เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 104 : ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์... เก่งมากเหรอ ?

บทที่ 104 : ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์... เก่งมากเหรอ ?

บทที่ 104 : ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์... เก่งมากเหรอ ?


สาว ๆ ทั้งหลายต่างก็ชะงักกึกหลังจากได้ยิน

“วะ...  ว่าไงนะคะอาจารย์”

“จะให้พวกเราเข้าห้องหนึ่ง ? ไปเป็นนักศึกษาของคุณเหรอคะ”

คำพูดของเฉินมู่เป็นเหมือนระเบิดทิ้งลงกลางวงเต็ม ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

อย่าว่าแต่เมิ่งซือหว่านกับสาวสายหวานคนอื่น ๆ เลย  แม้แต่เหล่าเทพธิดาเย็นชาอย่างยู่เหลียนเสวี่ยก็ยังถึงกับไปไม่เป็นเหมือนกัน

ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเธอต่างก็จินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นับไม่ถ้วน  ยิ่งรวมไปถึงเรื่องที่เฉินมู่อาจจะเห็นว่าพวกตนสวยเลยอยากจะครอบครองไว้เป็นของตัวเอง

เนื่องจากชื่อเสียของเฉินมู่มันแพร่กระจายไปทั่วแล้ว  ดังนั้นจึงคิดว่าเขาย่อมสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้จริง ๆ

แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเป้าหมายของเฉินมู่จะเป็นการรับพวกตนไปเป็นนักศึกษาซะงั้น

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเหลือเชื่อ  แต่เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง

ถึงแม้การแสดงฝีมือของเซี่ยจู๋มันจะน่าทึ่ง  และถึงแม้ทุกคนจะเดาได้ว่านักศึกษาห้อง 1 ไม่ใช่คนธรรมดา

อีกทั้งพวกเธอก็ยังมีข้อสงสัยในตัวเฉินมู่อยู่บ้างว่าอาจไม่ได้ไร้จรรยาบรรณในวิชาชีพอย่างที่เห็นภายนอกก็ตามที

แต่จะให้พวกตนไปเป็นนักศึกษาในสังกัดเนี่ยนะ ?

ล้อเล่นรึเปล่าเนี่ย

ตัดพวกยู่เหลียนเสวี่ยออกไป  ที่เหลือก็คือบรรดาสาว ๆ ที่ตามก้นต้อย ๆ มาด้วยนั้นต่างโวยวายกันยกใหญ่

“นี่แหนะจารย์เฉิน  นี่มันไม่ตลกเลยนะคะ  นี่คิดจะรับเจ๊เสวี่ยบ้านหนูไปเป็นนักศึกษาในสังกัดเนี่ยนะ ?”

“รู้มั่งมั้ยว่าเจ๊เสวี่ยบ้านหนูน่ะเป็นอัจฉริยะระดับร้อยปีมีหนึ่งของสถาบันหลวงเลยนะ  ติดอันดับแปดสิแปดทำเนียบสวรรค์ !”

“แถมยังเป็นหัวหน้าทีมเกล็ดหิมะ  ติดอันดับท็อปห้าของปีสี่  ฉายาเทพธิดาหิมะผู้มีศักยภาพระดับเอในขอบเขตปราชญ์ยุทธ์ห้าดาวเลยเชียวนะ !”

“แล้วนี่จารย์ยังอยากจะให้เจ๊แกไปเป็นนักศึกษาในสังกัดให้อีก  ขอโทษเถอะค่ะจารย์  แต่ด้วยศักยภาพระดับเอฟที่พึ่งจะปลุกพลังได้ไม่นานเนี่ยนะเหรอ ? เหอะ ! จารย์เคยฝึกทักษะยุทธ์มามั่งป่าวก่อน  จารย์มีไรจะมาสอนเจ๊แกได้ฮะ !”

“อย่าว่าแต่จารย์เองเลย  ต่อให้เป็นอาจารย์ปีสี่ก็ยังมีแค่ไม่กี่คนที่มีระดับการฝึกฝนสู้เจ๊เสวี่ยบ้านหนูได้นะขอบอก !”

สาวผมสั้นพูดจาหยาบคายอย่างยิ่ง  ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่แสดงออกมานี้คือตัวแทนของความรู้สึกหรือเสียงสะท้องจากใจของสาว ๆ ทุกคน

ส่วนใหญ่เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและมี ‘หน้าที่การงาน’ เป็นของตัวเอง  ซึ่งได้หาที่ทางหลังจากเรียนจบเอาไว้หมดแล้วด้วย

แม้ว่าอนาคตอาจจะไม่สดใสมากนัก  แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าแย่อีกเยอะ

และไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็ดีกว่าเริ่มต้นใหม่หมดใช่ไหมล่ะ

ถ้าหากในบรรดาพวกเธอเหล่านี้มีสักคนลดชั้นลงไปเป็นนักศึกษาห้อง 1 ล่ะก็  มันจะไม่ใช่แค่น่าอายหรอก  แต่มันบ้าบอคอแตกสุด ๆ ไปเลยต่างหาก !

เมื่อเห็นว่าสีหน้าของทุกคนดูไม่ค่อยดีซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจเต็มเหนี่ยว  เฉินมู่กลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย

เพราะเขาไม่แปลกใจกับพฤติกรรมของพวกเธอเลย

“ปราชยุทธ์ห้าดาว...”

เฉินมู่พึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเองพลางมองสำรวจยู่เหลียนเสวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ดูจากอายุกับศักยภาพของคุณ  การบรรลุระดับการฝึกฝนนี้ได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ นั่นแหละ”

ยู่เหลียนเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกงุนงงกับคำชมที่มาอย่างกะทันหัน

“แต่คุณติดอยู่ที่ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์ห้าดาวมาสี่เดือนแล้วไม่ใช่เหรอ”

ยู่เหลียนเสวี่ยตกใจ

“คุณใจร้อนอยากได้ผลลัพธ์เร็วเกินไป  ตอนนี้จุดตันเถียนก็เริ่มแสดงอาการแตกร้าวให้เห็นแล้ว  ประกอบกับการต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตมาหลายปี  ไหล่ซ้าย  แขนขวาท่องล่าง  ช่องท้องขวา  ขาขวา  กระดูกหน้าแข้งซ้าย  เหล่านี้ล้วนได้รับความเสียหายในระดับต่าง ๆ กันไป”

“ยิ่งไปกว่านั้นคือเส้นลมปราณหลักที่แขนซ้าย  กระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่สี่กับห้า  แล้วก็ตับ  ไต  หัวใจ  ล้วนได้รับความเสียหายเพราะไปดูดซึมสมบัติสวรรค์จำพวกสมุนไพรล้ำค่าหายากอย่างรุนแรง”

“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็  จุดจบของชีวิตคุณก็คือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์สามดาว”

ยู่เหลียนเสวี่ยได้ยินถึงกับสีหน้าเปลี่ยน  นัยน์ตาหดวูบอย่างเห็นได้ชัด

เธอไม่คาดคิดเลยว่าเฉินมู่จะมองบาดแผลซ่อนเร้นของตนได้อย่างทะลุปรุโปร่งเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว !

ที่สำคัญก็คือเธอเคยเสียเงินก้อนโตจ้างยอมฝีมือขอบเขตเทพยุทธ์หญิงท่านหนึ่งมาช่วยตรวจร่างกายให้  และผลก็คือเหมือนกับที่เฉินมู่พูดเมื่อกี๊ทุกประการ !

ความสามารถในการรับรู้และสังเกตที่ผิดปกติแบบนี้เป็นอะไรที่ทั้งชีวิตเธอไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนโดยแท้ !

“แล้วก็คุณ  กู้ว่างเยียน”

“สภาพคุณดีกว่าเธอเล็กน้อย  จุดจบของคุณก็คือจักรพรรดิยุทธ์สี่ดาวอยู่ดี”

“ดูจากสภาพของพวกคุณตอนนี้แล้วผมว่าถ้าระดับการฝึกฝนไม่ถดถอยในอีกห้าปีข้างหน้าก็นับว่าพวกคุณดูแลตัวเองได้ดีประกอบกับโชคช่วยสุด ๆ แล้วล่ะ”

แต่ละคนต่างหน้าซีดสีตกกันหมด  หมัดกำแน่นขึ้นเองโดยสัญชาติญาณ

สาวผมสั้นนั้นหน้าซีดเป็นกระดาษด้วยความหวาดผวาสุด ๆ

เพราะที่เฉินมู่พูดมาไม่ใช่การข่มขู่  ทุกคำพูดล้วนมีหลักฐานรองรับไว้หมด

นี่มันน่ากลัวสุด ๆ ไปเลย !

กู้ว่างเยียนกัดฟันกรอดพลางจ้องเฉินมู่เขม็งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“แล้วไงล่ะคะ  อาจารย์รู้ไปจะทำอะไรได้ล่ะ”

“หนูก็รู้ถึงอาการบาดเจ็บของตัวเองดี  มันเป็นเรื่องที่ต่อให้ใช้สมบัติล้ำค่าฟ้าดินใด ๆ ก็รักษาไม่ได้”

“ไม่ใช่แค่หนูคนเดียวหรอก  หนูเชื่อว่าพวกเธอทุกคนก็เป็นเหมือนกันแหละ”

พอได้ยินแบบนั้นทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ต่อให้อาจารย์จะรักษาแผลของพวกหนูได้ก็เถอะ  แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร  อาจารย์จะให้เราเสียเวลาชีวิตเปล่า ๆ ไปกับการติดตามอาจารย์เหรอคะ”

“อาจารย์จะสอนอะไรพวกเราได้บ้าง  พวกเราส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ขอบเขตราชันยุทธ์ก็ปราชญ์ยุทธ์  สูงกว่าขอบเขตของอาจารย์ในมหาลัยส่วนใหญ่ซะอีก  นี่แหละค่ะความเป็นจริง”

ที่พูดมาก็จริง  พวกเธอไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสา  ทุกคนต่างมีความรู้ความเข้าใจและวิสัยทัศน์กว้างไกลในการฝึกฝนวรยุทธ์ของตัวเอง

ดังนั้นพวกเธอทุกคนจึงมั่นใจเต็มที่ว่ากู้ว่างเยียนพูดถูก

สุดท้ายแล้วปัญหาเรื่องศักยภาพและระดับการฝึกฝนของเฉินมู่ก็ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ

สำหรับผู้ที่มีศักยภาพระดับ F แล้ว  ไม่ต้องพูดถึง 3 เดือนเลย  ต่อให้เป็น 3 ปี  หรือ 30 ปี  จุดจบก็อยู่ที่ขอบเขตนักยุทธ์เท่านั้นแหละ

นี่ไม่ใช่สิ่งที่ความพยายามเพียงอย่างเดียวจะสามารถชดเชยให้ได้  ไม่อย่างนั้นแล้วทำไมมันถึงต้องมีการแบ่งแยกระดับของศักยภาพกันล่ะ

แต่พวกเธอไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าไอ้ที่คิด ๆ อยู่นั่นน่ะมันเข้าทางเฉินมู่พอดีเป๊ะเลย !

“น่าสนใจ……”

เมื่อได้ยินเฉินมู่เอ่ยปากแล้วทุกคนต่างชะงักไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งซูเสี่ยวเถา  เมื่อหล่อนเห็นรอยยิ้มพร้อมแววตาที่กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มแบบแปลก ๆ ของเฉินมู่แล้ว  เธอก็รีบหยิบสมุดบันทึกกับปากกาออกมาเตรียมจดทันที

เพราะเธอรู้ว่าเฉินมู่กำลังจะเทศน์อีกแล้ว ! ต้องจดเอาไว้ ! มันเป็นธรรมเนียมของห้อง !

หัวสมองที่ความจำดีนั้นยังสู้ปากกาที่เขียนไม่ดีเสียอีก !

“ใครบอก...  ผมรักษาแผลให้พวกคุณไม่ได้ ?”

“ใครบอก...  ผมสอนอะไรพวกคุณไม่ได้ ?”

เมื่อเห็นทุกคนกำลังอึ้งเก็มกี่ไปอีกรอบ  เฉินมู่ก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วพูดว่า

“ระดับปราชญ์ยุทธ์...  เก่งนักเหรอ ?”

“ด้วยฝีมือแค่นี้ของพวกคุณแล้วไม่ต้องถึงขั้นเสี่ยวจู๋หรอก  แค่ยัยเจ้าระเบียบ (หวางหยู่หนิง) ก็จัดการพวกคุณได้ราบคาบสบายบรื๋อแล้ว”

เมื่อเห็นว่าเฉินมู่หยุดพูดแล้ว  ซูเสี่ยวเถาก็ไม่ได้สนใจสีหน้าบึ้งตึงของหวางหยู่หนิง  มือก็ตวัดปากกาจดโดยปากก็พึมพำกับตัวเองไปด้วยทันที

“เหล่าเติ้งขี้โม้แล้วหนึ่งรอบ !”

“? ? ?”

เฉินมู่ได้ยินก็หน้าตึง  หันไปจ้องซูเสี่ยวเถาเขม็ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ตั้งใจให้หนักแน่นและลึกซึ้ง

“ระดับเอฟแล้วไง  ระดับเอฟก็ยังหามหาเต๋าแล้วผงาดเหนือคนอื่นได้”

“พวกคุณชอบเอาพรสวรรค์มาตัดสินวีรบุรุษ  นั่นมันความคิดคับแคบ  เป็นจุดบกพร่องที่ทำให้ตัวเองหยุดนิ่งอยู่กับที่  แล้วจะไปคาดหวังอะไรกับความก้าวหน้า”

“ขอบอกเลยนะว่า  ถ้าพวกคุณเข้ามาอยู่ห้องหนึ่งของผมล่ะก็  ผมไม่เพียงแต่สามารถช่วยพวกคุณรักษาบาดแผลซ่อนเร้นให้ได้  แต่ยังช่วยให้พวกคุณก้าวขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอีกขั้นจนเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิกันทุกคน !”

“เหล่าเติ้งโม้เหม็นอีกหนึ่ง”

“ซูเสี่ยวเถา ? ! ?”

เฉินมู่ตัวสั่นด้วยความโกรธหันหน้าอันโกรธจัดนั้นไปจ้องซูเสี่ยวเถาพร้อมกับกัดฟันแน่น

“จะเขียนก็เขียนไปสิวะ  ปากจะแพล่มเพื่อ ? !”

ซูเสี่ยวเถาตกใจและรีบกลับไปเขียนต่ออย่างขะมักเขม้น

“เหล่าเติ้งพอความแตกโดนจี้ใจดำเลยทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน”

“? ? ?”

“เห้ย ! มึงจะมากไปแล้วนะ ? ! ?”

เฉินมู่ใช้สายตาเคืองแค้นจ้องเขม็ง  ม้วนแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะลงมือตีคน

พวกลั่วซือหานพอเห็นแบบนั้นต่างก็หน้าดำคล้ำรีบผลักเฉินหยิ่งที่กำลังงุนงงกับเหตุการณ์ออกไปและช่วยกันล็อกตัวเขาไว้

“อีเหี้ยนี่  คันเนื้อคันตัวอยากโดนตีนใช่มั้ยวะ  อยากโดนทืบมึงก็บอกมาตรง ๆ เลยเซ่ !”

“เหล่าเติ้งตัวไม่ใหญ่แต่ใจกลับร้อน  ชอบโชว์พาวด้วยการทำร้ายนักศึกษาในที่สาธารณะ !”

“อีเหี้ยนี่  วันนี้ถ้ากูจะสอนให้มึงรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร  ถ้าวันนี้กูไม่ตืบมึงจนเห็นดาวมึงคงไม่รู้ล่ะสินะว่าทำไมดอกไม้ถึงเป็นสีแดง ! ! !”

“เห้ย ๆ ๆ จารย์ ๆ หยุดก่อน ๆ ยู้ดดดดดดดดดด !”

“พอแล้วจารย์พอแล้ว  เสี่ยวเถามันก็แค่จดบันทึกเพราะจารย์สั่งให้มันทำอยู่ไง !”

ซูเสี่ยวเถาที่เห็นเฉินมู่ทำหน้าโหดกระโจนเข้ามามือก็รีบจดอย่างเมามัน

“เหล่าเติ้งชอบทั้งขี้เก๊กทั้งขี้โม้  อ้อ  แล้วก็ชอบมองสาว ๆ สวย ๆ เหมือนชอบเชยผมบุปผางามด้วย”

“ซูเสี่ยวเถา ? ! อีเวรนี่  วันนี้มึงต้องทิ้งขาไว้ข้างนึงแล้วล่ะ ! !”

“เมื่อเหล่าเติ้งอยากจะดูขาคนอื่นแต่เค้าไม่ให้ดูเลยเริ่มหันมาจ้องขาของนักศึกษาตัวเอง”

“ซูเสี่ยวเถา ! ! !”

“ฮะ ? ! เหี้ย  ! ! ! จารย์คะจารย์ ๆ อย่าค่ะจารย์อย่า ๆ ! !”

“ใจเย็น ๆ ! ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะจารย์  อย่าคิดมาก  อย่าคิดมากค่า ~ ! ! !”

เมื่อมองไปที่ห้อง 1 ซึ่งตกอยู่ในสภาพวุ่นวายไปหมด

ในตอนแรกพวกยู่เหลียนเสวี่ยก็ตกใจกับคำพูดของเฉินมู่อยู่หรอก

แต่มาตอนนี้แล้วก็ต้องเป็นงงไปกับภาพที่เห็นและอ้าปากค้างไปกับความพูดอะไรไม่ออก

นะ...  นี่คือสภาพของห้อง 1 เหรอเนี่ย...  เอาจริงดิ ?

จบบทที่ บทที่ 104 : ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์... เก่งมากเหรอ ?

คัดลอกลิงก์แล้ว