- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 358 คุณหมอ
บทที่ 358 คุณหมอ
บทที่ 358 คุณหมอ
"ขับไล่สิ่งชั่วร้าย?"
หลี่อังหันไปสบตากับเพื่อนร่วมทีม แล้วก็อดไม่ได้ที่จะอยากหัวเราะออกมา
ผู้เล่นที่บุกตะลุยผ่านเกมสมรภูมิมานานขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่พวกไร้ฝีมือที่ถนัดแต่การต่อสู้เพียงอย่างเดียว
ถ้าจะให้พวกเขามานั่งทำพิธีกรรมพึมพำๆ ดูลึกลับน่าเกรงขามแบบนักลี้ลับศาสตร์อาจจะทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการเชือดเฉือนปีศาจหรือวิญญาณทั่วไปล่ะก็ เป็นเรื่องที่ง่ายมาก
"พวกเราขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้"
หลี่อังตอบคาเพนเทอร์ ฮอนเบิร์ก ด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่พิธีกรรมต่างๆ อาจจะต้องทำตามสไตล์ตะวันออกนะ ส่วนวิธีขับไล่ที่แน่ชัด คงต้องรอให้พวกเราได้พบกับท่านเจ้าเมืองก่อนถึงจะบอกได้"
"ดีครับ ดีเลย"
คาเพนเทอร์ ฮอนเบิร์ก ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "จริงๆ ผมก็พอจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายของเจ้าเมืองมาบ้าง ได้ข่าวว่าเมื่อหลายเดือนก่อนเขาเพิ่งกลับมาจากเรียนต่อที่ต่างประเทศ ระหว่างล่องเรือเกิดพายุรุนแรงและคลื่นยักษ์ ทำให้เขาพลัดตกทะเลไปโดยไม่คาดคิด
ตอนนั้นพายุฝนรุนแรงมาก ยังไม่ทันที่ลูกเรือจะเข้าช่วย คุณชายท่านนั้นก็หายลับไปกับระลอกคลื่นเสียแล้ว
ทุกคนคิดว่าเขาตายไปแล้ว ใครจะไปนึกว่าวันต่อมาทีมกู้ภัยจะพบเขานอนหมดสติอยู่ที่เกาะร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
ในสภาพทะเลที่เลวร้ายขนาดนั้น ต่อให้เป็นผู้ใช้มนตราธาตุน้ำที่เชี่ยวชาญศาสตร์อาคมก็ยังรอดยาก นับประสาอะไรกับคุณชายเจ้าเมืองที่เป็นคนธรรมดา
ทุกคนต่างพูดกันว่าเป็นเพราะองค์ราชินีคุ้มครอง แต่หลังจากคุณชายกลับมาที่มอรี เขาก็ฝันร้ายบ่อยครั้ง สติเริ่มฟั่นเฟือน และมักจะแสดงพฤติกรรมแปลกประหลาดที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ
อย่างเช่นกรีดร้องเสียงดังในงานสังคม หรือแก้ผ้าล่อนจ้อนในที่สาธารณะ พร้อมกับตะโกนคำว่า 'ปลาแองเกลอร์' หรือ 'ปีศาจ' อะไรทำนองนั้นน่ะครับ"
คาเพนเทอร์ ฮอนเบิร์ก ส่ายหัวแล้วถอนหายใจ "หลังจากนั้น คุณชายก็ถูกขังไว้ในคฤหาสน์ลึก ไม่เคยออกมาพบคนนอกอีกเลย คาดว่าหลายเดือนมานี้ ท่านเจ้าเมืองคงจะหาทุกวิถีทางมารักษาลูกชายของเขาแล้วล่ะครับ..."
"มนุษย์เงือกปลาแองเกลอร์เหรอ?"
หลี่อังลูบคางด้วยความสนใจ "เอาละ ท่านเจ้าเมืองคนนั้นคงจะหาผู้ใช้มนตราหรือผู้เชี่ยวชาญด้านลี้ลับศาสตร์มาเยอะแล้ว ครั้งนี้ที่มาเจอพวกเราก็คงเป็นการรักษาแบบ 'ลองของ' สินะ"
คาเพนเทอร์ ฮอนเบิร์ก พยักหน้าอย่างเก้อเขิน "ผมก็เดาว่าอย่างนั้นครับ"
ในโลกนิทานแห่งนี้ก็มีผู้ป่วยทางจิตเช่นกัน อย่างเช่นช่างทำหมวกมืออาชีพ (ช่างทำหมวกในศตวรรษที่ 18 จำเป็นต้องใช้ปรอทในการจัดการขนตัวบีเวอร์ ในกระบวนการนี้พวกเขาจะสูดดมไอระเหยที่มีปรอทเข้าไป จนทำลายระบบประสาทส่วนกลางและค่อยๆ กลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ)
ในอดีต อาณาจักรต่างๆ มักมองผู้ป่วยทางจิตว่าเป็นพวกถูกปีศาจเข้าสิง พวกเขาจะถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งหมด และถูกส่งไปยังคุก อาราม หรือสถานสงเคราะห์
คนเหล่านั้นจะถูกล่ามโซ่ที่มือและเท้า ถูกมัดหรือโยนเข้าไปในกรงสัตว์ที่คับแคบและปิดมิดชิด โดยใช้การสวดมนต์หรือการขับไล่สิ่งชั่วร้ายเพื่อพยายามรักษา คนไข้จำนวนมากทนไม่ไหวต่อกระบวนการขับไล่ที่ทรมานราวกับการลงทัณฑ์
หลังจากที่ราชินีหิมะขึ้นปกครอง ชะตากรรมของผู้ป่วยทางจิตก็ดีขึ้นมาก พวกเขาจะถูกส่งไปยังสถานพักฟื้นที่มีสภาพแวดล้อมดีขึ้น ได้รับการรักษาที่เป็นอารยะและใส่ใจมากขึ้น
แม้แต่แพทย์และสังคมก็จะไม่เรียกพวกเขาว่าผู้ป่วยทางจิต แต่จะเรียกว่า "ผู้ที่มีความแตกต่างทางจิตใจ" เพื่อแสดงออกถึงความโอบอ้อมอารีของสังคม
แต่ก็นั่นแหละ ลูกชายของเจ้าเมืองกลายเป็นคนเสียสติ นี่มันคือเรื่องอื้อฉาวขนานแท้
หากตัดปัจจัยด้านฐานะทางสังคมออกไป ตัวเจ้าเมืองเองย่อมไม่ยอมให้ลูกชายถูกขังไว้ในสถานพักฟื้นเพื่ออยู่ร่วมกับคนบ้าคนอื่นๆ แน่ๆ
หลี่อังครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับคาเพนเทอร์ ฮอนเบิร์ก ว่า "ถ้าพวกเราสามารถรักษาอาการทางจิตของคุณชายท่านนั้นได้ ท่านเจ้าเมืองจะช่วยเคลียร์พื้นที่ในโบสถ์ให้พวกเราเข้าไปสักการะตามลำพังได้ใช่ไหม?"
เจ้าของโรงงานกระดาษพยักหน้า "แน่นอนครับ"
หลี่อังสบตากับเพื่อนร่วมทีม แล้วหันไปบอกคาเพนเทอร์ ฮอนเบิร์ก "ตกลง คุณกลับไปแจ้งเลขานุการของเจ้าเมืองคนนั้นก่อนเถอะ พวกเราจะเตรียมวัสดุที่จำเป็นสำหรับพิธีกรรมขับไล่สิ่งชั่วร้ายสักหน่อย"
คาเพนเทอร์ ฮอนเบิร์ก พยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
...
ช่วงบ่ายของวันนั้น ท่านเจ้าเมืองมอรี ฮาลิแฟกซ์ เทย์เลอร์ ในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบกำลังนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกชั้นสองของคฤหาสน์ส่วนตัว
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างค่อนข้างท้วม ผมสั้นสีเทาเงิน หน้าผากสูงและกว้าง สวมแว่นตาขาเดียวบนสันจมูกที่โด่งเป็นคม ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามโดยธรรมชาติ
คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาคือภรรยาเจ้าเมืองผู้ทรงเกียรติ เช่นเดียวกับสามีของเธอ มอนลิซา เทย์เลอร์ ผู้เลิศหรูดูแพงก็แผ่ซ่านกลิ่นอายของผู้มีอำนาจออกมา แต่ความโศกเศร้าและความเหนื่อยล้าจากการนอนไม่พอที่มุมตานั้น ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องสำอางทั่วๆ ไปจะปกปิดได้
ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองต่างรักษาท่าทีที่เคร่งขรึมและเย็นชา พลางพูดคุยกันเบาๆ
จนกระทั่งมีเสียง "ก๊อก ก๊อก" เคาะประตู ท่านเจ้าเมืองจึงตบหลังมือภรรยาเบาๆ
"เชิญ"
คนที่เข้ามาคือเลขานุการส่วนตัวของเจ้าเมือง เขากระซิบบางอย่างข้างหูของเจ้าเมือง เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว เขาจึงเดินออกไปนำกลุ่มนักบวชจากตะวันออกเข้ามา
ต้องยอมรับว่า ในวินาทีแรกที่เห็นนักบวชจากตะวันออกกลุ่มนี้ ท่านเจ้าเมืองถึงกับสะดุ้งตกใจจริงๆ
ชายหนุ่มชาวตะวันออกที่เป็นผู้นำ สวมจีวรสีแดงสดสะดุดตา บนหัวสวมหมวกปี่หลู (หมวกพระถังซัมจั๋ง) ที่ทำขึ้นเอง
คนที่สองที่เดินตามเข้ามาเป็นชายวัยกลางคนผิวขาว บนใบหน้าของเขามีขนสั้นสีเหลืองที่ไปหาจากไหนไม่รู้มาแปะไว้ ทั่วทั้งตัวสวมเพียงกางเกงขาสั้นที่ทำจากหนังเสือโคร่ง
คนที่สามเป็นชายชราผิวดำ เขาสวมเสื้อโค้ทตัวหลวมที่เปิดกว้าง เผยให้เห็นขนหน้าอกอย่างองอาจไม่แยแสใคร
คนที่สี่และห้า เป็นชายหนุ่มชาวละตินที่แบกสัมภาระ และหญิงสาวผิวขาวที่สวมเสื้อผ้าค่อนข้าง "ระบายอากาศ" เป็นพิเศษ
การแต่งกายของคนกลุ่มนี้ หากจะใช้คำพูดของโลกใบนี้มาจำกัดความก็คือ "ดิบเถื่อนเป็นธรรมชาติและเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์"
น่าเสียดายที่ท่านเจ้าเมืองและภรรยาไม่เคยอ่านเรื่อง ไซอิ๋ว จึงไม่สามารถเข้าใจจุดประสงค์ของการแต่งตัวเหล่านี้ได้
แต่ผู้เล่นคนอื่นๆ น่ะเข้าใจดี โดยเฉพาะบ็อบที่พยายามประท้วงอย่างหนักว่าทำไมเขาต้องคอสเพลย์เป็นตือโป๊ยก่าย เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเลือกปฏิบัติอย่างบอกไม่ถูกอีกครั้ง
คำประท้วงนั้นถูกหลี่อังปัดตกไปในที่สุดด้วยเหตุผลที่ว่า "ต้องแต่งตัวแบบนี้เท่านั้น พวกเขาถึงจะรู้สึกว่าพวกเรามีฝีมือจริงๆ"
เป็นไปตามที่หลี่อังคาดไว้ หลังจากตกใจครู่หนึ่ง ท่านเจ้าเมืองก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วพยักหน้าให้เหล่านักบวชรูปร่างประหลาดกลุ่มนี้
และหลี่อังเองก็ได้แนะนำลูกศิษย์แต่ละคนภายใต้การนำเสนอของเลขานุการ
"ท่าน... นักบวชดาบ พี่ดาบ ผมไม่ทราบว่าท่านตั้งใจจะใช้วิธีอะไรในการรักษาลูกของผม"
อาจเป็นเพราะความเป็นห่วงลูก ภรรยาเจ้าเมืองจึงกุมแขนสามีไว้แน่นแล้วถามออกมาตรงๆ
"อืม..."
หลี่อังนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "การขับไล่สิ่งชั่วร้ายแบบตะวันออกของเรา โดยทั่วไปจะใช้สี่วิธีคือ การมอง การฟัง การถาม และการแมะ มองดูสีทั้งห้า ฟังดูเสียงทั้งห้า ถามถึงรสชาติทั้งห้าที่ต้องการ และตรวจดูชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรค แผนการรักษาของคุณชาย ย่อมต้องรอให้พวกเราได้เห็นอาการจริงๆ ของเขาก่อน ถึงจะสรุปได้"
..........