- หน้าแรก
- ยอดอาจารย์สายปั่น กับแก๊งลูกศิษย์ขั้นเทพ
- บทที่ 300 - นายลองบอกมาสิว่านายเก็บความลับเก่งไหม
บทที่ 300 - นายลองบอกมาสิว่านายเก็บความลับเก่งไหม
บทที่ 300 - นายลองบอกมาสิว่านายเก็บความลับเก่งไหม
บทที่ 300 - นายลองบอกมาสิว่านายเก็บความลับเก่งไหม
"หืม"
หมัวเจ๋ออวี่ยิ่งรู้สึกดูแคลนในใจ
เขาคิดในใจว่าไม่คิดจะปิดบังกันเลยนี่นา ถึงกับเอาเกม Identity V มาใช้เลยทีเดียว
ศูนย์ฝึกของมหาวิทยาลัยโม่อู่แห่งนี้ มันก็คือสถานบันเทิงขนาดใหญ่ดีๆ นี่เอง ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันกับคำว่าการฝึกซ้อมเลยสักนิด
ต่งเฉายิ้มแย้ม อธิบายให้พวกเขาฟังด้วยสีหน้าเป็นมิตร
"ตอนที่ฝึกซ้อม ในแต่ละสนามย่อยจะมีครูฝึกหนึ่งคน และนักศึกษาสี่คน นักศึกษาจะต้องคอยรับมือกับการโจมตีของครูฝึก ในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีต่อวงจรไฟฟ้าเพื่อเปิดประตูและหลบหนีออกไปให้ได้"
"การฝึกซ้อมแบบอสมมาตรเช่นนี้ จะช่วยฝึกฝนความสามารถในการพลิกแพลงและรับมือของนักศึกษาในสถานการณ์ที่ศัตรูแข็งแกร่งกว่า รวมถึงฝึกฝนการทำงานเป็นทีมและความร่วมมือกันด้วย"
หมัวเจ๋ออวี่คิดในใจว่า ต่อให้นายจะคุยโวโอ้อวดแค่ไหน นี่มันก็เป็นแค่เกมในชีวิตจริงแบบเด็กๆ อยู่ดี
หมัวเจ๋ออวี่ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมพลโทหมัวหลุนถึงต้องขี่ช้างจับตั๊กแตนด้วย แค่มาเล่นเกมพ่อแม่ลูกกับพวกอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยโม่อู่ ถึงกับต้องส่งกองกำลังคุ้มกันตระกูลหมัวมาเชียวเหรอ
แต่ในเมื่อได้รับมอบหมายภารกิจมาแล้ว พวกเขาก็ต้องทำให้ดีที่สุด
หมัวเจ๋ออวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"อาจารย์ต่ง วางใจได้เลยครับ พวกเราจะทำหน้าที่ผู้ช่วยสอนให้ดีที่สุด"
ต่งเฉาพยักหน้ารัวๆ
"ดีๆๆ ทัศนคติการทำงานของพวกพี่ชาย ทำให้ฉันอุ่นใจมากจริงๆ แต่ว่านะ ก่อนที่การฝึกซ้อมจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พวกเรามาทดสอบระบบกันก่อนดีกว่า จะได้ไม่มีอะไรผิดพลาดตอนเริ่มของจริง ดีไหมล่ะ"
หมัวเจ๋ออวี่คิดในใจว่าก็ถูกของเขา เขาคิดว่าอาจารย์วิชาต่อสู้ของมหาวิทยาลัยโม่อู่ตรงหน้านี้ ถึงแม้จะสุภาพกับพวกตน แต่ก็ยังขาดความเคารพยำเกรงอยู่บ้าง
เพราะยังไงซะ พวกเขาก็คือขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในรัฐถัวโจว คือสมาชิกกองกำลังคุ้มกันตระกูลหมัวเชียวนะ
การอุตส่าห์ส่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับหัวกะทิของกองทัพมาเป็นผู้ช่วยสอนให้มหาวิทยาลัยโม่อู่แบบฟรีๆ แต่ปฏิกิริยาของมหาวิทยาลัยโม่อู่กลับดูเฉยเมยเกินไปหน่อย
ใช้โอกาสนี้ ทำให้อาจารย์วิชาต่อสู้คนนี้ได้เปิดหูเปิดตาซะบ้าง และยังเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของกองกำลังคุ้มกันตระกูลหมัวด้วย
"ในเมื่ออาจารย์ต่งอยากจะทดสอบฝีมือของพวกเรา ถ้างั้นพวกเราก็ไม่ขัดศรัทธาครับ"
หมัวเจ๋ออวี่ตอบกลับอย่างหยิ่งผยอง
"เยี่ยม งั้นฉันจะให้นักศึกษาที่ไม่ได้ความของฉัน มาช่วยให้พวกนายคุ้นเคยกับขั้นตอนก็แล้วกัน"
ต่งเฉาเอานิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือใส่ปาก เป่าปากเสียงดังลั่นแบบพวกนักเลง ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของอาจารย์อย่างสิ้นเชิง เต้าสี่และเหอสยงจายก็รีบวิ่งมาจากที่ไกลๆ ทันที
เมื่อสบตากับศิษย์รัก ต่งเฉาก็แทบจะกลั้นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าไว้ไม่อยู่
"อาสี่ อาจาย อาเซี่ยง อาฝู พวกนายสี่คน ช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ผู้ช่วยสอนพวกนี้คุ้นเคยกับระบบหน่อยนะ ระวังตัวด้วย อย่าให้ถึงขั้นบาดเจ็บพิการล่ะ"
เจตนาของต่งเฉาคือการเตือนลูกศิษย์ให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ เอาแค่พอหอมปากหอมคอ แต่หมัวเจ๋ออวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับกลอกตา
เขาคิดในใจว่าเขาเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดเชียวนะ มาเป็นผู้ช่วยสอนให้พวกเด็กปีหนึ่ง เขาจะลงมือหนักไปจนทำร้ายเด็กๆ ได้ยังไง
คำพูดพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาด้วยซ้ำ
หมัวเจ๋ออวี่เอามือไพล่หลัง กระโดดเบาๆ ร่างของเขาลอยละลิ่วอย่างงดงามเข้าไปในสนามฝึกซ้อมการต่อสู้แบบอสมมาตร
"พวกนาย ลงมือได้เลย"
หมัวเจ๋ออวี่จ้องมองพวกเขาอย่างเย็นชา
ตามความเข้าใจของหมัวเจ๋ออวี่ที่มีต่อกฎของเกม นักศึกษาฝั่งตรงข้ามจะต้องรีบซ่อมวงจรไฟฟ้าในขณะที่ถูกเขาไล่ล่า ส่วนเขาก็ต้องคอยจับกุมนักศึกษาพวกนั้น แล้วเอาไปแขวนไว้บนต้นไม้ทีละคน
"ต้องลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จัดการพวกเด็กนักศึกษานี้ให้ไวที่สุด เพื่อประกาศศักดาของตระกูลหมัว"
หมัวเจ๋ออวี่คิดในใจพลางบิดคอไปมาอย่างมีมาด
เขามั่นใจว่า ท่าทางต่อไปของเขา จะต้องเท่มากแน่ๆ
ทว่าวินาทีต่อมา ท่าบิดคอของเขาก็ชะงักงัน ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับผีแขวนคอที่คอเอียง ไม่ยอมขยับเขยื้อนอยู่นาน
นักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับเขา ต่างก็ปลดปล่อยความผันผวนของพลังลมปราณออกมา ระดับการฝึกฝนของเจ้าพวกนี้ สูงส่งอย่างผิดปกติ
หมัวเจ๋ออวี่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า สองคนที่เป็นแกนนำในหมู่สี่คนนั้น มีระดับการฝึกฝนถึงขั้นเจ็ด ส่วนอีกสองคนที่เหลือ คนหนึ่งอยู่ระดับหกขั้นกลาง อีกคนอยู่ระดับหกขั้นต้น
หมัวเจ๋ออวี่คิดในใจว่าผีหลอกกลางวันแสกๆ หรือไง
มหาวิทยาลัยโม่อู่ไม่ได้ตกต่ำจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสามไปแล้วหรอกเหรอ ทำไมพวกเขาถึงรับเอาพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้เข้ามาได้เยอะแยะขนาดนี้
เด็กปีหนึ่ง มีระดับการฝึกฝนขั้นเจ็ด นี่มันเกินจริงไปหน่อยแล้ว
หมัวเจ๋ออวี่ยิ่งคิดก็ยิ่งใจหาย
มิน่าล่ะ มหาวิทยาลัยถัวอู่ถึงได้ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง มาร่วมฝึกซ้อมกับมหาวิทยาลัยโม่อู่ที่เป็นคู่แค้นกัน
คุณภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโม่อู่ในปีนี้ น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว
ไอ้หนุ่มขั้นเจ็ดสองคนตรงหน้านี้ บวกกับซุนจิ่งเฟิงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แค่พวกเขาสามคน ก็มากพอที่จะกวาดล้างการแข่งขันวิชาต่อสู้ร้อยมหาวิทยาลัยในปีนี้ได้สบายๆ
จนกระทั่งตอนนี้ หมัวเจ๋ออวี่ถึงได้เข้าใจว่า ทำไมพลโทหมัวหลุนถึงต้องเตือนเขาว่า เก็บความลับให้มิดชิด อย่าทำให้ขายหน้า
การที่มหาวิทยาลัยโม่อู่นอกจากจะมีซุนจิ่งเฟิงแล้ว ยังมีอัจฉริยะระดับสุดยอดอีกถึงสองคน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ในฐานะผู้ช่วยสอน เขาจะต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด
แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นสมาชิกกองกำลังคุ้มกัน เป็นยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนจากกองทัพมาอย่างโชกโชน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอัจฉริยะที่ยังเติบโตไม่เต็มที่เหล่านี้ เขาไม่เพียงแต่ต้องชนะ แต่ยังต้องชนะให้สวยงามด้วย
หมัวเจ๋ออวี่ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ของกองกำลังคุ้มกันไปพร้อมๆ กับการสั่งสอนไอ้เด็กเมื่อวานซืนพวกนี้
อัจฉริยะเหล่านี้ต้องเข้าใจว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าระดับการฝึกฝนที่เหนือกว่า พรสวรรค์ก็ไร้ความหมาย
ต่อให้สุดยอดอัจฉริยะเหล่านี้จะปราดเปรื่องแค่ไหน หมัวเจ๋ออวี่ก็จะใช้ระดับการฝึกฝนขั้นแปดของเขา บดขยี้พวกเขาทุกคน
"เกราะเกล็ดคืนสู่สามัญ"
หมัวเจ๋ออวี่ใช้พลังพิเศษสายเลือดแปลงกาย ทั่วทั้งร่างมีเกล็ดที่นูนขึ้นมาคล้ายเกล็ดจระเข้ มือทั้งสองข้างกลายเป็นกรงเล็บจระเข้อันแหลมคม เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นระดับอก เบื้องหลังปรากฏร่างเงาของหัวจระเข้ขนาดยักษ์
"พวกนาย วิ่งหนีให้เต็มที่เลย ฉันจะจับพวกนายให้ได้ทีละคน อย่าดูถูกความเร็วของจระเข้เชียวนะ"
หมัวเจ๋ออวี่คิดว่า นักศึกษาทั้งสี่คนจะแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งรับผิดชอบซ่อมวงจรไฟฟ้า อีกคนคอยถ่วงเวลาเขา หรืออาจจะมีคนยอมเสียสละตัวเอง เพื่อถ่วงความเร็วของเขาไว้
แต่สิ่งที่ทำให้หมัวเจ๋ออวี่คาดไม่ถึงก็คือ นักศึกษาที่ต้องเผชิญหน้ากับเขานั้น ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนเลยสักนิด
เต้าสี่ปลดดาบเมี่ยวเตาที่อยู่บนหลังออกอย่างใจเย็น
"วิ่งหนีเหรอ ทำไมพวกเราต้องหนีด้วย โค่นนายลงได้ พวกเราก็เดินเล่นออกไปทางประตูใหญ่ได้สบายๆ แล้ว"
เหอสยงจายกอดกระบี่คู่ไว้ พลางรับช่วงต่อด้วยรอยยิ้มกวนโอ๊ย
"ตาเฒ่าบอกว่า พวกนายเก็บความลับเก่งกันมาก ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ถ้าเก็บความลับเก่งจริงล่ะก็ ตอนโดนอัด ห้ามร้องโอดโอยเชียวนะ"
ก้านสมองของหมัวเจ๋ออวี่กระตุกวูบ
คำว่าเก็บความลับเก่ง มันตีความแบบนี้ได้ด้วยเหรอ
ในขณะที่เขากำลังตกตะลึง เต้าสี่และเหอสยงจายก็กลายเป็นเงาสายสองสาย พุ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกัน