- หน้าแรก
- สืบทอดกิจการหนี้สามสิบล้าน สู่แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก
- ติดหนี้สามสิบล้าน 435 เหนือฟ้ายังมีฟ้า
ติดหนี้สามสิบล้าน 435 เหนือฟ้ายังมีฟ้า
ติดหนี้สามสิบล้าน 435 เหนือฟ้ายังมีฟ้า
ติดหนี้สามสิบล้าน 435 เหนือฟ้ายังมีฟ้า
หลังจากจินน่าผ่านไป การแสดงระบำสามชุดรวดล้วนดูหมองลงไปถนัดตา จนกระทั่งนักเต้นคนที่สี่ปรากฏตัวขึ้น ถึงทำให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของเหล่ากรรมการคลายลงได้
“หลิงปัวนี่นา”
“คราวก่อนดูโซเชียลมีเดียของเขา ช่วงนี้สภาพร่างกายเขาดีมากเลยนะ”
“ตั้งตารอดูการแสดงของเขาเลย”
คล้อยตามคำพูดของเหล่ากรรมการ ท่ามกลางแสงไฟที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น ก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปร่างผอมบางคนหนึ่ง
สันกรามของเขาคมชัด ทว่าสันคิ้วและสันจมูกกลับแฝงไปด้วยความแข็งแกร่งดุดัน เวลานี้เขาสวมชุดระบำสีเขียวอมขาว ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับต้นสนสีคราม
ทว่าความรู้สึกที่เขามอบให้กับผู้คนกลับแตกต่างจากสวีเช่ออย่างสิ้นเชิง แม้สวีเช่อจะดูเย็นชา แต่ก็ยังเข้าถึงได้ง่าย
ทว่าทั่วทั้งร่างของหลิงปัวกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายที่บอกว่าคนแปลกหน้าห้ามเข้าใกล้... หรือแม้แต่คนรู้จักก็ห้ามเข้าใกล้เช่นกัน
ระบำเดี่ยวของคนผู้นี้ ไม่นับว่าเป็นการแสดงแล้ว แต่เรียกว่าการชื่นชมศิลปะต่างหาก
นักเต้นนำของคณะนาฏศิลป์หลวนเฟิ่ง ความจริงแล้วก็ถือว่าเป็นคนในแวดวงเดียวกับกรรมการทั้งหลายแล้ว และความสามารถของเขาก็ยิ่งพัฒนาขึ้นในทุก ๆ ปี
วันนี้ จะบอกว่าเป็นงานประกวดรางวัลใหญ่ สู้บอกว่าเป็นการแสดงเดี่ยวที่เขาเตรียมมายังจะดีกว่า
เว่ยจินหรูก็รู้จักเขาเช่นกัน แม้จะไม่ค่อยได้พูดคุยกันเท่าไหร่นัก แต่เธอก็ประทับใจชายหนุ่มผู้หยิ่งทะนงคนนี้มาก
หญิงชรายิ้มอย่างมีเลศนัย
ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากดูระบำชุดนั้นของจินน่าจบแล้ว ตอนนี้ในใจของเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้าง?
หลิงปัวหลับตาลงเบา ๆ ความคิดฟุ้งซ่านในหัวค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงท่วงทำนองดนตรีอันไพเราะ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ความเย็นชาบนใบหน้าของเขาก็มลายหายไป มือขวาวาดลงมาราวกับขนนกที่บางเบา ดอกเหมยบนข้อมือเปล่งประกายแสงจาง ๆ
การแสดงของเขา——《บานสะพรั่งในเหมันต์》 ได้เริ่มขึ้นแล้ว...
จินน่าที่กลับมาถึงห้องพักแล้ว หลังจากหยอกล้อกับสมาชิกในคณะเสร็จ ก็กลับเข้าสู่สภาวะตั้งใจรับชมอีกครั้ง
เธอและนักเต้นคนอื่น ๆ มองดูการแสดงของหลิงปัวผ่านหน้าจอ
“...เก่งมาก...”
เดิมทีจินน่าที่เพิ่งเต้นเสร็จและกำลังตื่นเต้นพลุ่งพล่าน ยิ่งดูก็ยิ่งใจเย็นลง
สิ่งที่หลิงปัวเต้นคือระบำโบราณหัวกั๋ว และยังเพิ่มเทคนิคการสร้างสรรค์แบบใหม่เข้าไปด้วย
ดอกเหมยที่ผูกอยู่ตรงข้อมือ ก็เหมือนกับพัดพับของเธอ ล้วนเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากที่สื่อถึงหัวข้อเรื่อง... ทุกครั้งมันจะปรากฏขึ้นมาอย่างแยบยล ผสมผสานเข้ากับเสียงดนตรีและท่วงท่าการเคลื่อนไหวจนเป็นหนึ่งเดียว
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอใจเย็นลงไม่ได้มีเพียงแค่นั้น
เธอมองไปยังเงาร่างในโทรทัศน์ สายตาซ้อนทับกับสายตาของสวี่จิ้ง
‘นี่คือคนที่มีความสามารถในการควบคุมร่างกายสูงมาก!’
หากบอกว่าจินน่าที่ผ่านการฝึกฝนจากเจ้าอารามดอกท้อ ซ้อนทับบัฟอีกนับไม่ถ้วน บวกกับประสบการณ์และความพยายามของตัวเอง สามารถควบคุมร่างกายได้ถึง 85% ขึ้นไปล่ะก็
งั้นคนผู้นี้... ก็ให้ความรู้สึกว่าน่าจะทำได้ถึง 95%!
ทุกท่วงท่าของเขา ละเอียดอ่อนไปจนถึงขั้นควบคุมความโค้งของเส้นผมได้ องศาการพลิ้วไหวของชายกระโปรงแต่ละชิ้น ล้วนพอเหมาะพอเจาะและเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ
จินน่าเก่งกาจขึ้นแล้ว ดังนั้นเธอจึงยิ่งรู้สึกว่าหลิงปัวเก่งกาจยิ่งกว่า
ทว่าสวี่จิ้งต่างหากที่รู้ดีว่า นักเต้นที่สามารถต้านทานบัฟของระบบได้คนนี้ มีความสามารถที่น่ากลัวขนาดไหน
ความสามารถระดับนี้ บนเวทีในครั้งนี้ น่าจะสามารถเอาชนะทุกคนได้อย่างราบคาบเลยใช่ไหม?
ทว่าเขาคิดน้อยเกินไปแล้ว
นักเต้นที่มีความสามารถระดับนี้ ยังมีอีกสามคน...
นักเต้นนำของคณะนาฏศิลป์แห่งชาติ หลี่ชิงเยวี่ย นักเต้นนำของคณะระบำซีเจียง อีทาหนา และความหวังเดียวของคณะนาฏศิลป์ฉางคง จางเผิง
เหล่าพนักงานภูเขาว่านหยวนที่คิดว่าฝั่งตัวเองเจ๋งที่สุด ค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง มองดูชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นบนเวที ราวกับม้าศึกที่กำลังควบทะยาน ทุกท่วงท่าที่กางออกและหดเข้าล้วนเผยให้เห็นถึงความกว้างใหญ่ของทุ่งหญ้า
ทำไม... ถึงได้เก่งกาจกันขนาดนี้...
เถียนเถียนถึงกับเริ่มกังวลขึ้นมา “พี่จิ้ง... ระบำกลุ่มเมื่อกี้ ไม่เห็นจะรู้เลยว่ามีคนเก่งเยอะขนาดนี้...”
เป็นเรื่องปกติ
สาเหตุที่ระบำกลุ่มเรียกว่าระบำกลุ่ม หลัก ๆ ก็คือการใช้การแสดงของกลุ่มคนเพื่อถ่ายทอดผลงาน ยังไม่ต้องพูดถึงว่าคนเหล่านี้ได้ขึ้นแสดงด้วยหรือไม่ ต่อให้ขึ้นแสดง พวกเขาก็ต้องกดความสามารถของตัวเองเอาไว้บ้าง
“พี่จินน่าคงจะไม่หลุดจากเจ็ดอันดับแรกหรอกใช่ไหม?”
สวี่จิ้งหัวเราะ ดันศีรษะเล็ก ๆ ด้านหลังกลับไป แล้วเปลี่ยนท่านั่ง
“วางใจแล้วดูต่อไปเถอะ”
รอบระบำเดี่ยว แม้ว่าแต่ละครั้งจะมีคนขึ้นเวทีเพียงคนเดียว แต่เนื่องจากมาตรฐานโดยรวมค่อนข้างสูง จึงไม่ได้ด้อยไปกว่ารอบที่แล้วเลยแม้แต่น้อย
จ้าวต้าเซวียถ่ายรูปจนหน่วยความจำโทรศัพท์มือถือเต็มอีกครั้ง
ไม่เพียงแต่ถ่ายรูปของจินน่าเท่านั้น แต่ยังถ่ายรูปนักเต้นเก่ง ๆ คนอื่นไว้อีกมากมาย
เขามีสีหน้ากลัดกลุ้ม ในขณะที่กำลังคิดว่าจะลบรูปไหนทิ้งเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างดี ซุนฮั่วฮั่วก็กระทุ้งเขาไปหนึ่งที พร้อมกับเลิกคิ้ว “นายก็ไม่รู้จักถามฉันเหรอ?”
“งั้น... พี่ฮั่วฮั่ว รสนิยมความงามของพี่ดี พี่ช่วยฉันดูหน่อยสิ”
ตำแหน่งของจ้าวต้าเซวียก้าวกระโดดจากพนักงานขายตั๋วกลายเป็นเลขานุการประธาน ทว่าท่าทีที่เขามีต่อพนักงานที่คุ้นเคยก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เรื่องงานก็ส่วนเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวก็ส่วนเรื่องส่วนตัว เวลาว่างเขาก็ยังคงวิ่งไปที่ห้องทำงานของซุนฮั่วฮั่วเพื่อขอคำปรึกษา และถือโอกาสช่วยเธอทำแผนโปรโมตง่ายๆ ไปด้วย
ทั้งสองคนเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย เมื่อเห็นพิธีกรปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งและเตรียมจะประกาศจบการแสดง ก็รีบสุมหัวกระซิบกระซาบกันทันที
พี่ใหญ่ซือถูที่อยู่ข้าง ๆ ทั้งสองคนเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ เม้มปาก แกว่งเท้าไปมา บนใบหน้ามีรอยแดงระเรื่อที่ดูน่าสงสัย
ภูเขาว่านหยวนนี่มาถูกที่แล้วจริง ๆ ...
สบายจังเลย~
ฟังเพลงดูระบำ จิบสุราเบา ๆ ชีวิตแบบนี้สิถึงจะเป็นชีวิตที่ซือถูวั่งเยว่อย่างเขาควรจะได้ใช้!
ส่วนสุรานี้มาจากไหนน่ะเหรอ... พวกนายไม่ต้องยุ่งหรอก
“ประธานสวี่ ผมขอออกไปสูบบุหรี่สักมวนนะ”
งานยังไม่ทันเลิก เขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วแอบเดินตามฝูงชนออกไป
————
ในที่สุดรอบที่สองก็จบลง
ฝูงชนแยกย้ายกันไปอย่างพึงพอใจ ท่ามกลางผู้คนที่เดินเบียดเสียดกัน ก็ได้ยินเสียงผู้ชมบางคนเริ่มพูดคุยถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินในวันนี้แล้ว
ชื่อของนักเต้นมากมายหลุดออกมาจากปากของพวกเขา และหนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือจินน่า!
เหล่าพนักงานภูเขาว่านหยวนต่างรู้สึกเบิกบานใจและภาคภูมิใจไปด้วย
ส่วนเบื้องหลัง นักเต้นตะวันทองที่ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็กำลังยืนล้อมรอบคนสองคนที่อยู่ตรงกลางเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น
“วางใจเถอะ! ไม่มีปัญหาแน่นอน!”
“จนถึงตอนนี้พวกเราก็ยังไม่เคยเห็นระบำของพวกเธอสองคนเลย ฉันก็ตั้งตารอเหมือนกับผู้ชมเลยนะ!”
“พวกเธอจะกังวลอะไรกัน! พวกเธอคือเสาหลักของตะวันทองเลยนะ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่สวีเหวิน ถ้าพี่กลัวล่ะก็ พอกลับไปภูเขาว่านหยวนแล้ว บทอินเหนียงของพี่ ก็เปลี่ยนให้ฉันเป็นคนแสดงแทนเถอะ~”
“รั่วอวิ๋น อย่าลนลานไป เถ้าแก่สวี่มองดูอยู่ข้างล่างนะ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
ทุกคนมีทั้งหยอกล้อและให้กำลังใจ ส่วนการปลอบใจนั้นมีน้อยที่สุด
จินน่ายืนอยู่วงในสุด ตบไหล่ของทั้งสองคนเบา ๆ
“อย่าลนลานไปเลย เข้าไปอบอุ่นร่างกายข้างในเถอะ”
จางรั่วอวิ๋นและสวีเหวิน
ลงสมัครแค่ระบำคู่ ดังนั้นพวกเธอจึงได้เห็นการแสดงของทุกคณะนาฏศิลป์จริง ๆ
ทั้งคนที่มีความสามารถระดับธรรมดา ระดับยอดเยี่ยม และยังมีนักเต้นระดับแนวหน้าอีกด้วย
ตอนแรกพวกเธอยังมั่นใจมาก แต่พอระบำทั้งสองชุดของตะวันทองได้รับการตอบรับที่ดีมาก พวกเธอก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
ถ้าเกิดระบำกลุ่มและระบำเดี่ยวสามารถเข้าสู่เจ็ดอันดับแรกได้ แต่มีแค่พวกเธอที่ทำผลงานได้แย่ล่ะจะทำยังไง?
พวกเธอสองคนซ้อมเต้น มักจะหายตัวไปทีละครึ่งค่อนวัน พี่จินน่าก็ยอมแบกรับความกดดันเพื่อให้พวกเธอได้ซ้อมอย่างเต็มที่ ถ้าเต้นออกมาได้แย่ ไม่เพียงแต่จะทำให้ประธานสวี่ผิดหวัง รู้สึกผิดต่อจินน่าและตะวันทอง แต่ยังรู้สึกผิดต่อตัวเองยิ่งกว่า
ทั้งสองคนพยักหน้า ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในห้องซ้อมเต้น
ประตูห้องปิดลง ตัดขาดจากความสาดส่องวุ่นวาย ภายในห้องที่เงียบสงบ ทั้งสองคนสบตากัน ต่างก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายดี
“ดูท่าคงต้องใช้วิธีนั้นแล้วล่ะ”
“โชคดีที่ประธานสวี่เตือนพวกเราไว้ ให้เตรียมตัวมาอย่างดี”