- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 4 บทที่ 2 โลกที่มอดไหม้เป็นจุณ จิ้งจอกเจ็ดบาป! (อ่านฟรี)
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 4 บทที่ 2 โลกที่มอดไหม้เป็นจุณ จิ้งจอกเจ็ดบาป! (อ่านฟรี)
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 4 บทที่ 2 โลกที่มอดไหม้เป็นจุณ จิ้งจอกเจ็ดบาป! (อ่านฟรี)
เล่มที่ 4 บทที่ 2 โลกที่มอดไหม้เป็นจุณ จิ้งจอกเจ็ดบาป!
สิบปีก่อน
“ฉูมู่ วันนี้สิ่งที่เราจะพูดถึงกัน คืออสูรวิญญาณชนิดหนึ่งที่สูงศักดิ์และทรงพลังอย่างยิ่ง” ฉูเทียนหยางถอดรองเท้า เปลือยเท้า พับขากางเกงขึ้น แล้วเหยียบย่ำไปบนก้อนกรวดในลำธาร
ฉูมู่วัยเจ็ดขวบก็พับขากางเกงขึ้น ยืนอยู่ในน้ำเช่นกัน เพียงแต่ตัวเขาเตี้ยกว่า ระดับน้ำแทบจะท่วมถึงต้นขาอยู่แล้ว
“มันคืออสูรวิญญาณแบบใด ร้ายกาจมากหรือ? แล้วข้าจะได้มันมาหรือไม่?” บนใบหน้าอ่อนเยาว์ของฉูมู่มีความดื้อรั้นอยู่หลายส่วน ท่าทางราวกับตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีวันถูกกระแสน้ำพัดไป
ผลคือ เขากลับเหยียบลงบนก้อนกรวดลื่นก้อนหนึ่ง ร่างทั้งร่างล้มคะมำลงไปในน้ำ
เห็นว่าอีกประเดี๋ยวก็จะถูกกระแสน้ำพัดไปแล้ว ฉูเทียนหยางจึงยื่นมือใหญ่ลงไปในน้ำ ฉวยร่างฉูมู่ที่เปียกโชกขึ้นมา มองสีหน้าไม่เต็มใจของเขาแล้วก็หัวเราะลั่น
“พวกมันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกลงทัณฑ์ ตอนนี้เจ้ายังเล็กนัก แค่แรงกระแทกของสายน้ำยังทนไม่ไหว แล้วจะไปครอบครองพวกมันได้อย่างไร ต่อให้พวกมันแค่จามทีเดียว ก็อาจพัดเจ้าปลิวขึ้นฟ้าได้แล้ว” ฉูเทียนหยางหัวเราะพลางยกฉูมู่ที่เปียกปอนไปวางบนหลัง จากนั้นก็แบกเขาเดินทวนกระแสน้ำต่อไป
“สิ่งมีชีวิตที่ถูกลงทัณฑ์? เพราะเหตุใด?” ฉูมู่ถามอย่างฉงน
“เพราะการถือกำเนิดของพวกมัน ก็คือบาป” ฉูเทียนหยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“การถือกำเนิดคือบาปอย่างนั้นหรือ?” ฉูมู่ยิ่งไม่เข้าใจ การถือกำเนิดมิใช่การเวียนว่ายครั้งใหม่ของชีวิตหรอกหรือ เหตุใดจึงกล่าวว่าเป็นบาปเล่า?
ถึงแม้ชาติภพก่อนของพวกมันจะเต็มไปด้วยบาปกรรม แต่เมื่อได้เกิดใหม่แล้ว บาปทั้งหลายก็มิควรสลายหายไปสิ้นแล้วหรือ?
“ทุกชีวิตล้วนต้องดำเนินตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ มีลำดับชั้นอันเข้มงวดคอยควบคุมชีวิตในแต่ละระดับเอาไว้ แต่พวกมันแข็งแกร่งเกินไป การถือกำเนิดของพวกมัน อาจนำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ได้” ฉูเทียนหยางกล่าว
ฉูมู่พาดตัวอยู่บนหลังของฉูเทียนหยาง เบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มสนใจขึ้นมาอย่างมากแล้ว
“ในตำนานบรรพกาล ชีวิตมีอยู่เจ็ดบาป หลายเผ่าพันธุ์และสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูง ล้วนถูกต้นกำเนิดแห่งบาปล่อลวงได้โดยง่าย ขอเพียงต้นกำเนิดแห่งบาปใดปรากฏขึ้น ก็จะเกิดการต่อสู้อันไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อมีการต่อสู้ก็ย่อมมีความตาย โดยเฉพาะกับเผ่าพันธุ์ขนาดใหญ่ ในยามนั้นโลหิตจะไหลนองดุจสายน้ำ ฟ้าดินมืดมน…”
“และเหนือกองศพที่เกลื่อนกลาด เหนือธารโลหิตที่ไหลนอง และเหนือซากปรักหักพังอันไร้สิ้นสุดนั้น มักจะมีจิ้งจอกผู้สูงศักดิ์ตนหนึ่งปรากฏขึ้นเสมอ มันทอดสายตามองโลกแห่งชีวิตที่พังทลายยับเยินนี้อย่างเหยียดหยัน เย็นชาไร้ความรู้สึก…”
“จิ้งจอกตนนั้น ก็คือต้นตอที่ทำให้ทุกสิ่งมอดไหม้เป็นจุณ มันนำพาหายนะมา”
ฉูมู่วางคางพิงบนไหล่กว้างหนาของฉูเทียนหยาง กะพริบตาปริบๆ ครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะเอ่ยขึ้นว่า
“เป็นสิ่งมีชีวิตอัปมงคลแห่งหายนะเช่นนั้นหรือ? การต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ต่างๆ ควรเป็นผลจากความขัดแย้งภายในของเผ่าพันธุ์เหล่านั้นเอง เหตุใดจึงต้องโยนบาปไปให้จิ้งจอกตนนี้ด้วย?”
“ฮ่าๆ นั่นแหละคือบาปมหันต์ประการที่แปดของชีวิต พวกมันไม่เคยยอมเผชิญหน้ากับปัญหาของตนเอง” ฉูเทียนหยางหัวเราะเบาๆ “เจ้าพูดไม่ผิด จิ้งจอกตนนี้มิใช่ต้นตอแห่งความชั่วร้าย เพียงแต่ทุกครั้งเมื่อหายนะใกล้สิ้นสุด มันจะปรากฏตัวขึ้นเสมอ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกมันปรากฏขึ้นเพราะเหตุใด…”
“แม้แต่ท่านก็ไม่รู้หรือ?” ฉูมู่ถาม
ฉูเทียนหยางยิ้มแล้วส่ายหน้า ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ในยุคบรรพกาล ผู้คนโง่เขลาพอจะโยนบาปทั้งปวงไปให้พวกมัน ดังนั้นพวกมันจึงกลายเป็นผู้มีบาป ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังระดมพลังผนึกอันแข็งแกร่ง ผนึกพลังของจิ้งจอกทั้งเจ็ดตนนี้ไว้ ให้พวกมันชดใช้ต่อหายนะที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งพันชั่วรุ่นจึงจะชดใช้หมดสิ้น…”
“หนึ่งพันชั่วรุ่น? อายุขัยของราชันจิ้งจอกคงยาวนานกว่ามนุษย์มาก เช่นนั้นมันต้องนานกี่ปีเล่า?” ฉูมู่เอ่ยอย่างตกตะลึง
“ใช่แล้ว จนถึงทุกวันนี้จิ้งจอกทั้งเจ็ดสายพันธุ์นั้นก็ยังคงไถ่บาปอยู่...” ฉูเทียนหยางทอดถอนใจเบาๆ ก่อนกล่าวต่อ “แต่ถึงจะเป็นการไถ่บาป ถึงพลังจะถูกผนึกไว้ พวกมันก็ยังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง!”
“แข็งแกร่งยิ่งกว่ามังกรวายุที่ท่านเคยพูดถึงครั้งก่อนหรือ?” ฉูมู่เอ่ยถาม
“มังกรวายุ...”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ฉูเทียนหยางก็พลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ หลังจากยิ้มขื่นๆ แล้ว เขาจึงกล่าวอย่างจริงจังว่า “แข็งแกร่ง! แม้จะเป็นสายพันธุ์ราชันเหมือนกัน แต่พวกมันแข็งแกร่งกว่ามังกรวายุ พวกมันคือยอดผู้กล้าแห่งสายพันธุ์ราชันอย่างแท้จริง! ต่อให้กำลังไถ่บาปอยู่ พวกมันก็ยังมีพลังอำนาจถึงขั้นทำลายฟ้าถล่มดินได้!”
ฉูมู่กำไหล่ของฉูเทียนหยางแน่น อยากรู้จากปากของเขาให้เร็วที่สุดว่า สิ่งมีชีวิตอันทรงพลังที่กำลังไถ่บาปนั้นคือสิ่งใดกันแน่
ฉูเทียนหยางยิ้มอย่างสงบ ก่อนกล่าวว่า “จำไว้ให้ดี พวกมันมีนามว่า จิ้งจอกเจ็ดบาป! เจ็ดความสามารถที่แตกต่าง แบกรับบาปดั้งเดิมทั้งเจ็ดประการ”
“จิ้งจอกเจ็ดบาป!!”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ ฉูมู่ก็รู้สึกราวกับจิตใจถูกสะเทือน เวลานี้เขาอยากเห็นรูปลักษณ์อันสูงศักดิ์ของจิ้งจอกเจ็ดบาปด้วยตาตนเองเหลือเกิน
“จิ้งจอกเจ็ดบาปมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ในบรรดาจิ้งจอกทั้งเจ็ดนั้นมีเพียงชื่อเดียวที่ถูกบันทึกไว้ในสารานุกรมอสูรวิญญาณโบราณ นามของมันคือ ราชันเพลิงมาร จิ้งจอกเจ็ดบาป!”
……
เหนือท้องฟ้านครอมตะ
ม่านฟ้าสีดำที่กดต่ำลงมาจนแทบแตะพื้นดิน พลุ่งพล่านรุนแรงดุจคลื่นสมุทรสีดำ กระแสอากาศอันปั่นป่วนม้วนเอาเศษซากที่ฟุ้งกระจายอยู่ในนครอมตะลอยขึ้นสู่ท้องนภา ปกคลุมอยู่เหนือมหานครผนึกแห่งนี้ กวนให้ท้องฟ้าเหนือทั้งนครอมตะขุ่นมัวไปหมดสิ้น!
บริเวณที่กระแสอากาศรุนแรงที่สุด ปรากฏอยู่ตรงลานแท่นบูชาอสูรโลหิตของนครอมตะ!
ตำแหน่งที่ลานแห่งนี้ตั้งอยู่ ราวกับว่าระยะห่างระหว่างฟ้ากับดินเหลือเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ม่านฟ้าที่อยู่ใกล้จนแทบเอื้อมมือแตะได้ ทำให้ผู้พิทักษ์ศิลาลี้ลับทั้งหมดบนลานต่างรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล!
ผู้พิทักษ์ศิลาลี้ลับเกือบพันตนตกอยู่ในความตื่นตระหนกไร้สิ้นสุดในชั่วขณะนี้ โดยเฉพาะผู้พิทักษ์ศิลาลี้ลับราชันชั้นสูง ยิ่งราวกับล่วงรู้ว่ากำลังจะมีบางสิ่งมาเยือนแท่นบูชาแห่งนี้ ร่างกายของพวกมันเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย และส่งเสียงคำรามอย่างหวาดผวาไม่หยุด!
“อู้ อู้ อู้ อู้ อู้ อู้!!!!!!!!!!!!!!!!”
เสียงร้องของโมเซี่ยดังก้องฟ้าสะเทือนดิน ขนสีเงินพลิ้วสะบัดอย่างคลุ้มคลั่งดุจอสูรร้าย ดวงตาสีเงินคู่นั้นลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันรุนแรง!!
นี่คือดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังลวงตา!!
เพียงมองผ่านดวงตาคู่นั้น ก็ราวกับสามารถเห็นโลกอีกใบ โลกที่มอดไหม้เป็นจุณด้วยเปลวเพลิง!!
“ราชันเพลิงมารจิ้งจอกเจ็ดบาป ครอบครองพลังแห่งเปลวไฟ มนุษย์เรียกเปลวเพลิงของมันว่า เพลิงบาป นั่นคือเปลวเพลิงทรงอำนาจที่ไม่ด้อยไปกว่าคุณสมบัติเพลิงระดับห้าเลยแม้แต่น้อย ว่ากันว่าภายในนั้นซ่อนพลังมหาศาลที่สามารถเผาผลาญโลกทั้งใบให้สิ้นได้!”
ฉูมู่ยืนนิ่งงันอยู่ด้านหลังโมเซี่ย คำพูดเกี่ยวกับจิ้งจอกเจ็ดบาปที่ฉูเทียนหยางเคยบอกเขาไว้ กำลังดังก้องวนอยู่ในห้วงความคิดของเขา!
ทว่าเวลานี้ สิ่งที่ฉูมู่มองเห็น กลับเป็นกลุ่มเพลิงบาปที่พวยพุ่งขึ้นจากร่างสีเงินของโมเซี่ยทีละสาย คุณสมบัติเพลิงระดับห้าที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเพลิงวิญญาณเก้านรกระดับสี่!
“จิ้งจอกเจ็ดบาป!! โมเซี่ยกำลังกลายพันธุ์ไปสู่จิ้งจอกเจ็ดบาป!!!”
ฉูมู่รู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังเต้นอย่างรุนแรง!
จิ้งจอกเจ็ดบาป นั่นคือการดำรงอยู่ดั่งตำนานที่เขายกย่องมาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่ต้องผ่านการผนึกพลังนับพันชั่วรุ่น จึงจะสามารถไถ่บาปได้หมดสิ้น ยิ่งทำให้หัวใจในวัยเด็กของฉูมู่สั่นสะเทือนอย่างถึงที่สุด!
แม้จะไถ่บาป แม้พลังจะถูกผนึกไว้ ก็ยังคงเป็นยอดผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายพันธุ์ราชัน นี่มันความเก่าแก่ผันผ่านและความองอาจน่าเกรงขามเพียงใด!!
“นะ...นายน้อย!! นะ...นายน้อย!!! จิ้งจอกน้อยของท่าน...มัน...มันกลายพันธุ์อีกแล้ว!!!”
เสียงร้องตะโกนด้วยความตกตะลึงของแร็กคูนเฒ่าหลี่ ซึ่งไม่ได้หลบหนีไปไหน ดังขึ้นในห้วงสำนึกของฉูมู่!! แร็กคูนเฒ่าหลี่เร้นกายอยู่ในแดนตะวันตกมาเป็นเวลานาน มันเป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็นข่าวสารนานัปการ จึงรู้ดีมาตลอดว่า จิ้งจอกน้อยของฉูมู่ตอนอยู่ที่เมืองเจี่ยเฉิงนั้น ได้กลายพันธุ์จากจิ้งจอกหกหางเพลิงปีศาจเป็นจิ้งจอกเก้าหางเพลิงราชัน
การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นกับอสูรวิญญาณของฉูมู่ นับว่าเป็นพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่สวรรค์ประทานแก่เขาแล้ว เพราะหากโมเซี่ยยังไปไม่ถึงขอบเขตสายพันธุ์ราชัน ฉูมู่ก็ไม่มีทางพาอสูรวิญญาณตัวอื่นก้าวเข้าสู่ระดับราชันได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
แต่สิ่งที่แม้แต่แร็กคูนเฒ่าหลี่ยังแทบไม่กล้าเชื่อก็คือ จิ้งจอกน้อยที่เคยกลายพันธุ์มาแล้วครั้งหนึ่ง กลับกลายพันธุ์อีกครั้งหนึ่ง!!
การกลายพันธุ์ต่อเนื่อง!!
แร็กคูนเฒ่าหลี่รู้ดีว่าพรสวรรค์ของจิ้งจอกน้อยสูงล้ำจนน่าหวาดหวั่น แต่ต่อให้คิดอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่า จิ้งจอกน้อยจะเกิดการกลายพันธุ์ต่อเนื่องได้จริง!!!
“สวรรค์! จิ้งจอกน้อยกำลังจะกลายพันธุ์เป็นจิ้งจอกเจ็ดบาป!!!! นี่...นี่คือสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตราชัน! พลังต่อสู้โดยกำเนิดก็สูงถึงสายพันธุ์จักรพรรดิ!!!!”
เสียงร้องลั่นของแร็กคูนเฒ่าหลี่ เพียงพอจะบ่งบอกได้แล้วว่า สัตว์ประหลาดเฒ่าที่มีชีวิตมากว่าสองร้อยปีตนนี้ ตื่นตะลึงกับการปรากฏขึ้นของจิ้งจอกเจ็ดบาปเพียงใด!!
แร็กคูนเฒ่าหลี่ผ่านโลกมามาก มีหรือจะไม่รู้ตำนานของจิ้งจอกเจ็ดบาป! ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำเล่าลือว่า หากสามารถค้นพบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ไถ่บาปให้จิ้งจอกเจ็ดบาปได้ ผนึกของจิ้งจอกเจ็ดบาปก็จะถูกคลายออก กลายเป็นการดำรงอยู่ที่เหนือกว่าจักรพรรดิ!
“จิ้งจอกเจ็ดบาปนั้น เดิมทีก็เป็นราชันสมบูรณ์แบบ มีพลังเทียบเคียงกึ่งจักรพรรดิอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับเพลิงบาปจากคุณสมบัติเพลิงระดับห้า...พลังต่อสู้ของมัน ย่อมสามารถเทียบกับสายพันธุ์จักรพรรดิชั้นต่ำได้อย่างสมบูรณ์! นายน้อย...นายน้อย พลังต่อสู้ระดับจักรพรรดิชั้นต่ำเชียวนะ! บางที...บางทีท่านอาจไม่ต้องตายแล้ว!!!”
แร็กคูนเฒ่าหลี่กรีดร้องราวกับเสียสติ!
จิ้งจอกเจ็ดบาป ราชันสมบูรณ์แบบ แถมยังมีพลังเทียบเท่าจักรพรรดิชั้นต่ำอีก!
แม้แต่ฉูมู่เองก็คาดไม่ถึงว่า ในห้วงเวลาคับขันระหว่างความเป็นความตาย โมเซี่ยจะเกิดการกลายพันธุ์เป็นหนึ่งในจิ้งจอกเจ็ดบาป ราชันเพลิงมาร!
ราชันเพลิงมารจิ้งจอกเจ็ดบาป นี่คืออสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งฉูมู่จดจำฝังลึกอยู่ในใจมาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ แม้แต่ในความฝัน เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าสักวันหนึ่ง ตนเองจะได้ครอบครองจิ้งจอกเจ็ดบาป!!
มองดูโมเซี่ย ในชั่วขณะนี้ ฉูมู่ไม่รู้แล้วว่าควรใช้ถ้อยคำใดมาบรรยายความสะเทือนเลื่อนลั่นภายในใจ
กระทั่งในดวงตาสีดำของฉูมู่ หยาดน้ำตาร้อนผ่าวก็ไหลรินลงมาอย่างเงียบงัน
มีเพียงหยดเดียวเท่านั้น แต่หยดน้ำตาที่ร้อนระอุนั้น กลับบรรจุอารมณ์ความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้!
มันใสกระจ่าง ลื่นไหลผ่านแก้มของฉูมู่ ทว่าเพราะสมาธิของเขาจดจ่ออยู่ที่โมเซี่ยทั้งหมด ฉูมู่จึงไม่ทันสังเกตว่า ในยามที่หยาดน้ำตาหยดนั้นร่วงหล่นลงมา กลับเกิดระลอกคลื่นประหลาดแผ่กระจายในกลางอากาศ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
และภายในขวดเล็กพิเศษใบนั้น ซึ่งฉูมู่เก็บไว้ในแหวนมิติ ปริมาณของศิลาร่ำไห้ได้เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
ความจริงแล้ว ฉูมู่ไม่เคยสังเกตเลยว่า ศิลาร่ำไห้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ดวงวิญญาณของฉูมู่และดวงวิญญาณของอสูรวิญญาณเกิดการสั่นสะเทือนร่วมกัน มันจะสะสมเพิ่มขึ้นเสมอ
ยามได้เห็นเศษเสี้ยวความทรงจำของภูตฟูเฟิง ยามที่ปีศาจขาวก้าวขึ้นเป็นราชันชั้นสูง ยามที่จ้านเย่นั่งอยู่ท่ามกลางภูเขาซากศพ...
ศิลาร่ำไห้ล้วนค่อยๆ สะสมหยาดน้ำตาแห่งดวงวิญญาณอย่างเงียบงัน และในครั้งนี้ เมื่อโมเซี่ยเกิดการกลายพันธุ์ กลายเป็นหนึ่งในจิ้งจอกเจ็ดบาป ปริมาณของศิลาร่ำไห้ที่เพิ่มขึ้น กลับเป็นครั้งที่มากที่สุด!!