เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 114 วิกฤต (ฟรี)

ตอนที่ 114 วิกฤต (ฟรี)

ตอนที่ 114 วิกฤต (ฟรี)


ตอนที่ 114 วิกฤต

ขณะเดียวกันกับที่หลี่หมิงปิดด่านบำเพ็ญเซียน

เสี้ยวแดนตะวันออกแห่งแดนปฐมกาล กำลังเผชิญเภทภัยครั้งใหญ่ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหา

แพะขาว และอีกาดำที่บาดเจ็บหนักจากป้ายพฤกษามังกร อาศัยการเกิดใหม่จากหยดเลือด ล่องมาตามสายน้ำ

ตลอดทางสังหารอสูรทรงพลังมากมาย ในที่สุดก็ขึ้นสู่ผืนดินได้สำเร็จ

“ผ่านมาหลายแสนปี ในที่สุดก็ออกจากสถานที่ผีสิงนั่นได้เสียที” อีกาดำเงยหน้า หรี่ตาสูดลมหายใจลึก รู้สึกสดชื่นอย่างยิ่งนัก

แพะขาวเอ่ยเสียงเข้ม

“เราต้องรีบหาตัวหลี่หมิงให้เจอ แล้วสังหารเขาเสีย ข้ายังไม่เคยบาดเจ็บหนักขนาดนี้มาก่อน หนี้แค้นนี้ต้องชำระ”

อีกาดำส่ายหน้า

“อย่าเพิ่งรีบร้อน เราต้องระวังตัวก่อน สำรวจให้แน่ชัดว่านี่คือที่ใด รวมทั้งภูมิหลังของหลี่หมิง และที่มาของป้ายไม้ที่เอวของเขา”

แพะขาวคิดตาม เห็นว่ามีเหตุผล

โลกภายนอกอาจอันตรายยิ่งนัก

ถ้าทำตัวเด่นเกินไป อาจตายได้ง่ายๆ

เมื่อเห็นพ้องกันแล้ว ทั้งสองเตรียมออกสำรวจ

ทันใดนั้นก็เห็นหญิงงามสี่คนหามราชรถหยกเรียบง่ายลอยผ่านฟ้า

ในราชรถมีเด็กสาวอายุราวหกเจ็ดปี สะพายหีบกระบี่สำริดขนาดใหญ่ไว้ด้านหลัง

ตรงข้ามนางคือชายหนุ่มแต่งตัวซอมซ่อ แต่กลับมีกลิ่นอายแปลกตา

ที่สะดุดตาที่สุดคือ ด้านหน้าราชรถมีสุนัขตัวหนึ่งยกขาไขว่ห้าง

ร่างใหญ่เท่าลูกวัว กล้ามเนื้อแน่น แผ่กลิ่นอายดุดันราวสัตว์เทพโบราณ

แม้อยู่ไกล ยังรู้สึกถึงแรงกดดันจากสายเลือด

สุนัขดำเหลือบตามองทันที

“ใครกำลังแอบมองจักรพรรดิผู้นี้?”

ดวงจันทร์หนึ่งดวงลอยขึ้นเหนือหัวมัน ยิ่งเพิ่มความยิ่งใหญ่องอาจ

มันยกขาอย่างโอหัง

“พวกเจ้ายังยืนงงอะไร รีบมาคำนับข้าเสีย!”

แพะขาวตัวสั่นเทา

“เม…เม… อีกาดำ ข้ามองไม่ทะลุสุนัขตัวนี้ พลังสายเลือดมันแข็งแกร่งมาก ต่อให้เราสองร่วมมือก็อาจไม่ชนะ”

อีกาดำเองก็ร่างสั่นเทา

“ข้าก็มองไม่ออก… ดวงจันทร์บนหัวมันทำให้ข้านึกถึงตำนานเมื่อหลายล้านปีก่อน”

“ตำนานอะไร?”

“สุนัขตัวหนึ่งในยุคเทพนิยายโบราณ ต่อสู้กับเหล่าทวยเทพ กินดวงจันทร์เป็นอาหาร แม้จักรพรรดิสวรรค์ส่งเทพไปปราบก็ยังแพ้พ่าย สุดท้ายต้องลงมือเอง จึงกดมันไว้ได้ มันมีชื่อว่า ‘เทียนโก่ว’”

แพะขาวสูดลมหายใจหนาวเยือก

“เทียนโก่วที่กินดวงจันทร์?”

“พลังสายเลือดที่กดพวกเราได้ มีเพียงมันเท่านั้น”

ทั้งสองหน้าซีด

“เพิ่งออกมา ก็เจอยอดฝีมือระดับนี้ ช่างซวยจริงๆ”

สุนัขดำเห็นทั้งสองยังยืนนิ่ง จึงคำราม

“มัวซุบซิบนินทาอะไรกัน รีบมาคารวะ มิฉะนั้นต่อให้จักรพรรดิสวรรค์มาก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้!”

แพะขาวกับอีกาดำสะดุ้ง ยิ่งมั่นใจว่ามันคือเทียนโก่วในตำนาน จึงรีบก้มคำนับ

ลู่หลัวกับกู้สือเห็นจนชิน เพราะสุนัขดำตั้งตนเป็น ‘จักรพรรดิอสูร’ มาตลอดทาง

มันบอกว่าจะสร้างบารมี เตรียมรวมจักรวรรดิเทพหมื่นอสูร

“นับว่าเจ้าตาถึง” สุนัขดำยกขาไขว่ห้าง ทำท่าทางเย่อหยิ่ง

กู้สือรีบช่วยโม้ต่อ

“รู้ไหมว่านี่คือใคร เขาถือกำเนิดจากยุคเทพนิยาย มีดวงจันทร์เป็นสหาย ก้าวผ่านขุมนรก ถือเคียวแห่งความตาย พวกเจ้าที่ได้พบเขานับเป็นวาสนาสามชาติภพ!”

คำพูดพวกนี้กู้สือพูดจนคล่องแล้ว แพะขาวกับอีกาดำมองหน้ากัน

เดาถูกจริงๆ… เทียนโก่ว!

ทั้งสองถึงกับคุกเข่ากลางอากาศ ตัวสั่นงันงก

สุนัขดำเองยังงง ยังไม่ทันโม้เต็มที่ อีกฝ่ายก็คุกเข่าตัวสั่นเทาเสียแล้ว

หรือชื่อเสียงมันจะโด่งดัง แผ่กระจายไปทั่วหล้า

“ลุกขึ้นเถอะ” สุนัขดำกล่าวเสียงเย็นเหยียบ

“ข้างหน้าคือจักรวรรดิเทพหมื่นอสูร สนใจติดตามจักรพรรดิผู้นี้ไปพิชิตโลกหรือไม่?”

“จักรวรรดิเทพหมื่นอสูร?” ทั้งสองงง

“ข้าจะรวมจักรวรรดิเทพหมื่นอสูร บุกแดนหวงห้ามภูผาเทพ สร้างโลกใหม่ ยอดฝีมือมากมายอยากติดตามข้า แต่ข้าปฏิเสธหมด พวกเจ้ามีพรสวรรค์ น่าจะเป็นแขนซ้ายขวาของข้าได้”

บารมีล้นทะลัก แพะขาวกับอีกาดำเริ่มหวั่นไหว

“ข้า ไป๋หยางเทียนจุนยินดีรับใช้”

“ข้า อินอวาเทียนจุนยินดีถวายชีวิต”

“ดีมาก” สุนัขดำโบกมือ

“เสี่ยวไป๋ เสี่ยวอิน พวกเจ้าตาถึง เมื่อข้ารวมจักรวรรดิเทพหมื่นอสูรได้ สำเร็จนิรันดร์ พวกเจ้าก็จะได้ความเป็นอมตะ”

“ขอบคุณเทียนโก่ว”

“เรียกข้าว่าจักรพรรดิอสูร!”

สุนัขดำพูดเสียงเย็น ก่อนชะงัก

“เดี๋ยวนะ… พวกเจ้าว่าอะไรนะ เทียนจุน? พวกเจ้าเป็นจ้าวมรรคา?”

แพะขาวรีบตอบอย่างเคารพ

“ขอรายงานจักรพรรดิอสูร เราทั้งสองเป็นจ้าวมรรคาระดับหนึ่ง โปรดอย่ารังเกียจที่พลังของเรายังต่ำต้อย”

จ้าวมรรคาระดับหนึ่ง

เทียนจุน!

สุนัขดำสูดลมหายใจเย็น

มันกำลังเล่นใหญ่เกินไปแล้ว!

ตัวมัน ลู่หลัว และกู้สือ ไม่มีใครแตะขอบเขตมรรคาเลย

สองตัวนี้กลับเป็นจ้าวมรรคา?

ขามันเริ่มสั่นจริงๆ

มันหันไปหาลู่หลัวขอความช่วยเหลือ แต่นางหลับตาเมิน

หันไปหากู้สือ กู้สือก้มหน้า เหงื่อไหล ไม่กล้าพูด

‘ดูท่าต้องเล่นต่อให้สุด…’ สุนัขดำคิดในใจ

มันแค่นเสียง

“งั้นหรือ ดูไม่เหมือนเท่าไรเลยนะ”

อีกาดำรีบตอบ

“สายตาจักรพรรดิอสูรเฉียบคมจริง ก่อนหน้านี้เราปะทะกับคนผู้หนึ่ง เกือบตาย ทำให้พลังของเราถดถอย เกือบตกลงสู่ราชันเซียนขั้นสูงสุด แม้รอดมาได้ก็ยังบาดเจ็บหนัก”

สุนัขดำขมวดคิ้ว แสร้งโกรธ

“ใครกันที่กล้าทำร้ายพวกเจ้า บอกชื่อมา จักรพรรดิผู้นี้จะไปสั่งสอนมันให้สิ้นซาก!”

แพะขาว และอีกาดำเอ่ยพร้อมกัน

“เขาชื่อหลี่หมิง เห็นว่าเป็นเพียงราชันเซียนขั้นสูงสุด แต่ป้ายไม้ที่เอวเขาคือศาสตราเทพที่แท้จริง เกือบทำให้พวกเราดับสูญ”

“หลี่หมิง!”

มุมปากสุนัขดำกระตุกทันที

“ขอให้จักรพรรดิอสูรล้างแค้นแทนพวกเรา ฆ่ามันเสีย” ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน

ลู่หลัวลืมตาขึ้นทันที จิตสังหารพลุ่งพล่าน อยากจะซัดสองตัวนี้นัก

กู้สือรีบดึงนางไว้ เพราะรู้ดีว่าสู้ไม่ได้ ถ้าพลาดคงตายกันหมด

แพะขาวกับอีกาดำมองลู่หลัวอย่างระแวง

“พวกเจ้ารู้จักกันหรือ?”

สุนัขดำเอ่ยเสียงต่ำ รีบแต่งเรื่องทันที

“รู้จักกันแน่นอน หลี่หมิงเคยเป็นคนรับใช้ของจักรพรรดิผู้นี้ ดูแลชีวิตประจำวันข้า แต่กลับกล้ามารังควานน้องสาวข้าลู่หลัว ข้าจึงขับไล่มันออกจากสำนัก ไม่คิดเลยว่ามันจะเติบใหญ่เช่นนี้”

ลู่หลัวกับกู้สือถึงกับอึ้ง

นี่มันแต่งเรื่องเก่งเกินไปแล้ว!

ถ้าหลี่หมิงรู้เข้า สุนัขดำคงไม่รอดแน่

แพะขาวกับอีกาดำพยักหน้าเข้าใจทันที

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ มิน่าล่ะน้องสาวท่านถึงมีจิตสังหารหนักหนา งั้นขอเชิญท่านลงมือฆ่ามันด้วยตนเองเถิด”

สุนัขดำพยักหน้าอย่างจริงจัง

“เดิมทีข้าก็ตั้งใจเช่นนั้น แต่พอมันได้ข่าวก็หายตัวไปเสียแล้ว”

“จักรพรรดิอสูรเกรียงไกร!” ทั้งสองรีบประจบ

“พอแล้ว” สุนัขดำโบกมือ แล้วส่งเสียงผ่านจิตไปหากู้สือ

‘รีบช่วยข้าคิดหน่อย ข้าเริ่มแต่งต่อไม่ไหวแล้ว ถ้าพวกมันสืบความจริงได้ พวกเราตายแน่’

กู้สือตอบผ่านจิต

‘อย่าตื่น ข้าจัดการเอง เจ้าชะลอเวลาไว้ ข้าขอออกไปแป๊บ’

ไม่นาน กู้สือก็กลับมาพร้อมหม้อหนึ่ง

ในหม้อเป็นซุปไก่หอมฉุย

“ไม่มีอะไรดีๆ เลี้ยงแขกนัก ข้าไปล่าเนื้อป่ามา ฉลองการบุกตีจักรวรรดิเทพหมื่นอสูรสำเร็จล่วงหน้า”

สุนัขดำรีบปรบมือ

ทุกคนเริ่มกิน ระหว่างนั้น กู้สือรินซุปให้แพะขาวกับอีกาดำคนละถ้วย

หลังจากกินเสร็จ กู้สือลองเอ่ยชื่อหนึ่งขึ้นมา

“หลี่หมิง”

ทั้งสองกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

“หลี่หมิงคือใคร?”

สุนัขดำกับลู่หลัวตาโต

กู้สือส่งเสียงผ่านจิต

‘ยานี้กดความจำได้ห้าวัน ห้าวันต้องให้พวกมันกินอีก ต่อไปอย่าเอ่ยชื่อหลี่หมิงต่อหน้าพวกมัน เพื่อรักษาฤทธิ์ยา’

วิธีการนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ

แต่กู้สือไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไร บอกเพียงว่าเป็นเคล็ดลับส่วนตัวเท่านั้น

นับแต่นั้น พวกเขาก็มีลูกน้องระดับจ้าวมรรคาถึงสองตน และกำลังมุ่งหน้าไปยังจักรวรรดิเทพหมื่นอสูรเพื่อพิชิตชัย

จักรวรรดิเทพหมื่นอสูร คือดินแดนรวมเผ่าอสูรจำนวนนับไม่ถ้วน

ในพระราชวัง เหล่าราชันอสูรประชุมกัน ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยได้ยินข่าวว่าสุนัขดำตัวหนึ่งประกาศจะรวมจักรวรรดิเทพหมื่นอสูร

ตอนแรกไม่มีใครสนใจ เพราะฟังดูเหลวไหล

แต่ไม่นาน สุนัขดำก็มาถึงจริง

ทั้งเสี้ยวแดนตะวันออกสั่นสะเทือน

ชื่อเสียงของมันโด่งดังมาตั้งแต่ห้าพันปีก่อน เรื่องรับคนเป็นข้ารับใช้ ไม่มีใครคิดว่ามันจะกล้าทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้

แคว้นหยุนเมิ่ง

อู่เซียว เส้าซือหมิง และหวงมู่ยวี่หนี่ว์ ร่วมมือกันบุกทำลายฐานที่มั่นหลักของธารปรโลก และหอยมราช

แต่ผู้นำของทั้งสองขุมกำลังกลับหนีรอดออกไปได้ น่าเสียดายจริงๆ

ขณะเตรียมกลับจักรวรรดิเทพต้าอู่ กลับได้ข่าวว่าสุนัขดำกำลังบุกจักรวรรดิเทพหมื่นอสูร

ช่างกล้าหาญนัก

เพราะจักรวรรดิเทพหมื่นอสูรเป็นหนึ่งในหกจักรวรรดิเทพ ซ่อนยอดฝีมือเผ่าอสูรไว้มากมาย

พวกนางจึงปลอมตัวไปดูสถานการณ์ ตลอดทางได้ยินข่าวลือไม่ขาดสาย

สุนัขดำเรียกตนว่า “จักรพรรดิอสูร” กวาดล้างไปทุกสารทิศ

ผู้ติดตามของมันมีสองยอดฝีมือ กวาดล้างทุกสิ่งได้อย่างหมดจด

ราชันนกยูงพ่าย ราชันหอกคงพ่าย ราชันสุราน้ำเต้าพ่าย

จักรวรรดิเทพหมื่นอสูรส่งเหล่าอัจฉริยะ และยอดฝีมือออกมาไม่หยุด แต่ไม่มีใครต้านทานได้

อสูรนับล้านออกศึกก็ถูกสองขุนพลกวาดล้างหมดสิ้น

ทั้งเสี้ยวแดนตะวันออกสั่นสะเทือน

แม้แต่จักรวรรดิเทพ และสำนักเซียนก็เริ่มหวาดกลัว

แม้แต่สุนัขดำ ลู่หลัว และกู้สือเองก็หวั่นเกรง เพราะแพะขาวกับอีกาดำแข็งแกร่งเกินไปแล้ว

ต่อให้ราชันเซียนนับไม่ถ้วนรุมล้อม ก็ยังพ่ายสิ้นไม่เกินสามกระบวนท่า

จักรวรรดิเทพหมื่นอสูรจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปทั่วหล้า

หากที่นี่ล่มจักรวรรดิเทพหรือสำนักเซียนอื่นๆ ก็คงอยู่ได้ไม่นานเช่นกัน

วันหนึ่ง อู่เซียวกับเส้าซือหมิงได้ยินว่าลูกน้องสุนัขดำเป็นยอดฝีมือระดับจ้าวมรรคา ตัวหนึ่งคือแพะขาว อีกตัวคืออีกา

ทั้งสองสะดุ้งทันที

เพราะจำได้ว่าเป็นสองจ้าวมรรคาจากทะเลห้วงเมฆา

แต่สิ่งที่ทำให้แปลกใจคือ เหตุใดพวกมันถึงยอมก้มหัวให้กับสุนัขดำ

ขณะกำลังสืบข่าว

จู่ๆ สัญญาณขอความช่วยเหลือจากสุนัขดำ ลู่หลัว และกู้สือก็ถูกส่งออกมา

เสี้ยวแดนตะวันออกเข้าสู่วิกฤตครั้งใหญ่

“บางทีทั้งแดนอาจถูกพวกมันครองก็ได้”

“ใครรู้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น?”

“สองตัวนี้คืออะไร?”

ถ้ำบุพกาลหมื่นวิญญาณ สำนักหมื่นพุทธ รังวิหคอมตะ และแดนมาร ล้วนจับตาดูเหตุการณ์

เห็นแพะขาวกับอีกาดำกวาดล้างทุกแห่งดุจเทพเจ้าเดินดิน

ศัตรูแข็งแกร่งเพียงใดก็ถูกล้างบาง เข่นฆ่าสังหารได้ในทันที

สามวันต่อมา

ทั้งสองขึ้นไปยังราชวังจักรวรรดิเทพหมื่นอสูร และเขียนข้อความไว้ว่า

“อีกครึ่งเดือน เชิญผู้นำทุกขุมอำนาจแห่งเสี้ยวแดนตะวันออกมารวมตัวที่จักรวรรดิเทพหมื่นอสูร เพื่อหารือการรวมเสี้ยวแดนตะวันออกให้เป็นหนึ่ง เพื่อฉลองการประชุมจะประหารสุนัขดำ ลู่หลัว และกู้สือ”

“ประกาศให้ทั่วหล้าได้รับรู้ทั่วกัน”

ข่าวของแพะขาว และอีกาดำแพร่สะพัดไปทั่วเสี้ยวแดนตะวันออกดุจพายุโหมกระหน่ำ

อีกห้าจักรวรรดิเทพ สิบสำนักเซียน สามสิบตระกูลเซียน เจ็ดสิบสองแดนศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเขตโบราณลึกลับต่างตกตะลึง

ทุกขุมกำลังเริ่มประชุมหารือกันอย่างดุเดือด

การปรากฏตัวของทั้งสองได้ทำลายสมดุลของเสี้ยวแดนตะวันออก เพราะพวกมันเป็นจ้าวมรรคาแล้ว

หากไม่มียอดฝีมือออกมาหยุดยั้ง พวกมันย่อมทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ

“เรื่องช่วยสุนัขดำกับลู่หลัวยังไม่ต้องรีบ ยังมีเวลาอีกครึ่งเดือน ต่อให้เราไปตอนนี้ก็สู้ไม่ได้ ไปหมู่บ้านชราสงบเสียก่อน ไปถามความเห็นย่าข้าแล้วค่อยว่ากันอีกที” อู่เซียวตัดสินใจทันที

เส้าซือหมิง และหวงมู่ยวี่หนี่ว์พยักหน้าเห็นด้วย

อู่เซียวกล่าวต่อ

“รีบส่งข่าวไปหาราชครู ให้กลับจากแดนรกร้างแล้วตรงมายังหมู่บ้านชราสงบ เราต้องหารือเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ร่วมกัน”

เดิมทีนางส่งราชครูไปสำรวจแดนรกร้าง

แต่ตอนนี้เสี้ยวแดนตะวันออกกำลังเกิดความโกลาหล ภารกิจสำรวจจึงต้องพับเก็บเอาไว้ก่อน

“ตกลง” หวงมู่ยวี่หนี่ว์ร่ายคาถาลับติดต่อทันที

ครู่หนึ่งไม่มีคำตอบกลับมา กลับได้ยินเพียงเสียงขาดห้วง

“เทพตายแล้ว… มารถูกทำลาย… ทำไม…”

เสียงตัดหายไปทันที

“พี่สาว” หวงมู่ยวี่หนี่ว์สีหน้าหนักใจ

“ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าราชครูกับคนของหลายสำนักไปสำรวจซากเทพ แท่นบูชาปู้โจว และหลุมฝังศพโบราณ บอกว่ามีความลับของเทพมารอยู่ข้างใน ตอนนี้นางไม่ตอบ อาจเกิดเรื่องแล้ว”

อู่เซียวเงียบไปครู่หนึ่ง

“แดนรกร้างลึกลับเกินคาด เกิดเรื่องก็ไม่แปลก แต่ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย”

“เราจะส่งคนไปตามไหม?”

“ส่งวิหคเทพไปสืบข่าวก่อน มีอะไรให้รายงานทันที ตอนนี้เราไปหมู่บ้านชราสงบก่อน”

หวงมู่ยวี่หนี่ว์ส่งสารถึงวิหคเทพสองตนให้มุ่งหน้าไปแดนรกร้างทันที

แสงสายฟ้าพุ่งผ่านท้องฟ้า

อู่เซียว หวงมู่ยวี่หนี่ว์ และเส้าซือหมิงก็รีบมารวมตัวกันที่หมู่บ้านชราสงบ

ชาวบ้านพากันมามุงดู หญิงชราหัวหน้าหมู่บ้านยืนรออยู่ที่ทางเข้า

“เข้ามาเถอะ ข้ารู้เรื่องคร่าวๆ แล้ว เป็นฝีมือแพะขาวกับอีกาดำ พวกเจ้ามีแผนรับมือหรือยัง”

“ยังเลย ทั้งสองเป็นจ้าวมรรคา ไม่มีใครในเสี้ยวแดนตะวันสู้กับพวกมันไหว” อู่เซียวเล่าที่มาทั้งหมด

หญิงชราครุ่นคิด

“พวกมันหนีออกมาจากทะเลห้วงเมฆา เคยถูกหลี่หมิงทำร้าย แล้วตอนนี้หลี่หมิงอยู่ไหน?”

“กำลังปิดด่าน”

“เวลาแบบนี้ยังจะปิดด่านอีกรึ?”

อู่เซียวถอนใจ

“ข้าใช้เศษชามอสงไขยดูเขาได้ แต่เขาอยู่ในสภาวะแปลกประหลาด เรียกยังไงก็ไม่ตื่น ถ้าเรียกเขาได้ ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ตอนนี้ช่วงว่างระหว่างสองฝ่ายใหญ่เกินไป ข้าเลยอยากถามว่ามีวิธีการอื่นเหลืออยู่อีกไหม”

“ไม่มี”

“คนในหมู่บ้านไม่มีใครสู้ได้เลยหรือ?”

“พวกเขาแข็งแกร่งก็จริง แต่ยังเทียบกับจ้าวมรรคาไม่ได้ เว้นเสียแต่จะมีใครฝ่าด่านได้ฉับพลัน ซึ่งโอกาสน้อยมาก… แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางออก”

ทั้งสามจ้องนางทันที

“นอกจากหกจักรวรรดิเทพ สิบสำนักเซียน สามสิบตระกูลเซียน และเจ็ดสิบสองแดนศักดิ์สิทธิ์ ยังมีดินเขตโบราณลึกลับอีกหลายแห่ง พวกนั้นสืบทอดมานับล้านปี แต่ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวเรื่องทางโลก”

“เพราะอะไร?”

“พวกมันไม่สนใจความเป็นตายของเสี้ยวแดนตะวันออก ต่างซ่อนตัวรอโอกาส ได้แก่ ถ้ำบุพกาลหมื่นวิญญาณ สำนักหมื่นพุทธ รังวิหคอมตะ ถ้ำอเวจี และแดนมาร ถึงจะมีบางคนออกมาท่องโลกบ้าง แต่ก็แทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องภายนอก”

“ข้ารู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหน ข้าจะรีบไปพบพวกเขาทันที” อู่เซียวกล่าว

“พวกมันเย็นชา อาจไม่ยื่นมือช่วย”

เส้าซือหมิงกับหวงมู่ยวี่หนี่ว์ถาม

“แล้วไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?”

หญิงชราเงียบ

อู่เซียวครุ่นคิดก่อนพูด

“ข้ามีความคิดหนึ่ง เสี้ยวแดนตะวันออกมีแดนหวงห้ามมากมาย อย่างเช่น แดนหวงห้ามหมื่นบรรพต และแดนหวงห้ามภูผาเทพ ถ้าล่อพวกมันเข้าไปได้ ต่อให้เป็นจ้าวมรรคาก็ต้องตายอย่างแน่นอน”

หญิงชราส่ายหน้า

“ที่นั่นอันตรายเกินไป สิ่งที่ซ่อนอยู่ยิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า พวกมันไม่โง่ ถ้ารู้ตัว เราทุกคนจะตายกันหมด”

อู่เซียวพูดต่อ

“ถ้าอย่างนั้น… หมู่บ้านนี้ล่ะ ล่อพวกมันเข้าตรอกเล็ก ให้สิ่งลี้ลับในนั้นจัดการ”

หมู่บ้านชราสงบดูธรรมดา ตรอกทั้งหกก็ดูธรรมดา

แต่แท้จริงลึกลับยิ่งนัก

ตอนนี้รู้เพียงว่าตรอกหนึ่งคือแดนหวงห้ามอัสนี อีกห้าตรอกย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน

ถ้าล่อเข้าไปได้ ย่อมตายแน่

หญิงชราพยักหน้า

“ความคิดดี แต่จะล่อมาอย่างเป็นธรรมชาติได้อย่างไร นี่แหละปัญหาใหญ่ที่สุด”

พวกนางปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายสบตากันแล้วเผยรอยยิ้ม

จบบทที่ ตอนที่ 114 วิกฤต (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว