- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 239 ทิศทางการพัฒนาของลัทธิหยวน
บทที่ 239 ทิศทางการพัฒนาของลัทธิหยวน
บทที่ 239 ทิศทางการพัฒนาของลัทธิหยวน
หลังจากศึกษาเรื่องกฎระเบียบในการก่อตั้งสำนักในเมืองสิบเซียนอย่างละเอียด ซูหยวนก็ขมวดคิ้ว
กฎระเบียบไม่ได้มีการจำกัดระดับตบะของเจ้าสำนัก
ถึงแม้จะเป็นเมืองสิบเซียนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในสหพันธรัฐบลูสตาร์ แต่ก็ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าถึงขนาดตั้งกฎให้นักธุรกิจต้องมีระดับจินตัน
เจ้าสำนักหรือประมุขของสำนักขนาดกลางและขนาดเล็กส่วนใหญ่ แค่อยู่ในขั้นสร้างรากฐานก็เพียงพอแล้ว
ในฐานะนักศึกษาขั้นสร้างรากฐานของสิบสำนักเซียนใหญ่ ซูหยวนย่อมผ่านเกณฑ์นี้อย่างสบาย
ส่วนเรื่องคุณสมบัติในการก่อตั้งสำนัก ลัทธิหยวนจัดการเสร็จสิ้นตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไท่หัวแล้ว
ลัทธิหยวนเป็นลัทธิมารที่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการขึ้นทะเบียนในสหพันธรัฐบลูสตาร์อย่างแน่นอน
หากต้องการตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ในเมืองสิบเซียน ก็เพียงแค่ต้องหาสถานที่ตั้งสำนักงานที่เหมาะสมเท่านั้น
แม้ซูหยวนจะเทียบไม่ได้กับเศรษฐีในเมืองสิบเซียน แต่เขาก็ยังพอมีกำลังเช่าพื้นที่สำนักงานขนาดไม่กี่ร้อยตารางเมตรได้ชั่วคราว
แต่ปัญหาคือ... แค่เช่าชั้นในอาคารสำนักงานมันจะมีประโยชน์อะไร?
สำนักแบบนี้มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นสำนักประเภทที่จะต้องเจ๊งภายในสามปีแหงๆ
เวลาเปิดรับสมัครงาน ผู้สมัครคงหาประตูเข้าสำนักไม่เจอด้วยซ้ำ
เป้าหมายของซูหยวนคือการเป็นสำนักในเครือของสิบสำนักเซียนใหญ่นะ ขืนทำตัวเรื่อยเปื่อยแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากเขาศึกษาขนาดและธุรกิจหลักของสำนักในเครือสิบสำนักเซียนใหญ่หลายแห่งแล้ว เขาก็สรุปเกณฑ์มาตรฐานในการจะเป็นสำนักในเครือได้สามข้อ
ข้อที่หนึ่ง: มีเทคโนโลยีหลักเป็นของตัวเอง และเทคโนโลยีนั้นจะต้องมีประโยชน์ต่อสิบสำนักเซียนใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง
ข้อที่สอง: สำนักงานใหญ่ของสำนักต้องตั้งอยู่ในเมืองสิบเซียน
ข้อที่สาม: ต้องเป็นผู้นำในเทคโนโลยีเฉพาะด้าน และมีส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่า 30%
ข้อที่หนึ่งและข้อที่สองนั้นไม่ต้องอธิบายให้มากความ เป็นไปเพื่อให้สำนักในเครือมีขีดความสามารถหลักในการแข่งขันที่เพียงพอ เพื่อไม่ให้ล้มละลายเร็วเกินไป
แต่เกณฑ์มาตรฐานเรื่องส่วนแบ่งการตลาดในข้อที่สามนี่สิ ทำเอาซูหยวนถึงกับอ้าปากค้าง
สาขาเฉพาะด้านที่ว่า อาจจะหมายถึงส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าชนิดเดียว
อย่างเช่นการขายแปรงสีฟัน หรือไฟแช็ก ซึ่งการผลิตนั้นไม่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงอะไรเลย
แต่การจะทำให้มีมาร์เก็ตแชร์เกินกว่า 30% ในด้านนั้น กลับเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
ถ้าไม่อาศัยการควบคุมต้นทุนอย่างสุดขีดเพื่อเน้นขายปริมาณมากๆ ก็ต้องมีเทคโนโลยีหลักที่คู่แข่งรายอื่นเทียบไม่ได้อย่างแน่นอน แล้วค่อยๆ สั่งสมชื่อเสียงเพื่อขยายธุรกิจให้ใหญ่โต
ซูหยวนไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ถึงขีดสุด เขาไม่มีเทคโนโลยีหลักในการผลิตแปรงสีฟันและไฟแช็ก อีกทั้งยังไม่มีความอดทนในการสั่งสมชื่อเสียงอย่างยาวนานเป็นสิบๆ ปีด้วย
และอุตสาหกรรมการผลิตระดับล่างแบบนี้ ต่อให้ทำได้ดีแค่ไหน สิบสำนักเซียนใหญ่ก็คงไม่ชายตามองหรอก
ด้วยเหตุนี้ ซูหยวนจึงตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่า เขาไม่อาจไปลงแข่งในอุตสาหกรรมที่อิ่มตัวแล้วได้อย่างเด็ดขาด
เขาต้องค้นหาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่สามารถนำเทคโนโลยีหลักของเขาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ และในขณะที่อุตสาหกรรมนั้นยังไม่พัฒนาเต็มที่ เขาต้องรีบกระโดดเข้าไปช่วงชิงตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมให้ได้โดยเร็วที่สุด
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เขาถึงจะสามารถบรรลุมาตรฐานทั้งสามข้อนี้ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และคว้าโอกาสที่จะได้กลายเป็นสำนักในเครือของสิบสำนักเซียนใหญ่มาครอบครอง
นี่ไม่ใช่เพียงเพื่อภารกิจของไอ้ระบบฮัสกี้เท่านั้น แต่ยังเพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้นของลัทธิหยวนด้วย
การเป็นสำนักในเครือของสิบสำนักเซียนใหญ่ ก็เปรียบเสมือนโรงงานผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทแอปเปิลในชาติก่อน หากสามารถเชื่อมโยงกันได้ มูลค่าตลาดก็จะพุ่งทะยานในทันที และจะได้รับผลประโยชน์แอบแฝงอีกนับไม่ถ้วน
ในสหพันธรัฐบลูสตาร์ซึ่งถูกปกครองโดยสิบสำนักเซียนใหญ่ในทางพฤตินัย สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก
หลายคนถึงกับแบ่งสำนักที่อยู่ต่ำกว่าสิบสำนักเซียนใหญ่ออกเป็นสองประเภทเลยทีเดียว
ประเภทแรกคือสำนักในเครือสิบสำนักเซียนใหญ่ ประเภทที่สองคือสำนักอื่นๆ
ถ้าไม่เกาะขาทองคำ ลัทธิหยวนจะพัฒนาเติบโตได้ยังไง?
แต่ปัญหาคือ จะหาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่จะได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในไม่กี่เดือนได้ยังไง?
ซูหยวนมืดแปดด้านไปหมด
ในบรรดาธุรกิจทั้งหมดของลัทธิหยวน สิ่งที่เข้าใกล้มาตรฐานของอุตสาหกรรมเกิดใหม่มากที่สุด ก็คือหุ่นเชิดโฉมงามกระดูกขาว
หุ่นเชิดรุ่นนี้เป็นผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานเทคโนโลยีหลักต่างๆ ของซูหยวนเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง
เส้นทางแห่งหุ่นเชิดนั้นมีสายเฉพาะด้านอยู่มากมาย
หุ่นเชิดคู่ซ้อม หุ่นเชิดเพื่อการศึกษา และหุ่นเชิดประเภทครูชีววิทยาที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน
หุ่นเชิดโฉมงามกระดูกขาวจัดอยู่ในประเภทไหน?
เห็นได้ชัดว่าเป็นประเภทที่สาม หุ่นเชิดระดับ 18+
แต่ปัญหาก็ตามมา แม้ว่าหุ่นเชิดโฉมงามกระดูกขาวจะผลิตจำนวนมากได้ไม่ยาก แต่เวลาเปิดตัวขายจริงๆ ควรจะติดตั้งระบบอัจฉริยะลงไปด้วยหรือไม่?
หากไม่ติดตั้งระบบอัจฉริยะ ของที่ต้นทุนการผลิตสูงกว่าหนึ่งล้านจะเอาไปสู้กับสินค้าประเภทเดียวกันจากคู่แข่งได้อย่างไร?
แต่ถ้าติดตั้งระบบอัจฉริยะลงไป คงต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านศีลธรรมอย่างหนักแน่ๆ
แถมอุตสาหกรรม 18+ ลามกจกเปรตแบบนี้ มันก็ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับสิบสำนักเซียนใหญ่แห่งไหนเลยนี่นา!
"จึ่ก! มาตรฐานศีลธรรมของสหพันธรัฐบลูสตาร์มันสูงเกินไปจริงๆ!"
"ถ้าสำนักเหอฮวนได้เป็นหนึ่งในสิบสำนักเซียนใหญ่ด้วยล่ะก็ ลัทธิหยวนได้เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของสำนักเหอฮวนไปตั้งนานแล้ว!"
ซูหยวนโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างๆ นอนแผ่หลาเป็นรูปตัวต้าบนเตียงอย่างหมดหนทาง
ในขณะที่ซูหยวนกำลังจนปัญญาอยู่นั้น เสียงกริ่งประตูหอพักก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ซูหยวนโบกธงหมื่นวิญญาณเพื่อปลดล็อกประตูดิจิทัลจากระยะไกล
จากนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดผางออกในทันที
ซูหยวนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นโลลิผมขาวกระโจนเข้ามาเหมือนลูกเสือน้อย และพุ่งเข้าชนอ้อมกอดของเขาเต็มแรง
"อวี่ซี เธอไม่อยู่ในห้องตัวเองดีๆ วิ่งไปวิ่งมาทำไมเนี่ย?"
ซูหยวนลูบหัวเล็กๆ ของโลลิผมขาว
ไท่ป๋ายอวี่ซีเงยหน้าเล็กๆ ขึ้น พูดด้วยสีหน้าลึกลับว่า:
"พี่ซูหยวนคะ ในเมืองสิบเซียนก็มีแหล่งรวมปราณมารที่ชั่วร้ายอยู่ไม่น้อยเลยนะ พี่อยากไปดูกับหนูไหม?"
หัวใจของซูหยวนกระตุกขึ้นมาทันที
ความสามารถในการแยกแยะปราณมารของไท่ป๋ายอวี่ซีนั้น เขาเคยเห็นมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
และยัยหนูนี่ต้องเคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองสิบเซียนกับอาจารย์ไท่ป๋ายมาไม่น้อยแน่ๆ เธอถือเป็นคนท้องถิ่นขนานแท้
ปราณมารในเมืองสิบเซียนจะหลบสายตาเนตรปัญญาของเธอไปได้ไง?
ถ้าอย่างนั้นเขาสามารถกลับไปทำอาชีพเก่า ฮุบสำนักมารเถื่อนสักแห่งสองแห่งได้ไหมนะ?
ไม่แน่ว่าในบรรดาลัทธิมารเถื่อนพวกนี้ อาจจะมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบซ่อนอยู่ก็ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซูหยวนก็นั่งตัวตรง และตอบตกลงอย่างยินดีในทันที
จากนั้น เขาก็ขี่กระบี่ชื่อหยวน พาโลลิผมขาวออกจากอพาร์ตเมนต์
ภายใต้การนำทางของเธอ ซูหยวนมุ่งหน้าไปทางเขตสังหารมาร
การแบ่งเขตของเมืองสิบเซียนนั้นเรียบง่ายมาก โดยแบ่งออกเป็น 11 เขตเมือง
นอกจากเขตที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองแล้ว พื้นที่ที่เหลือจะถูกแบ่งออกเป็น 10 รูปพัด ซึ่งเขตทั้งสิบนี้ถ้าอยู่ใกล้เมืองมหาวิทยาลัยแห่งไหน ก็จะตั้งชื่อตามชื่อของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น
ตัวอย่างเช่น เขตหมื่นสมบัติที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยหมื่นสมบัติ เขตศิลปะเร้นลับที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยศิลปะเร้นลับ
ส่วนเขตสังหารมารที่ซูหยวนกำลังอยู่ ก็คือเขตเมืองที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยกระบี่สังหารมารนั่นเอง
ยิ่งเข้าใกล้เขตสังหารมาร ซูหยวนก็ยิ่งพบว่าบรรยากาศในพื้นที่นั้นดุดันเอาเรื่อง
ตอนอยู่ในเขตที่อยู่อาศัย รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพลังวิญญาณและมอเตอร์ไซค์เป็นที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เมื่อมาถึงเขตสังหารมาร ยานพาหนะทางบกกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนยานพาหนะประเภทกระบี่กลับเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฝึกกระบี่ทุกคนที่ขี่กระบี่บิน ล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความดุดันที่ยากจะควบคุม
มีทั้งการออกตัวพุ่งทะยาน การแข่งความเร็วกลางถนน การกระทำที่ดูเหมือนจะโดนหัก 12 แต้มได้ตลอดเวลามีให้เห็นไม่หยุดหย่อน ทำเอาซูหยวนที่มองอยู่ถึงกับตกตะลึง
โชคดีที่ตัวซูหยวนเองก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ เขาจึงไม่ดูแปลกแยกจนเกินไปนัก