- หน้าแรก
- ทรานเซนดิ้ง วิชั่น อัจฉริยะเนตรทิพย์เหนือมนุษย์
- TXV - 0900 อดีตภรรยา กับ คู่หมั้น
TXV - 0900 อดีตภรรยา กับ คู่หมั้น
TXV - 0900 อดีตภรรยา กับ คู่หมั้น
TXV - 0900 อดีตภรรยา กับ คู่หมั้น
สายลมยามค่ำคืนพัดพาความเย็นเยือกมาจางๆ แม้จะเป็นไห่หนานแต่ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ เมื่อความมืดปกคลุม อากาศก็ยังทำให้รู้สึกหนาวสั่นได้
ภายในห้องพักแสงไฟนวลตาฉายกระทบใบหน้าของหนุ่มสาวทั้งสามคน บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นโรแมนติก และ... ความขัดเขินเอียงอายอย่างที่สุด
"ต้อง... ต้องนอนด้วยกันจริงๆ เหรอคะ?" เหลียงซือเหยาประหม่าจนเสียงสั่น ถ้าตอนนี้ที่พื้นมีรอยแยกกว้างๆ เธอคงไม่ลังเลที่จะกระโดดลงไปซ่อนตัวทันที
"ฉะ... ฉันว่าฉันไปนอนห้องข้างๆ ดีกว่าค่ะ" ฟ่านฟานเองก็อายแทบตายจนอยากจะถอนตัวกลางคัน ที่จริงเธอเป็นผู้หญิงที่มีความคิดหัวโบราณและเจ้านะระเบียบมากกว่าเหลียงซือเหยาเสียอีก ด้วยฐานะทางสังคมและประเพณีที่หล่อหลอมเธอขึ้นมา
ทว่าเซี่ยเหล่ยกลับยืนขวางประตูทางออกไว้ ใบหน้าที่ด้านหนาของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง "พวกคุณเป็นอะไรกันไปครับ? นานๆ เราจะได้ออกมาด้วยกันสักที อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไม่ดีเหรอ? ผมบอกแล้วไงว่าจะเล่านิทานให้ลูกๆ ฟัง ถ้าพวกคุณไป พวกคุณถามเขาหรือยังว่าเขาตกลงไหม?"
เหลียงซือเหยา: "..."
ฟ่านฟาน: "..."
ผู้ชายคนนี้หน้าด้านจริงๆ ลูกชายหรือลูกสาวเพิ่งตัวเท่าเม็ดถั่วลิสง จะไปบอกว่าตกลงหรือไม่ตกลงกับเรื่องแบบนี้ได้ยังไง? และอีกคำถามที่คาใจคือ ลูกของฟ่านฟานควรเรียกเหลียงซือเหยาว่าอะไร? แล้วลูกของเหลียงซือเหยาควรเรียกฟ่านฟานว่าอะไรดี?
ยังไม่ทันที่คุณผู้หญิงทั้งสองจะได้หาคำตอบ ชายหน้าหนาก็ยื่นมือออกไปโอบเอวคอดกิ่วของทั้งคู่ไว้คนละข้าง แล้วพากันขึ้นเตียงไปอย่างพร้อมเพรียง กระบวนการนี้คุณผู้หญิงทั้งสองต่าง "กึ่งผลักกึ่งรับ" ปากบอกว่าไม่เอาๆ แต่สุดท้ายร่างกายก็มาหยุดอยู่ที่เตียงนอน
จากนั้นเซี่ยเหล่ยก็เริ่มงานทันที เขาช่วยถอดถุงเท้าถอดรองเท้า และนวดเท้าให้พวกเธอ นวดหลังนวดไหล่ พร้อมกับพร่ำบอกคำหวานที่แสนอ่อนโยน
ตอนแรกเหลียงซือเหยาและฟ่านฟานต่างก็ไม่เต็มใจและเขินอาย แต่พอโดนเซี่ยเหล่ยปรนนิบัติทั้งนวดเท้านวดตัว แถมยังมีคำหวานเป็นกระบุงโกยมาละลายใจ หัวใจของพวกเธอก็เริ่มอ่อนระทวย ความคิดเริ่มเปิดรับ และความรู้สึกขัดเขินก็ค่อยๆ จางหายไป
ทุกอย่างต้องมีกระบวนการ และในกระบวนการนี้ เซี่ยเหล่ยได้แสดงบทบาทสามีที่ดีและผู้ชายที่แสนดีออกมาได้อย่างไร้ที่ติและสมบูรณ์แบบที่สุด
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีภูเขาลูกหนึ่ง บนเขามีวัดอยู่แห่งหนึ่ง ในวัดมีเณรน้อยคนหนึ่ง..." หลังจากปรนนิบัติคุณผู้หญิงทั้งสองจนสบายตัวแล้ว เซี่ยเหล่ยก็ล้มตัวลงนอนตรงกลางระหว่างพวกเธอ มือลูบหน้าท้องน้อยๆ ของทั้งสองพลางเล่านิทานให้ลูกฟัง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เขาหลงใหลในความเงียบสงบที่แสนหวานนี้เหลือเกิน
"โถ่ นิทานเก่ากึ๊กขนาดนี้คุณยังกล้าเอามาเล่าอีกเหรอคะ?" ฟ่านฟานทำปากยื่น "ถ้าคือนี่คือ 'ครรภ์บริบาล' ที่คุณว่าล่ะก็ ระดับของคุณนี่ต่ำเตี้ยมากเลยนะ"
เหลียงซือเหยาหัวเราะเสริม "นั่นสิคะ ฉันได้ยินมาว่าคนอื่นเขาใช้เสียงดนตรี บางคนถึงขั้นเปิดภาษาอังกฤษให้ฟังด้วยซ้ำ นั่นถึงจะเรียกว่าการศึกษาชั้นสูง นิทานของคุณนี่มันเป็นหลักสูตรไหนกันคะ?"
เซี่ยเหล่ยทำปากยื่นเลียนแบบท่าทางของฟ่านฟาน ดูเหมือนเด็กที่ถูกรังแกไม่มีผิด
"คิกๆ ทำปากยื่นใส่เหรอคะ ฉันก็จะพูดแบบเดิมนี่แหละ" เหลียงซือเหยากล่าว
"ฉันเห็นด้วยค่ะ เรื่องครรภ์บริบาลให้พวกเราผู้หญิงจัดการดีกว่า ผู้ชายอย่างคุณไม่เข้าใจหรอก" ฟ่านฟานสมทบ
จู่ๆ เซี่ยเหล่ยก็พูดขึ้นว่า "วันหนึ่งมีแม่ชีน้อยสองคนมาที่วัด แม่ชีน้อยทั้งสองตกหลุมรักเณรน้อย เณรน้อยเองก็ชอบแม่ชีน้อยทั้งสองมาก ดังนั้นพวกเขาก็เลยมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข กินข้าวด้วยกัน นวดเท้าให้กัน และ..."
"ถุยๆๆ นี่มันนิทานลามกอะไรของคุณเนี่ย? คุณจะให้ลูกฟังเรื่องแบบนี้เหรอ?" ฟ่านฟานเบรกทันควัน
"นั่นสิคะ คุณน่ะนิสัยเสีย เดี๋ยวลูกก็เสียคนตามหรอก" เหลียงซือเหยาเสริม
"นอนด้วยกัน!" ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปของนิทานเรื่องนี้ เซี่ยเหล่ยดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างของเขาและคุณผู้หญิงทั้งสองไว้จนมิดหัวจนมองไม่เห็นกันและกัน
การนอนรวมกันภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ คือสิ่งที่เซี่ยเหล่ยใฝ่ฝันมาตลอด และตอนนี้มันก็กลายเป็นความจริงแล้ว
"มือใครเนี่ย?"
"นิสัยเสีย! อย่าทำแบบนั้นนะ..."
"ไหนบอกว่าไม่ทำเรื่องอย่างว่าไงคะ?"
"แบบนั้นไม่ได้นะ!"
"คุณไปเล่านิทานให้ลูกฟังต่อเถอะ... อื้อ!"
"ใครอนุญาตให้คุณถอด... ว้าย!"
ค่ำคืนที่ตามมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และทุกเรื่องราวนั้นช่างไพเราะงดงามยิ่งนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เซี่ยเหล่ยและคุณผู้หญิงทั้งสองเพิ่งตื่นและกำลังจะไปทานอาหารเช้า คนที่คุ้นเคยเสียยิ่งกว่าคุ้นเคยก็มาปรากฏตัวที่หน้าประตู
คนคนนั้นคือ เซินถูเทียนอิน
เธอสวมชุดเดรสยาวสีดำ รองเท้าส้นสูงสีดำ เข้าคู่กับสร้อยคออัญมณี “หัวใจศักดิ์สิทธิ์” ที่ทอประกายเจิดจ้า ดูสง่างามและทรงพลังสมกับเป็นนางพญา ทว่าในดวงตาของเธอกลับแฝงไปด้วยความโศกเศร้าจางๆ
เซี่ยเหล่ยและคุณผู้หญิงทั้งสองเดิมทีมีสีหน้ายิ้มแย้มและกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเพื่อไปทานมื้อเช้า แต่พอเซินถูเทียนอินปรากฏตัว บรรยากาศก็กลับกลายเป็นความกระอักกระอ่วนทันที
"เทียนอิน คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?" เซี่ยเหล่ยทำลายความเงียบระหว่างกัน
เซินถูเทียนอินเหลือบมองฟ่านฟานและเหลียงซือเหยาที่ยืนขนาบข้างเซี่ยเหล่ย "ฉันมาถึงเมื่อวานเหมือนกันค่ะ ฉันรู้ว่าคุณมา ฉันก็นึกว่าคุณจะมาหาฉัน แต่จนถึงวันนี้คุณก็ยังไม่ไป ฉันเลยต้องเป็นฝ่ายมาหาคุณเอง"
เซี่ยเหล่ยยิ้มแห้งๆ เมื่อวานและเมื่อคืนที่ผ่านมาแทบจะเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิต เขาอยู่กับคุณผู้หญิงทั้งสองจนลืมวันลืมคืน จะไปนึกถึงเซินถูเทียนอินได้อย่างไร
"ซือเหยา สวัสดีค่ะ" เซินถูเทียนอินทักทายเหลียงซือเหยา
"เทียนอิน สวัสดีค่ะ" เหลียงซือเหยายิ้มตอบเล็กน้อย แต่แววตาไม่ได้มีความสนิทสนมเท่าใดนัก
ครั้งหนึ่งเซินถูเทียนอินเคยชนะเธอและได้เป็นภรรยาของเซี่ยเหล่ย แต่ตอนนี้อดีตภรรยากลายเป็นแฟนเก่า ส่วนอดีตแฟนสาวกลับมาเป็นแฟนปัจจุบัน แถมยังมีโซ่ทองคล้องใจกันแล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้เซินถูเทียนอินคาดไม่ถึง และเหลียงซือเหยาเองก็นึกไม่ถึงเช่นกัน คงได้แต่บอกว่าโลกนี้ช่างไม่จีรังจริงๆ
"ท่านนี้คือ?" สายตาของเซินถูเทียนอินเลื่อนไปหยุดที่ฟ่านฟาน
เซี่ยเหล่ยกำลังจะแนะนำ แต่ฟ่านฟานกลับขยับเข้าไปยืนชิดเซี่ยเหล่ยแล้วคล้องแขนเขาไว้พลางเอ่ยอย่างสนิทสนม "ฉันเป็นคู่หมั้นของเซี่ยเหล่ยค่ะ ชื่อฟ่านฟาน ไม่ทราบว่าคุณคือ?"
"ฉันคือเซินถูเทียนอิน อดีตภรรยาของเซี่ยเหล่ยค่ะ" เทียนอินตอบ
ผู้หญิงสองคนต่างรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ทั้งคู่จ้องตากันเขม็งโดยไม่ปิดบังความรู้สึกผลักไสและรังเกียจที่มีต่อกันเลยแม้แต่นิดเดียว
บรรยากาศเริ่มคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเขม่าดินปืน
เซี่ยเหล่ยรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบและปวดหัวตึ้บขึ้นมาทันที เขากระแอมไอสองครั้ง "แหะๆ เทียนอิน คุณคงยังไม่ได้ทานมื้อเช้าใช่ไหมครับ ไปทานด้วยกันไหม?"
ขาเรียวยาวของเหลียงซือเหยาเหยียดไปข้างหลังแล้วสะกิดเท้าเซี่ยเหล่ยเบาๆ หนึ่งที
เซี่ยเหล่ยแสร้งทำเป็นไม่รู้สึก แต่หัวใจเขากลับเจ็บยิ่งกว่า เขาไม่ได้อยากให้เซินถูเทียนอินอยู่ทานมื้อเช้าด้วยเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องนั่งโต๊ะเดียวกับฟ่านฟานและเหลียงซือเหยา ที่เขาพูดไปก็แค่รักษามารยาทตามประสาคนคุ้นเคย และแน่นอนว่าทันทีที่เขาพูดจบ เหลียงซือเหยาก็เตะเขาทันที ถ้าเซินถูเทียนอินตอบตกลงขึ้นมา ฟ่านฟานคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่
"ได้ค่ะ ฉันยังไม่ได้ทานมื้อเช้าพอดี" เซินถูเทียนอินยิ้มแล้วตอบตกลง
มือของฟ่านฟานเอื้อมไปที่ข้างหลังของเซี่ยเหล่ยแล้วหยิกเข้าที่เอวอย่างแรง
เซี่ยเหล่ยยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้สึก ใบหน้าประดับรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น แต่ภายใต้หน้านั้นคือหน้าที่อยากจะร้องไห้เต็มที เมื่อคืนคุณผู้หญิงทั้งสองปรนนิบัติเขาเยี่ยงราชา มีความสุขราวกับเทพเซียน แต่ดูเหมือนโชคลาภจะถึงจุดพลิกผัน เขาเป็นเทพเซียนได้คืนเดียว พอเช้ามาฟ้าก็เปลี่ยนสี พายุฝนอาจจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
โต๊ะอาหารเช้าที่มีผู้หญิงสามคนและผู้ชายหนึ่งคน
ผู้หญิงทุกคนล้วนมีความผูกพันทางอารมณ์ที่ซับซ้อนกับเซี่ยเหล่ย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกเธอพร้อมกับอาหารเช้าเลิศรส เซี่ยเหล่ยกลับไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาในตอนนี้คือให้ทั้งสามคนทานมื้อเช้าเงียบๆ แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองเสียที
"พวกคุณจะแต่งงานกันเมื่อไหร่คะ?" หลังจากจิบโจ๊กไปเพียงเล็กน้อย เซินถูเทียนอินก็ทำลายความเงียบขึ้นมา
"พวกเรา..." เซี่ยเหล่ยไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะไปจดทะเบียนกับฟ่านฟานเมื่อไหร่ ตอนแรกบอกว่าเป็นเรื่องหลอกๆ แต่พอนานวันเข้าความผูกพันก็ทำให้เรื่องหลอกๆ เริ่มมีรสชาติของความจริง ยิ่งตอนนี้เธอกำลังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่ จะหลอกแค่ไหนมันก็คงไม่หลอกไปมากกว่านี้แล้ว
"พวกเราแต่งงานกันเมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ" ฟ่านฟานชิงตอบ "ตอนนี้ฉันมีลูกของเซี่ยเหล่ยแล้ว ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ท้องจะโตจนปิดไม่มิดเอาค่ะ"
มุมปากของเหลียงซือเหยาปรากฏรอยยิ้มจางๆ แอบชมในใจว่าฟ่านฟานปล่อยหมัดเด็ดได้สวยงามมาก ถ้าเธออยู่ในฐานะที่พูดได้เธอก็จะพูดแบบเดียวกัน เพื่อให้เซินถูเทียนอินตัดใจและเลิกหวังในตัวเซี่ยเหล่ยเสียที
แววตาของเซินถูเทียนอินเศร้าหมองลงทันที ความโศกเศร้าในดวงตาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอก็ฝืนยิ้มออกมา "ตอนที่ฉันกับเซี่ยเหล่ยยังเป็นสามีภรรยากัน ฉันก็อยากมีลูกมาตลอด แต่มันก็ไม่สมหวังเสียที"
เซี่ยเหล่ยรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจ หากความรักระหว่างเขากับเทียนอินยังเหลือความเสียใจใดอยู่ ก็คงเป็นเรื่องที่เขาและเธอไม่มีลูกด้วยกัน แต่นั่นเป็นเรื่องที่สุดวิสัย เพราะตอนนั้นฟ่านฟานยังวิจัยยาแก้พิษไม่สำเร็จ ต่อให้เขาอยากจะมีลูกกับเทียนอินแค่ไหนก็เป็นไปไม่ได้
ฟ่านฟานกล่าว "คุณเทียนอินคะ เดี๋ยวคุณก็จะมีลูกของตัวเองค่ะ คุณเก่งและเพียบพร้อมขนาดนี้ คนตามจีบคุณคงเยอะแยะ ถ้าคุณแต่งงานใหม่คุณต้องมีลูกของตัวเองแน่นอนค่ะ"
เซินถูเทียนอินชำเลืองมองเซี่ยเหล่ย
เซี่ยเหล่ยยิ้มขื่นๆ หัวข้อสนทนาแบบนี้เขาจะสอดแทรกเข้าไปได้อย่างไร?
เทียนอินทานโจ๊กต่ออีกสองสามคำแล้ววางช้อนตะเกียบลง "พวกคุณทานตามสบายนะ ฉันอิ่มแล้ว เซี่ยเหล่ย ฉันจะรอคุณที่งาน โป๋อ๋าวฟอรั่ม และจะตั้งตารอฟังการบรรยายที่ยอดเยี่ยมของคุณนะ" พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินจากไป
เซี่ยเหล่ยกำลังจะอ้าปากพูด แต่เหลียงซือเหยากลับคีบถั่วฝักยาวมายัดใส่ปากเขาเสียก่อน
ฟ่านฟานตะโกนไล่หลัง "คุณเทียนอิน เดินทางปลอดภัยนะคะ ว่างๆ ก็แวะมาเที่ยวที่บ้านฉันบ้างนะ"
ฝีเท้าของเซินถูเทียนอินชะงักไปครู่หนึ่งแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เธอเดินจากไปทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยว
เซี่ยเหล่ยลอบถอนหายใจในใจด้วยความสงสาร แต่ก็แอบโล่งใจอยู่ลึกๆ เขาไม่อยากให้มีความผูกพันที่คาราคาซังเช่นนี้ อะไรที่ควรตัดก็ต้องตัดให้ขาด
"ถ้าพวกเราไม่อยู่ที่นี่ คุณต้องทำผิดพลาดแน่ๆ" ฟ่านฟานดักคอ
"พี่ฟ่านฟานนี่เก่งจริงๆ ค่ะ" เหลียงซือเหยายิ้มประจบ
เซี่ยเหล่ยยิ้มขื่น "เธอเองก็น่าสงสารนะครับ ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องบริหารบริษัทใหญ่โตขนาดนั้น แถมคนในตระกูลเซินถูก็ยังจ้องจะเล่นงานกันเองอีก"
ทันทีที่เขาพูดจบ คุณผู้หญิงทั้งสองก็พร้อมใจกันคีบอาหารมายัดใส่ปากเขาจนเต็ม
ฟ่านฟานค้อนเซี่ยเหล่ยวงใหญ่ "คุณนี่มันใจอ่อนจริงๆ ปฏิเสธคนไม่เป็นเลย เธอไม่ลำบากหรอก แล้วพวกเราล่ะ ไม่ลำบากเหรอ?"
"ลองนึกถึงเรื่องที่เธอเคยทำไว้สิคะ แล้วคุณจะไม่ใจอ่อนแบบนี้" เหลียงซือเหยาเสริม
เซี่ยเหล่ยได้แต่เคี้ยวถั่วฝักยาวเงียบๆ ต่อไป