- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ก้าวขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง
- บทที่ 215: ห้าสิบล้านแลกสี่ล้านห้าแสนล้าน? โอกาสเปลี่ยนชีวิตมาถึงแล้ว!
บทที่ 215: ห้าสิบล้านแลกสี่ล้านห้าแสนล้าน? โอกาสเปลี่ยนชีวิตมาถึงแล้ว!
บทที่ 215: ห้าสิบล้านแลกสี่ล้านห้าแสนล้าน? โอกาสเปลี่ยนชีวิตมาถึงแล้ว!
เฉินเฟิงและประธานเหรินเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงมายังลานจอดรถด้านนอก ประธานเหรินหยิบซองบุหรี่ขึ้นมา ยื่นให้เฉินเฟิงหนึ่งมวนก่อนจะจุดสูบเองหนึ่งมวน
เขาสูดควันเข้าปอดลึกๆ แล้วพ่นออกมาพลางทอดถอนใจ "ในที่สุด เส้นทางสายนี้ก็ขาดสะบั้นลงจนได้"
เฉินเฟิงมองชายวัยกลางคนข้างกายแล้วถามหยั่งเชิง "ผลลัพธ์น่าผิดหวังมากใช่ไหมครับ?"
ประธานเหรินกลับส่ายหน้าแล้วยิ้มออกมา "ก็ไม่เชิงครับ ก่อนมาผมก็ไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงนัก เพียงแต่ถ้าไม่ได้มาลองคุยให้เห็นกับตาใจมันก็ไม่สงบ ตอนนี้ดีแล้วครับ ผมจะได้เลิกเพ้อฝันเสียที จะได้กลับไปทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มที่เหมือนการสู้ศึกแบบทุบหม้อข้าวตัวเอง"
"พวกคุณทำได้แน่นอนครับ ประเทศของเราในยามที่ยากจนข้นแค้นยังสร้างระเบิดปรมาณูได้ แล้วนับประสาอะไรกับแค่เครื่องสวิตช์ตัวเล็ก ๆ"
"ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับ"
ใบหน้าของประธานเหรินในยามนี้ไม่มีความหนักอึ้งเหลืออยู่ มีเพียงความผ่อนคลาย เมื่อคนเราเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว มักจะเลิกวิตกกังวลและเลิกลังเลใจ คนเรามักจะพ่ายแพ้เพราะมีทางเลือกมากเกินไปเสียมากกว่า
"ประธานเหริน มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ คุณบอกมาได้เลยนะครับ อะไรที่ผมช่วยได้ผมจะทำอย่างเต็มที่"
ประธานเหรินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย "ตอนนี้เรามีบุคลากรด้านเทคนิคพร้อมแล้ว และการวิจัยในหลาย ๆ ด้านก็มาถึงช่วงสุดท้าย ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือเรื่องเงินทุนครับ"
"ในเมื่อการเจรจาในวันนี้ล้มเหลว รายได้ของบริษัทเราจะลดลงอย่างน้อยเก้าในสิบส่วน แต่ฝั่งวิจัยยังต้องใช้เงินมหาศาล พูดตามตรง ปัญหาใหญ่ของผมตอนนี้ก็คือเงินครับ"
เมื่อได้ยินว่าประธานเหรินขาดแคลนเงินทุน เฉินเฟิงกลับรู้สึกเบาใจ เพราะตอนนี้เขามีเงินเหลือเฟือ
"คุณต้องการเท่าไหร่ครับ ผมให้คุณยืมเอง"
"คุณ... ให้ผมยืมงั้นหรือ?" ประธานเหรินเบิกตากว้างมองเฉินเฟิง
เฉินเฟิงพยักหน้ายืนยัน แต่ประธานเหรินกลับส่ายหน้า "ไม่ได้หรอกครับ โครงการนี้มีความเสี่ยงสูงมาก หากก้าวพลาดแม้แต่นิดเดียวอาจจะสูญสิ้นทุกอย่าง"
"ผมเชื่อว่าไม่แพ้หรอกครับ เพียงแค่คำพูดของคุณเมื่อครู่นี้ ผมก็มั่นใจแล้วว่าไม่มีทางแพ้ อีกอย่าง เมื่อหลายสิบปีก่อนตอนตั้งประเทศใหม่ ๆ เรายังกล้าสู้กับอเมริกาเลย เรื่องการสู้กับอเมริกาเน่น บนโลกนี้ไม่มีใครเชี่ยวชาญเท่าเราแล้วล่ะครับ"
ประธานเหรินหัวเราะออกมา "ประธานเฉิน คุณนี่เป็นคนน่าสนใจจริง ๆ" เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะเสริมว่า "แต่การทำโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ เงินทุนไม่ใช่แค่หลักล้านจะแก้ปัญหาได้นะครับ"
"หลักล้านแก้ไม่ได้ งั้นหลักสิบล้านล่ะครับ? ถ้ายังไม่พอ หนึ่งร้อยล้านหรือสองร้อยล้านดีไหม?"
ประธานเหรินเงยหน้ามองเฉินเฟิงด้วยความตกตะลึง
"ประธานเหริน โครงการนี้ผมขอลงทุนด้วย เงินเย็นสักร้อยสองร้อยล้านผมพอจะหามาได้ครับ" เฉินเฟิงกล่าวต่อ "อีกอย่าง ผมเองก็ทนดูพวกต่างชาติที่ใช้การผูกขาดทางเทคโนโลยีมากดขี่พวกเราไม่ไหวแล้ว พวกเขาจะวิเศษวิโสมาจากไหน? ก็แค่เริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อนเราไม่กี่สิบปีเท่านั้น ให้เวลาพวกเราหน่อยเถอะ อีกไม่นานเราจะแซงหน้าพวกเขาแน่นอน"
ประธานเหรินมองเฉินเฟิงด้วยสายตาที่ทึ่งในความคิด เขาผ่อนลมหายใจยาว "ใช่ครับ ไอ้พวกสารเลวนั่นอาศัยการผูกขาดเทคโนโลยีมาสูบเลือดสูบเนื้อเรา สวิตช์ตัวเดียว แค่ลากสายเชื่อมต่อจุดเดียวมันยังกล้าเก็บเงินเราเป็นพันหยวน พวกนี้มันเห็นแก่ตัวจริง ๆ"
"ประธานเหริน คุณต้องการเงินเท่าไหร่บอกมาได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะให้เพื่อนโอนเข้าบัญชีบริษัทคุณ ส่วนดอกเบี้ยก็คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารก็พอ"
"แบบนั้นจะดีหรือครับ?" การคิดดอกเบี้ยเท่าเงินฝากธนาคารก็แทบจะไม่ต่างจากการให้ยืมเปล่า
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ เงินผมวางไว้ในธนาคารเฉย ๆ ก็เสียเปล่า สู้เอาออกมาทำประโยชน์แบบนี้ดีกว่า"
ประธานเหรินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ "ตกลงครับ ในเมื่อคุณยินดีช่วย ผมก็ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ ตอนนี้เรายังขาดเงินทุนอีกประมาณสามสิบล้าน ถ้าได้สามสิบล้านนี้ ผมมั่นใจว่าภายในปีนี้เราจะผลิตสวิตช์ออกมาได้แน่นอน"
"ภายในปีนี้หรือครับ?" เฉินเฟิงทวนคำ "ถ้าเป็นภายในครึ่งปีล่ะ พอจะเป็นไปได้ไหม?"
"ครึ่งปีเป็นเวลาที่กะไว้คร่าว ๆ ครับ เพราะในกระบวนการวิจัยอาจเกิดปัญหาใหม่ ๆ หรืออุปสรรคทางเทคนิคที่ต้องแก้ไขได้ทุกเมื่อ"
"แบบนั้นไม่ได้ครับ ผมเพิ่งประกาศต่อหน้าคนตั้งมากมายว่าจะขับไล่เอดิสออกไปภายในครึ่งปี ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องทำคืนคำไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเพิ่มงบประมาณในการวิจัยเข้าไปอีกครับ"
"ต้องเพิ่มเท่าไหร่?"
"เพิ่มอีกประมาณสิบล้านครับ เราจะปิดจ๊อบงานวิจัยได้ภายในสามถึงสี่เดือน ส่วนเวลาที่เหลือก็เป็นการเดินเครื่องในสายการผลิต"
"ตกลงครับ งั้นเพิ่มอีกสิบล้าน... รวมเป็นสี่สิบล้าน" เฉินเฟิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจ "เอาแบบนี้ดีกว่า ผมให้คุณยืมห้าสิบล้านเลย เอาไปจัดการเจ้าพวกต่างชาตินั่นให้พ่ายแพ้ราบคาบไปเลยครับ"
"ห้าสิบล้าน?" ประธานเหรินอ้าปากค้างมองเฉินเฟิงอย่างไม่เชื่อสายตา
"ทำไมครับ? ผมกล้าให้ยืม แล้วคุณไม่กล้ารับหรือ?"
"ไม่ใช่ไม่กล้ารับครับ แต่คุณมาช่วยเราในยามที่บริษัทลำบากขนาดนี้ ผมซาบซึ้งใจจนบรรยายไม่ถูกเลย ประธานเฉินครับ เอาแบบนี้ดีไหม... ถ้าคุณไม่รังเกียจ เงินห้าสิบล้านนี้ผมขอถือว่าเป็นการร่วมหุ้นในบริษัทหัวเว่ย ผมจะให้หุ้นคุณสามสิบเปอร์เซ็นต์"
คราวนี้ถึงตาเฉินเฟิงที่ต้องอ้าปากค้างบ้างแล้ว
อะไรนะ!?
ห้าสิบล้านแลกกับหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ของหัวเว่ย! นี่มันลาภลอยก้อนโตชัด ๆ หัวเว่ยเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่มีมูลค่าตลาดที่ชัดเจน แต่ในปี 2023 สถาบันวิจัยระดับโลกเคยประเมินมูลค่าหัวเว่ยไว้ โดยเทียบกับ แอปเปิลที่มีมูลค่าตลาดสองล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากหัวเว่ยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา มูลค่าประเมินจะสูงถึง 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแปลงเป็นเงินหยวนได้ประมาณ 15 ล้านล้านหยวน! ซึ่งหมายความว่า หุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์นี้จะมีมูลค่าในอนาคตสูงถึง 4.5 ล้านล้านหยวน!
นี่มันบ้าไปแล้ว เฉินเฟิงยืนนิ่งอึ้ง เดิมทีเขาไม่ได้หวังผลตอบแทนเป็นหุ้นด้วยซ้ำ เขาแค่คิดว่าในฐานะวิสาหกิจของชาติ อะไรที่ช่วยได้ก็อยากช่วย แต่ตอนนี้ประธานเหรินกลับมอบหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ให้ ซึ่งหุ้นนี้ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าจะมีค่าถึง 4.5 ล้านล้านหยวน
4.5 ล้านล้านหยวนเชียวนะ! ในปี 2024 มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส แห่ง อเมซอน มีทรัพย์สินรวมประมาณ 210,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านหยวน เจฟฟ์ เบโซส สามคนยังเทียบไม่ได้กับหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ของหัวเว่ยในมือเขาเลย ขอเพียงคว้าหุ้นนี้ไว้ ตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในอนาคตของเฉินเฟิงย่อมมั่นคงจนไม่มีใครสั่นคลอนได้
แรงดึงดูดนี้... ใครเล่าจะต้านทานไหว เฉินเฟิงหลับตาลงสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็ตัดสินใจได้เด็ดขาด
"ประธานเหริน ในเมื่อคุณบอกว่าเป็นการร่วมหุ้น งั้นก็เอาตามที่คุณว่าเถอะครับ"
เงิน 4.5 ล้านล้านที่ลอยมาหาถึงที่ ไม่รับไว้ก็โง่เต็มที เฉินเฟิงไม่ใช่คนที่จะมาทำตัวเป็นพ่อพระสูงส่งเกินเหตุ เขาคือนักธุรกิจ และนักธุรกิจย่อมต้องแสวงหากำไรเป็นธรรมดา เงินมาถึงมือแล้วไม่รับ เดี๋ยวจะเสียโชคลาภเอาได้
ส่วนเรื่องที่ว่าในอนาคตบริษัทจะเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ตามประวัติศาสตร์ที่เขาเคยรู้มาหรือไม่นั้น เฉินเฟิงไม่ได้กังวลแม้แต่น้อย ในฐานะผู้ที่เกิดใหม่และรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า หากเขาจัดการเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้ เขาก็ไม่คู่ควรกับการเป็นผู้กลับชาติมาเกิดแล้ว!