- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างสายสตรีม: ไลฟ์สดยิงจริง ผมมีคนดูหลักล้าน
- บทที่ 70 ทักษะลับของลูกพี่ คนธรรมดาทำตามไม่ได้หรอกนะ
บทที่ 70 ทักษะลับของลูกพี่ คนธรรมดาทำตามไม่ได้หรอกนะ
บทที่ 70 ทักษะลับของลูกพี่ คนธรรมดาทำตามไม่ได้หรอกนะ
บทที่ 70 ทักษะลับของลูกพี่ คนธรรมดาทำตามไม่ได้หรอกนะ
ที่เสิ่นเฟยทำตัวนิ่งเฉยได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะเขาปลงตกเตรียมตัวตายหรอกนะ
ความจริงแล้ว เขากำลังสังเกตความเปลี่ยนแปลงของหมู่เมฆนอกหน้าต่างอยู่ตลอดเวลา
จากมุมมองของเขา เขามองเห็นได้ชัดเจนว่าเครื่องยนต์ของเครื่องบินไม่ได้ดับลง และยังมีกำลังขับเคลื่อนอยู่
ซึ่งนี่ก็หมายความว่า การที่เครื่องบินดิ่งพสุธาแบบนี้ เป็นความตั้งใจของกัปตันเอง
ส่วนสาเหตุที่กัปตันทำแบบนี้ เสิ่นเฟยก็ยังไม่รู้เหมือนกัน
อีกอย่าง ถึงจะต้องตายจริง ๆ ก่อนตายก็ต้องขอเก็บเกี่ยวค่าความนิยมเพิ่มสักหน่อยสิ
ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีมันอาจจะเอาไปใช้ในโลกหน้าได้ก็ได้นะ?
......
หลังจากที่ผ่านการไลฟ์สดครั้งก่อน ยอดผู้ติดตามของเสิ่นเฟยก็พุ่งทะยานไปถึง 850,000 คนแล้ว
พอเขาเพิ่งจะเปิดไลฟ์ ผู้ชมจำนวนมหาศาลก็แห่แหนกันเข้ามาในทันที
ดูเหมือนว่าพวกชาวเน็ตพวกนี้จะไม่ต้องไปทำงานหรือเรียนหนังสือกันเลยทีเดียว
เพื่อเป็นการกระตุ้นบรรยากาศ และเพื่อไม่ให้ผู้ชมเครียดจนเกินไป
เสิ่นเฟยมองกล้อง ยิ้มแล้วพูดว่า “พี่น้องครับ ไลฟ์สดเครื่องบินตกแบบนี้ ส่งของขวัญมาให้กำลังใจกันหน่อยสิครับ”
“ขอแค่สิบจรวด เดี๋ยวสตรีมเมอร์คนนี้จะโชว์ตายให้ดูเลย!”
พูดจบ เสิ่นเฟยก็แพนกล้องไปรอบ ๆ ห้องโดยสารที่กำลังวุ่นวาย และถ่ายให้เห็นความสูงที่ลดระดับลงอย่างรวดเร็วผ่านหน้าต่าง
ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำของระบบ ภาพที่ออกมาจึงคมชัดกริบ
ราวกับว่าผู้ชมได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ
.......
ในห้องไลฟ์
ชาวเน็ตหลายหมื่นคนที่เพิ่งเข้ามาถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นเฟย
“หา?”
“?????”
“เมื่อกี้... ลูกพี่พูดว่าอะไรนะ???”
“เขาเหมือนจะบอกว่า... จะไลฟ์สดเครื่องบินตก แล้วบอกว่าถ้าส่งของขวัญมาให้ จะโชว์ฆ่าตัวตายให้ดู?”
“เชี่ย???”
“??????”
“เฮ้ย ทุกคนดูสิ ท่าทางจะไม่ได้ล้อเล่นนะ เครื่องบินกำลังลดระดับลงจริง ๆ!”
“แม่เจ้า.... ความดันอากาศในห้องโดยสารลดลง หน้ากากออกซิเจนตกลงมาแล้ว ลูกพี่ไม่ได้ล้อเล่น เขาอยู่บนเครื่องบินจริง ๆ!”
“.....คราวที่แล้วไลฟ์สดเป็นทหารรับจ้างก็ว่าบ้าแล้ว คราวนี้จะมาไลฟ์สดซ่อมเครื่องบินเหรอ? ลูกพี่ ถ้าพูดถึงเรื่องหาทำ ต้องยกให้นายเลยจริง ๆ!”
“รีบหาทางช่วยคนเร็วเข้า!”
“ช่วยบ้าอะไรล่ะ พวกเขาอยู่บนฟ้า จะไปช่วยยังไง?”
“มีใครรู้บ้างว่านี่มันเที่ยวบินอะไร?”
........
ในขณะเดียวกัน
ณ น่านฟ้าประเทศทางเหนือ บนความสูงนับหมื่นเมตร
เสิ่นเฟยเห็นยอดไลก์ที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็แอบพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
อย่างที่คิดไว้เลย
ถ้าอยากให้คนดูมีอารมณ์ร่วม สตรีมเมอร์ก็ต้องรู้จักสร้างสีสัน
ยิ่งเป็นเรื่องที่คนอื่นทำไม่ได้ ก็ยิ่งดี!
โชคดีนะ
ที่ทักษะลับที่เสิ่นเฟยมี หาใครในโลกอินเทอร์เน็ตทำตามไม่ได้อีกแล้ว
“ทุกคนอย่าเพิ่งตกใจไป สถานการณ์อาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้”
“ฉันเดาว่าน่าจะมีปัญหาที่ห้องนักบิน เดี๋ยวฉันจะพาทุกคนไปดูให้เห็นกับตา!”
หลังจากบอกผู้ชมในห้องไลฟ์เสร็จ เสิ่นเฟยก็หันไปพูดกับทิวลิป “พวกเธอนั่งอยู่ตรงนี้แหละ อย่าขยับไปไหน เดี๋ยวฉันไปดูลาดเลาเอง”
ทิวลิปรู้ตัวว่าคงช่วยอะไรไม่ได้ ทำได้แค่เตือนว่า “ระวังตัวด้วยนะ”
“อืม ฉันไม่เป็นไรหรอก!”
เสิ่นเฟยรีบปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออก แล้วเอาสายอีกด้านไปล็อกติดกับตัวทิวลิปแทน
เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนสองชั้น
ความจริงมันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก แค่ช่วยลดแรงกระแทกได้นิดหน่อย
ถ้าเครื่องบินดิ่งพสุธาลงไปกระแทกพื้นด้วยความเร็วระดับนี้จริง ๆ ศพก็คงแหลกเหลวหาซากไม่เจอหรอก!
หลังจากจัดการเรื่องความปลอดภัยเรียบร้อย เสิ่นเฟยก็ลุกขึ้นยืน พยายามเดินไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
เครื่องบินกำลังดิ่งหัวลง ทางเดินจึงเอียงเทลงไปทำมุมราว 60 องศา
การจะเดินไปทางห้องนักบินในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการมุดลงอุโมงค์ใต้ดินเลย
โชคดีที่เสิ่นเฟยมีพละกำลังเป็นเลิศ อาศัยแรงแขนอันมหาศาล ก็พอจะเคลื่อนตัวไปตามทางเดินได้อย่างยากลำบาก
ฟุ่บ....
จู่ ๆ ในขณะที่เครื่องบินกำลังดิ่งพสุธาอย่างรวดเร็ว ก็เกิดหักหัวไต่ระดับขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังวาดตัวอักษร ‘V’ กลางอากาศยังไงยังงั้น
มันแปลกเกินไปแล้ว!
แม้แต่เสิ่นเฟยที่มีทักษะ 【ความเชี่ยวชาญการขับเครื่องบิน】 ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมกัปตันถึงทำแบบนี้
แต่ก็โชคดีที่การหักหัวขึ้นกะทันหันแบบนี้ ทำให้ทางเดินที่เคยเดินลำบาก กลับกลายเป็นเดินง่ายขึ้นมาถนัดตา
เสิ่นเฟยรีบเร่งฝีเท้า เดินผ่านชั้นธุรกิจ ผ่านชั้นเฟิร์สคลาส จนมาถึงบริเวณหน้าห้องนักบิน
ถึงแม้จะมีประตูกั้นหน้าห้องนักบินขวางอยู่ แต่เสิ่นเฟยก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมแรงที่พัดออกมาจากด้านใน
เครื่องบินมันเป็นระบบปิดนี่นา จะมีลมพัดเข้ามาได้ยังไง?
“หรือว่า... กระจกห้องนักบินจะแตก?”
เสิ่นเฟยฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าตอนที่แวะเติมน้ำมันที่สนามบินนานาชาติย่างกุ้ง เขาเห็นเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินคนหนึ่งเดินไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวหัวเครื่องบิน
ตอนนั้นเขายังสงสัยอยู่เลยว่า เจ้าหน้าที่คนนั้นไปทำอะไรตรงนั้น
พอเอาเหตุการณ์มาปะติดปะต่อกัน คำตอบก็ชัดเจนเลย
ไอ้หมอนั่นต้องไปงัดแงะอะไรตรงนั้นแน่ ๆ!
และอุบัติเหตุครั้งนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญซะแล้ว
.......
ตรงหน้าเสิ่นเฟยคือประตูเหล็กสีขาวบานหนา ซึ่งไม่สามารถเปิดออกได้ด้วยพละกำลังคน
หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 สายการบินทุกแห่งก็เพิ่มความหนาและระบบรักษาความปลอดภัยให้ประตูห้องนักบินอย่างแน่นหนา
จนปัญญาแล้วจริง ๆ
เสิ่นเฟยทำได้แค่ใช้มือข้างหนึ่งยึดจับที่เกาะไว้ให้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ยกหูฟังอินเตอร์คอมขึ้นมา
“กัปตันครับ ผมเป็นผู้โดยสารที่มีใบอนุญาตนักบิน”
“ช่วยบอกผมทีครับ ว่าข้างในนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
“กัปตัน!”
“กัปตัน ได้ยินไหม ตอบด้วย!”
เรียกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
มีเพียงเสียงลมกรรโชกแรงที่พัดลอดออกมาจากห้องนักบินเท่านั้น
คิ้วของเสิ่นเฟยขมวดเข้าหากันเป็นปม
ในความรู้ด้านการบินที่เขาเพิ่งได้รับมา มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางเครื่องบินและการวิเคราะห์สาเหตุอยู่ด้วย
มีอยู่กรณีหนึ่งที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์นี้มาก คือกระจกห้องนักบินแตก ทำให้มีอากาศไหลทะลักเข้ามาอย่างรุนแรง ไม่ว่าคนข้างนอกจะพยายามเรียกยังไง กัปตันและนักบินผู้ช่วยก็ไม่ได้ยิน
หลังจากเจ้าหน้าที่ไปกู้กล่องดำมาตรวจสอบ ก็พบว่าในจังหวะที่กระจกแตก ความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทำให้นักบินทั้งสองคนสลบไปในทันที
สุดท้ายเครื่องบินก็พุ่งชนภูเขา ผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 130 ชีวิตเสียชีวิตทั้งหมด
เหตุการณ์นั้นมันเหมือนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเที่ยวบิน KL1148 ตอนนี้เป๊ะเลย!
“ไม่ได้การแล้ว ขืนชักช้ากว่านี้ไม่ทันแน่!”
สีหน้าของเสิ่นเฟยเคร่งเครียดขึ้นมาทันที พยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหา
โชคดีที่ในจังหวะนั้นเอง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยการบินในชุดเครื่องแบบก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา
พอเห็นเสิ่นเฟย เจ้าหน้าที่คนนั้นก็รีบตะโกนเตือนทันที “คุณผู้โดยสารครับ กรุณากลับไปนั่งที่ และรัดเข็มขัดนิรภัยเดี๋ยวนี้เลยครับ!”
สภาพของเจ้าหน้าที่คนนั้นดูไม่จืดเลย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและเลือดกำเดาไหลจากการกระแทก
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังพยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่
เสิ่นเฟยรีบอธิบาย “ผมเป็นนักบินครับ ผมรู้ว่าข้างในนั้นเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแน่ ๆ ช่วยเปิดประตูให้ผมที ผมจะเข้าไปช่วยจัดการเอง”
เสิ่นเฟยรู้ดีว่า เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยการบินมีบัตรผ่านสำหรับเข้าห้องนักบินอยู่กับตัว
หา?
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยอึ้งไปเลย
เขามองดูเสิ่นเฟยที่ดูยังหนุ่มแน่น ไม่เหมือนพวกนักบินรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์เลยสักนิด
ด้วยความระแวดระวัง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยจึงถามเสียงเข้ม “คุณผู้โดยสารครับ ไม่ทราบว่าคุณสังกัดสายการบินไหน และมีชั่วโมงบินกี่ชั่วโมงแล้วครับ?”
เสิ่นเฟยเริ่มหงุดหงิดแล้ว
เวลาทุกวินาทีในตอนนี้มันมีค่ามากนะเว้ย
ใครจะมีเวลามาตอบคำถามพวกนี้ล่ะ?
อีกอย่าง เขาก็ไม่รู้จะแต่งประวัติปลอม ๆ ยังไงให้เนียนด้วย
ในฐานะทหารรับจ้าง บางทีใช้วิธีที่มันดิบ ๆ เถื่อน ๆ หน่อยก็คงจะดีกว่า!
เสิ่นเฟยพุ่งเข้าไปประชิดตัว ใช้แขนข้างเดียวคว้าคอเสื้อเจ้าหน้าที่คนนั้น แล้วยกตัวลอยขึ้นมาอย่างง่ายดาย
จากนั้น ทักษะ 【การจ้องมองแห่งความตาย】 ก็ถูกเปิดใช้งานทันที
เสิ่นเฟยพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาประดุจยมทูตที่เพิ่งคลานขึ้นมาจากขุมนรก “ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เอาบัตรผ่านประตูมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ซะที่ไหนล่ะ?
เขามั่นใจเลยว่า ถ้าขืนไม่ทำตามที่เสิ่นเฟยสั่ง เขาต้องโดนฆ่าตายตรงนี้แน่ ๆ
“อยู่... อยู่... อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายครับ...”
รู้อย่างนี้ยอมให้แต่แรกก็จบเรื่องแล้ว?
เสิ่นเฟยไม่รอช้า ล้วงมือเข้าไปหยิบบัตรผ่านออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเจ้าหน้าที่
เวลาเป็นเงินเป็นทอง เขาจึงรีบนำบัตรผ่านไปแตะที่เซนเซอร์ของประตูทันที
ติ๊ด....
เสียงสัญญาณดังขึ้น ตามมาด้วยเสียง ‘แกร๊ก’ ของกลอนประตูที่ปลดล็อก
ซึ่งหมายความว่าประตูถูกปลดล็อกแล้ว
แต่ทว่า
ในจังหวะที่เสิ่นเฟยจะผลักประตูเข้าไป เขากลับพบว่า ต่อให้ออกแรงดันแค่ไหน ประตูก็ยังคงปิดสนิท ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด......
มั่นใจได้เลยว่ามันไม่ได้ถูกล็อก
แต่ต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ!