- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 338 แตกหักภายใน
บทที่ 338 แตกหักภายใน
บทที่ 338 แตกหักภายใน
“เรื่องนั้น...”
ความจริงท่านนายกเทศมนตรีอยากจะหลุดปากถามออกไปว่า “แค่เนี้ย?” แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากเขาก็เปลี่ยนใจ รีบกดเสียงต่ำลงแล้วเอ่ยว่า “ไม่มีปัญหาครับ ผมจัดการให้พวกท่านได้ แต่เกรงว่าคงต้องรอจนถึงช่วงค่ำหน่อยนะ”
หลี่อังพยักหน้า “ช่วงค่ำไม่มีปัญหา”
อันที่จริงราชินีหิมะทรงสนับสนุนนโยบายความโอบรับและสันติมาโดยตลอด โบสถ์ของพระนางจึงเปิดต้อนรับทั้งมนุษย์และอมนุษย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่โสมมและป่าเถื่อนหรือโหดเหี้ยมเบาปัญญาอย่างพวกโคโบลด์และก็อบลิน ก็สามารถเข้าไปสักการะได้ตามอัธยาศัย
เนื่องจากภายในโบสถ์มีการแจกจ่ายน้ำและขนมปังฟรี พวกคนเร่ร่อนและขอทานมักจะเข้าไปนอนค้างอ้างแรมที่นั่นเสมอ อันที่จริงคนเหล่านี้ไม่ใช่คนเร่ร่อนโดยกำเนิด แต่เป็นชาวเมืองธรรมดาที่เคยทำผิดกฎ ‘ความถูกต้องทางการเมือง’ หรือพูดจาไม่เข้าหูคนอื่นจนตกงาน แถมยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากศูนย์สงเคราะห์สังคม ส่วนพวกคนเร่ร่อนตัวจริงน่ะเหรอ? พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์สงเคราะห์จนได้งานดีๆ ทำกันหมดแล้ว
ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นการยากที่จะหาช่วงเวลาที่โบสถ์ว่างเว้นจากผู้คน
ท่านนายกเทศมนตรีจึงวางแผนจะจัดงานปาร์ตี้ครั้งใหญ่ระหว่างผู้อยู่อาศัยเชื้อสายแอฟริกันกับชาวเมืองท้องถิ่นในช่วงโพล้เพล้ โดยในงานจะจัดมุมเล็กๆ ไว้ให้พวกคนเร่ร่อนด้วย เพื่อที่จะได้กันคนออกจากโบสถ์ให้ว่างพอดี
หลี่อังพูดคุยกับนายกเทศมนตรีอีกไม่กี่ประโยคเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการลีก NBA จากนั้นท่านนายกฯ ก็สั่งให้คนไปเตรียมงานปาร์ตี้ พร้อมกับกำชับให้คนนำทางพวกหลี่อังไปยังโบสถ์ และถือโอกาส “เชิญ” พวกคนเร่ร่อนในโบสถ์ออกมาด้วย
หลี่อังกล่าวขอบคุณนายกเทศมนตรี ก่อนจะเรียกคนตัดไม้และเพื่อนร่วมทีมเดินตามเลขานุการนายกฯ ไปยังโบสถ์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ตลอดการเดินทาง บรรยากาศภายในทีมค่อนข้างอึดอัด เฟรเดอริคคนตัดไม้ยังคงพร่ำเพ้อถึงการแข่งขันอันยอดเยี่ยมที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปากก็พร่ำบ่นอะไรบางอย่างไม่หยุด จอห์น จอยซ์, นักสูบ และจูเลีย ต่างก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนและนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
ส่วนบ็อบ ชายชราผิวสี สีหน้าของเขามืดมนจนถึงขีดสุด ใบหน้าดำเคร่งขรึมนั้นแทบจะกลืนไปกับสีของท้องฟ้ายามโพล้เพล้
กลุ่มคนเดินมาถึงหน้าโบสถ์โดยมีเลขานุการนายกฯ นำทาง มันเป็นอาคารสไตล์โกธิคที่สร้างขึ้นจากหิน หินสีขาวมหึมาสลักเสลาอย่างประณีต มีหอคอยแหลมเรียวยาวสองฝั่งพุ่งทะยานเสียดฟ้า บนยอดหอคอยแต่ละฝั่งมีประติมากรรมรูปเกล็ดหิมะตั้งตระหง่านอยู่
หากเป็นเวลาปกติ เลขานุการนายกฯ ซึ่งเป็นหลานชายของท่านนายกฯ เอง คงอยากจะแนะนำประวัติความเป็นมาของโบสถ์องค์ราชินีหิมะให้คนนอกฟังด้วยความภาคภูมิใจ เพราะนี่คือสิ่งก่อสร้างที่รุ่งโรจน์ที่สุดของเมือง
ทว่าในเวลานี้ หัวสมองของชายหนุ่มกลับเต็มไปด้วยเรื่องการแข่งขันบาสเกตบอลและงานปาร์ตี้ที่กำลังจะจัดขึ้น เขาจึงไม่มีกะจิตกะใจจะแนะนำอะไรมาก เขาเดินตรงเข้าไปในโบสถ์เพื่อตกลงกับศาสนบริกร (เพื่อเป็นการต่อต้านการเหยียดเพศ โบสถ์ของราชินีจึงสั่งห้ามใช้คำว่า ‘บาทหลวง’ หรือ ‘หลวงพ่อ’ ที่ระบุเพศชาย และตำแหน่งศาสนบริกรก็ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศอีกต่อไป
ไม่กี่นาทีต่อมา นักบวชก็เดินออกทางประตูหลัง ส่วนพวกคนเร่ร่อนที่กำลังสวดมนต์สารภาพบาปอยู่ในโบสถ์ ก็ถูกเลขานุการนายกฯ นำตัวออกไปจนหมด
เมื่อเลขานุการเดินลับสายตาไป โบสถ์และท้องถนนรอบข้างก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน หลงเหลือเพียงกลุ่มผู้เล่นและคนตัดไม้เท่านั้น
หลี่อังถูมือไปมา เตรียมจะก้าวข้ามธรณีประตูโบสถ์เข้าไป แต่กลับถูกบ็อบ ชายผิวสีเรียกตัวไว้เสียก่อน
“เพื่อน...”
บ็อบยืนอยู่บนขั้นบันไดที่ทอดสู่โบสถ์ เขาหรี่ตาจ้องมองหลี่อัง นิ้วมือเกี่ยวไกปืนลูกซองแฝดเอาไว้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยทีละคำว่า “คราวหน้า อย่าเอาเรื่องสีผิวมาล้อเล่นจะได้ไหม?”
“เห้อ...”
จูเลียถอนหายใจออกมาด้วยความปวดหัว เธอเอามือกุมขมับแล้วสะบัดมือเบาๆ ส่งพลังกระแทกเฟรเดอริคคนตัดไม้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรจนสลบเหมือดไป
การแตกคอกันเอง มักจะเป็นเรื่องที่น่ารำคาญที่สุดในกลุ่มผู้เล่นเสมอ
หากเป็นผู้เล่นที่เติบโตมาจากอารยธรรมเดียวกัน หรือมีสีผิวและค่านิยมใกล้เคียงกัน มันก็ยังพอคุยกันได้ อย่างน้อยทัศนคติก็คงไม่ขัดแย้งกันอย่างสุดโต่ง ทว่าในภารกิจนี้ ผู้เล่นแต่ละคนมาจากทั่วทุกสารทิศ มีสีผิวต่างกัน จึงยากที่จะบอกว่าพวกเขาจะสามัคคีกันได้ตลอดรอดฝั่ง
พี่ดาบผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมตะวันออกคนนี้ แม้เมื่อครู่จะใช้การแถสดจนทำให้นายกเทศมนตรียอมเคลียร์โบสถ์ให้ และช่วยเลี่ยงการปะทะหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้สำเร็จ แต่กรรมวิธีที่เขาใช้นั้น มันแฝงไปด้วยกลิ่นอายของการเยาะเย้ยและเหยียดหยามอย่างชัดเจน
บ็อบ ชายชราผิวสีในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นเคยเผชิญกับการปฏิบัติที่แบ่งแยกเพราะสีผิวมานักต่อนัก เขาจึงไวต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ในระหว่างการแสดงเซี่ยงเซิง เขาสามารถอดกลั้นไว้ได้ก็นับว่าใจเย็นมากแล้ว
แต่ตอนนี้บนท้องถนนไม่มีผู้คนอยู่เลย จึงเป็นโอกาสดีที่จะ “เจรจา” กับพี่ดาบคนนี้สักหน่อย
“ผมรู้ว่าคนในที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับพวกเรา และดินแดนแห่งนี้ก็ไม่ใช่โลกที่เราอาศัยอยู่”
บ็อบเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาจงใจเลี่ยงคำว่า ‘โลกภารกิจ’ เพื่อป้องกันการถูกดักฟัง “แต่ผมไม่ชอบมุกตลกของคุณ และรังเกียจพฤติกรรมแบบนี้มาก ถ้าคุณยังทำอีกละก็...”
นิ้วของชายผิวสีลูบไกปืนลูกซองแฝดเบาๆ กลิ่นอายความกระหายเลือดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
“ใจเย็นน่าพี่ชาย ใจเย็นก่อน”
จอห์น จอยซ์รีบเข้าไปกดไหล่ของบ็อบไว้ “อย่าเพิ่งโมโหสิ โอเคไหม? พี่ดาบเขาก็แค่ใช้อุบายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับคุณหรอก...”
“คุณเรียกการที่เขาเอาเรื่องแตงโม น้ำองุ่นโซดา และไก่ทอด มาล้อเลียนคนเชื้อสายแอฟริกันว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีเจตนาร้ายงั้นเหรอ?”
บ็อบตวัดสายตาคมกริบมองจอห์น จอยซ์ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ ถอยไปไกลๆ”
เมื่อต้องเผชิญกับปากกระบอกปืนลูกซองสีดำมืด จอห์น จอยซ์ก็ได้แต่ชูมือขึ้นอย่างจนใจแล้วค่อยๆ ถอยหลังออกไป
“ภารกิจเพิ่งจะเริ่มก็แตกคอกันเองซะแล้ว...”
นักสูบ ชายหนุ่มละตินร่างผอมพึมพำเบาๆ ก่อนจะถอยฉากออกไปเหมือนจอห์น จอยซ์ ส่วนจูเลียก็สะบัดมือใช้พลังไร้รูปดึงร่างของคนตัดไม้ที่สลบอยู่ให้เลื่อนตามมาข้างหลัง เธอถอยไปยืนรวมกลุ่มกับพวกจอห์น เพื่อเว้นพื้นที่ว่างให้หลี่อังกับบ็อบได้เคลียร์กัน
“หึ”
บ็อบกวาดสายตามองเพื่อนร่วมทีมที่ถอยออกไปอย่างรู้งาน เขาแค่นเสียงเหยียดหยามก่อนจะหันมามองหลี่อัง “อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าคุณเป็นคนเอเชีย”
“ฟังนะ เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ผมจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้ แต่ในการเดินทางต่อจากนี้ คุณอย่าได้เอาเรื่องสีผิวมาทำเป็นเรื่องล้อเล่นอีก”
บ็อบมีความรู้เรื่องศาสตร์ลี้ลับในระดับหนึ่ง หนึ่งในสกิลของเขาคือการจุดไฟเผาไอเทมวูดูแล้วสูดดมควันเพื่อมองผ่านมุมมองของเป้าหมาย ก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่อังแสดงเซี่ยงเซิง เขาที่แอบอยู่หลังฝูงชนได้แอบสลับไปใช้มุมมองของชาวเมืองคนหนึ่ง ทำให้เขาเห็นรูปลักษณ์ของหลี่อังในสายตาของชาวเมือง ซึ่งถูกระบบประมวลผลให้เบลอไว้จนไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่เขาก็พอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มชาวเอเชีย
มีเพียงพี่น้องเชื้อสายแอฟริกันด้วยกันเท่านั้นที่จะพูดคำว่า ‘นีเกอ’ หรือเล่นมุกตลกเกี่ยวกับคนผิวสีได้ตามใจปาก แต่ถ้าเป็นคนเชื้อชาติอื่นมาเล่นมุกแบบนี้ มันคือการเหยียดเชื้อชาติแบบเต็มตัว ซึ่งถ้าเป็นในอเมริกาคงถูกคนนับหมื่นรุมประนามไปแล้ว
“พูดเล่นอะไรกัน?”
เมื่อเผชิญกับการข่มขู่ของบ็อบ สีหน้าของหลี่อังกลับดูมึนงง “คุณหมายถึงคำว่า ‘นีเกอ’ น่ะเหรอ?”
..........