- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 100 : เด็กนี่อารมณ์ฉุนเฉียวเกิ๊น แถมสุขภาพจิตก็ไม่ได้เรื่องอีก
บทที่ 100 : เด็กนี่อารมณ์ฉุนเฉียวเกิ๊น แถมสุขภาพจิตก็ไม่ได้เรื่องอีก
บทที่ 100 : เด็กนี่อารมณ์ฉุนเฉียวเกิ๊น แถมสุขภาพจิตก็ไม่ได้เรื่องอีก
“มะ... มืงงงงงงงงงงงงง ! ! !”
ฉินหลานโกรธแทบตาย
กัดฟันกรอด ๆ จนแทบแตก
ส่วนทางผู้ชมนั้นคือเงิบไปแล้ว พูดอะไรไม่ออก งงกับฉากที่ตัวเองเห็นอยู่อย่างหนัก
เคยเห็นคนพูดปากหมามาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครปากหมาชนิดน้ำไหลไฟดับแบบนี้มาก่อน
แถมนี่ไม่ใช่แค่ปากหมาธรรมดา แต่มันคือการอมยาพิษพ่นใส่แบบไม่หยุดยั้ง
เดิมทีพวกเขาคิดว่าในฐานะที่เฉินมู่เป็นอาจารย์ก็ควรที่จะมีจรรยาบรรณในวิชาชีพอยู่บ้าง
หากเป็นแบบนั้นพวกตนก็จะเอาเรื่องศีลธรรมมาอ้างเพื่อลากไอ้เลวเฉินมู่ขึ้นลานประลองแล้วจัดการให้มันได้ขายขี้หน้า
แต่แม่มันสิ...
ถ้าเกิดคนมันขาดศีลธรรม ย่อมไม่มีวันถูกศีลธรรมบีบบังคับได้
ด้วยปากแบบนั้นใครกันจะกล้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีก
“แม่จ้าว... นี่กูเห็นภาพหลอนอยู่ป่าวนิ นั่นน่ะหรือคือเฉินมู่”
“เช้ดดดดดด วันนี้คือกูเปิดหูเปิดตามาก ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการด่าคนเนี่ยมันด่าแบบนี้ได้ด้วย”
“แม่งเอ๊ย รัวออกมาอย่างกะท่องกลอน นี่มันเตรียมเรียนต่อโทป่าววะหนิ”
“ปากนั่น... บ้าไปแล้ว ! พูดตรง ๆ เลยนะ จู่ ๆ กูก็อยากขำขึ้นมาซะงั้น เป็นไรไปวะเนี่ยกู”
ผู้ชมต่างก็เหวอกันหมด ซูซิงหางกับเพื่อน ๆ นี่คือเงิบกันไปเลย
มีเพียงฉินหลานคนเดียวที่บาดเจ็บคนเดียวในโลกใบนี้
ฉินหลานชี้หน้าเฉินมู่ด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา และแล้วก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไปจนต้องระเบิดออกมา
“มืงงงงงงงงงงงงง... มึงอยากตายนักเหรอวะหา !”
“ถ้ามึงปากเก่งนักก็ขึ้นมาสิวะ ! ไอ้เหี้ย !”
“กูจะ xxx yyy มึง...”
ฉินหลานที่โกรธจัดก็พรั่งพรูคำด่าทอออกมาชนิดที่ว่าไม่เป็นภาษาคน
ณ จุดนี้ภาพลักษณ์คุณชายผู้สง่างามหรือมาดจอมยุทธ์ผู้สูงส่งใด ๆ นั่นล้วนช่างแม่งให้หมดแล้ว
ถ้าเกิดไม่ด่าสวนมันไปบ้างล่ะก็ต้องมีกระอักเลือดตายเป็นแน่
ทว่าเสียงคำด่าที่พ่นออกมารัว ๆ นั้นนอกจากแค่ทำให้คนฟังหรือก็คือผู้ชมทั้งหมดต้องอึ้งแล้ว ที่เหลือคือไม่ได้ส่งผลอะไรกับเฉินมู่เลย
เขายังคงดูดชานมและกินของกินที่เฉินหยิ่งป้อนอย่างใจเย็นต่อไป ส่วนตัวฉินหลินเมื่อเห็นแบบนั้นก็สติแตกอีกรอบ คำผรุสวาทพรั่งพรูออกมารัว ๆ จนหายใจหอบเหมือนคนขาดออกซิเจนไปด้วย
เมื่อเห็นฉินหลานตาเหลือก ตัวอ่อนปวกเปียก พวกหลิ่นยวนต่างก็ตกใจกันจนสะดุ้งโหยง
รีบพุ่งเข้าไปประคองและเรียกทีมแพทย์มาอย่างไว
เฉินมู่ที่เห็นแบบนั้นก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“เด็กนี่อารมณ์ฉุนเฉียวเกิ๊น”
“แถมสุขภาพจิตก็ไม่ได้เรื่องด้วย”
“พรวดดดดดดดดดดด ! ! !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นฉินหลานซึ่งหมดสติไปแล้วก็กระอักเลือดเต็มปากออกมา ทำให้หลิ่วยวนยิ่งตกใจและร้องเหวอออกมาด้วยความหวาดกลัว
“เร็วเข้า ! ใครก็ได้มาช่วยเร็ว ! ! ! คุณชายฉินนำลายฟูมปากแล้วววววววววว ! ! !”
ความวุ่นวายนี้ได้ปะทุขึ้นบนลานประลอง และผู้ชมต่างก็มองหน้ากันไปมาด้วยความงุนงง
มีเพียงพวกยู่เหลียนเสวี่ยเท่านั้นที่กลั้นขำไว้ไม่ไหวแล้ว
“เหี้ยไรคะเนี่ยยยยยย มีไอ้บ้าที่ไหนบ้างที่ด่าคนอื่นจนตัวเองนำลายฟูมปากเองแบบเนี้ย”
“ยอมใจเลย นี่คือสภาพจิตใจของพวกศักยภาพระดับเอสเหรอ งั้นเวลาไปสนามรบไม่ปอดแหกจนฉี่ราดเลยเหรอ”
“ถ้าเกิดต้องปะทะฝีปากก่อนเริ่มรบ ไม่ใช่มันจะทำให้ทีมตัวเองขวัญหนีดีฝ่อหมดเหรอ”
“วันนี้ฉันได้เปิดหูเปิดตาแล้ว นี่มันแจกแต้มฟรี ๆ ชัด ๆ”
นักศึกษาหญิงรุ่นพี่ต่างพึมพำด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
โชคดีหลังจากที่ความวุ่นวายผ่านไปได้ประมาณ 10 นาที ฉินหลานก็ถูกช่วยชีวิตกลับมาได้
เขาผลักทีมแพทย์ออกไปแล้วโซเซลุกขึ้น ชี้หน้าเฉินมู่ด้วยดวงตาแดงก่ำ แล้วพูดว่า...
“ไอ่ห่า ! ถ้ามึงเก่งนักก็ขึ้นมาประลองสิวะ ! ดีแต่ปากมันจะไปมีน้ำยาอะไร !”
“หืม ? !”
เฉินมู่กล่าวด้วยสีหน้าที่สื่อว่า ‘เออ ๆ มึงเก่ง พอใจยัง’ แล้วตอบกลับไป
“เรื่องนั้นกูสู้มึงไม่ได้หรอก !”
“ไอ้เรื่องการโชว์น้ำลายฟูมปากต่อหน้าฝูงชนเนี่ย ต้องยกให้คุณชายฉินคนเดียวเลยจริง ๆ !”
“เป็นไง เส้นเลืดในสมองไม่แตกใช่มั้ย”
“มืงงงงงงงงงง ? ! ! !”
เมื่อเห็นฉินหลานกุมหน้าอกและหายใจแทบไม่ทัน หลิ่วยวนก็รีบเข้าไปปลอบ
“คุณชายฉิน ! พอก่อนเถอะคุณชายฉิน ! หุบปากซะทีเถอะ !”
“ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือการคว้าแชมป์ ! เรื่องอื่น ๆ เรารอก่อนได้ !”
“อีกอย่างคือถึงมันจะยังไม่ขึ้นมาตอนนี้ แต่หลังจากเราคว้าแชมป์แล้วมันก็ต้องขึ้นมาอยู่ดี ถึงตอนนั้นอยากทำอะไรมันก็ได้ตามใจชอบเลย จริงมั้ย”
ต้องยอมรับว่าหลิ่วยวนมีความสามารถในการโน้มน้าวใจคนได้เป็นอย่างดี
ฉินหลานสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ขณะที่หลิ่วยวนกำลังช่วยลูบหน้าอกให้ ฉินหลานก็กัดฟันและหอบหายใจหนัก
“พูดถูกแล้ว ! ไอ้เวรนั่น ! รอกูได้แชมป์ก่อนเถอะ กูจะขยี้แม่งให้เละเลยยยยยยย ! ! !”
หลังจากสบถด่าทอบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของเฉินมู่อีกพักใหญ่ ๆ ในที่สุดฉินหลานก็ระบายความโกรธออกไปหมด ออกไปไหนน่ะเหรอ ก็ออกไปใส่เซี่ยจู๋ที่กำลังยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่
“ดี... ดีมาก !”
“ในเมื่อไอ้สารเลวนั่นมันขี้ขลาดนัก งั้นมึงก็เอาชีวิตมาชดใช้แทนมันซะ !”
ฉินหลานตัวสั่นด้วยความโกรธแค้นก่อนจะเงยหน้ามองซวนซวน
“พิธีกร ! ผมไม่เป็นไรแล้ว ! เราเริ่มแข่งกันเลยเถอะ ! !”
เมื่อเห็นแบบนั้นซวนซวนก็พยักหน้าและหัวเราะเบา ๆ
“งั้นก็ ! เริ่มแข่งได้ค่า ~”
เปลือกตาของฉินหลานกระตุกเล็กน้อยก่อนจะคว้าแขนของหลิ่วยวนและซูซิงหางไว้
“กูอยากให้อีเด็กเวรนี่ตาย ๆ ไปซะ ! อยากจะฉีกมันเป็นชิ้น ๆ ! ! !”
ซูซิงหางอยากจะบอกว่าให้ตนลุยเอง แต่เมื่อเห็นสภาพคลุ้มคลั่งของฉินหลานแล้วก็รู้ว่าถ้าเกิดพูดออกไปล่ะก็มีหวังโดนมันตีไปด้วย
ดังนั้นจึงนิ่งเงียบไว้เป็นสัญญาณว่าเห็นชอบกับฉินหลานไปโดยปริยาย
ถึงอย่างไรซูซิงหางก็แค่อยากจะต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถ้าฉินหลานสามารถเอาชนะเซี่ยจู๋ได้จริง ๆ งั้นตนก็จะเอาชนะฉินหลานซะก็ได้เหมือนกัน
เมื่อเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้วบนลานประลองก็เหลือเพียงพวกเขาทั้ง 8 เท่านั้น
ฉินหลานจ้องมองเซี่ยจู๋ด้วยดวงตาที่แดงก่ำราวกับคนบ้าแล้วแหกปากออกมา
“พวกมึงสามคนไม่ต้อง เด๋วกูเอง อีหน้าโง่นี่เด๋วกูจัดเอง ! พวกมึงแค่ยืนดูอยู่เฉย ๆ พอ !”
“รอกูขยี้อีนี่ทิ้งเสร็จเราค่อยมาสู้กัน !”
ลู่เฉินได้ยินเแบบนั้นก็ดีใจ เพราะมันเป็นคำที่ตนอยากได้ยินอยู่พอดี
และที่สำคัญคือเขายังจำคำพูดของท่านลุงได้แม่น และนั่นทำให้เขาจะไม่ไปยุ่งกับนักศึกษาห้อง 1 โดยเด็ดขาด
โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นเซี่ยจู๋เล่นกับหลี่เฉิงเหมี่ยวเหมือนหยอกลูกไก่ นั่นยิ่งทำให้เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะอยู่ให้ห่างจากเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในอนาคต
ตอนนี้ฉินหลานกำลังสติแตกจนจะไปหาที่ตาย ในขณะที่ตนเพลิดเพลินไปกับความสนุกอยู่เฉย ๆ
ส่วนหลิ่วยวนนั้นก็กำลังยิ้มอย่างชั่วร้ายพร้อมเข้าสู่โหมดเป็นบ้าไปพร้อม ๆ กัน
“ไม่ต้องห่วงคุณชายฉิน เด๋วฉันดูให้เอง รับรองจะไม่ยอมให้สามคนนี้เข้ามากวนนายแน่”
อีก 3 คนที่เหมือนมาให้ครบ ๆ ต่างก็หน้าซีดเผือดเมื่อได้ยิน
พวกกูเนี่ยนะจะไปรบกวนมึง เงียบปากไปซะ กูน่ะอยากกลับบ้านจะตายอยู่แล้ว !
“เยี่ยมมาก ! งั้นก็...”
พร้อมกับสะบัดมือทีหนึ่ง ฉินหลานก็เสกกระบี่ยาวชิงเฟิงขึ้นมาพร้อมกับเสียงหึ่ง ๆ จากคมกระบี่ทันที
ด้วยตาที่แดงก่ำไปหมดที่จ้องเซี่ยจู๋เขม็งก่อนจะพูดพร้อมพุ่งตัวออกไป
“ไปลงนรกซะ ! ! !”
ฟุบ ! ! !
ฉินหลานเร็วจนเหลือจะเชื่อ ผู้ชมเห็นแต่ภาพเบลอ ๆ โดยที่เร็วกว่าหลี่เฉิงเหมี่ยวหลายเท่า ทำให้ผู้ชมตกตะลึงและส่งเสียงเชียร์ทันที
โดยเฉพาะกระบี่ยาวที่ปกคลุมด้วยแสงสีฟ้าครามมาพร้อมกับสายลมที่พัดกระหน่ำ คมกระบี่อันคมกริบก็ฟาดฟันไปพร้อมกับพายุหมุน หอบเอาโลหิตปราณและความแค้นอันไร้ขอบเขตทั้งหมดถล่มเข้าใส่เซี่ยจู๋
“ไปลงนรกซ้า !”
เมื่อเห็นเซี่ยจู๋ยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือข้างหนึ่งถือมันฝรั่งทอดกรอบ อีกมือถือแก้วชานม รอยยิ้มชั่วร้ายของฉินหลานก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
ปลายกระบี่ยาว 3 ฟุตแทงตรงไปที่หน้าผากของเซี่ยจู๋
ทว่า ในวินาทีที่กระบี่แทงไปนั้นรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าของฉินหลานก็ค่อย ๆ แข็งค้างไป
เพราะไม่เพียงแค่รู้สึกว่าที่แทงไปนั้นไม่ถูกต้องเท่านั้น แต่ตัวเซี่ยจู๋กลับมายืนอยู่ทางซ้ายมือตนโดยที่ปากกำลังเคี้ยวมันฝรั่งทอดกรอบพลางจ้องมองมาที่ตนด้วยสีงุนงง
อยู่ใกล้มากจนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้ไผ่จากตัวของเซี่ยจู๋เลยทีเดียว !
สีหน้าของฉินหลานเปลี่ยนไปเล็กน้อย มือก็รีบเปลี่ยนจากท่าแทงเป็นท่าฟันแล้วฟาดฟันเซี่ยจู๋
ที่น่ากลัวคือเมื่อเซี่ยจู๋เห็นกระบี่ใกล้เข้ามาเธอกลับมีเวลาว่างเหลือเฟือขนาดตรวจสอบแรงลมของกระบี่ จกมันฝรั่งทอดจากถุงขึ้นมายัดใส่ปากอย่างไม่แยแส
จากนั้นก็หันกลับไปมองฉินหลานด้วยสีหน้าว่างเปล่า ยกมือซ้ายเล็ก ๆ มันเยิ้มที่ถือถุงมันฝรั่งทอดกรอบขึ้นมาแล้วใช้นิ้วชี้ดีดถุง
เคล้ง !
หลังจากเสียงโลหะกระทบกันฉินหลานก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลสวนเข้ามายังมือของตนที่จับด้ามกระบี่อยู่
ราวกับว่าเขาถูกราชาแห่งทางหลวง (หมายถึงรถบรรทุก) ชนเข้าเต็มรัก กระบี่ในมือไม่เพียงแต่กระเด้งกลับจนเกือบจะหลุดมือเท่านั้น แม้แต่ตัวเองก็ยังโดนแรงดีดกลับนั้นซัดเอาจนเกือบจะหมุดตัว 360 องศา
ฉินหลานที่เจอแบบนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่พวกซูซิงหางที่ยืนดูอยู่ด้านหลังก็ยังอึ้งเก็มกี่จนตาแทบถลนไม่ได้
เหล่าผู้ชมต่างอ้าปากค้างกันหมด สีหน้าแต่ละคนนี่บ่งบอกเลยว่าตกใจสุดขีด