- หน้าแรก
- ยอดนายอำเภอ หมัดราชสีห์สะท้านแดนโจร
- บทที่ 567 - เทพสวรรค์จุติ
บทที่ 567 - เทพสวรรค์จุติ
บทที่ 567 - เทพสวรรค์จุติ
ทหารรักษาเมืองบนกำแพงเมืองตื่นตัวขึ้นมาทันที เหล่าทหารต่างก็รีบเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีอย่างรวดเร็ว
ทว่าเมื่อเห็นงูไฟเลื้อยเข้ามาใกล้ ภายในค่ายของข้าศึกกลับไม่มีเสียงโห่ร้อง หรือแม้แต่เสียงกลองรบก็ไม่ได้ดังขึ้น ดูเหมือนจะไม่ใช่การที่กองทัพกบฏกำลังจะบุกโจมตีเมืองเลยสักนิด
เหมาชางไห่และมู่เซียนหัวต่างก็รู้ดี กองทัพกบฏมาประชิดกำแพงเมืองยังไม่ทันข้ามวัน อาวุธสำหรับตีเมืองย่อมไม่มีทางเตรียมพร้อมได้ทัน การบุกโจมตีอย่างบุ่มบ่ามเช่นนี้ ย่อมไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับนิสัยที่ระมัดระวังตัวของเห่าซิงไท่ด้วย
พลธนูทุกคนต่างก็เตรียมพร้อมรบแล้ว
ทหารกองกำลังเยี่ยนจื่อนั้นเก่งกาจทั้งขี่ม้าและยิงธนูอยู่แล้ว ส่วนทหารรักษาเมืองเซียงหยาง แม้จะไม่มีประสบการณ์ในการป้องกันเมือง ทว่าท้ายที่สุดพวกเขาก็ถูกฝึกมาเพื่อป้องกันเมือง การฝึกฝนวิชายิงธนูในยามปกติจึงเข้มงวดเป็นอย่างมาก แม้จะไม่ถึงกับเป็นมือขมังธนูกันทุกคน ทว่าผู้ที่ยิงธนูเป็นก็มีจำนวนไม่น้อย
"อย่าเพิ่งวู่วาม!" เหมาชางไห่ยกมือขึ้น จ้องมองงูไฟนอกเมือง เอ่ยเสียงเครียด "หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามผู้ใดยิงธนูเด็ดขาด!"
บนกำแพงเมืองตกอยู่ในความเงียบงัน
งูไฟนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทว่าหลายคนก็เริ่มมองเห็นลางๆ แล้วว่า นั่นคือกลุ่มทหาร ด้านหน้าเป็นทหารม้าจำนวนน้อยนิด ส่วนด้านหลังคือทหารราบราวสองสามสิบคน ชูคบเพลิงมุ่งหน้ามายังกำแพงเมือง
"ใต้เท้า ดูเหมือน ... ดูเหมือนจะเป็นรถนักโทษขอรับ!" มู่เซียนหัวสายตาดี จึงมองเห็นแล้วว่า ท่ามกลางขบวนนั้น มีรถนักโทษอยู่สองคัน ท่ามกลางการคุ้มกันของเหล่าทหารราบ กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
เหมาชางไห่และมู่เซียนหัวสบตากัน ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
ทันใดนั้นก็เห็นทหารม้านายหนึ่งพุ่งทะยานออกมารั้งหน้าสุด ควบม้าอย่างรวดเร็ว ตรงเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงเมือง
พลธนูหลายคนเล็งลูกศรไปที่ชายผู้นั้นทันที
"ทูตทหารแห่งค่ายตะวันออกซานหนานต้วนเย่า แม่ทัพบนกำแพงเมืองคือผู้ใด ออกมาพูดคุยกันได้หรือไม่" ชายผู้นั้นเสียงดังกังวาน แม้จะไม่ถึงกับทำให้ทหารทุกคนบนกำแพงเมืองได้ยินชัดเจน ทว่าเหมาชางไห่และมู่เซียนหัวกลับได้ยินทุกถ้อยคำอย่างแจ่มแจ้ง
"มู่เซียนหัว แม่ทัพกองกำลังเยี่ยนจื่ออยู่ที่นี่!" มู่เซียนหัวเอ่ยเสียงเครียด "เจ้าต้องการจะพูดอันใด"
ทูตทหารต้วนเย่าถึงกับกระโดดลงจากหลังม้า ประสานมือคารวะขึ้นไปบนกำแพงเมืองพลางกล่าว "แม่ทัพมู่ ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการ ให้นำตัวหัวหน้ากบฏหลูยวนหมิงมาส่งมอบให้จวนจิงเลวี่ยสื่อ ขอให้พวกท่านจงรับตัวไว้ด้วย!"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป มู่เซียนหัวก็เบิกตากว้าง แทบไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง
"ระวังพวกมันมีแผนการร้าย!" เหมาชางไห่ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเสียงกระซิบ
กองทัพกบฏมีกำลังพลมหาศาล ครองความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ในเวลาเช่นนี้ การที่เห่าซิงไท่จะส่งคนคุมตัวหลูยวนหมิงมาให้ ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เหมาชางไห่มองลงมาจากที่สูง ทอดสายตาไปยังรถนักโทษในขบวน แม้เขาจะอายุมากแล้ว ทว่าก็พอมองเห็นลางๆ ว่าภายในรถนักโทษมีคนอยู่จริงๆ ทว่าเขาก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนผู้นั้นจะเป็นหลูยวนหมิง
มู่เซียนหัวก็ย่อมไม่เชื่อเช่นกัน จึงแค่นเสียงเย็นชา "ต้วนเย่า พวกเจ้ากำลังเล่นตลกอันใดกัน เห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร"
ต้วนเย่าไม่ได้โต้เถียง หันกลับไปมองขบวนที่ตามหลังมา ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ
เห็นเพียงเหล่าทหารราบหยุดฝีเท้าลง มีเพียงบางคนที่เข็นรถนักโทษสองคันนั้นเข้ามาใกล้
เมื่อรถนักโทษทั้งสองคันหยุดนิ่ง ต้วนเย่าก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กล่าวว่า "แม่ทัพมู่ คนข้าส่งมาให้แล้ว ท่านส่งคนออกมาตรวจสอบด้วยตนเองเถิด ท่านผู้บัญชาการฝากข้ามาแจ้งความนัย ขอให้ท่านนำไปเรียนใต้เท้าจิงเลวี่ยสื่อด้วย"
"ความนัยอันใด"
"พรรคพวกตระกูลหลูทำร้ายซานหนาน กดขี่ราษฎร" ต้วนเย่ากล่าว "เมื่อวานนี้หลูยวนหมิงหลบหนีไปที่ค่ายตะวันออกซานหนาน หลอกลวงท่านผู้บัญชาการ อ้างว่ามีกลุ่มกบฏก่อความวุ่นวายในเมือง ท่านผู้บัญชาการเกรงว่าเมืองเซียงหยางจะตกไปอยู่ในมือศัตรู จึงได้รีบส่งกำลังทหารมา โดยมีความตั้งใจเดิมคือการมาปราบกบฏ"
มู่เซียนหัวหัวเราะเยาะ "เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปบอกเห่าซิงไท่ด้วย ว่าในเมืองมีการก่อกบฏจริงๆ และหัวหน้ากบฏก็คือหลูยวนหมิง ใต้เท้าจิงเลวี่ยสื่อลงมือทำเพื่อราษฎร ทว่าตาแก่สารเลวหลูยวนหมิงกลับเจ้าเล่ห์หลบหนีไปได้ แล้วไปขอความช่วยเหลือจากกองทัพซานหนานของพวกเจ้า ... !"
"ตอนแรกท่านผู้บัญชาการก็เข้าใจผิดจริงๆ" ต้วนเย่ากล่าว "ทว่าความเข้าใจผิดได้ถูกคลี่คลายแล้ว ท่านผู้บัญชาการได้รับรู้ความจริง และทราบแล้วว่าหลูยวนหมิงคือผู้นำกบฏที่กระทำความผิดร้ายแรง ดังนั้นจึงได้เข้าจับกุมตัวหลูยวนหมิง แล้วส่งข้าต้วนเย่านำตัวเขามาส่งมอบให้พวกท่าน"
เขากระประสานมือคารวะอีกครั้ง โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโดดขึ้นหลังม้า ดึงบังเหียนให้ม้าหันกลับ แล้วโบกมือกล่าวว่า "กลับค่าย!"
"เดี๋ยวก่อน!" มู่เซียนหัวตะโกนเสียงดัง "ต้วนเย่า พวกเจ้าล่วงรู้ความจริงได้อย่างไร แล้วรู้ได้อย่างไรว่าหลูยวนหมิงเป็นหัวหน้ากบฏ"
"เว่ยฉางเล่อ!" ต้วนเย่าอยู่บนหลังม้า หันกลับมามอง "เขาบุกเดี่ยวเข้าค่าย ไม่เพียงแต่อธิบายเรื่องราวความเข้าใจผิดให้ท่านผู้บัญชาการฟัง ทว่ายังช่วยท่านผู้บัญชาการจับกุมหัวหน้ากบฏอีกด้วย"
กล่าวจบ เขาก็กระตุกบังเหียน ควบม้าจากไปทันที
ทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาก็พากันหันหลังเดินตามไป ภายในเวลาไม่นาน ก็เหลือเพียงรถม้าสองคันจอดทิ้งไว้ที่นอกประตูเมืองทิศเหนือ
"เว่ยฉางเล่อ ... !" เหมาชางไห่มีสีหน้างุนงง พึมพำว่า "นี่ ... นี่มันเรื่องอันใดกันแน่"
มู่เซียนหัวก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน เอ่ยอย่างสงสัยว่า "ใต้เท้า เขาบอกว่าเว่ยฉางเล่อบุกเดี่ยวเข้าไปในค่ายข้าศึก นี่ ... นี่เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จขอรับ หรือว่า ... หรือว่าเว่ยฉางเล่อไม่ได้หนีทัพ ทว่า ... ทว่าเขาขี่ม้าบุกเดี่ยวไปหาเห่าซิงไท่"
เหมาชางไห่ขมวดคิ้วแน่น "นี่ไม่ใช่ความเข้าใจผิด เห่าซิงไท่กับหลูยวนหมิงเป็นสุนัขจิ้งจอกฝูงเดียวกัน เป้าหมายของพวกมันคือเอาชีวิตข้า หลูยวนหมิงเพิ่งจะมายืนด่าข้าว่าเป็นกบฏอยู่ที่หน้ากำแพงเมือง เห่าซิงไท่ก็ย่อมต้องรู้เรื่องนี้ พวกมันตั้งใจจะมาจัดการกับข้า แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงแตกคอกันเองเล่า"
"ต้องเป็นเพราะเว่ยฉางเล่อไปพูดสิ่งใดเป็นแน่" มู่เซียนหัวกล่าว
"เขาจะไปพูดสิ่งใดได้" เหมาชางไห่ยังคงสงสัย "เพียงอาศัยฝีปาก เขาจะเกลี้ยกล่อมให้เห่าซิงไท่จับกุมหลูยวนหมิงแล้วส่งตัวมาให้พวกเราได้งั้นหรือ นี่ ... นี่จะเป็นไปได้อย่างไร"
มู่เซียนหัวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า "ใต้เท้า ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้อาศัยฝีปากอันคมคายเกลี้ยกล่อมให้ ... ให้ท่านยอมลงมือหรอกหรือขอรับ ในเมื่อเขาสามารถเกลี้ยกล่อมท่านได้ บางทีเขาอาจจะเกลี้ยกล่อมเห่าซิงไท่ได้จริงๆ ก็เป็นได้"
เหมาชางไห่ปรายตามองมู่เซียนหัว ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองรถนักโทษที่อยู่เบื้องล่าง
หลังจากต้วนเย่านำคนถอยกลับไปแล้ว ข้างรถนักโทษก็ไม่มีคบเพลิงส่องสว่าง แม้ฟ้าใกล้จะสาง ทว่ายามนี้ก็ยังคงมืดมิด ภายในรถนักโทษก็มืดสลัว มองเห็นเพียงเงาคนลางๆ ไม่อาจมองเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
"ส่งคนลงไป ตรวจสอบดูว่าคนที่อยู่ในรถนักโทษคือผู้ใด" เหมาชางไห่สั่งการ "หากเป็นหลูยวนหมิงจริงๆ ค่อยเปิดประตูนำรถนักโทษเข้ามา"
มู่เซียนหัวกล่าว "ทหารพวกนี้มีไม่กี่คนที่เคยเห็นหน้าหลูยวนหมิง ใต้เท้า ข้าน้อยจะลงไปตรวจสอบเอง ... !"
"แม่ทัพมู่ ให้ข้าไปเถิด" มีคนผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ "ข้ารู้จักหลูยวนหมิง ต่อให้เขากลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็จำได้"
มู่เซียนหัวหันไปมอง ก็พบว่าเป็นต่งฮวน ฉางสื่อแห่งเมืองเซียงโจวนั่นเอง
"ก็ดี!" เหมาชางไห่พยักหน้ารับ "ต่งฉางสื่อคุ้นเคยกับหลูยวนหมิงเป็นอย่างดี ให้เขาลงไปตรวจสอบดู"
จากนั้นก็มีคนนำเชือกมาผูกตัวต่งฮวนไว้ แล้วค่อยๆ หย่อนเขาลงมาจากกำแพงเมือง
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ต่งฮวน เห็นเขาเดินไปที่รถนักโทษคันนั้น
"ใต้เท้า เป็นเขาจริงๆ ขอรับ!" ต่งฮวนเดินวนรอบรถนักโทษคันหน้าสามสี่รอบ เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ป้องกันความผิดพลาด ท้ายที่สุดก็เงยหน้าขึ้นตะโกนมายังกำแพงเมืองด้วยความตื่นเต้น "ไม่ผิดตัวแน่ เป็นเขาจริงๆ ในรถนักโทษนี่คือตาแก่สารเลวหลูยวนหมิง!"
เมื่อได้รับการยืนยัน เหมาชางไห่ก็แทบไม่อยากจะเชื่อ พึมพำว่า "เหลือเชื่อ เหลือเชื่อจริงๆ!"
ทว่าเขาก็รีบหันกลับมา สั่งการทันที "รีบนำรถนักโทษเข้ามา!"
ค่ายของข้าศึกอยู่ห่างจากประตูเมืองพอสมควร จึงไม่ต้องกังวลว่าทหารของข้าศึกจะฉวยโอกาสบุกเข้ามาในขณะที่เปิดประตูเมือง
เขาตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้การคุ้มกันของมู่เซียนหัวและคนอื่นๆ ก็รีบลงมาจากกำแพงเมือง ไปที่หน้าประตูเมือง สั่งให้เปิดประตู แล้วให้คนลากรถนักโทษเข้ามาในเมือง
เมื่อรถนักโทษเข้ามาภายใน บริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยแสงคบเพลิง สว่างไสวราวกับตอนกลางวัน
มองเห็นเพียงรถคันหน้า หลูยวนหมิงที่มีผมขาวโพลนดั่งหิมะนั่งอยู่ภายใน ปากของเขาถูกยัดด้วยเศษผ้า ทำให้ไม่อาจเปล่งเสียงได้ สีหน้าของเขามืดมนจนถึงขีดสุด
ทว่าหลูยวนหมิงกลับไม่ได้ถูกมัดไว้แต่อย่างใด เขานั่งนิ่งราวกับกำลังทำสมาธิ
ดวงตาทั้งสองข้างของเขากลอกไปมา ทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับรูปปั้นหินก็มิปาน
"ใต้เท้า เป็นเขาจริงๆ ขอรับ!" มู่เซียนหัวพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้น "ไม่ใช่ตัวปลอม ข้าน้อยเคยเห็นหน้าตาแก่สารเลวผู้นี้ เป็นเขาจริงๆ"
เหมาชางไห่พยักหน้าเล็กน้อย จ้องมองตาของหลูยวนหมิง เห็นเพียงหลูยวนหมิงก็กำลังจ้องมองตนเองอยู่เช่นกัน
"เฒ่าเตียวก็อยู่ที่นี่ขอรับ" ต่งฮวน ฉางสื่อเดินตามหลังรถนักโทษเข้ามาในเมือง ตะโกนเสียงดัง "ใต้เท้า นี่คือพ่อบ้านของตาแก่สารเลว เขาก็ถูกส่งตัวมาด้วย เพียงแต่ ... แขนทั้งสองข้างของเขาขาดหายไปตั้งแต่หัวไหล่เลยขอรับ ... !"
ทหารที่อยู่รอบๆ ล้วนมองเห็น เฒ่าเตียวนั่งคุกเข่าอยู่ภายในรถนักโทษ แขนทั้งสองข้างขาดหายไปจนถึงหัวไหล่ รอยตัดถูกพันด้วยผ้าหยาบๆ ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉาน
เฒ่าเตียวหลับตาแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
เหมาชางไห่ย่อมไม่ได้สนใจเฒ่าเตียวมากนัก เขาเพียงสบตากับหลูยวนหมิงเท่านั้น
"ยวนหมิงกง ข้าไม่เคยคิดเลย ว่าวันหนึ่งพวกเราจะได้พบกันในสภาพนี้" เหมาชางไห่ทอดถอนใจ "ท่านเคยสร้างคุณูปการต่อแผ่นดิน หากเกษียณแล้วใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ก็คงจะพบกับจุดจบที่ดี ทว่ากลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ท่านรู้สึกเสียใจบ้างหรือไม่"
ในดวงตาของหลูยวนหมิงฉายแววอาฆาตแค้น ทว่าในชั่วพริบตาก็กลับมาสงบดังเดิม แล้วหลับตาลง
มู่เซียนหัวกลับก้าวเข้าไป เอื้อมมือดึงเศษผ้าที่อุดปากหลูยวนหมิงออกมาอย่างแรง
"เมืองเซียงหยางเกือบจะต้องนองเลือดก็เพราะตาแก่สารเลวอย่างเจ้า ต่อให้ตายเป็นหมื่นครั้ง ก็ไม่อาจลบล้างความผิดของเจ้าได้!" มู่เซียนหัวเอ่ยอย่างเย็นชา "ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถือว่าสมควรแล้ว!"
หลูยวนหมิงยังคงหลับตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ชนะเป็นเจ้าแพ้เป็นโจร ข้าทำตัวเอง ก็ไม่มีสิ่งใดจะแก้ตัว!"
ทุกคนต่างก็คิดว่าหลูยวนหมิงยอมรับผิดในสิ่งที่ทำลงไป จึงได้ลงเอยเช่นนี้
ทว่าไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า คำว่า "ทำตัวเอง" ที่หลูยวนหมิงเอ่ยถึงนั้น หมายถึงการที่ตนเลี้ยงดูผู้เฒ่าเฮ่อ เลี้ยงเสือไว้เป็นภัย ท้ายที่สุดเพราะผู้เฒ่าเฮ่อแปรพักตร์ ตนจึงต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบเช่นนี้ต่างหาก
"แล้วเว่ยฉางเล่อเล่า" มู่เซียนหัวเอ่ยถาม "เขาอยู่ที่ใด"
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งของหลูยวนหมิงก็บิดเบี้ยวขึ้นมาทันที
ในขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงม้าควบมาอย่างรวดเร็วดังมาจากนอกประตูเมือง
ยามนี้ประตูเมืองยังไม่ได้ปิดสนิท ยังคงมีช่องว่างหลงเหลืออยู่
"มีคนมา" ต่งฮวนได้ยินเสียงม้า จึงหันขวับวิ่งไปที่รอยแยกประตู มองออกไปด้านนอก ทันใดนั้นก็ตะโกนด้วยความดีใจ "เป็นปู้เหลียงเจี้ยง เว่ย ... เว่ยฉางเล่อมาแล้วขอรับ เป็นใต้เท้าเว่ย!"
"เปิดประตู รีบเปิดประตู!" เหมาชางไห่รีบสั่งการ กระทั่งก้าวออกไปต้อนรับที่นอกประตูด้วยตนเอง
ประตูเมืองเปิดออก ทั้งทหารบนกำแพงเมืองและทหารที่อยู่ด้านล่าง ต่างก็เห็นม้าตัวหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาแล้วหยุดลง
ม้าศึกตัวอ้วนพีขาสูงยาว รูปร่างกำยำแข็งแรง ส่วนชายหนุ่มบนหลังม้ากลับดูผอมบางไปบ้าง
ทว่าในยามนี้ ในสายตาของทุกคน ชายหนุ่มผู้นี้กลับดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามยิ่งนัก
ท่ามกลางแสงคบเพลิง รอบด้านเงียบกริบ ไร้สรรพเสียงใดๆ
ชายหนุ่มบนหลังม้า น่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงท่าทีดุดัน ราวกับเทพสวรรค์ลงมาจุติ!
[จบแล้ว]