- หน้าแรก
- ทรานเซนดิ้ง วิชั่น อัจฉริยะเนตรทิพย์เหนือมนุษย์
- TXV - 0925 ดวงตาของพระเยซู
TXV - 0925 ดวงตาของพระเยซู
TXV - 0925 ดวงตาของพระเยซู
TXV - 0925 ดวงตาของพระเยซู
บนหน้าจอคอมพิวเตอร์แฮกเกอร์ปรากฏซอฟต์แวร์ซื้อขายหุ้น ซึ่งเป็นบัญชีของโจวานน่า เธอซื้อหุ้นไว้ 5 ตัว ขาดทุน 3 ตัว และกำไร 2 ตัว เมื่อคำนวณเบ็ดเสร็จแล้ว จากเงินต้น 10 ล้านดอลลาร์ เธอขาดทุนไป 1 แสนดอลลาร์ ส่วนบัญชีของอัศวินสาวอีก 3 คนก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หุ้นที่ซื้อมีทั้งขึ้นและลง อย่างไรก็ตาม บัญชีของโรซ่า, เทเรซ่า และสเตลล่า กลับมีกำไรเล็กน้อย รวมแล้วประมาณ 5 หมื่นดอลลาร์
สำหรับการใช้เงินต้น 40 ล้านดอลลาร์มาเล่นหุ้นในหนึ่งวันแล้วขาดทุนไป 5 หมื่นดอลลาร์ ไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลว ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยเหล่ยยังเลือกซื้อหุ้นพวกนี้แบบสุ่มผ่านแอปพลิเคชันในมือถือระหว่างขับรถ โดยไม่ได้คัดกรองอะไรเลย ซื้อเสร็จก็วางทิ้งไว้ ไม่ได้เข้าไปทำรายการซื้อขายซ้ำในตลาด
เขามีแผนของเขา เขาไม่สามารถใช้ความสามารถในการวิเคราะห์และพยากรณ์ล่วงหน้าของสมองทำให้บัญชีทั้งสี่กำไรหลักล้านหรือสิบล้านในทันทีได้ เพราะมันจะดึงดูดความสนใจของผู้อื่น ตอนนี้เขาขอยอมขาดทุนวันละนิด รอจนกว่าปริมาณข้อมูลการซื้อขายสะสมได้ที่ และจัดการเรื่องทางนี้เสร็จสิ้นก่อน เขาถึงจะเริ่มลงเล่นหุ้นจริงๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องลงมือทำด้วยตัวเอง แม้แต่หุ่นเชิดอย่างฮอร์นิคก็ไม่สามารถทำได้ถึงระดับนั้น
การจะตกปลาต้องรู้จักวางเหยื่อ ในตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นเจ้ามือที่คอยเชือดเม่า หรือเม่าที่คิดจะซุ่มโจมตีเจ้ามือ ต่างก็ต้องใจเย็นและกล้าที่จะให้อีกฝ่ายได้กำไรไปก่อน
"คุณอาเซี่ย ไอ้พวกนี้ใครเป็นคนขายเหรอคะ?" จูเสวียนเยว่เขยิบมาข้างกายเซี่ยเหล่ย วางศีรษะลงบนไหล่ของเขาแล้วจ้องมองดูหุ้นไปพร้อมกัน
เซี่ยเหล่ยถาม "คุณถามทำไมครับ?"
จูเสวียนเยว่ตอบ "จะไปทำให้มันยุ่งยากทำไมล่ะคะ เราก็แค่หาตัวคนขายไอ้นี่ให้เจอ แล้วใช้วิธีที่คุณอาสอนสะกดจิตเขา ให้เขายกให้คุณอาฟรีๆ เลยไม่ได้เหรอ?"
เซี่ยเหล่ยหัวเราะ "นั่นคือตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ คนทั้งโลกต่างทำรายการซื้อขายในตลาดนั้น มีทั้งคนซื้อและคนขาย คุณจะสะกดจิตคนทั้งโลกได้ยังไงล่ะ?"
"คนเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ? งั้นช่างมันเถอะ" จูเสวียนเยว่หมดความสนใจทันที เธอผละหน้าออกมาจากเขา
เซี่ยเหล่ยปิดคอมพิวเตอร์แฮกเกอร์ ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "เดี๋ยวก็มีโอกาสให้คุณลงมือครับ แต่ขอให้ผมตรวจสอบสถานการณ์ให้แน่ชัดก่อน"
"คุณอาจะให้ฉันสะกดจิตใครเหรอ?" จูเสวียนเยว่กลับมาสนใจอีกครั้ง
เซี่ยเหล่ยตอบ "ตอนนี้ยังไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน พี่ชายของแคทลินอาจจะเป็นเป้าหมายหนึ่ง แต่ผมต้องดูว่าเขามีค่าพอที่จะเป็นหุ่นเชิดไหม ถ้าเขาไม่มีค่าพอ ผมจะใช้เขาและแคทลินเพื่อเข้าถึงบุคคลที่มีระดับสูงกว่าใน ล็อกฮีด มาร์ติน เมื่อถึงตอนนั้นแหละที่คุณจะได้ลงมือ"
"อื้อ!" จูเสวียนเยว่พยักหน้าอย่างหนักแน่น "คุณอาสั่งให้ฉันเปลี่ยนใครเป็นหุ่นเชิด ฉันก็จะทำตามนั้นค่ะ"
เซี่ยเหล่ยลูบหัวเธอเบาๆ "เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว ผมต้องไปหาแคทลิน"
"คุณอารีบกลับมานะ ฉันจะนอนแก้ผ้ารออยู่บนเตียงค่ะ" จูเสวียนเยว่ทิ้งท้าย
เซี่ยเหล่ยรู้สึกปวดหัวจี๊ด แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับ เขาออกจากโรงแรมมุ่งหน้าไปยังบาร์สคัล ออน ไฟร์
ท้องฟ้าเริ่มมีหิมะโปรยปรายลงมา มันไม่ได้ตกหนักนัก แต่หลังคาบ้านและพื้นถนนก็ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนจนสุดลูกหูลูกตา ไฟข้างทางเริ่มหมดความหมาย เพราะแม้ไม่มีแสงจากมัน ถนนลาดยางสีดำที่ตัดกับพื้นหิมะสีขาวก็มองเห็นได้ชัดเจน
เพราะอากาศที่หนาวเหน็บ บนถนนในเมืองจึงไร้ผู้คน หลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง เซี่ยเหล่ยก็มองเห็นบาร์อยู่ข้างหน้า มีรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่หลายคัน
'ผมเพิ่งซัดไอ้ไมค์จนสลบไป หวังว่ามันจะไม่กลับมาหาเรื่องผมอีกนะ ถ้ามันยังกล้ามาหาเรื่องอีกล่ะก็ สงสัยต้องให้จูเสวียนเยว่จัดการกินมันซะแล้ว' เซี่ยเหล่ยคิดในใจ
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็วูบผ่านหน้าไป
เซี่ยเหล่ยหยุดกะทันหัน เงาดำนั้นเคลื่อนที่เร็วมาก แต่เขายังมองเห็นชัดว่ามันคือแมวตัวหนึ่ง แต่เขาไม่ใช่คนที่จะมาตกใจเพราะแมวเพียงตัวเดียว สาเหตุที่เขาหยุดเดินและระแวดระวังเป็นพิเศษ เพราะในจังหวะที่แมวดำวิ่งตัดหน้านั้น จิตสำนึกของเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยลึกๆ
ด้วยวิวัฒนาการของเขา สัมผัสที่หกของเขาเฉียบคมกว่าคนปกติมหาศาล
แมวดำทิ้งรอยเท้าเหมือนดอกเหมยไว้บนพื้นหิมะและหายลับตาไปอย่างรวดเร็ว
เซี่ยเหล่ยหันมองไปยังทิศทางที่แมวดำพุ่งออกมา ตรงนั้นเป็นโบสถ์เล็กๆ หลังหนึ่ง บนหลังคาทรงจั่วมีกางเขนปักอยู่
ความรู้สึกถึงวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้ความรู้สึกนั้น เซี่ยเหล่ยรู้สึกราวกับว่าไม่ว่าทิศทางใดก็อาจจะมีสิ่งชั่วร้ายโผล่ออกมาทำร้ายและฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ!
คนที่จะทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวได้ขนาดนี้มีเพียงสองคน คือจูเสวียนเยว่และชายชุดดำ แต่สำหรับจูเสวียนเยว่เขาแทบไม่ต้องสงสัย เพราะเธอกำลังนอนรอเขาอยู่ที่โรงแรม ดังนั้นคนที่เหลืออยู่ก็คือชายชุดดำ
อย่างไรก็ตาม แม้สัมผัสที่หกจะเตือนภัยถึงขีดสุด แต่ชายชุดดำก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมา
เซี่ยเหล่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ ตะโกนไปยังทิศทางของโบสถ์ "ใช่แกไหม? อย่าแอบอยู่เลย ออกมาเถอะ!"
ไม่มีเสียงตอบรับ และไม่มีใครปรากฏตัว ประตูไม้ของโบสถ์ยังคงปิดสนิท
"ฉันเห็นแกแล้วนะ" เซี่ยเหล่ยขู่ พร้อมกับกระตุ้นความสามารถของดวงตาซ้ายเพื่อมองทะลุประตูโบสถ์เข้าไปหาคนที่ซ่อนตัวอยู่
ภายในโบสถ์ว่างเปล่า ไร้แสงไฟและไร้ผู้คน มีเพียงม้านั่งไม้เรียงรายอยู่หน้าแท่นเทศน์ของบาทหลวง เบื้องหลังแท่นนั้นมีกางเขนและรูปปั้นพระเยซูประดิษฐานอยู่ เมื่อเซี่ยเหล่ยมองทะลุไปยังรูปปั้นนั้น ดวงตาสีดำสนิทของรูปปั้นพระเยซูจ้องมองกลับมาที่เขาอย่างแน่วนิ่ง ไร้ซึ่งความเมตตา ดวงตาคู่นั้นดูลึกซึ้งและมืดมิดราวกับจะสูบวิญญาณของเขาเข้าไป!
เซี่ยเหล่ยสะดุ้งกับดวงตาที่พิศวงนั้น แต่เมื่อเขาจ้องมองซ้ำอย่างตั้งใจ ดวงตาของรูปปั้นก็กลับมาเป็นปกติ เป็นสายตาที่ทอดมองลงด้านล่าง 45 องศา เต็มไปด้วยความเมตตาและอาทร
"นี่มัน..." เซี่ยเหล่ยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่แปลกยิ่งกว่าคือ ความรู้สึกถึงอันตรายในจิตสำนึกได้มลายหายไปสิ้น เมื่อย้อนคิดดูแล้ว เซี่ยเหล่ยรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งผ่านภาพหลอนมา เป็นเพราะสมองของเขาผิดปกติเอง ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ
'ถ้าเป็นชายชุดดำจริง ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่? เขาให้เวลาผม 3 ปี ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 2 ปี ตัวตนระดับเขาไม่น่าจะเสียคำพูด หรือถ้าเขามาจริงๆ เป้าหมายของเขาก็คือ...' เซี่ยเหล่ยรีบหันกลับไป ดวงตาซ้ายมองทะลุความมืดและกำแพงโรงแรมที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรทันที
เขามองเห็นจูเสวียนเยว่ เธอนอนหลับอยู่บนเตียง บนผ้าห่มมีชุดชั้นในของเธอถูกถอดทิ้งไว้ เขาตัวยังไม่ทันกลับไป เธอก็เข้าสู่โหมดนอนแก้ผ้าไปเรียบร้อยแล้ว
เซี่ยเหล่ยละสายตาออกมาและถอนหายใจยาว "บางทีอาจจะเป็นภาพหลอนจริงๆ... ผมคงเครียดเกินไป" เขาหัวเราะขื่นๆ พลางส่ายหัว แล้วเดินหน้าต่อไปยังบาร์ สคัล ออน ไฟร์
ตลอดทางช่วงนี้เขาตื่นตัวถึงขีดสุด แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้น ความรู้สึกถึงวิกฤตนั้นไม่ย้อนกลับมาอีก
บางทีมันอาจจะเป็นภาพหลอนจริงๆ
เมื่อเดินถึงหน้าบาร์ เซี่ยเหล่ยยกนาฬิกาปาเต็กฟิลิปป์ขึ้นดู ยังเหลืออีกไม่กี่นาทีก่อนจะถึงเวลานัดกับแคทลิน เขาไม่ได้เข้าไปข้างในแต่ยืนรออยู่ที่หน้าประตู
จังหวะนั้นมีชายผิวขาววัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากบาร์ เมื่อเห็นเซี่ยเหล่ย เขาก็เอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง "เพื่อนชาวเม็กซิกันของผม ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอคุณ!"
เซี่ยเหล่ยพยักหน้ายิ้มรับ
"เพื่อนเอ๋ย ผมอยากคุยกับคุณนะ แต่ต้องบอกว่าแคทลินกำลังแย่แล้วล่ะ" ชายคนนั้นกล่าว "ไอ้ไมค์พาพวกแก๊งมอเตอร์ไซค์มาที่นี่ พวกนั้นไม่ยอมให้แคทลินไปไหน ผมว่าพวกมันกำลังรอจัดการคุณอยู่ คุณรีบหนีไปเถอะ"
เซี่ยเหล่ยขมวดคิ้วทันที การที่เขาจีบแคทลินมันเป็นเรื่องหลอกลวงเพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นสายของเธอในเมืองนี้เท่านั้น แต่เขาไม่ได้คาดคิดว่าไอ้ไมค์จะหึงหวงจนตามรังควานไม่เลิกขนาดนี้
เมื่อเห็นเซี่ยเหล่ยไม่มีปฏิกิริยาตื่นตระหนก ชายคนนั้นก็ยักไหล่ "ผมรู้ว่าคุณไม่กลัวพวกมันหรอก แต่ผมต้องเตือนคุณนะว่าพวกแก๊งมอเตอร์ไซค์น่ะอาจจะมีปืน"
"ขอบคุณมากครับเพื่อน" เซี่ยเหล่ยยื่นมือไปหาเขา "ผมชื่อคอสต้า ทำงานในบริษัทของครอบครัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
"เยี่ยมเลย ผมชื่อทอน ทำงานอยู่ที่ ล็อกฮีด มาร์ติน" ทอนหัวเราะขื่นๆ "เพื่อนเอ๋ย ผมเทียบคุณไม่ได้เลย เงินเดือนอันน้อยนิดของผมยังไม่พอให้คุณเลี้ยงเหล้ารอบเดียวเลยด้วยซ้ำ"
"หะๆ การหาเงินน่ะความจริงมันง่ายมากครับ ถ้าคุณสะดวก พรุ่งนี้เราค่อยไปจิบกาแฟคุยกันหน่อยไหมครับ?" เซี่ยเหล่ยกล่าว "แต่ตอนนี้ผมต้องไปจัดการปัญหาให้จบก่อน"
"เพื่อน คุณจะเข้าไปจริงๆ เหรอ?"
"แน่นอนครับ ผมไม่ใช่คนที่จะยอมให้พวกอันธพาลกกระจอกมาขู่จนหัวหดได้หรอก"
"ถ้าอย่างนั้นผมจะเข้าไปกับคุณด้วย" ทอนอาสา "ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสารวัตรในเมืองนี้ ไอ้ไมค์มันคงจะเกรงใจผมบ้างล่ะ"
"ขอบคุณมากครับ งั้นเราเข้าไปด้วยกันเลย" เซี่ยเหล่ยและทอนเดินเข้าบาร์ไปพร้อมกัน
ทันทีที่เข้าบาร์ เซี่ยเหล่ยก็เห็นไมค์และกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดหนังมอเตอร์ไซค์ ยืนล้อมแคทลินไว้ เธอมีท่าทางหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเซี่ยเหล่ยและทอนก้าวเข้ามา แคทลินก็เห็นเขาทันที เธอรีบโบกมือไล่ด้วยความร้อนรน "คุณรีบไป! หนีไปเร็ว!"
ไมค์ก็เห็นเซี่ยเหล่ยเช่นกัน เขาชี้หน้า "ไอ้เม็กซิกันคนนี้แหละ คือมัน!"
ชายร่างยักษ์ในชุดหนังหลายคนกรูเข้ามารุมล้อม
ทอนรีบปราม "ไมค์ อย่าก่อเรื่องนะ คุณคอสต้าเป็นเพื่อนของฉัน เห็นแก่..."
ยังไม่ทันที่ทอนจะพูดจบ ไมค์ก็ตัดบทอย่างหยาบคาย "หุบปากไปเลย! วันนี้ฉันจะหักกระดูกไอ้เม็กซิกันนี่ให้ได้ ใครหน้าไหนก็อย่าแส่!"
"แก..." ทอนโกรธจนหน้าแดงก่ำ
ไมค์เดินเข้ามาหาทอนแล้วผลักหน้าอกอย่างแรงจนทอนเซถอยหลังไปสองก้าว ทอนอยากจะพูดต่อแต่เมื่อเห็นท่าทางคุกคามของไมค์ก็เริ่มหวาดกลัวจนไม่กล้าเอ่ยปากอีก
สมาชิกแก๊งมอเตอร์ไซค์อีกคนหนึ่งก็ทำแบบเดียวกัน เขาเงื้อมือขึ้นแล้วผลักเข้าใส่เซี่ยเหล่ยอย่างแรง