- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดในทะเลทราย ดันเผลอสร้างเมืองระดับเฟิร์สคลาส
- บทที่ 390 - สร้างปาฏิหาริย์แห่งกู่หยวน!
บทที่ 390 - สร้างปาฏิหาริย์แห่งกู่หยวน!
บทที่ 390 - สร้างปาฏิหาริย์แห่งกู่หยวน!
บทที่ 390 - สร้างปาฏิหาริย์แห่งกู่หยวน!
"จะทำยังไงดี นอกจากคนเหล่านี้แล้ว ผู้นำจากศูนย์กีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศเซี่ยก็จะมาด้วย ในฐานะผู้ลงทุนหลักของวอเตอร์คิวบ์ ย่อมไม่สามารถเมินเฉยพวกเขาได้เช่นกัน"
ยิ่งคิด อู๋ซวงก็ยิ่งรู้สึกว่าลานสถาปัตยกรรมโบราณมีพื้นที่ไม่เพียงพอ
แม้ว่าในลานแต่ละหลังจะมีห้องพักมากกว่าหนึ่งห้อง แต่การจัดแจงคนเหล่านี้จะเหมือนการจัดหอพักนักศึกษาไม่ได้ ทุกเรื่องต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ท้ายที่สุดแล้วสังคมนี้ก็ยังคงเป็นสังคมที่พึ่งพาความสัมพันธ์อยู่ดี
ก๊อกๆๆ
แต่ในขณะที่อู๋ซวงกำลังคิดหาวิธี จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
"หืม"
"อธิการบดีอู๋ ผมเองครับ หวังหลง"
ไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากนอกประตู ที่แท้ก็คือต้นไม้ริมทราย
"ผูำนวยการหวังเหรอครับ"
เมื่อได้ยิน อู๋ซวงก็ลุกขึ้นไปเปิดประตูทันที
"มีอะไรเหรอครับ ผู้อำนวยการหวัง มีจุดไหนที่ยังดูแลไม่ทั่วถึงหรือเปล่า"
หลังจากเชิญต้นไม้ริมทรายเข้ามา เขาก็รินชาให้ถ้วยหนึ่ง
"อธิการบดีอู๋ ทางลานสถาปัตยกรรมโบราณไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่เมื่อครู่นี้ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเบื้องบน บอกว่าผู้นำระดับสูงของมณฑลจะเดินทางมาถึงกู่หยวนในคืนนี้ หลังจากพบคุณแล้ว พรุ่งนี้บ่ายอาจจะต้องรีบเดินทางกลับ"
ต้นไม้ริมทรายยกมือขึ้นดูเวลาแล้วพูดด้วยความประหม่าเล็กน้อย
เมื่อก่อนเขาเป็นเพียงหัวหน้าแผนกเล็กๆ ในอำเภอซาฉิน ไม่มีโอกาสได้พบผู้นำระดับสูงของมณฑลเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ด้วยการพึ่งพาอู๋ซวง เขาจึงกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการต้อนรับ โอกาสแบบนี้มีคนอิจฉาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
"เอ๊ะ รีบร้อนขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ใช่ว่าต้องรอให้กิจกรรมจบในมะรืนนี้ถึงจะกลับเหรอครับ"
อู๋ซวงมีสีหน้าเปลี่ยนไป
เรื่องนี้ค่อนข้างกะทันหันเกินไปหน่อย
"อธิการบดีอู๋ ได้ยินมาว่าช่วงบ่ายเพิ่งได้รับแจ้งว่า ช่วงค่ำของวันพรุ่งนี้เจ้าหน้าที่จากองค์การการศึกษานานาชาติจะเดินทางมาถึงเมืองซู่หลาน ดังนั้นผู้นำระดับสูงและผู้รับผิดชอบที่ดูแลส่วนต่างๆ จะต้องไปพบกับทางนั้น ก็เลย"
ต้นไม้ริมทรายบอกเล่าต้นสายปลายเหตุ
"องค์การการศึกษานานาชาติเหรอ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง งั้นก็ได้ครับ ว่าแต่ผู้นำระดับสูงจะมาถึงเมื่อไหร่เหรอครับ"
อู๋ซวงเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วจึงถามต่อ
"อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงครับ"
"อ้อ พวกเขายังไม่ได้กินข้าวใช่ไหมครับ"
"น่าจะยังครับ ครั้งนี้การเดินทางค่อนข้างกะทันหัน ช่วงบ่ายก็เลยไม่ได้แวะพักที่เมืองอู่เวย"
"ดีครับ งั้นก็จัดการให้พวกเขาไปกินข้าวที่หอสุรากู่หยวนก่อน"
อู๋ซวงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรีบจัดการสั่งการ
นี่ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะประจบสอพลออะไร แต่เป็นเพียงมารยาทพื้นฐานในการต้อนรับแขกเท่านั้น
อย่าว่าแต่เป็นผู้นำเลย ต่อให้เป็นญาติพี่น้องมาเยี่ยมบ้าน อู๋ซวงก็จะให้การต้อนรับเช่นนี้เหมือนกัน
"ครับ"
กลางดึก เวลาสองทุ่มครึ่ง หอสุรากู่หยวน ภายในห้องอาหารส่วนตัวของอู๋ซวง บนโต๊ะกลมขนาดใหญ่มีผู้นำกว่าสิบคนนั่งอยู่
ในตำแหน่งประธานมีชายอายุราวหกสิบปีนั่งอยู่ อู๋ซวงนั่งเคียงข้างเขา ส่วนต้นไม้ริมทรายนั่งอยู่ที่ตำแหน่งสุดท้ายใกล้ประตูที่สุด
ชายคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือผู้นำระดับสูงสุดที่ดูแลมณฑลซู่หลานทั้งหมด
"อธิการบดีอู๋ สถานที่ของคุณเยี่ยมมากจริงๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายโบราณ อย่าว่าแต่มากินข้าวเลย ต่อให้ไม่กินข้าว แค่เข้ามาดื่มชาข้างในนี้ก็ถือเป็นความสุขแล้ว"
ผู้นำระดับสูงมองอู๋ซวงแล้วยิ้มบางๆ
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ผู้นำระดับสูงเท่านั้น แม้แต่ผู้นำคนอื่นๆ เมื่อพบอู๋ซวงก็เรียกเขาว่าอธิการบดีอู๋ ท้ายที่สุดแล้วเรื่องตำแหน่งรองผู้บริหารมณฑลเบื้องบนก็กำหนดไว้แล้ว เพียงแค่ให้คนภายในรู้กันเอง ส่วนภายนอกก็ยังคงเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยชิ่งหัว
"ท่านผู้นำชมเกินไปแล้วครับ ก็แค่ห้องอาหารส่วนตัวธรรมดาๆ เท่านั้นเอง"
อู๋ซวงโบกมือ เอ่ยตอบอย่างถ่อมตัว
"จริงสิ อธิการบดีอู๋ ครั้งนี้เดิมทีตั้งใจจะพาพวกเขามาเรียนรู้งานสักหน่อย ผลปรากฏว่าพรุ่งนี้มีธุระต้องรีบเดินทางกลับ หรือว่าคุณจะอาศัยช่วงเวลากินข้าวนี้ช่วยเล่าให้พวกเขาฟังหน่อยล่ะ ตอนนี้กู่หยวนถือเป็นดวงดาวที่สว่างไสวที่สุดในมณฑลซู่หลานของเรา แค่การจ้างงานก็ช่วยได้เยอะแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจีดีพีเลย"
เมื่อได้ยินอู๋ซวงพูดเช่นนั้น เขาก็ยิ้มและปรับสีหน้าให้จริงจัง
"ท่านผู้นำครับ เรื่องมันเป็นแบบนี้ จากการประเมินเบื้องต้น ทางเขตทัศนียภาพกู่หยวนได้มอบตำแหน่งงานที่มั่นคงไปแล้วราวๆ ห้าพันตำแหน่ง แถมยังจะมีการเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ส่วนจีดีพีก็มีมากกว่าสามแสนล้าน ซึ่งใกล้จะถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมดของมณฑลซู่หลานในปีนี้แล้ว"
ทางด้านนี้ ยังไม่ทันที่อู๋ซวงจะเอ่ยปาก ผู้นำผู้ติดตามคนหนึ่งก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที
ไม่ใช่ว่าเขาแย่งพูด แต่เป็นการพูดเพื่อยกย่องอู๋ซวงทางอ้อมต่างหาก
"ท่านผู้นำ ผมก็แค่ทำไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนหน้านี้ก็เป็นแค่สตรีมเมอร์คนหนึ่ง การที่กู่หยวนมาถึงจุดนี้ได้ก็ถือเป็นความบังเอิญบวกกับการสนับสนุนตลอดทางจากผู้นำของอำเภอซาฉิน"
เมื่อได้ยินว่าจะให้เขาเป็นคนพูด อู๋ซวงก็โบกมือปฏิเสธอีกครั้ง
แม้ว่าเขาจะมีตำแหน่ง แต่ในใจลึกๆ เขาไม่ได้มองตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่เลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ให้เขาเป็นคนพูดก็ไม่รู้ว่าจะเปิดปากเริ่มตรงไหนดี
"ไม่ๆ อธิการบดีอู๋ช่วยเล่าให้พวกเขาฟังหน่อยเถอะ จีดีพีต่อหัวของมณฑลซู่หลานของเรานั้นรั้งท้ายประเทศเซี่ยมาโดยตลอด และคุณยังเป็นคนที่เบื้องบนแต่งตั้งมาเป็นการเฉพาะอีก พูดตามตรง ผมควรเป็นตัวแทนประชาชนทั่วมณฑลซู่หลานขอบคุณคุณจริงๆ ตั้งแต่เริ่มซื้อฟางข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปรับปรุงสภาพแวดล้อมมาจนถึงตอนนี้ ตลอดทางที่เดินมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
เมื่อเห็นอู๋ซวงปฏิเสธ ผู้นำระดับสูงก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรู้สึกชื่นชมอู๋ซวงขึ้นมาอีกหลายส่วนอย่างอดไม่ได้
ในโอกาสแบบนี้หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงถือโอกาสแสดงผลงานไปแล้วไม่ใช่เหรอ
แต่อู๋ซวงกลับไม่ทำเช่นนั้น
"มิน่าล่ะเบื้องบนถึงได้เลื่อนตำแหน่งให้เร็วขนาดนี้ อนาคตข้างหน้าต้องก้าวไกลไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน"
ภายในใจผู้นำระดับสูงคิดเงียบๆ เมื่อมองอู๋ซวงอีกครั้ง สีหน้าก็เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อย
ในขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้เขามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกู่หยวนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างปาฏิหาริย์แห่งกู่หยวนขึ้นมา
หากกู่หยวนกลายเป็นไข่มุกบนทะเลทรายได้จริงๆ
อย่าว่าแต่ในประเทศเซี่ยเลย ต่อให้เป็นบนดาวเทียนหลานทั้งดวงก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์
ไร้คู่แข่ง!
"ท่านผู้นำครับ ไม่มีอะไรจะพูดจริงๆ เอาแบบนี้ดีไหม หากท่านผู้นำมีคำถามอื่นใดก็สามารถถามผมได้ ผมยินดีตอบอย่างละเอียดแน่นอน"
เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง อู๋ซวงก็เปลี่ยนคำพูด
แทนที่จะให้ตัวเองพูด สู้ให้พวกเขาเป็นคนพูดดีกว่า
"หืม แบบนี้ก็ได้ งั้นผมเป็นคนเลือกนะ เริ่มจากฝ่ายการศึกษาก่อนเลย นี่เป็นโอกาสดี จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด"
ผู้นำระดับสูงเห็นอู๋ซวงเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ดึงดันให้อู๋ซวงเป็นคนพูดอีก จากนั้นก็ชี้ไปที่ผู้นำวัยกลางคนคนหนึ่งที่มาด้วย
"อธิการบดีอู๋ครับ เรื่องเป็นแบบนี้ มณฑลซู่หลานของเราขาดแคลนทรัพยากรเนื่องจากขนาดทางเศรษฐกิจ ถึงตอนนั้นหลังจากก่อตั้งมหาวิทยาลัยกู่หยวนแล้ว จะสามารถให้สิทธิพิเศษในการรับสมัครนักศึกษากับทางซู่หลานของเราบ้างได้ไหมครับ เด็กๆ ออกมาจากภูเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การจะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ สักแห่งยิ่งไม่ง่ายเข้าไปใหญ่"
เมื่อถูกเรียกชื่อ ผู้นำคนนั้นก็พยักหน้าให้อู๋ซวงก่อนแล้วค่อยเอ่ยปาก
เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา
เพราะเวลามีจำกัด ไม่มีเวลามาพูดเรื่องไร้สาระเกินจริงเหล่านั้น
"อ้อ ท่านผู้นำวางใจได้ ในเมื่อกู่หยวนของพวกเราอยู่ในมณฑลซู่หลานก็ต้องให้โควตากับทางซู่หลานไม่น้อยแน่นอน แผนการเบื้องต้นคือให้โควตานักเรียนที่มีทะเบียนบ้านกู่หยวนห้าร้อยคน ทะเบียนบ้านมณฑลซู่หลานหนึ่งพันคน นักเรียนจากมณฑลและเมืองอื่นๆ อีกสองพันห้าร้อยคน ในปีการศึกษาแรกตั้งใจจะรับนักศึกษาทั้งหมดสี่พันคนครับ"
อู๋ซวงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เรื่องนี้เขาได้ปรึกษากับอธิการบดีทั้งสองของมหาวิทยาลัยกู่หยวนเรียบร้อยแล้ว แถมยังส่งแผนการรับสมัครนักศึกษาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วด้วย
แม้จะดูเหมือนไม่ค่อยยุติธรรมกับนักเรียนต่างมณฑลสักเท่าไหร่ แต่ความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้
มหาวิทยาลัยในต่างมณฑลก็คอยช่วยเหลือนักเรียนในท้องถิ่นของตัวเองเช่นกัน
จุดนี้น่าจะไม่มีข้อโต้แย้งอะไร
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณอธิการบดีอู๋มากๆ เลยครับ ขอบคุณจากใจจริงเลย ผมขอเป็นตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่สามทั่วมณฑลซู่หลานขอบคุณคุณด้วยครับ"
เมื่อได้คำตอบที่แน่ชัด ผู้นำที่ดูแลด้านการศึกษาก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่งทันที