เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 537 - ป้องกันฝนก่อนพายุมา

บทที่ 537 - ป้องกันฝนก่อนพายุมา

บทที่ 537 - ป้องกันฝนก่อนพายุมา


ณ หออักษรภาพแห่งหมู่บ้านดอกท้อ หญิงสาววัยแรกรุ่นสองนางที่สวมเสื้อคลุมบางเบาสีขาวกำลังถูกทหารนำดาบพาดคอไว้

วังใต้ดินนับเป็นสวรรค์บนดินสำหรับคนบางกลุ่มในพรรคพวกตระกูลหลู หลูเฟยหงเองก็เป็นหนึ่งในแขกวีไอพี และเคยเข้าไปในวังใต้ดินมาหลายครั้ง เขาย่อมรู้ดีว่าทางเข้าวังใต้ดินตั้งอยู่ในหออักษรภาพแห่งนี้

เหล่าทหารได้ค้นหาจนทั่วทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้านดอกท้อแล้ว ทว่าก็ไม่พบร่องรอยของผู้เฒ่าเฮ่อ หลูเฟยหงจึงมั่นใจว่าผู้เฒ่าเฮ่อต้องหลบหนีลงไปในวังใต้ดินอย่างแน่นอน

"เปิดอุโมงค์ลับ" หลูเฟยหงปรายตามองนักดนตรีเล่นพิณผู้หนึ่ง

นักดนตรีผู้นั้นไม่กล้าชักช้า รีบก้าวไปข้างหน้าแล้วแตะกลไกบนภาพวาดบนผนัง ภาพวาดนั้นแยกออกตรงกลาง เผยให้เห็นทางเข้า ซึ่งภายในเป็นบันไดหินทอดยาวลงไปด้านล่าง

"คุณชายเจ็ด ข้าจะนำคนลงไปค้นหาเอง" เฒ่าเตียวเสนอตัว "เส้นทางในวังใต้ดินนั้นสลับซับซ้อนนัก หากตาเฒ่าปีศาจผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ภายใน ก็อาจจะลอบโจมตีได้ทุกเมื่อ คุณชายรออยู่ที่นี่เถิด ... !"

หลูเฟยหงส่ายหน้าพลางกล่าว "ไม่ต้องลงไปหรอก"

"อ๊ะ ?"

"ตาเฒ่าปีศาจผู้นั้นต้องซ่อนตัวอยู่ด้านล่างอย่างแน่นอน" หลูเฟยหงแค่นยิ้มเย็นชา "เท่าที่ข้ารู้มา ที่นี่คือทางเข้าออกเพียงทางเดียวของวังใต้ดิน ขอเพียงปิดตายทางเข้าออกนี้ไว้ ต่อให้ตาเฒ่าปีศาจจะมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ก็ไม่มีทางหนีรอดออกมาได้อย่างแน่นอน"

เฒ่าเตียวขมวดคิ้ว "คุณชายเจ็ด ภายในวังใต้ดินไม่ได้มีเพียงตาเฒ่าปีศาจเท่านั้น ทว่ายังมีคนอยู่อีกนับร้อย ... หากปิดตายทางออก คนเหล่านั้นก็ต้องตายอยู่ข้างในทั้งหมดนะขอรับ"

"ชายชาตรีย่อมต้องมีความเหี้ยมโหด" นัยน์ตาของหลูเฟยหงเต็มไปด้วยความเย็นชา "ในเมื่อลงมือแล้ว ก็ต้องไม่เหลือรอดแม้แต่สุนัขหรือไก่ ตาเฒ่าปีศาจนั่นหลบซ่อนตัวอยู่ข้างล่าง ทั้งยังมีวรยุทธ์สูงส่ง หากส่งคนลงไปค้นหา ย่อมต้องอันตรายยิ่งนัก ดีไม่ดีอาจจะต้องสูญเสียกำลังคนไปอีก คืนนี้พวกเราบาดเจ็บล้มตายไปมากพอแล้ว ไม่อาจสูญเสียใครไปได้อีกแล้ว"

เฒ่าเตียวย่อมรู้ดีว่าทหารห้าร้อยนายที่หลูเฟยหงนำมา ล้วนเป็นทหารคนสนิทในกองทัพของเขา การที่ต้องสูญเสียกำลังพลไปเกือบครึ่งในศึกครั้งนี้ ย่อมทำให้หลูเฟยหงปวดใจยิ่งนัก หากต้องสูญเสียทหารไปอีกจากการส่งคนเข้าไปค้นหาผู้เฒ่าเฮ่อในวังใต้ดิน หลูเฟยหงก็คงไม่อาจยอมรับได้อย่างแน่นอน

"อย่าว่าแต่คนหนึ่งถึงสองร้อยคนเลย ต่อให้เป็นพันหรือสองพันคน ขอเพียงปิดตายทางออก ทำให้ตาเฒ่าปีศาจต้องจบชีวิตอยู่ภายในนั้นได้ ก็ไม่มีอันใดต้องลังเล" หลูเฟยหงหันไปสั่งการ "มานี่ นำก้อนหินมาโยนลงไป ปิดตายทางเข้าให้สนิท เมื่อปิดตายแล้ว ก็จุดไฟเผาหมู่บ้านแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองเสีย !"

เหล่าทหารไม่กล้าชักช้า รีบแบ่งกำลังคนไปจัดการปิดตายทางเข้าอุโมงค์ลับทันที

"ช้าก่อน !" เฒ่าเตียวพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ย "คุณชายเจ็ด ยังมีเจี่ยเจิ้งชิงอีกคน พวกเรายังหาตัวเขาไม่พบภายในหมู่บ้านเลยขอรับ ตาเฒ่าปีศาจนั่นกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ย่อมต้องนำตัวเจี่ยเจิ้งชิงและพวกพ้องไปขังไว้ในวังใต้ดินแน่นอน หากปิดตายทางเข้า ตาเฒ่าปีศาจก็ต้องตายอยู่ข้างใน ทว่าเจี่ยเจิ้งชิงกับพวกพ้องก็ต้อง ... !"

หลูเฟยหงหันไปมองเฒ่าเตียว พลางเอ่ยถาม "ท่านลุงสั่งการไว้ว่าอย่างไรบ้างล่ะ"

"ตามที่ข้าน้อยเคยแจ้งไปแล้ว หากผู้เฒ่าเฮ่อไม่ได้ทรยศ ก็ให้นำตัวเจี่ยเจิ้งชิงกับพวกพ้องกลับไป และเชิญผู้เฒ่าเฮ่อเข้าไปในเมืองด้วยขอรับ" เฒ่าเตียวกล่าว "ทว่าหากหมู่บ้านดอกท้อเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ให้สิ้นซาก และต้องสังหารตาเฒ่าปีศาจนั่นให้จงได้"

"ดังนั้นท่านลุงจึงไม่ได้สั่งเอาไว้ว่า หากหมู่บ้านดอกท้อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา จะต้องช่วยซ่งจื่อเสียนออกมาได้อย่างไรใช่หรือไม่"

เฒ่าเตียวพยักหน้าเล็กน้อย

"เช่นนั้นภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการสังหารตาเฒ่าปีศาจ ส่วนจะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียมากเพียงใด ข้าคิดว่าท่านลุงย่อมต้องยอมรับได้อย่างแน่นอน" หลูเฟยหงตัดสินใจเด็ดขาด ไม่ลังเลอีกต่อไป "ปิดตายทางเข้า !"

เขาไม่พูดให้มากความ หันหลังเดินออกไปด้านนอกทันที

เฒ่าเตียวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามออกไป

ทหารในบังคับบัญชาบางส่วนกำลังขนย้ายก้อนหินมาปิดตายทางเข้า ส่วนอีกบางส่วนก็กำลังค้นหาน้ำมันเพลิงที่เก็บตุนไว้ เพื่อเตรียมพร้อมจุดไฟเผาหมู่บ้าน

"รู้อย่างนี้ เมื่อก่อนไม่น่ารับตาเฒ่าปีศาจนั่นมาร่วมงานด้วยเลย" ท่ามกลางแสงรุ่งอรุณ หลูเฟยหงกวาดสายตามองสิ่งปลูกสร้างอันงดงามวิจิตรตระการตาภายในหมู่บ้าน สีหน้าดูย่ำแย่ยิ่งนัก

เฒ่าเตียวกล่าว "คุณชายเจ็ด อดีตอัครเสนาบดีเพียงเตรียมการล่วงหน้าเพื่อป้องกันฝนก่อนพายุมาเท่านั้น ตั้งแต่ที่ท่านผู้เฒ่าลาออกจากราชการ ก็ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า สักวันหนึ่งจะต้องกลับไปยังนครเสินตูให้จงได้ ท่านมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ต้องการให้ตระกูลใหญ่แห่งซานหนานผงาดขึ้นมา การบริหารบ้านเมืองของแคว้นต้าเหลียง จำเป็นต้องให้คนซานหนานของพวกเราเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ"

"เรื่องนั้นข้ารู้ดี" หลูเฟยหงเอ่ย "ดังนั้นท่านลุงจึงให้การสนับสนุนเฉาอ๋องอย่างสุดกำลัง หวังจะยืมอำนาจของเฉาอ๋อง มาช่วยทำให้ตระกูลใหญ่ในซานหนานได้เชิดหน้าชูตา"

เฒ่าเตียวพยักหน้าพลางเอ่ย "หลังจากเกิดกบฏนครเสินตู รัชทายาทลี่ก็ปลิดชีพตนเองไป ยามนี้เหลือองค์ชายเพียงสามพระองค์ ฉู่อ๋องทรงเจริญพระชันษามากที่สุด มีน้ำพระทัยเมตตาและซื่อสัตย์ ทว่าน่าเสียดายที่พระมารดาไม่ได้มาจากห้าตระกูลใหญ่ แม้เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ทว่าลึกๆ ในใจต่างก็รู้ดีว่า ด้วยชาติกำเนิดของฉู่อ๋อง ย่อมไม่มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์อย่างแน่นอน"

แม้หลูเฟยหงจะรับราชการทหาร ทว่าก็มาจากตระกูลขุนนางใหญ่ จึงให้ความสำคัญกับชาติตระกูลและเบื้องหลังเป็นอย่างมาก เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย "หากเทียบกับเฉาอ๋องและอ๋องเยว่แล้ว ฉู่อ๋องย่อมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ได้จริงๆ"

"เมื่อฉู่อ๋องไม่มีคุณสมบัติ ผู้ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงเฉาอ๋องและอ๋องเยว่ที่จะช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทกัน" เฒ่าเตียวเอ่ยเสียงแผ่ว "หากเทียบกับเฉาอ๋องแล้ว อ๋องเยว่ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่า อดีตอัครเสนาบดีเคยกล่าวไว้ว่า เบื้องหลังของอ๋องเยว่มีไท่โฮ่วคอยสนับสนุนอยู่ และในบรรดาห้าตระกูลใหญ่ คนของตระกูลโต้ว ตระกูลหนานกง และพระบรมวงศานุวงศ์แซ่จ้าวจำนวนไม่น้อยต่างก็ให้การสนับสนุนพระองค์ แม้แต่ตระกูลหวัง ต่อให้ไม่ได้สนับสนุนอ๋องเยว่อย่างเต็มที่ ทว่าก็ยังคงโลเลเอนเอียง ย่อมไม่มีทางให้การสนับสนุนเฉาอ๋องอย่างเต็มกำลังแน่นอน หากเป็นเช่นนี้ เบื้องหลังของเฉาอ๋อง ผู้ที่ให้การสนับสนุนอย่างแท้จริงจึงมีเพียงตระกูลตู๋กู ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่เท่านั้น"

หลูเฟยหงแหงนหน้ามองท้องฟ้า เอ่ยเสียงเรียบ "เฒ่าเตียว ข้ารู้ว่าท่านต้องการจะพูดสิ่งใด ท่านเพียงต้องการจะบอกว่าหากพวกเราไปสนับสนุนอ๋องเยว่ ก็เป็นเพียงการเติมดอกไม้บนผืนผ้าไหม ภายหน้าต่อให้อ๋องเยว่ได้ขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น ตระกูลใหญ่ในซานหนานของพวกเราก็คงไม่อาจสร้างความดีความชอบอันใดได้ ในทางกลับกัน เฉาอ๋องตกเป็นรอง หากพวกเราให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นั่นก็เปรียบเสมือนการส่งถ่านให้ในยามหิมะตก เมื่อใดที่พระองค์ทำสำเร็จ ตระกูลใหญ่ในซานหนานก็ย่อมจะได้ดิบได้ดีไปตามๆ กัน ข้าเพียงแค่ไม่เข้าใจ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราได้ให้การสนับสนุนเฉาอ๋องอย่างสุดกำลัง แล้วตาเฒ่าปีศาจผู้เฒ่าเฮ่อนั่นจะสร้างประโยชน์อันใดได้กันเล่า"

"อดีตอัครเสนาบดีปิดบังเรื่องนี้มาโดยตลอด นอกจากข้าน้อยแล้ว ก็แทบจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความจริงอีกเลย" เฒ่าเตียวอธิบาย "ทว่าอดีตอัครเสนาบดีทุ่มเทแรงกายแรงใจมานานหลายปี สุนัขล่าเนื้อที่เลี้ยงไว้กลับหันมาแว้งกัดเจ้าของเสียได้ คุณชายเจ็ดจึงจำเป็นต้องลงมือกวาดล้างคนทรยศ อันที่จริงหากสุนัขแก่ตัวนี้เชื่อฟัง เมื่อถึงวันนั้น ก็คงจะสามารถสร้างประโยชน์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถทดแทนได้จริงๆ"

"ประโยชน์อันใดกันแน่"

เฒ่าเตียวมองซ้ายมองขวา ก่อนจะจ้องไปที่หลูเฟยหง แล้วค่อยๆ เอ่ยออกมาสามคำเสียงแผ่วเบา "หลี่ฉุนกัง !"

"ตาเฒ่าแห่งสำนักตรวจสอบนั่นหรือ" หลูเฟยหงขมวดคิ้ว

เฒ่าเตียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "คุณชายเจ็ด สำนักตรวจสอบคือคมมีดในมือของนังแก่มหาภัย นังแก่มหาภัยผู้นั้นมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนอ๋องเยว่ให้ขึ้นครองบัลลังก์ สำนักตรวจสอบก็ย่อมต้องเป็นเครื่องรางคุ้มครองของอ๋องเยว่ ไม่ว่านังแก่มหาภัยจะอยู่หรือตาย หากเฉาอ๋องต้องการจะขึ้นครองบัลลังก์ ก็จำเป็นต้องกำจัดสำนักตรวจสอบให้จงได้"

หลูเฟยหงหรี่ตาลง

"หากต้องสู้รบกันจริงๆ การจะกวาดล้างสำนักตรวจสอบย่อมไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าหากคิดจะสังหารหลี่ฉุนกัง นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย" เฒ่าเตียวลดเสียงต่ำลง "แม้จะไม่มีใครล่วงรู้วรยุทธ์ที่แท้จริงของเขา ทว่าอดีตอัครเสนาบดีก็มั่นใจว่าวรยุทธ์ของหลี่ฉุนกังนั้นลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง ชายผู้นี้อาจไม่อาจรับมือกับกองทัพนับหมื่นได้ ทว่าหากเขาต้องการ เขาก็สามารถไปได้ทุกที่ ต่อให้สำนักตรวจสอบจะถูกทำลายจนย่อยยับ หลี่ฉุนกังก็มีวรยุทธ์มากพอที่จะปกป้องตนเอง และหลบหนีออกจากนครเสินตูได้อย่างปลอดภัย"

หลูเฟยหงเข้าใจในทันที "ที่แท้ท่านลุงเลี้ยงดูตาเฒ่าปีศาจผู้เฒ่าเฮ่อเอาไว้ ก็เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งจะใช้เขาไปรับมือกับหลี่ฉุนกังงั้นหรือ"

"แม้พวกเราจะไม่เคยเห็นผู้เฒ่าเฮ่อลงมือมาก่อน ทว่าอดีตอัครเสนาบดีก็มั่นใจว่า วรยุทธ์ของผู้เฒ่าเฮ่อนั้นไม่น่าจะด้อยไปกว่าหลี่ฉุนกังเลย" เฒ่าเตียวยิ้มบางๆ "ตามแผนที่วางไว้ หากถึงวันนั้น ขอเพียงผู้เฒ่าเฮ่อลงมือ ต่อให้ไม่อาจเอาชนะได้ ก็ยังสามารถถ่วงเวลาหลี่ฉุนกังไว้ได้ ทำให้เขาไม่อาจหลบหนีไปได้ หากสามารถรั้งตาเฒ่านั่นไว้ได้ เมื่อถูกกองทัพปิดล้อม หลี่ฉุนกังต่อให้มีปีกก็ยากที่จะหนีรอด อดีตอัครเสนาบดีเตรียมการล่วงหน้า เพื่อป้องกันฝนก่อนพายุมา คิดหาวิธีจัดการกับหลี่ฉุนกังไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว ... เฮ้อ ใครจะคาดคิดว่าสุนัขอย่างผู้เฒ่าเฮ่อจะเป็นหมาป่าตาขาวที่เลี้ยงไม่เชื่อง ถึงขั้นกล้าทรยศอดีตอัครเสนาบดี ... !"

"ท่านลุงช่างมองการณ์ไกลนัก" หลูเฟยหงทอดถอนใจ "หากฟังจากที่ท่านว่ามา หากถึงวันนั้น หลี่ฉุนกังก็จะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ หากไม่อาจสังหารเขาได้อย่างราบรื่น และปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้ ก็คงจะเหมือนกับผู้เฒ่าเฮ่อในวันนี้ หากปล่อยให้หนีไปได้ ย่อมต้องเป็นภัยพิบัติในภายหลัง พวกเราคงจะไม่มีวันอยู่อย่างสงบสุขได้เลย"

เฒ่าเตียวยกมือขึ้นลูบเครา พยักหน้าเห็นด้วย

"เฒ่าเตียว ท่านคิดว่าวรยุทธ์ของหลี่ฉุนกังและผู้เฒ่าเฮ่อบรรลุถึงระดับใดกันแน่" หลูเฟยหงขมวดคิ้วแน่น "ท่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่คงกระพัน และมักจะติดตามท่านลุงไปพบผู้เฒ่าเฮ่ออยู่หลายครั้ง ท่านพอมองออกถึงระดับวรยุทธ์ของเขาบ้างหรือไม่"

เฒ่าเตียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย "คุณชายเจ็ด เมื่อสิบแปดปีก่อน ตอนที่นายท่านผู้เฒ่าล่วงลับ อดีตอัครเสนาบดีได้พบกับผู้เฒ่าเฮ่อระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง จึงได้พาตัวกลับมายังเมืองเซียงหยางด้วย ตอนนั้นข้าน้อยได้รับคำสั่งให้เดินทางล่วงหน้ากลับมายังเซียงหยางก่อน ส่วนอดีตอัครเสนาบดีก็มาถึงช้ากว่าข้าน้อยหนึ่งวัน ข้าน้อยจำได้ว่าตอนที่อดีตอัครเสนาบดีเดินทางมาถึง ได้พาตัวสามีภรรยาผู้เฒ่าเฮ่อกลับมาด้วย ... !"

"ใช่แล้ว แม้ท่านลุงจะไม่เคยให้พวกเราพูดถึงเรื่องของผู้เฒ่าเฮ่อ ทว่าข้าก็จำได้ว่าปีนั้นตอนที่ท่านกลับมา ได้พาสามีภรรยาผู้เฒ่าเฮ่อกลับมาด้วย" หลูเฟยหงขมวดคิ้ว "ข้ายังจำได้ว่า ท่านลุงสั่งให้ท่านจัดหาที่พักให้พวกเรา และยังเชิญหมอที่เก่งที่สุดในเมืองเซียงหยางมาตรวจรักษาภรรยาของเขาด้วย ทว่าผู้เฒ่าเฮ่อกลับดูแคลนหมอเหล่านั้น และไม่ยอมให้ใครก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้านของเขาเลย เฒ่าเตียว แม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทว่าข้ายังจำได้ลางๆ ว่า ตาเฒ่าปีศาจนั่นเมื่อก่อนก็อายุห้าสิบกว่าปีแล้ว ทว่าภรรยาของเขากลับยังเป็นหญิงสาวโฉมงาม อายุราวๆ ยี่สิบปีเท่านั้น ... !"

เฒ่าเตียวยิ้ม "คุณชายเจ็ดช่างความจำดีนัก"

"ก็ไม่ได้ความจำดีอันใดหรอก" หลูเฟยหงกล่าว "เพียงแต่ตอนที่ท่านลุงเดินทางกลับมาจัดงานศพ กลับพาคู่สามีภรรยาแปลกหน้ามาด้วย อีกทั้งยังเป็นคู่สามีภรรยาที่อายุห่างกันมาก จึงทำให้คนจดจำได้แม่นยำ ผนวกกับท่านลุงมีฐานะเป็นถึงอัครเสนาบดี ทว่ากลับให้เกียรติคู่สามีภรรยาคู่นี้อย่างมาก ดังนั้นข้าจึงจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจ"

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ในดวงตาของเขาก็ฉายแววสงสัย "พวกเขาพักอยู่ในเมืองเซียงหยางได้เพียงครึ่งปี และแทบจะไม่ออกไปไหนเลย ต่อมาท่านลุงก็สร้างเรือนหลังเล็กๆ ให้พวกเขาพักอาศัยอยู่บนภูเขาแห่งนี้ และห้ามไม่ให้พวกเราไปรบกวนพวกเขา หลังจากนั้นท่านลุงก็สั่งให้คนมาก่อสร้างในภูเขาแห่งนี้ครั้งใหญ่ และแอบสร้างหมู่บ้านดอกท้อขึ้นมาอย่างลับๆ ทว่าตั้งแต่สามีภรรยาผู้เฒ่าเฮ่อออกจากเมืองเซียงหยางมาพักอาศัยอยู่ในภูเขา ข้าก็ไม่เคยเห็นภรรยาของเขาอีกเลย เฒ่าเตียว หลังจากนั้นท่านเคยเห็นนางบ้างหรือไม่"

เฒ่าเตียวตอบ "ก่อนที่หมู่บ้านดอกท้อจะสร้างเสร็จ ตอนที่ผู้เฒ่าเฮ่อยังพักอยู่ที่เรือนหลังเล็กในภูเขา ข้าน้อยเคยได้รับคำสั่งจากอดีตอัครเสนาบดีให้ไปเยี่ยมเยียนอยู่หลายครั้ง ในช่วงปีแรกยังเคยพบนางสองครั้ง ภรรยาของเขาป่วยหนัก สีหน้าย่ำแย่ยิ่งนัก และดูแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว พอเข้าสู่ปีที่สอง ก็พบเพียงผู้เฒ่าเฮ่อ ทว่าไม่เห็นสตรีผู้นั้นอีกเลย นับแต่นั้นมา กระทั่งเมื่อเก้าปีก่อนที่เขาย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านดอกท้อ ข้าน้อยก็ไม่เคยเห็นภรรยาของเขาอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว"

"นางคงตายไปนานแล้วใช่หรือไม่" หลูเฟยหงสงสัย

"ก็มีความเป็นไปได้ขอรับ" เฒ่าเตียวพยักหน้าเล็กน้อย "ทว่าอดีตอัครเสนาบดียกหมู่บ้านดอกท้อให้ตาเฒ่านั่น และเรื่องราวทั้งหมดภายในหมู่บ้านก็ล้วนให้ตาเฒ่านั่นเป็นคนจัดการ อีกทั้งอดีตอัครเสนาบดียังเคยกำชับข้าน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าเมื่อพบคนผู้นี้ ให้พยายามพูดให้น้อยที่สุด และห้ามไต่ถามเรื่องส่วนตัวของเขาเด็ดขาด ดังนั้นภรรยาของเขาจะตายไปนานแล้วหรือไม่ ข้าน้อยก็ไม่กล้าถามขอรับ"

หลูเฟยหงแค่นยิ้มเย็นชา "พวกเราค้นจนทั่วหมู่บ้านแล้ว ไม่พบร่องรอยของเขา และก็ไม่พบสตรีผู้นั้นด้วย ต่อให้สตรีผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็คงต้องหลบอยู่ในวังใต้ดินนั่นแหละ พอปิดทางออก วังใต้ดินก็กลายเป็นหลุมศพของพวกเขาสามีภรรยาพอดี ข้าช่วยให้พวกเขาสามีภรรยาได้ตายตกไปตามกัน ก็ถือว่าได้สร้างกุศลอย่างใหญ่หลวงแล้ว"

"คุณชายเจ็ด เมื่อครู่ท่านถามข้าน้อยว่า คนผู้นี้มีระดับวรยุทธ์ถึงขั้นใด" เฒ่าเตียวเอ่ย "เอาเช่นนี้ก็แล้วกันขอรับ เมื่อครั้งแรกที่ข้าน้อยได้พบเขา ประเมินจากพลังปราณของเขาแล้ว เขาน่าจะมีวรยุทธ์ถึงระดับห้าแล้ว นี่ก็ผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว เขาเก็บตัวฝึกฝนอยู่แต่ในภูเขาแห่งนี้มาโดยตลอด ต่อให้ยังไม่ได้เป็นเทพยุทธ์ ทว่าระยะห่างจากเทพยุทธ์ระดับหกก็คงอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วละขอรับ"

หลูเฟยหงหน้าถอดสีทันที อุทานด้วยความตกใจ "เขา ... วรยุทธ์ของเขาน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าเคยได้ยินแค่ว่ามีตัวตนของระดับหกอยู่จริง ทว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้าก็ยังไม่เคยพบเห็น"

"ดังนั้นเมื่อก่อนหน้านี้ที่บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ข้าน้อยจึงไม่กล้าให้คุณชายบุกเข้ามาด้วยขอรับ" เฒ่าเตียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หากเขาสำเร็จเป็นเทพยุทธ์ระดับหกจริงๆ ท่ามกลางความวุ่นวาย หากเขาคิดจะเอาชีวิตคุณชายเจ็ด อย่าว่าแต่ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเลย ทว่าเขาก็ต้องทำได้อย่างแน่นอนขอรับ"

หลูเฟยหงมีสีหน้าเคร่งเครียด "หากเป็นอย่างที่ท่านว่า วรยุทธ์ของหลี่ฉุนกังก็ย่อมต้องน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด หากถึงวันนั้น พวกเราไม่อาจสังหารหลี่ฉุนกังได้ หลี่ฉุนกังก็คงต้องกลับมาสังหารพวกเราแน่นอน ... !"

คำพูดยังไม่ทันจบ พลันได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากทางทิศตะวันออก เสียงนั้นดังก้องกังวานทว่าฟังดูแปลกประหลาดยิ่งนัก ทำให้หลูเฟยหงถึงกับสะดุ้งสุดตัว และเผลอเอื้อมมือไปกุมด้ามดาบตามสัญชาตญาณ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 537 - ป้องกันฝนก่อนพายุมา

คัดลอกลิงก์แล้ว