือเพียงชื่อ พวกนายทุกคนคือสมาชิกของกลุ่มทหารรับจ้างเทวทูตตกสวรรค์”
“ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ก็จ่ายให้พวกเขากันตามอัตราตลาดได้เลย”
ระหว่างที่พูด เสิ่นเฟยก็เปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมา จัดการเพิ่มบัญชีของโอเฒ่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีบริษัทจัดการทรัพยากรทางการทหารเทวทูตตกสวรรค์
เท่านี้ โอเฒ่าก็จะมีสิทธิ์เบิกจ่ายเงินทุนได้แล้ว
เสิ่นเฟยพูดต่อไปอย่างไม่ใส่ใจว่า “เงินในนั้น คือรายได้ทั้งหมดจากภารกิจสองครั้งล่าสุด เก็บไว้เป็นเงินสำรอง 30% เอาไว้เป็นทุนหมุนเวียนอีก 20% ส่วนที่เหลือ พวกนายก็แบ่งกันไปเลย”
อะไรนะ?!
เมื่อได้ยินที่เสิ่นเฟยพูด คิงลูเธอร์ก็ถึงกับอ้าปากค้าง
50% ของรายได้ทั้งหมด นั่นมันปาเข้าไป 25 ล้านดอลลาร์เลยนะเว้ย แบ่งกัน 5 คน ก็ตกคนละเกือบ 5 ล้านดอลลาร์
ลองคิดดูสิ
นี่มันเท่ากับ 35 ล้านหยวนเลยนะ
แถมยังไม่ต้องเสียภาษีอีก รับเข้ากระเป๋าไปเต็ม ๆ
คิงลูเธอร์พึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้นว่า “พระเจ้าช่วย... หัวหน้า.... ตอนไปไหว้บรรพบุรุษ ฉันยังไม่เคยเห็นแบงก์กงเต๊กเยอะขนาดนี้เลยนะ”
นกกระจอกเทศถลึงตาใส่เขา พูดเสียงดุ “ตอนไปไหว้บรรพบุรุษบ้านนาย เขาเผาแบงก์กงเต๊กกันด้วยเหรอวะ?”
คิงลูเธอร์เงียบไป หัวใจของเขาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
พ่อแม่ของเขากำลังล้มป่วย
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เขาต้องออกมารับงานเสี่ยงตายเป็นทหารรับจ้าง
แต่ตอนนี้เขามีเงิน 5 ล้านดอลลาร์แล้ว มันจะเปลี่ยนชีวิตครอบครัวของเขาไปตลอดกาล
นี่คือสิ่งที่คิงลูเธอร์ในอดีต ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
ทิวลิปกลับดูนิ่งเฉยกว่าใคร
ราวกับว่าเธอไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองมากนัก
“เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว”
เสิ่นเฟยดูนาฬิกา ไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป ลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่า “ประมาณครึ่งเดือน ฉันน่าจะกลับมา”
“หวังว่าตอนนั้น พวกนายจะสบายดีกันทุกคนนะ”
“สุดท้าย ฉันขอเตือนพวกนายไว้อย่างนึง เงินน่ะส่งให้ที่บ้านได้ แต่ระวังอย่าให้เยอะเกินไปล่ะ”
“ที่ประเทศมังกรของเรา มีคำกล่าวไว้ว่า คนที่จู่ ๆ ก็รวยขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว มักจะมีจุดจบที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
ตอนแรกเสิ่นเฟยก็ไม่ได้คิดจะแบ่งเงินให้หมดหรอก
แต่นั่นมันเป็นค่าตอบแทนที่พวกเขาควรได้รับ ขืนเขาเก็บไว้เอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร มันก็จะทำให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจกันเปล่า ๆ
ถ้าเกิดการให้เงิน จะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่โต
มันก็คือบททดสอบชีวิตที่พวกเขาต้องเผชิญ และต้องหาทางแก้ไขกันเอาเอง
หลังจากสั่งเสียทุกอย่างเรียบร้อย เสิ่นเฟยก็เดินออกจากห้องประชุมไป
โอเฒ่าและคนอื่น ๆ เดินตามหลังเขาออกมา
พอมาถึงลานฝึก ชาวบ้านจากหมู่บ้านหยวนซานที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ ก็หยุดทำกิจกรรมทุกอย่าง
พรึ่บ
จู่ ๆ
พวกเขาก็หันหน้ามาทางเสิ่นเฟย คุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ
ครั้งนี้ไม่ได้เสแสร้ง หรือแสดงละครแต่อย่างใด
เพราะเสิ่นเฟยมองเห็นจากระบบได้ชัดเจน ว่าระดับความภักดีของคนเหล่านี้ กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัง!
เสิ่นเฟยชักปืนพกออกมายิงขึ้นฟ้าหนึ่งนัด แล้วตะโกนลั่น “ลุกขึ้นมาให้หมดเลยโว้ย!”
“ฉันช่วยพวกนาย มันก็แค่ธุรกิจแลกเปลี่ยน พวกนายเซ็นสัญญากับฉันแล้ว ต่อไปนี้ก็ถือเป็นคนของกลุ่มทหารรับจ้างเทวทูตตกสวรรค์”
“จำไว้ให้ดีล่ะ ตอนที่ฉันกลับมา ฉันจะทดสอบพวกนายทุกคน”
“ใครที่ไม่ผ่านการทดสอบ ก็ไสหัวออกไปให้หมด”
“ได้ยินไหม!”
ทุกคนพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน ปากก็พร่ำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสิ่นเฟยสังเกตเห็นเด็กสาวที่เคยกัดน้องชายของต้วนคุนผมขาวจนขาด เธอก็คุกเข่าอยู่ตรงริมสุดของกลุ่มด้วย
แต่สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องมาที่เขาเลย กลับเอาแต่มองไปที่ทิวลิป
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มองไปที่ปืนซุ่มยิงที่ทิวลิปสะพายติดตัวตลอดเวลาต่างหาก
จากแววตาของเด็กสาว เสิ่นเฟยสัมผัสได้ถึงความกระหายในการเข่นฆ่า
“ทิวลิป”
เสิ่นเฟยลดเสียงลง กระซิบแผ่วเบา “หาเวลาว่างทดสอบเด็กคนนั้นดูหน่อยนะ ถ้าเห็นแววว่าพอจะเป็นสไนเปอร์ได้ ก็ให้เธอมาเป็นลูกศิษย์เธอซะ”
ทิวลิปพยักหน้ารับเงียบ ๆ เป็นอันว่าเข้าใจ
ไม่นาน
เสิ่นเฟยก็ควบรถมอเตอร์ไซค์วิบาก หายลับเข้าไปในดงไม้ทึบ
...........
วันเวลาล่วงเลยไปอย่างช้า ๆ
เผลอแป๊บเดียว ก็ผ่านไปสองวันแล้ว
............
ยามโพล้เพล้
ณ เมืองชายแดน ประเทศสวีเดน
ในบาร์เล็ก ๆ ที่ตกแต่งเรียบง่าย ไม่มีความโดดเด่นสะดุดตา
เม่ยหูในชุดหนังรัดรูปสีดำ คอวีเว้าลึก เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่ม นั่งอยู่คนเดียวริมหน้าต่าง มือเรียวสวยแกว่งแก้วไวน์แดงช้า ๆ
แสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดง สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่าง กระทบลงบนเรือนร่างเย้ายวนของเธอ
ราวกับฮอร์โมนเดินได้ ที่แผ่ซ่านความเซ็กซี่ไปทั่วทั้งบาร์
สายตาของลูกค้าหนุ่ม ๆ ในบาร์ ล้วนถูกดึงดูดให้จับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว ราวกับถูกมนต์สะกดจนไม่อาจละสายตาไปไหนได้
ในที่สุด
ก็มีลูกค้าที่เมาได้ที่คนหนึ่ง ทนความเย้ายวนไม่ไหว เดินโซเซเข้ามาหาเม่ยหู เอ่ยปากแซวว่า “คนสวย มานั่งเหงาอยู่คนเดียวแบบนี้ ไม่เบื่อแย่เหรอจ๊ะ?”
ระหว่างที่พูด มือหนาที่เยิ้มไปด้วยคราบน้ำมัน ก็ยื่นออกไปหวังจะลวนลามเธออย่างย่ามใจ
ขวับ
สีหน้าของเม่ยหูยังคงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ใด ๆ เธอเอนตัวหลบไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตวัดแก้วไวน์ในมือไปจ่อที่คอหอยของชายคนนั้น
แค่ขยับตัวเข้ามาอีกนิดเดียว รับรองว่าคอหอยทะลุแน่นอน
ชายคนนั้นสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง รีบชูมือขึ้นเหนือหัว พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ขอโทษครับ... ผมไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน... ขอโทษจริง ๆ ครับ....”
ใช่แล้ว
เขายอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี
ก็แน่สิ นี่มันชีวิตจริงนะเว้ย ไอ้บทประเภทท้าทายชาวบ้านไปทั่วอย่างโง่ ๆ น่ะ มันมีแต่ในละครน้ำเน่า หรือไม่ก็นิยายเพ้อฝันเท่านั้นแหละ
เม่ยหูดึงแก้วไวน์กลับ โดยไม่พูดอะไรสักคำ
ชายคนนั้นเหงื่อแตกพลั่ก รีบเดินหนีไปนั่งที่โต๊ะมุมสุดของบาร์ให้ไกลจากเธอที่สุด
ปัง
ในตอนนั้นเอง ประตูบาร์ก็ถูกผลักเปิดออก
ชายหนุ่มชาวตะวันออก รูปร่างสูงโปร่งราวร้อยแปดสิบเซนติเมตร ในชุดลำลองสบาย ๆ ก้าวเข้ามาในบาร์
เขาสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่เม่ยหูซึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่าง
เขาเดินตรงเข้าไปหา พร้อมกับพูดหยอกล้อว่า “คนสวย มานั่งเหงาอยู่คนเดียวแบบนี้ ไม่เบื่อแย่เหรอจ๊ะ?”
บทพูดเดิมเป๊ะ ฉายซ้ำอีกรอบ
ลูกค้าในบาร์ต่างมองหน้าชายหนุ่มชาวตะวันออกผู้บุ่มบ่ามคนนี้ ด้วยสายตาสนุกสนาน
รอคอยที่จะเห็นเขาแสดงความหวาดกลัว หรือถึงขั้นคุกเข่าร้องขอชีวิต เหมือนไอ้หมอนั่นเมื่อกี้
ทว่า
สิ่งที่เกิดขึ้น กลับเหนือความคาดหมายของทุกคน
ผู้หญิงที่เมื่อกี้ยังดูดุร้ายและเย็นชา กลับมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มชาวตะวันออกด้วยสายตาหวานเชื่อม พลางส่งยิ้มยั่วยวน แล้วตอบกลับไปว่า
“เบื่อสิคะ เบื่อมาก ๆ เลยล่ะ งั้นคุณ... มานั่งเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิคะ?”