- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 104 : ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์... เก่งมากเหรอ ?
บทที่ 104 : ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์... เก่งมากเหรอ ?
บทที่ 104 : ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์... เก่งมากเหรอ ?
สาว ๆ ทั้งหลายต่างก็ชะงักกึกหลังจากได้ยิน
“วะ... ว่าไงนะคะอาจารย์”
“จะให้พวกเราเข้าห้องหนึ่ง ? ไปเป็นนักศึกษาของคุณเหรอคะ”
คำพูดของเฉินมู่เป็นเหมือนระเบิดทิ้งลงกลางวงเต็ม ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
อย่าว่าแต่เมิ่งซือหว่านกับสาวสายหวานคนอื่น ๆ เลย แม้แต่เหล่าเทพธิดาเย็นชาอย่างยู่เหลียนเสวี่ยก็ยังถึงกับไปไม่เป็นเหมือนกัน
ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเธอต่างก็จินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นับไม่ถ้วน ยิ่งรวมไปถึงเรื่องที่เฉินมู่อาจจะเห็นว่าพวกตนสวยเลยอยากจะครอบครองไว้เป็นของตัวเอง
เนื่องจากชื่อเสียของเฉินมู่มันแพร่กระจายไปทั่วแล้ว ดังนั้นจึงคิดว่าเขาย่อมสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้จริง ๆ
แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเป้าหมายของเฉินมู่จะเป็นการรับพวกตนไปเป็นนักศึกษาซะงั้น
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเหลือเชื่อ แต่เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง
ถึงแม้การแสดงฝีมือของเซี่ยจู๋มันจะน่าทึ่ง และถึงแม้ทุกคนจะเดาได้ว่านักศึกษาห้อง 1 ไม่ใช่คนธรรมดา
อีกทั้งพวกเธอก็ยังมีข้อสงสัยในตัวเฉินมู่อยู่บ้างว่าอาจไม่ได้ไร้จรรยาบรรณในวิชาชีพอย่างที่เห็นภายนอกก็ตามที
แต่จะให้พวกตนไปเป็นนักศึกษาในสังกัดเนี่ยนะ ?
ล้อเล่นรึเปล่าเนี่ย
ตัดพวกยู่เหลียนเสวี่ยออกไป ที่เหลือก็คือบรรดาสาว ๆ ที่ตามก้นต้อย ๆ มาด้วยนั้นต่างโวยวายกันยกใหญ่
“นี่แหนะจารย์เฉิน นี่มันไม่ตลกเลยนะคะ นี่คิดจะรับเจ๊เสวี่ยบ้านหนูไปเป็นนักศึกษาในสังกัดเนี่ยนะ ?”
“รู้มั่งมั้ยว่าเจ๊เสวี่ยบ้านหนูน่ะเป็นอัจฉริยะระดับร้อยปีมีหนึ่งของสถาบันหลวงเลยนะ ติดอันดับแปดสิแปดทำเนียบสวรรค์ !”
“แถมยังเป็นหัวหน้าทีมเกล็ดหิมะ ติดอันดับท็อปห้าของปีสี่ ฉายาเทพธิดาหิมะผู้มีศักยภาพระดับเอในขอบเขตปราชญ์ยุทธ์ห้าดาวเลยเชียวนะ !”
“แล้วนี่จารย์ยังอยากจะให้เจ๊แกไปเป็นนักศึกษาในสังกัดให้อีก ขอโทษเถอะค่ะจารย์ แต่ด้วยศักยภาพระดับเอฟที่พึ่งจะปลุกพลังได้ไม่นานเนี่ยนะเหรอ ? เหอะ ! จารย์เคยฝึกทักษะยุทธ์มามั่งป่าวก่อน จารย์มีไรจะมาสอนเจ๊แกได้ฮะ !”
“อย่าว่าแต่จารย์เองเลย ต่อให้เป็นอาจารย์ปีสี่ก็ยังมีแค่ไม่กี่คนที่มีระดับการฝึกฝนสู้เจ๊เสวี่ยบ้านหนูได้นะขอบอก !”
สาวผมสั้นพูดจาหยาบคายอย่างยิ่ง ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่แสดงออกมานี้คือตัวแทนของความรู้สึกหรือเสียงสะท้องจากใจของสาว ๆ ทุกคน
ส่วนใหญ่เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและมี ‘หน้าที่การงาน’ เป็นของตัวเอง ซึ่งได้หาที่ทางหลังจากเรียนจบเอาไว้หมดแล้วด้วย
แม้ว่าอนาคตอาจจะไม่สดใสมากนัก แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าแย่อีกเยอะ
และไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็ดีกว่าเริ่มต้นใหม่หมดใช่ไหมล่ะ
ถ้าหากในบรรดาพวกเธอเหล่านี้มีสักคนลดชั้นลงไปเป็นนักศึกษาห้อง 1 ล่ะก็ มันจะไม่ใช่แค่น่าอายหรอก แต่มันบ้าบอคอแตกสุด ๆ ไปเลยต่างหาก !
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของทุกคนดูไม่ค่อยดีซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจเต็มเหนี่ยว เฉินมู่กลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย
เพราะเขาไม่แปลกใจกับพฤติกรรมของพวกเธอเลย
“ปราชยุทธ์ห้าดาว...”
เฉินมู่พึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเองพลางมองสำรวจยู่เหลียนเสวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ดูจากอายุกับศักยภาพของคุณ การบรรลุระดับการฝึกฝนนี้ได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ นั่นแหละ”
ยู่เหลียนเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกงุนงงกับคำชมที่มาอย่างกะทันหัน
“แต่คุณติดอยู่ที่ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์ห้าดาวมาสี่เดือนแล้วไม่ใช่เหรอ”
ยู่เหลียนเสวี่ยตกใจ
“คุณใจร้อนอยากได้ผลลัพธ์เร็วเกินไป ตอนนี้จุดตันเถียนก็เริ่มแสดงอาการแตกร้าวให้เห็นแล้ว ประกอบกับการต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตมาหลายปี ไหล่ซ้าย แขนขวาท่องล่าง ช่องท้องขวา ขาขวา กระดูกหน้าแข้งซ้าย เหล่านี้ล้วนได้รับความเสียหายในระดับต่าง ๆ กันไป”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือเส้นลมปราณหลักที่แขนซ้าย กระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่สี่กับห้า แล้วก็ตับ ไต หัวใจ ล้วนได้รับความเสียหายเพราะไปดูดซึมสมบัติสวรรค์จำพวกสมุนไพรล้ำค่าหายากอย่างรุนแรง”
“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ จุดจบของชีวิตคุณก็คือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์สามดาว”
ยู่เหลียนเสวี่ยได้ยินถึงกับสีหน้าเปลี่ยน นัยน์ตาหดวูบอย่างเห็นได้ชัด
เธอไม่คาดคิดเลยว่าเฉินมู่จะมองบาดแผลซ่อนเร้นของตนได้อย่างทะลุปรุโปร่งเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว !
ที่สำคัญก็คือเธอเคยเสียเงินก้อนโตจ้างยอมฝีมือขอบเขตเทพยุทธ์หญิงท่านหนึ่งมาช่วยตรวจร่างกายให้ และผลก็คือเหมือนกับที่เฉินมู่พูดเมื่อกี๊ทุกประการ !
ความสามารถในการรับรู้และสังเกตที่ผิดปกติแบบนี้เป็นอะไรที่ทั้งชีวิตเธอไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนโดยแท้ !
“แล้วก็คุณ กู้ว่างเยียน”
“สภาพคุณดีกว่าเธอเล็กน้อย จุดจบของคุณก็คือจักรพรรดิยุทธ์สี่ดาวอยู่ดี”
“ดูจากสภาพของพวกคุณตอนนี้แล้วผมว่าถ้าระดับการฝึกฝนไม่ถดถอยในอีกห้าปีข้างหน้าก็นับว่าพวกคุณดูแลตัวเองได้ดีประกอบกับโชคช่วยสุด ๆ แล้วล่ะ”
แต่ละคนต่างหน้าซีดสีตกกันหมด หมัดกำแน่นขึ้นเองโดยสัญชาติญาณ
สาวผมสั้นนั้นหน้าซีดเป็นกระดาษด้วยความหวาดผวาสุด ๆ
เพราะที่เฉินมู่พูดมาไม่ใช่การข่มขู่ ทุกคำพูดล้วนมีหลักฐานรองรับไว้หมด
นี่มันน่ากลัวสุด ๆ ไปเลย !
กู้ว่างเยียนกัดฟันกรอดพลางจ้องเฉินมู่เขม็งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แล้วไงล่ะคะ อาจารย์รู้ไปจะทำอะไรได้ล่ะ”
“หนูก็รู้ถึงอาการบาดเจ็บของตัวเองดี มันเป็นเรื่องที่ต่อให้ใช้สมบัติล้ำค่าฟ้าดินใด ๆ ก็รักษาไม่ได้”
“ไม่ใช่แค่หนูคนเดียวหรอก หนูเชื่อว่าพวกเธอทุกคนก็เป็นเหมือนกันแหละ”
พอได้ยินแบบนั้นทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ต่อให้อาจารย์จะรักษาแผลของพวกหนูได้ก็เถอะ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร อาจารย์จะให้เราเสียเวลาชีวิตเปล่า ๆ ไปกับการติดตามอาจารย์เหรอคะ”
“อาจารย์จะสอนอะไรพวกเราได้บ้าง พวกเราส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ขอบเขตราชันยุทธ์ก็ปราชญ์ยุทธ์ สูงกว่าขอบเขตของอาจารย์ในมหาลัยส่วนใหญ่ซะอีก นี่แหละค่ะความเป็นจริง”
ที่พูดมาก็จริง พวกเธอไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสา ทุกคนต่างมีความรู้ความเข้าใจและวิสัยทัศน์กว้างไกลในการฝึกฝนวรยุทธ์ของตัวเอง
ดังนั้นพวกเธอทุกคนจึงมั่นใจเต็มที่ว่ากู้ว่างเยียนพูดถูก
สุดท้ายแล้วปัญหาเรื่องศักยภาพและระดับการฝึกฝนของเฉินมู่ก็ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ
สำหรับผู้ที่มีศักยภาพระดับ F แล้ว ไม่ต้องพูดถึง 3 เดือนเลย ต่อให้เป็น 3 ปี หรือ 30 ปี จุดจบก็อยู่ที่ขอบเขตนักยุทธ์เท่านั้นแหละ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ความพยายามเพียงอย่างเดียวจะสามารถชดเชยให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วทำไมมันถึงต้องมีการแบ่งแยกระดับของศักยภาพกันล่ะ
แต่พวกเธอไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าไอ้ที่คิด ๆ อยู่นั่นน่ะมันเข้าทางเฉินมู่พอดีเป๊ะเลย !
“น่าสนใจ……”
เมื่อได้ยินเฉินมู่เอ่ยปากแล้วทุกคนต่างชะงักไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซูเสี่ยวเถา เมื่อหล่อนเห็นรอยยิ้มพร้อมแววตาที่กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มแบบแปลก ๆ ของเฉินมู่แล้ว เธอก็รีบหยิบสมุดบันทึกกับปากกาออกมาเตรียมจดทันที
เพราะเธอรู้ว่าเฉินมู่กำลังจะเทศน์อีกแล้ว ! ต้องจดเอาไว้ ! มันเป็นธรรมเนียมของห้อง !
หัวสมองที่ความจำดีนั้นยังสู้ปากกาที่เขียนไม่ดีเสียอีก !
“ใครบอก... ผมรักษาแผลให้พวกคุณไม่ได้ ?”
“ใครบอก... ผมสอนอะไรพวกคุณไม่ได้ ?”
เมื่อเห็นทุกคนกำลังอึ้งเก็มกี่ไปอีกรอบ เฉินมู่ก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วพูดว่า
“ระดับปราชญ์ยุทธ์... เก่งนักเหรอ ?”
“ด้วยฝีมือแค่นี้ของพวกคุณแล้วไม่ต้องถึงขั้นเสี่ยวจู๋หรอก แค่ยัยเจ้าระเบียบ (หวางหยู่หนิง) ก็จัดการพวกคุณได้ราบคาบสบายบรื๋อแล้ว”
เมื่อเห็นว่าเฉินมู่หยุดพูดแล้ว ซูเสี่ยวเถาก็ไม่ได้สนใจสีหน้าบึ้งตึงของหวางหยู่หนิง มือก็ตวัดปากกาจดโดยปากก็พึมพำกับตัวเองไปด้วยทันที
“เหล่าเติ้งขี้โม้แล้วหนึ่งรอบ !”
“? ? ?”
เฉินมู่ได้ยินก็หน้าตึง หันไปจ้องซูเสี่ยวเถาเขม็ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ตั้งใจให้หนักแน่นและลึกซึ้ง
“ระดับเอฟแล้วไง ระดับเอฟก็ยังหามหาเต๋าแล้วผงาดเหนือคนอื่นได้”
“พวกคุณชอบเอาพรสวรรค์มาตัดสินวีรบุรุษ นั่นมันความคิดคับแคบ เป็นจุดบกพร่องที่ทำให้ตัวเองหยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้วจะไปคาดหวังอะไรกับความก้าวหน้า”
“ขอบอกเลยนะว่า ถ้าพวกคุณเข้ามาอยู่ห้องหนึ่งของผมล่ะก็ ผมไม่เพียงแต่สามารถช่วยพวกคุณรักษาบาดแผลซ่อนเร้นให้ได้ แต่ยังช่วยให้พวกคุณก้าวขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอีกขั้นจนเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิกันทุกคน !”
“เหล่าเติ้งโม้เหม็นอีกหนึ่ง”
“ซูเสี่ยวเถา ? ! ?”
เฉินมู่ตัวสั่นด้วยความโกรธหันหน้าอันโกรธจัดนั้นไปจ้องซูเสี่ยวเถาพร้อมกับกัดฟันแน่น
“จะเขียนก็เขียนไปสิวะ ปากจะแพล่มเพื่อ ? !”
ซูเสี่ยวเถาตกใจและรีบกลับไปเขียนต่ออย่างขะมักเขม้น
“เหล่าเติ้งพอความแตกโดนจี้ใจดำเลยทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน”
“? ? ?”
“เห้ย ! มึงจะมากไปแล้วนะ ? ! ?”
เฉินมู่ใช้สายตาเคืองแค้นจ้องเขม็ง ม้วนแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะลงมือตีคน
พวกลั่วซือหานพอเห็นแบบนั้นต่างก็หน้าดำคล้ำรีบผลักเฉินหยิ่งที่กำลังงุนงงกับเหตุการณ์ออกไปและช่วยกันล็อกตัวเขาไว้
“อีเหี้ยนี่ คันเนื้อคันตัวอยากโดนตีนใช่มั้ยวะ อยากโดนทืบมึงก็บอกมาตรง ๆ เลยเซ่ !”
“เหล่าเติ้งตัวไม่ใหญ่แต่ใจกลับร้อน ชอบโชว์พาวด้วยการทำร้ายนักศึกษาในที่สาธารณะ !”
“อีเหี้ยนี่ วันนี้ถ้ากูจะสอนให้มึงรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าวันนี้กูไม่ตืบมึงจนเห็นดาวมึงคงไม่รู้ล่ะสินะว่าทำไมดอกไม้ถึงเป็นสีแดง ! ! !”
“เห้ย ๆ ๆ จารย์ ๆ หยุดก่อน ๆ ยู้ดดดดดดดดดด !”
“พอแล้วจารย์พอแล้ว เสี่ยวเถามันก็แค่จดบันทึกเพราะจารย์สั่งให้มันทำอยู่ไง !”
ซูเสี่ยวเถาที่เห็นเฉินมู่ทำหน้าโหดกระโจนเข้ามามือก็รีบจดอย่างเมามัน
“เหล่าเติ้งชอบทั้งขี้เก๊กทั้งขี้โม้ อ้อ แล้วก็ชอบมองสาว ๆ สวย ๆ เหมือนชอบเชยผมบุปผางามด้วย”
“ซูเสี่ยวเถา ? ! อีเวรนี่ วันนี้มึงต้องทิ้งขาไว้ข้างนึงแล้วล่ะ ! !”
“เมื่อเหล่าเติ้งอยากจะดูขาคนอื่นแต่เค้าไม่ให้ดูเลยเริ่มหันมาจ้องขาของนักศึกษาตัวเอง”
“ซูเสี่ยวเถา ! ! !”
“ฮะ ? ! เหี้ย ! ! ! จารย์คะจารย์ ๆ อย่าค่ะจารย์อย่า ๆ ! !”
“ใจเย็น ๆ ! ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะจารย์ อย่าคิดมาก อย่าคิดมากค่า ~ ! ! !”
เมื่อมองไปที่ห้อง 1 ซึ่งตกอยู่ในสภาพวุ่นวายไปหมด
ในตอนแรกพวกยู่เหลียนเสวี่ยก็ตกใจกับคำพูดของเฉินมู่อยู่หรอก
แต่มาตอนนี้แล้วก็ต้องเป็นงงไปกับภาพที่เห็นและอ้าปากค้างไปกับความพูดอะไรไม่ออก
นะ... นี่คือสภาพของห้อง 1 เหรอเนี่ย... เอาจริงดิ ?