เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 49 : ของที่สดและลื่นลิ้นนั้นดีที่สุด

ตอนที่ 49 : ของที่สดและลื่นลิ้นนั้นดีที่สุด

ตอนที่ 49 : ของที่สดและลื่นลิ้นนั้นดีที่สุด


ตอนที่ 49 : ของที่สดและลื่นลิ้นนั้นดีที่สุด

คุณชายที่พูดส่ายหน้าเบา ๆ “ใครจะไปรู้ล่ะ!”

เขาก็แค่บังเอิญเจอระหว่างทาง จะไปรู้เรื่องเยอะแยะขนาดนั้นได้ยังไง

คุณชายคนนั้นพูดจบ ก็หันไปมองตู้จวิ้นจื้อที่อยู่ตรงกลางแล้วเอ่ยถามด้วยความเคารพว่า “พี่จื้อครับ ทางพี่พอจะมีข่าวคราวอะไรบ้างไหมครับ?”

ยังไงซะก็เป็นถึงตระกูลตู้ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ข่าวคราวต้องไวพริบกว่าพวกเขาแน่นอน

“ไม่รู้สิ ฉันเองก็ยังไม่ได้รับข่าวอะไรเลย” ตู้จวิ้นจื้อส่ายหน้า แต่ในใจกลับเริ่มจดจำเรื่องนี้ไว้

การที่เขาเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหัวกะทิในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของตระกูลตู้ได้นั้น ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นหลานชายคนโตของตระกูลหลักเท่านั้น แต่เป็นเพราะสติปัญญาและความสามารถของเขาจริงๆ

ถ้าหากมีผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้เดินทางมาที่จินหลิงจริงๆ ล่ะก็ เขาเองก็ต้องหาทางทำความรู้จักและสร้างสัมพันธ์อันดีเอาไว้ให้ได้

“ไปกันเถอะ พวกเราไปเอารถแล้วออกไปหาอะไรสนุก ๆ ทำกัน!” คุณชายคนหนึ่งเอ่ยชวน เพราะรถของพวกเขาจอดอยู่แถวนี้พอดี พวกเขาจึงตั้งใจจะไปเจอกันข้างบนหลังจากเอารถเสร็จ

คนอื่นๆ ต่างก็ทยอยกันไปเอารถแล้วขับออกไป ตู้จวิ้นจื้อก็พาคู่ควงของเขาเตรียมจะขับรถออกไป แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงคำรามดังมาจากอีกฝั่ง

คลื่นเสียงอันเป็นเอกลักษณ์นั้น ทำให้ตู้จวิ้นจื้อถึงกับชะงักไป

เขาเลื่อนกระจกรถลงแล้วมองตามทิศทางของเสียงนั้น แล้วดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างจนกลมโตทันที

เขาเห็นเพียงรถบูกัตติ เวย์รอนคันหนึ่ง ที่ค่อยๆ ขับผ่านหน้าเขาไปอย่างช้าๆ

ตู้จวิ้นจื้อรู้สึกว่าลำคอของเขาเริ่มแห้งผาก คำพูดนับพันคำต่างก็จุกอยู่ที่ลำคอของเขาจนพูดไม่ออก

นี่มันคือรถบูกัตติ เวย์รอนสีดำส้ม!

ตู้จวิ้นจื้อหลงใหลในรถสปอร์ตมาก เขารู้ราคาของบูกัตติ เวย์รอนเป็นอย่างดี ว่าราคาป้ายแดงของมันนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 50-60 ล้านหยวนอย่างแน่นอน!

เมื่อได้ยินเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่าของบูกัตติ ตู้จวิ้นจื้อก็ถึงกับตกอยู่ในภวังค์ความหลงใหล

สมกับเป็นรถสปอร์ตที่แข็งแกร่งที่สุดบนพื้นโลกจริง ๆ เพียงแค่ได้ยินเสียง ก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของมันแล้ว

เครื่องยนต์ W16 เปรียบเสมือนหัวใจ ที่มอบพละกำลังอันมหาศาลให้กับตัวรถ การทำความเร็วจากศูนย์ถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาเพียง 2.5 วินาทีเท่านั้น

สำหรับคนทั่วไป เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการเร่งความเร็วอาจจะไม่ส่งผลอะไรมากนัก แต่สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเร็วแล้ว แม้แต่ศูนย์จุดหนึ่งวินาที มันก็คือประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ตู้จวิ้นจื้อรู้สึกว่าหัวใจดวงน้อยของเขามันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา สมกับเป็นบูกัตติ เวย์รอนจริง ๆ!

ทว่า จินหลิงมีรถหรูระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!

“พี่จื้อคะ พี่เป็นอะไรไปเหรอ?” คู่ควงที่อยู่ข้างๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติของตู้จวิ้นจื้อ เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

คุณชายคนอื่นๆ ต่างก็ขับรถออกไปรออยู่ข้างบนกันหมดแล้ว

ตู้จวิ้นจื้อไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่ชี้ไปที่รถของตัวเองแล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก เธอขึ้นรถไปรอฉันก่อนนะ!”

หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย ส่วนตู้จวิ้นจื้อกลับเดินมุ่งหน้าไปทางรถบูกัตติ เวย์รอนแทน

ในที่สุดฉู่หลิงก็หาที่จอดรถที่เหมาะสมได้ ในระหว่างที่เขากำลังจอดรถอยู่นั้น เขาก็เห็นตู้จวิ้นจื้อเดินมาหยุดอยู่ข้างที่จอดรถของเขา

ตู้จวิ้นจื้อไม่ได้เดินเข้าไปหาในทันที แต่เขายืนรออยู่ข้าง ๆ อย่างมีมารยาท จนกระทั่งฉู่หลิงจอดรถเสร็จและก้าวลงมา เขาจึงเดินเข้าไปทักทาย

“สวัสดีครับ ผมชื่อตู้จวิ้นจื้อครับ” ตู้จวิ้นจื้อพูดไปพลางยื่นนามบัตรของตัวเองส่งให้

เพื่อแสดงความเคารพต่ออีกฝ่าย ตู้จวิ้นจื้อจึงยื่นนามบัตรให้ด้วยมือทั้งสองข้าง

ในขณะนั้น ภายในใจของตู้จวิ้นจื้อกลับสั่นสะท้านราวกับคลื่นยักษ์ในมหาสมุทร

เมื่อครู่ที่เขาเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาและดูหนุ่มแน่นของฉู่หลิง ภายในใจของเขาก็รู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง

เจ้าของรถคนนี้ ดูหนุ่มเกินไปแล้ว!

ดูแล้วน่าจะอายุประมาณ 21-22 ปีเท่านั้น ยังอายุน้อยกว่าเขาเสียอีก

อายุแค่นี้แต่กลับสามารถขับรถซูเปอร์คาร์ระดับท็อปแบบนี้ได้ อีกฝ่ายจะต้องเป็นคุณชายระดับแนวหน้าของประเทศจีนอย่างแน่นอน

ฉู่หลิงมองดูการกระทำของตู้จวิ้นจื้อ เขาก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของอีกฝ่าย เขาจึงรับนามบัตรมาและจับมือทักทายกลับไป

“สวัสดีครับ ผมฉู่หลิงครับ”

หลังจากพูดจบ ฉู่หลิงเองก็ยื่นนามบัตรของตัวเองกลับไปให้ ตู้จวิ้นจื้อรีบรับมาด้วยความนอบน้อมอย่างยิ่ง พร้อมกับเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่

ตู้จวิ้นจื้อจ้องมองนามบัตรในมือ บนนามบัตรขอบทองใบนั้น มีเพียงชื่อและเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น

นามบัตรแบบนี้.......

ตู้จวิ้นจื้อถึงกับมุมปากกระตุกวูบ คุณปู่ของเขาเคยบอกไว้ว่า ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องใช้นามบัตรเพื่อโอ้อวดฐานะของตัวเอง

นามบัตรที่ดูเรียบง่ายธรรมดาใบนี้ ไม่ใช่ว่ามันตรงกับคำพูดของคุณปู่เป๊ะเลยเหรอ?

ตู้จวิ้นจื้อจ้องมองรถและนามบัตรของฉู่หลิง ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นป้ายทะเบียนรถของอีกฝ่าย จิน A99,999

ที่แท้มันคือป้ายทะเบียนระดับท็อป!

ตู้จวิ้นจื้อถึงกับอึ้งค้างไปทันที ราวกับมีระเบิดลูกใหญ่มาจุดชนวนขึ้นในหัวใจ

รถหรูระดับท็อปน่ะใครที่มีเงินก็ซื้อได้ แต่ป้ายทะเบียนแบบนี้น่ะ ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหามาครอบครองได้ง่ายๆ

ไม่อย่างนั้นพวกสี่ตระกูลใหญ่ในจินหลิง คงจะรีบคว้ามาครองกันตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ?

ป้ายทะเบียนแบบนี้ถ้าขับออกไป ในจินหลิงคงไม่มีใครกล้าขวางทางแน่นอน!

เมื่อได้เห็นป้ายทะเบียนนี้ ตู้จวิ้นจื้อก็มั่นใจในทันทีว่า ฉู่หลิงที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน!

ถึงขั้นที่ว่า ฐานะที่แท้จริงของฉู่หลิงนั้น ตู้จวิ้นจื้อไม่กล้าแม้แต่จะคาดเดาเสียด้วยซ้ำ

เขาแอบคิดในใจว่า “คนระดับนี้ เดินทางมาที่จินหลิงเพื่อจุดประสงค์อะไรกันนะ?”

ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฉันต้องหาทางเป็นมิตรกับเขาไว้ให้ได้!

ในขณะที่ตู้จวิ้นจื้อกำลังคิดฟุ้งซ่านไปไกล เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา

ในตอนนั้นเองตู้จวิ้นจื้อถึงได้พบว่า ตัวเองยืนเหม่ออยู่นานเกินไปแล้ว ฉู่หลิงเดินหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

คนที่โทรมาก็คือคุณชายคนหนึ่งในกลุ่มของเขา “พี่จื้อครับ ทำไมพี่ยังไม่ขึ้นมาอีกละครับ? ในลานจอดรถสาธารณะแบบนั้นมันขับรถไม่สะดวกหรอกนะครับ!”

เสียงหัวเราะที่ฟังดูเจ้าเล่ห์ดังแว่วมา คำว่าขับรถในที่นี้ย่อมแฝงความหมายอื่นไว้

แต่ตู้จวิ้นจื้อไม่มีกะจิตกะใจจะล้อเล่นด้วย เขาตอบกลับไปเพียงสองสามคำว่าจะรีบขึ้นไป แล้วจึงวางสาย

เขาเดินกลับไปที่รถของตัวเอง และพาคู่ควงของเขาขับรถออกจากลานจอดรถชั้นใต้ดินไป

แต่ในใจของตู้จวิ้นจื้อกลับยังคงรู้สึกกระวนกระวายใจ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาตั้งใจว่าพอออกไปข้างนอกแล้ว จะต้องรีบโทรหาคุณปู่เป็นคนแรก

ในขณะนั้นฉู่หลิงได้เข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ในระหว่างที่เขากำลังเข็นรถเข็นเดินไปข้างหน้า สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดด้วยร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง

เส้นผมสีดำสลวยและยาวตรง ถูกปล่อยสยายลงบนบ่าอย่างเป็นธรรมชาติ เส้นผมบางเส้นที่ซุกซนก็ตกลงบนเรียวแขนที่ขาวเนียนของหญิงสาว มันยิ่งช่วยขับเน้นให้ผิวพรรณของเธอดูขาวละเอียดจนน่าสัมผัส

ชุดวอร์มสีขาวเข้ารูป ก็ช่วยขับเน้นสัดส่วนที่โค้งเว้าของเธอออกมาได้อย่างพอดิบพอดี เรียวขาทั้งสองข้างก็ทั้งยาวและตรง และหุบเข้าหากันอย่างมีระเบียบ

ฉู่หลิงยิ่งมองแผ่นหลังนี้ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา ไม่นานที่มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นบางๆ นั่นมันฉวี่เสี่ยวปิงไม่ใช่เหรอ?

ผู้หญิงคนนี้มาที่นี่ทำไมกันนะ หรือว่าจะมาซื้อของสด?

เมื่อฉู่หลิงคิดได้ดังนั้น ในใจก็เริ่มมีแผนการแกล้งเธอเกิดขึ้นมาทันที

เขาพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะค่อยๆ ย่องเข้าไปหาเธอในมุมอับสายตา ท่าทางของเขาช่างแผ่วเบา และในดวงตาก็แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์

ฉวี่เสี่ยวปิงไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติรอบตัวเลยแม้แต่นิดเดียว เธอยังคงมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเลือกหอยเป๋าฮื้อในบ่อ

นิ้วเรียวงามคอยคัดเลือกหอยเป๋าฮื้อทีละตัว ฉวี่เสี่ยวปิงดูตั้งใจราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารทะเลระดับท็อปก็ไม่ปาน

ในขณะที่เลือกไป เธอก็แอบบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า “เฮ้อ ลองเอาตัวเล็กๆ ไปทำเป็นตัวอย่างก่อนแล้วกัน เห็นวันก่อนฉู่หลิงบอกว่าเขาค่อนข้างชอบทานหอยเป๋าฮื้ออยู่นี่นะ”

ทันทีที่ฉวี่เสี่ยวปิงพูดจบ เธอก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่พัดผ่านใบหู เพราะมีคนเป่าลมใส่ที่ข้างหูของเธอ!

การกระทำที่จู่โจมแบบกะทันหันนี้ ทำให้ฉวี่เสี่ยวปิงสะดุ้งโหยงจนตัวโยน และรีบหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ

“ใช่แล้ว ฉันชอบกินของที่ทั้งสดและลื่นลิ้นที่สุดเลย” เสียงที่แสนจะคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่ข้างหูของฉวี่เสี่ยวปิง น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์นั้น ราวกับดาบที่ทิ่มแทงเข้าไปในโสตประสาทและส่วนลึกของดวงวิญญาณของเธออย่างไม่ทันตั้งตัว

จิตวิญญาณของฉวี่เสี่ยวปิงราวกับสั่นสะท้านไปชั่วขณะ นิ้วมือของเธอถึงกับสั่นจนหอยเป๋าฮื้อในมือร่วงหล่นลงน้ำเสียงดังจ๋อม ทำให้น้ำกระเซ็นใส่ใบหน้าของทั้งสองคนเต็ม ๆ

สัมผัสเย็นเฉียบของหยดน้ำที่โดนใบหน้า ทำให้ฉวี่เสี่ยวปิงราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์

เธอหันกลับมามองฉู่หลิงที่กำลังยืนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ด้วยความโกรธจนฟันเริ่มจะคันยิบ ๆ

ไอ้คนนิสัยเสีย!

เห็นเธอไม่พูดด้วยก็แล้วไปเถอะ ยังจะอุตส่าห์ย่องมาข้างหลังเพื่อแกล้งให้เธอตกใจอีก!

ฉวี่เสี่ยวปิงแสร้งทำเป็นโกรธและจ้องหน้าฉู่หลิงตาเขม็ง ดวงตาที่ฉ่ำวาวคู่นั้นทำให้ดูเหมือนลูกแมวน้อยที่กำลังขู่

เธอยกมือขึ้นชกเข้าที่หน้าอกของฉู่หลิงเบาๆ หนึ่งหมัด พร้อมกับตะโกนอย่างแง่งอนว่า “ตาบ้าเอ๊ย ตกใจหมดเลย!”

แรงของฉวี่เสี่ยวปิงนั้นน้อยนิดมาก หมัดที่ชกลงมาจึงเหมือนลูกแมวหยอกเล่น นอกจากจะไม่เจ็บแล้ว ยังทำให้รู้สึกคันยุบยิบในใจอีกต่างหาก

ฉู่หลิงจ้องมองฉวี่เสี่ยวปิงพลางเอ่ยถามลองเชิงว่า “ทำไมเหรอ อยากจะฝึกฝนฝีมือการทำอาหาร เพื่อมาทำให้ฉันทานงั้นเหรอ?”

ฉวี่เสี่ยวปิงหลุดขำออกมาเบาๆ ขนตาที่เรียวยาวของเธอทอดเงาลงยามที่เธอก้มหน้า ดูแล้วน่าเอ็นดูไม่น้อย

ภาพสาวงามที่กำลังยิ้มนี้ ทำให้บรรยากาศรอบข้างราวกับจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

ลูกค้าหลายคนที่มาเลือกซื้ออาหารทะเล ต่างก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยุดเดินเพื่อหันมามองเธอ

ช่างเป็นหญิงสาวที่สวยเหลือเกิน

“ฝันไปเถอะ! ใครบอกว่าฉันจะทำให้นายทานกันล่ะ!” ฉวี่เสี่ยวปิงยังคงปากแข็งไม่ยอมรับ

ฉู่หลิงก็กะพริบตาปริบๆ จ้องมองท่าทางที่ดูอวดเก่งของฉวี่เสี่ยวปิงแล้วพูดว่า “หึหึ ยังจะปากแข็งอีกเหรอ? เมื่อกี้ที่เธอพึมพำอะไรอยู่น่ะ ฉันได้ยินหมดแล้วนะ”

เมื่อฉวี่เสี่ยวปิงได้ยินคำพูดของฉู่หลิง ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้น ใบหน้าของเธอแดงก่ำเป็นปื้นทันที แม้แต่ใบหูเล็กๆ ก็ยังเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อตามไปด้วย

ท่าทางที่ดูขัดเขินแบบนั้น ช่างดูน่ารักจนน่าเข้าไปลิ้มลองรสชาติดูสักครั้งจริงๆ

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของฉู่หลิง ฉวี่เสี่ยวปิงที่ใบหน้าแดงก่ำจึงเบือนหน้าไปอีกทาง พร้อมกับแก้ตัวว่า “นั่นน่ะ ฉันตั้งใจจะเอานายมาเป็นหนูทดลองต่างหากล่ะ อย่าได้ใจไปหน่อยเลย!”

ฉู่หลิงหลุดหัวเราะออกมาทันที เขาส่ายหน้าพลางพูดว่า “พอเถอะน่า มาสิ เดินไปดูด้วยกันหน่อย ว่าต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกบ้าง”

จบบทที่ ตอนที่ 49 : ของที่สดและลื่นลิ้นนั้นดีที่สุด

คัดลอกลิงก์แล้ว