เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 125 สาวสวยในชุดกะลาสี

บทที่ 125 สาวสวยในชุดกะลาสี

บทที่ 125 สาวสวยในชุดกะลาสี


บทที่ 125 สาวสวยในชุดกะลาสี

วันรุ่งขึ้น ยามเช้าตรู่

ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง

เส้นขอบฟ้าทิศตะวันออก เริ่มทอแสงสีทองเรืองรอง

เรือบรรทุกสินค้าหมินเจียง 5179 แล่นแหวกผืนน้ำอันกว้างใหญ่อย่างราบรื่น

.........

ในห้องพักกัปตัน

“อ๊า.....”

เสิ่นเฟยตื่นขึ้นจากนิทรา บิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้า

กรอบแกรบ... กรอบแกรบ....

ข้อต่อทั่วร่างส่งเสียงลั่นเกรียวกราว

ช่างสบายอะไรเช่นนี้

นับตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่คือคืนที่เสิ่นเฟยหลับสนิทที่สุด

ไม่ต้องคอยระแวดระวังการโจมตีจากศัตรู

ไม่ต้องนั่งคิดหาวิธีรับมือกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ

ยิ่งไม่ต้องมากังวลว่าความผิดพลาดของตัวเอง จะนำพาความตายมาสู่เพื่อนร่วมทีม หรือทำให้ภารกิจล้มเหลว

“มิน่าล่ะ คนถึงชอบใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์กันนัก ก็มันสบายซะขนาดนี้นี่นา”

เสิ่นเฟยเปรยกับตัวเองเบา ๆ ลุกจากเตียง เดินทอดน่องเข้าไปในห้องน้ำ

ห้องพักบนเรือนั้นคับแคบไปถนัดตา

แม้แต่ห้องน้ำของกัปตัน ก็มีพื้นที่แค่ประมาณ 5 ตารางเมตรเท่านั้น

แต่ทว่า ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ กลับถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน

ผ้าขนหนู มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ ล้วนเป็นของใหม่เอี่ยม แกะกล่อง

แค่ยาสีฟันอย่างเดียว ก็มีให้เลือกถึงสี่ห้ายี่ห้อ

“ดูท่ากัปตันจะเป็นคนใส่ใจรายละเอียดไม่เบา ถึงได้เตรียมของไว้เยอะแยะขนาดนี้”

“เสียอย่างเดียว ฝีมือการแสดงแย่ไปหน่อย”

เสิ่นเฟยหยิบชุดแปรงสีฟันขึ้นมาแกะกล่อง ถอดเสื้อผ้าออก เปิดฝักบัว ชำระล้างร่างกายให้สดชื่น

........

สิบนาทีผ่านไป

เสิ่นเฟยทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านที่วางเตรียมไว้ให้ แล้วไปยืนหน้ากระจกบานใหญ่

ชายหนุ่มรูปร่างสูง 180 เซนติเมตร ผมรองทรงสั้นดูทะมัดทะแมง โครงหน้าหล่อเหลาคมคาย เมื่อบวกกับเสื้อผ้าที่ดูดี ก็ยิ่งส่งเสริมให้เขาดูเป็นสุภาพบุรุษชาวตะวันออกที่สง่างามและมีเสน่ห์ดึงดูดใจ

“แต่งตัวซะหล่อเฟี้ยว ดูดีไม่เบาเลยแฮะ”

“ต่อให้เผิงอวี๋เยี่ยนมาเอง ก็คงต้องหลีกทางให้สักสามส่วนล่ะมั้ง”

เสิ่นเฟยมองภาพสะท้อนในกระจก เอ่ยปากชมตัวเองอย่างขำ ๆ ก่อนจะเปิดประตูห้องออกไปด้วยความมั่นใจ

......

“คุณ... คุณชูร่า...”

เสียงทักทายดังมาจากหน้าประตู ก่อนจะชะงักไปดื้อ ๆ

เสิ่นเฟยหันไปมอง ก็พบกับหญิงสาววัยรุ่น หน้าตาสะสวย ในชุดกะลาสีคอปกกว้างสีขาวสะอาด ยืนอยู่ตรงนั้น

หญิงสาวดูเหมือนจะตกตะลึงกับอะไรบางอย่าง สายตาที่จับจ้องมายังเสิ่นเฟยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เสิ่นเฟยถามด้วยความงุนงง “คุณไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

“เอ่อ.... หล่อจัง... เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร...” หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมาได้ รีบส่งยิ้มหวาน พูดจาฉะฉาน “สวัสดีค่ะพี่ชูร่า ฉันชื่อเสี่ยวหยา เป็นผู้ช่วยที่คอยดูแลความสะดวกสบายให้พี่ค่ะ พี่เรียกฉันว่าเสี่ยวหยาก็ได้นะคะ”

เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หัวหน้าทีมทหารรับจ้าง จะหล่อเหลาเอาการขนาดนี้

ในขณะเดียวกัน เธอก็อดสงสัยไม่ได้

ทั้ง ๆ ที่หน้าตาดีขนาดนี้ ทำไมถึงต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงตาย ทำภารกิจอันตรายพวกนั้นด้วยล่ะ?

เสิ่นเฟย: “.......”

นี่ถ้าหน้าตาขี้เหร่ก็คงเรียกว่าหัวหน้าทีมสินะ?

แต่พอหน้าตาดี ก็เลยเรียกว่าพี่ชายงั้นเหรอ?

นี่มันจะลำเอียงเพราะหน้าตากันเกินไปแล้วมั้ง?

เสิ่นเฟยถอนหายใจยาว ๆ พยายามเก็บสีหน้าให้เป็นปกติ ถามกลับไปว่า “ตอนนี้เรือถึงไหนแล้ว?”

เสี่ยวหยาตอบอย่างคล่องแคล่ว “เพิ่งจะออกจากน่านน้ำประเทศทางเหนือค่ะ ตอนนี้อยู่ในเขตสามเหลี่ยมทองคำ คาดว่าน่าจะถึงชายแดนประเทศมังกรช่วงค่ำ ๆ ค่ะ”

ถึงสามเหลี่ยมทองคำแล้ว!

เมื่อได้ยินข่าวนี้ เสิ่นเฟยก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

เขาแอบเช็กดูความคืบหน้าของการก่อสร้างฐานทัพในระบบอย่างเงียบ ๆ

คืบหน้าไปถึง 85% แล้ว

คำนวณคร่าว ๆ อีกไม่กี่ชั่วโมง ฐานทัพทหารรับจ้างของเขาก็จะเสร็จสมบูรณ์

ถึงเวลาที่ต้องบอกลากันแล้วสินะ

เสิ่นเฟยถามต่อ “ลูกทีมฉันตื่นกันหรือยัง?”

เสี่ยวหยาส่ายหน้า “พวกเขายังหลับอยู่เลยค่ะ แต่พี่ชูร่าไม่ต้องห่วงนะคะ กัปตันของเราจัดผู้ช่วยไปคอยดูแลที่หน้าห้องทุกคนแล้วค่ะ”

“ให้ฉันพาพี่ไปทานอาหารเช้าก่อนดีไหมคะ?”

เสิ่นเฟยพยักหน้ารับ

เขาก็ไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมานานแล้วเหมือนกัน

“เชิญทางนี้เลยค่ะ”

เสี่ยวหยาส่งยิ้มหวาน เดินนำเสิ่นเฟยไปตามทางเดินแคบ ๆ ไม่นานก็มาถึงห้องอาหาร

ห้องอาหารไม่ใหญ่มาก พื้นที่แค่ 10 ตารางเมตร ตรงกลางมีโต๊ะอาหารตั้งอยู่

สะอาดสะอ้านและถูกสุขอนามัย

เสี่ยวหยายิ้มแล้วบอกว่า “พี่ชูร่า กัปตันของเรากลัวว่าคนอื่นจะรบกวนพี่ ก็เลยจัดห้องอาหารส่วนตัวไว้ให้พี่โดยเฉพาะเลยนะคะ”

“พี่รอตรงนี้สักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกเชฟให้ยกอาหารมาเสิร์ฟ”

ไม่นานนัก

ลูกเรือก็ทยอยยกอาหารหน้าตาน่ากินหลากหลายเมนูเข้ามาเสิร์ฟ

มีทั้งติ่มซำสไตล์กวางตุ้ง ของหวานจากเซี่ยงไฮ้ บะหมี่แห้งร้อน ๆ จากอู่ฮั่น.... แม้กระทั่งชานมเนยจากทิเบตก็ยังมี

เสิ่นเฟยมองดูอาหารบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ

แม่เจ้า

อาหารบนเรือมันเลิศหรูอลังการขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?

เสี่ยวหยาเห็นเขาทำหน้างง ก็รีบอธิบาย “พี่ชูร่า คือว่า... กัปตันของเราไม่รู้ว่าพี่เป็นคนจังหวัดไหน เพื่อให้ถูกปากพี่ ก็เลยสั่งทำอาหารเช้าหลากหลายสไตล์มาให้เลือกทานน่ะค่ะ”

เป็นแบบนั้นจริงเหรอ?

คงไม่ใช่หรอกมั้ง

เสิ่นเฟยเข้าใจได้ทันที ว่าอาหารเช้ามื้อนี้ต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่แน่ ๆ

จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาเพิ่มเติมยังไงล่ะ

นี่ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิดนะ

แต่เวลาที่ต้องติดต่อประสานงานกับหน่วยงานรัฐ คุณถึงจะเข้าใจว่าพวกเขาต้องรอบคอบและรัดกุมแค่ไหน

“อืม ฝากขอบคุณกัปตันของพวกคุณด้วยนะ”

เสิ่นเฟยไม่ได้เปิดโปงแผนการของทางการ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “รบกวนไปปลุกลูกทีมของฉัน แล้วพาพวกเขามาที่นี่หน่อยนะ”

“ได้เลยค่ะ ฉันจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” เสี่ยวหยาที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องอาหารเช้า ก็รีบรับคำสั่ง แล้วเดินออกไปทันที

........

เสิ่นเฟยรอไม่นานนัก

ประมาณเจ็ดแปดนาทีให้หลัง ทิวลิปและเพื่อนร่วมทีมก็ผลักประตูเข้ามา

“หอมจังเลย!”

พอเดินเข้ามา นกกระจอกเทศก็ทำจมูกฟุดฟิด สายตาจับจ้องไปที่อาหารบนโต๊ะตาไม่กะพริบ

ครั้งสุดท้ายที่เขาได้กินข้าว ก็คือตอนที่อยู่ชายแดนระหว่างสวีเดนกับนอร์เวย์โน่นแหละ

แถมอาหารมื้อนั้น ก็เป็นแค่เนื้อหมูป่าย่างที่ไม่มีเครื่องปรุงรสอะไรเลยด้วย

บนเครื่องบินก็มีอาหารเสิร์ฟนะ

แต่ปัญหาคือ พอนกกระจอกเทศขึ้นเครื่องปุ๊บ เขาก็หลับสนิทเป็นตายไปเลย

พอตื่นมาตั้งใจจะหาอะไรกิน เครื่องบินก็ดันมาขัดข้องซะนี่

สรุปก็คือ ตอนนี้นกกระจอกเทศหิวจนไส้กิ่วแล้ว

คิงลูเธอร์ก็ทำจมูกฟุดฟิดสูดกลิ่นหอมเข้าไปเต็มปอด และเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพ้องกับนกกระจอกเทศ “อืม กลิ่นหอมน่ากินจริง ๆ แหละ แต่รสชาติจะอร่อยเหมือนกลิ่นหรือเปล่า นี่สิยังไม่รู้เลย”

เสิ่นเฟยมองเพื่อนร่วมทีม ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง “โอเฒ่า คิงลูเธอร์ แผลของพวกนายเป็นไงบ้าง?”

โอเฒ่าโดนยิงที่แขน

ส่วนคิงลูเธอร์ก็โดนฟันที่หน้าท้อง

คนเจ็บสองคนต้องผ่านการต่อสู้มาทั้งวันทั้งคืน เรียกได้ว่าทรหดอดทนสุด ๆ

แม้แต่เสิ่นเฟยเอง ก็ยังไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะทนมาได้ขนาดนี้

โอเฒ่าถกแขนเสื้อขึ้น โชว์ผ้าพันแผลผืนใหม่เอี่ยมให้ดู พลางส่งยิ้ม “เมื่อคืนหมอบนเรือตรวจดูให้แล้วครับ ไม่เป็นอะไรมากหรอก!”

นกกระจอกเทศหยิบขนมหวานเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ พลางอวดอ้างสรรพคุณตัวเอง “นั่นสิ ถ้าไม่ได้ฉันช่วยปฐมพยาบาลให้ แขนข้างนี้ของนายคงรักษาไว้ไม่ได้แล้วล่ะ”

โอเฒ่ายิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไร

แต่คิงลูเธอร์กลับพูดแขวะขึ้นมาว่า “เลิกโม้ได้แล้ว เมื่อคืนหมอบนเรือยังบอกอยู่เลย ว่าฝีมือการทำแผลของนายมันห่วยแตกสิ้นดี!”

“หมอยังบอกอีกนะ ว่าถ้าไม่พันแผล แผลนายอาจจะหายสนิทไปแล้วก็ได้!”

หา?

มาดูถูกวิชาชีพกันแบบนี้ได้ไง?

นกกระจอกเทศฉุนกึก วางของกินในมือลงทันที ขู่ฟ่อ “ไอ้มืด แน่จริงคราวหน้าถ้าแกเจ็บ ก็อย่ามาให้ฉันทำแผลให้ก็แล้วกัน!”

คิงลูเธอร์ยิ้มร่า พยักหน้าตอบรับ “ถ้างั้น ฉันคงต้องขอบใจนายล่วงหน้าที่ไว้ชีวิตฉันแล้วล่ะ!”

นกกระจอกเทศ: “.........”

ทั้งสองคนเริ่มเปิดศึกปะทะคารมกันอย่างดุเดือด

ส่วนคนอื่น ๆ ก็ชินกับนิสัยชอบเถียงกันของคู่นี้แล้ว จึงไม่มีใครพูดอะไร

กลับรู้สึกว่าถ้าวันไหนไม่ได้ยินพวกเขาทะเลาะกัน คงรู้สึกแปลก ๆ มากกว่า!

ในฐานะทหารรับจ้าง พวกเขามักจะกินข้าวกันด้วยความรวดเร็ว

หลังจากทานอาหารเสร็จ สีหน้าของเสิ่นเฟยก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เงียบกันก่อน ฉันมีเรื่องจะบอกพวกนาย”

จบบทที่ บทที่ 125 สาวสวยในชุดกะลาสี

คัดลอกลิงก์แล้ว