- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 478 จับแล้วหนี (ฟรี)
ตอนที่ 478 จับแล้วหนี (ฟรี)
ตอนที่ 478 จับแล้วหนี (ฟรี)
ตอนที่ 478 จับแล้วหนี
“ข้าเป็นราชาผี ถือว่าได้ตายไปนานแล้ว”
ราชาผีกล่าวด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ดูไม่เหมือนถูกคุกคามแม้แต่น้อย
“ในเมื่อเคยตายแล้ว ยังจะเกรงกลัวอะไรอีก”
เจียงหรานหัวเราะเบาๆ
“ปิดประตูไล่แขกเช่นนี้ ก็เพราะกลัวว่าพอไปพัวพันกับประมุขมารอย่างข้า”
“ตำหนักราชาผีของเจ้าที่ตั้งอยู่ระหว่างหยินหยาง จะไม่อาจรักษาความเป็นกลางไว้ได้อีก มิใช่หรือ”
“……”
ราชาผีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจเย็นๆ
“เมื่อรู้ดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงยังมาสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น รีบไปเสียเถอะ”
เจียงหรานโบกมือ
“ไม่ต้องรีบร้อน อย่างไรเสียข้าก็ถือว่ามีบุญคุณช่วยชีวิตเจ้า”
“การพบกันครั้งนี้ ต่อให้เจ้าไม่ถึงกับสำนึกบุญคุณ มัดหญ้าคืนคุณ ก็ไม่ควรพูดจาเย็นชาเช่นนี้”
“ยิ่งไปกว่านั้น ถึงไม่พูดถึงบุญคุณข้า ก็ยังมีหน้าศิษย์อาจารย์ของข้าอยู่ตรงนี้”
“ว่าแต่… สี่สหายกิน ดื่ม เที่ยว เล่น เจ้า ‘ผีพนัน’ ไปไหนเสียเล่า”
“ครานั้นเห็นตำหนักราชาผีเพิ่งตั้งตัว ข้าจึงฝากเขาไว้ให้เจ้า บัดนี้เจ้าไม่แม้แต่จะให้ข้าเข้าเรือน อย่างน้อยก็ควรให้ข้าพาคนของตัวเองกลับไปสิ”
เรื่องเหล่านี้นับดูแล้ว ก็เพิ่งผ่านไปไม่ถึงปีเลยด้วยซ้ำ
แต่ยามกล่าวถึง กลับรู้สึกราวกับผ่านมาหลายชาติภพ
ราชาผีแค่นเสียง สะบัดแขนเสื้อหนึ่งที
“ไปบอกผีพนันเถอะ ว่าเจ้าคนแซ่เจียงมาแล้ว”
“เขาอยากติดตามก็ให้มา ข้าจะช่วยลบความทรงจำ แล้วส่งเขากลับสู่โลกมนุษย์”
“ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ”
เจียงหรานกลับโบกมือ
“พวกเราคุยกันก่อน ที่ข้ามาวันนี้ แท้จริงแล้วต้องการขอให้เจ้าช่วยเรื่องหนึ่ง”
“ข้าไม่อยากฟัง”
ราชาผีหันหลังจะเดินจากไป ยังอุตส่าห์ยกมือปิดหูเสียอีก
“ข้าจะให้เจ้าไปกับข้าสักเที่ยวหนึ่งที่ตำหนักภูตมาร จ้าวตำหนักอยากพบเจ้า”
“บางทีระหว่างพวกเจ้า อาจมีความเกี่ยวพันกันบางอย่าง”
“หนึ่งคือตำหนักราชาผี อีกหนึ่งคือตำหนักภูตมาร คุณสมบัติใกล้เคียงกันถึงเพียงนี้ ยากจะไม่ให้ผู้คนสงสัย ว่าพวกเจ้าเป็นพวกเดียวกัน”
เจียงหรานพูดจบพอดี ราชาผีหยุดฝีเท้า หันกลับมามองเขาด้วยสายตาเย็นชา
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามาหาข้าย่อมไม่มีเรื่องดี”
“ข้าต้องคุมตำหนักราชาผีจะมีเวลาว่างไปเที่ยวตำหนักภูตมารกับเจ้าได้อย่างไร ช่างเหลวไหลสิ้นดี”
“เรื่องนี้ข้าขอปฏิเสธ พวกเจ้าไปเสียเถอะ”
สะบัดแขนเสื้ออีกครั้ง ไม่ไว้หน้าใครเลยสักนิด
เจียงหรานถอนหายใจ
“เอาเถอะ เอาเถอะ…”
พูดจบก็สะบัดมือเบาๆ
“พวกเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ข้าจะคุยกับเขาอีกสองสามประโยค”
“หา”
ถังฮว่าอี้ชะงัก รีบกล่าวขึ้น
“พี่เขย ข้ากลัว…”
“ไม่เป็นไร ให้ซือฉิงพาเจ้าไป”
หันไปมองทุกคน สบตากันแล้ว ถังซือฉิงพยักหน้าเบาๆ
“ได้ พวกเราจะไปรอข้างนอก”
“ไปจริงๆ หรือ”
ตู้โม่หมิงยังค้างคาใจ
เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ เพิ่งพูดกันไม่กี่ประโยค ก็จะจากไปแล้ว
นี่มันล้อเล่นกันชัดๆ
แต่เจียงหรานสั่งแล้ว เขาย่อมไม่กล้าขัด
ช่วงนี้ถูกทุบตีอยู่บ่อยๆ ตู้โม่หมิงผู้เคยอหังการต่อหน้าเจียงหราน ก็เริ่มรู้จักเก็บคมแล้ว
ส่วนกุ้ยสือซาน เป็นคนเชื่อฟังคำสั่งที่สุดอยู่แล้ว
ไม่นาน ทุกคนก็โผข้ามกำแพงภูตเลือนจิต ออกไปรอด้านนอก
เหลือเพียงนักแสดงงิ้วที่ถูกจับมา ถูกทิ้งไว้ตรงนั้น
“เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้าอีก”
เห็นเจียงหรานยังไม่ไป ราชาผีก็ผ่อนคลายลงไม่ตึงเครียดเหมือนก่อนหน้า
เจียงหรานยิ้ม
“ไม่รีบ รอสักครู่ก่อน”
“รออะไร”
“รอให้พวกเขาเดินไปไกลกว่านี้หน่อย”
“หรือว่าคำพูดของเจ้า ยังกลัวพวกเขาแอบฟังอีก”
ราชาผีหัวเราะเบาๆ
เจียงหรานก็หัวเราะ
“เรื่องลับต่อให้เป็นคนใกล้ตัวก็ต้องระวัง”
ราชาผีฟังแล้ว เหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่าง จึงแค่นเสียงออกมา
ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง เริ่มหมดความอดทน
ในเวลานั้นเอง เจียงหรานกลับเงยหน้าขึ้น
“ได้แล้ว ข้าจะเริ่มละ”
“เจ้าจะพูดอะไรก็พูดมา ข้าฟังอยู่”
ไม่เพียงราชาผี เหล่าวิญญาณเร่ร่อนรอบด้าน ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
เจียงหรานแสยะยิ้ม
“สิ่งที่ข้าจะพูดก็คือ…”
ถ้อยคำยังไม่ทันจบ ฝีเท้าเขาก็เปลี่ยนไปในพริบตา
ร่างทั้งร่างราวกับลำแสง พุ่งไปถึงเบื้องหน้าราชาผีในชั่วพริบตาเดียว
แต่ก็สมกับเป็นราชาผีจริงๆ
แม้ความเร็วของเจียงหรานจะรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด เขายังทันยื่นฝ่ามือออกมาต้าน
ลมฝ่ามือคำรามกึกก้อง ราวกับสรรพสิ่งโรยรา ความเป็นความตายอยู่เพียงชั่วจิตเดียว
แต่ฝ่ามือนั้นกลับคว้าอากาศ
“วิชาร้อยเงาอนันต์… ช่างคุ้นเคยเสียจริง”
เสียงเจียงหรานดังขึ้น
ราชาผีรู้สึกข้อมือหนักอึ้ง เงยหน้าขึ้น ก็เห็นเจียงหรานคว้าข้อมือเขาเอาไว้แล้ว
เขาหมุนตัว กดไหล่ทิ้งศอกหมายต้านรับ
แต่ยังไม่ทันออกแรง ก็รู้สึก ‘ปึก ปึก’ สองจุดชีพจรบนหน้าอกถูกสะกด
ลมปราณที่กำลังชักนำ ถูกสลายมลายสิ้น
ยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แขนก็ถูกบิดไปด้านหลัง
จากนั้น ต้นคอก็ถูกคว้าแน่น ร่างทั้งร่างลอยขึ้นกลางอากาศ
“ข้าขอยืมตัวราชาผีไปใช้สักระยะ ไม่นานจะส่งคืนพวกเจ้า”
เสียงยังไม่ทันจาง ร่างเจียงหรานก็หายวับไป ดุจสายฟ้าฟาด
เหลือไว้เพียงเหล่าวิญญาณเร่ร่อน ยืนมองตากันไปมาอย่างงุนงง
เนิ่นนานกว่าจะตั้งสติได้
หนึ่งเพราะฝีมือเจียงหรานสูงส่งเกินไป รวดเร็วเกินไป เรื่องที่ดูซับซ้อน แท้จริงแล้วเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
อีกหนึ่งเพราะราชาผีมีชื่อเสียงสะท้านฟ้า วิชาร้อยเงาอนันต์ที่สืบทอดมาหลายชั่วคนก็ไม่ใช่ของกลวงเปล่า
อดีตเคยมีศัตรูบุกตำหนักราชาผีอย่าว่าแต่พบราชาผี แม้แต่สี่สหายกิน ดื่ม เที่ยว เล่น ก็ยังเอาชนะไม่ได้
บางคนที่ฝ่ามาได้จริง ก็ถูกราชาผีจัดการหลังประมือเพียงสามสองกระบวนท่า
แล้ววันนี้… ราชาผีกลับถูกพาตัวไป
เป็นราชาผีเดินตามไปเอง หรือถูกเจียงหรานจับไป ครู่ใหญ่จึงมีใครบางคนถามอย่างลังเล
“ราชาผี… ถูกลักพาตัวไปหรือ”
“อย่าพูดเล่น ราชาผีจะถูกลักพาตัวได้อย่างไร”
“แต่เหมือนถูกจี้จุด แขนก็ถูกบิดไปด้านหลังนะ…”
“ยังถูกจับต้นคอหิ้วไปด้วย…”
คราวนี้ เหล่าวิญญาณเร่ร่อนถึงกับแตกตื่น
เสียงโวยวายดังระงม บางคนกระทืบเท้า บางคนสบถด่า
ราชาผีถูกลักพาตัวต่อหน้าต่อตา!
เรื่องเช่นนี้ ช่างอัปยศยิ่งนัก ตั้งแต่ฟ้าดินเปิดมา ยังไม่เคยมีมาก่อน!
ทันใดนั้น ทุกคนก็พุ่งตัวหมายจะไล่ตาม
“ปล่อยราชาผีเดี๋ยวนี้!”
“บังอาจนัก เจ้าคนเป็นจากโลกมนุษย์!”
“ตำหนักราชาผีจะไม่ยอมจบเรื่องนี้แน่!”
“บ้าบิ่นสิ้นดี กล้าจับราชาผี!”
ทั้งพ่อค้า หมอดู ขอทาน เหล่าวิญญาณสารพัด ต่างกระโจนขึ้นหมายจะตามไป
แต่ในเวลานั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน”
ทุกคนหันไปมอง เห็นชายคนหนึ่งยิ้มกว้าง วิ่งเหยาะๆ เข้ามา
“ท่านผีพนัน!”
“แย่แล้วท่าน ราชาผีถูกคนเป็นลักพาตัวไปแล้ว!”
ทุกคนรีบเล่าเหตุการณ์ พูดไปก็รู้สึกขายหน้าไปด้วย
ผีพนันชะงัก
“พูดเหลวไหล ถ้าคนคุ้นเคยพาไปนั่นเรียกว่าเชื้อเชิญจะเรียกว่าลักพาตัวได้อย่างไร”
“แล้วเจ้านายข้าอยู่ไหน”
เขามองไปรอบๆ ไม่นานก็เข้าใจว่าราชาผีถูกเจ้านายของตนลักพาตัวไปจริงๆ
คราวนี้ผีพนันถึงกับร้อนใจ
“ตกลงนัดกันว่าเจอกันอีกครั้งจะได้เล่นพนันกันสักตา”
นี่… นี่… เหมือนจะยังไม่ได้เจอกันเลยด้วยซ้ำ
“รู้อย่างนี้ ข้าไม่รอให้ตานั้นจบก็สิ้นเรื่อง!
“โอ๊ย… คลาดกันไปจริงๆ!”
ผีพนันถอนใจฟืดฟาดอยู่กับที่ด้วยความอัดอั้น
เหล่าวิญญาณเร่ร่อนด้านล่างรีบกล่าวขึ้น “ท่าน เราควรไล่ตามไปนะขอรับ!”
“จะไล่ตามไปทำไม” ผีพนันโบกมือ
“พวกเขาล้วนเป็นสหายกัน ราชาผีย่อมไม่เป็นอะไรหรอก ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยฝีมือของท่านผู้นั้น ต่อให้พวกเจ้าไล่จนตาย ก็ไม่มีทางตามทัน”
“สลายตัวไปเถอะ อีกไม่กี่วันราชาผีก็คงกลับมาแล้ว”
“ทีนี้มาพูดเรื่องสำคัญ… ระหว่างที่ราชาผีไม่อยู่ มีใครอยากไปเล่นพนันกับข้าสักสองสามตาหรือไม่”
ทุกคนเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเอาเสียเลย ต่างโบกมือปฏิเสธ
ผีพนันถอนใจอีกครั้ง
“หาคู่ต่อกรยากจริงๆ… ไปละ ไปละ”
ทิ้งไว้เพียงฝูงวิญญาณเร่ร่อนที่ยืนมองหน้ากันอย่างงงงัน
คราวนี้ตามไม่ทันจริงๆ แล้ว สุดท้ายก็ได้แต่สลายตัวแยกย้ายกันไป
……
……
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป
อย่าว่าแต่วิญญาณเร่ร่อนเหล่านั้นจะตั้งตัวไม่ทัน แม้แต่ตัวราชาผีเองก็ยังมึนงง
จนกระทั่งถูกพาข้ามกำแพงภูตเลือนจิตออกมา เขาถึงได้รู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ราชาผีผู้ยิ่งใหญ่เช่นเขาถูกคนลักพาตัวมาต่อหน้าลูกน้องมากมาย!
ชั่วขณะนั้น ในใจราชาผีปั่นป่วน ทั้งโกรธ ทั้งอึดอัด ทั้งขำไม่ออก
ยิ่งเมื่อเจียงหรานพาเขาออกจากเมืองอู๋เจี้ยน ก็เห็นกลุ่มคนที่เพิ่งถูกสั่งให้รออยู่ด้านนอก ยืนคอยอย่างใจจดใจจ่อ ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินเหล่าสาวๆ พูดกันเสียงดัง
“สำเร็จแล้วหรือ”
“เร็วเข้าๆ”
“จับแล้วหนี ช่างเร้าใจจริงๆ”
ราชาผีแทบกระอักเลือด ที่แท้ก็วางแผนกันไว้แล้วอย่างนั้นหรือ!
แต่พอมองไปที่ตู้โม่หมิงซึ่งทำหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้รู้แผนล่วงหน้า
ส่วนคนสวมหน้ากากนั่น… ใครจะรู้ว่าใต้หน้ากากสีหน้าเป็นเช่นไร แต่ดูจากแววตา ก็ดูตกใจไม่น้อย
เจียงหรานไม่หยุดฝีเท้า
“ลมแรง รีบเผ่นกันเถอะ อย่าให้วิญญาณเร่ร่อนพวกนั้นตามทัน เดี๋ยวจะยุ่งเอาได้”
พูดจบ เขาพุ่งเข้าไปในค่ายกลเป็นคนแรก พร้อมถามราชาผี
“ไปทางไหน”
ราชาผีเดือดดาล “เจ้ากล้าถามหน้าตาเฉยอย่างนั้นหรือ”
ข้าถูกเจ้าลักพาตัวมาแท้ๆ แล้วยังถามข้าว่าจะออกไปอย่างไร ข้าจะมีอารมณ์บอกเจ้าหรือ
เจียงหรานไม่พูดมาก ชี้ไปที่ถังฮว่าอี้
“มา”
“กำลังภายในเขา—”
“ข้ากดไว้แล้ว ลงมือได้เต็มที่”
“ได้”
“ได้อะไรของเจ้า… พวกเจ้า… ไปทางขวา สิบเจ็ดก้าว!”
ประโยคหลัง เพราะวิชาจิตมารหนึ่งคำนึงของถังฮว่าอี้เริ่มออกฤทธิ์ ราชาผีหน้าดำมืด แต่ก็จำต้องบอกทาง
เพียงชั่วธูปดอกหนึ่ง ทุกคนก็ออกจากอาณาเขตค่ายกลได้สำเร็จ
หันกลับไปมอง ไม่เห็นมีผู้ไล่ตามมา
เจียงหรานแค่นยิ้ม มองราชาผี
“เจ้าก็ไม่เก่งเท่าไรนี่ ถูกข้าจับแล้ว ไม่มีใครออกหน้ามาช่วยเลย”
“……”
ราชาผีทั้งโกรธทั้งฉงน ตามเหตุผล เวลานี้ควรมีคนมาช่วยแล้ว แล้วทำไมกลับไม่มีใครมาอีก
คิดไปคิดมา เขาก็เข้าใจทันที กัดฟันกรอด
“ผีพนัน! รอข้ากลับมาก่อนเถอะ ดูซิ ข้าจะไม่ลอกหนังเจ้าให้รู้แล้วรู้รอด!”
เพียะ!
หน้าผากโดนตบเข้าให้หนึ่งที
ราชาผีมองเจียงหรานอย่างงงงัน
“เจ้ากล้าตบข้ารึ”
เพียะ!
ตบอีกที
“ถามโง่ๆ ไม่ใช่ข้าจะเป็นใคร”
“โอ๊ย! ข้าจะสู้กับเจ้า!!!”
ราชาผีถูกเจียงหรานหิ้วต้นคอลอยอยู่กลางอากาศ สองขาแกว่งไปมา โวยวายไม่หยุด
เจียงหรานไม่สนใจราชาผีที่กำลังคลุ้มคลั่ง หันไปถามกุ้ยสือซาน
“ไปทางไหน”
“ตามข้ามา”
กุ้ยสือซานมองเจียงหราน แล้วมองราชาผี ชั่วครู่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
คาดว่าต่อให้เป็นจ้าวตำหนักภูตมารเอง ก็คงไม่คาดคิดว่า เจียงหรานจะ ‘เชิญคน’ มาด้วยวิธีนี้
ถังฮว่าอี้กลับหัวเราะจนตาหยี
“ก่อนหน้านี้ก็พูดแล้ว ถ้าเขาไม่ยอม ก็ต้องทุบตีให้ยอม”
“ไม่คิดเลยว่าถึงจะไม่ตรงเสียทีเดียว แต่ก็ใกล้เคียงมาก”
“เพราะอย่างนั้น ตอนที่ข้าบอกให้พวกเจ้าออกไปก่อน พวกเจ้าก็พอจะเข้าใจสิ่งที่ข้าจะสื่อแล้วสินะ” เจียงหรานถาม
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน
เจียงหรานกลอกตา เหลือบมองตู้โม่หมิง
“แล้วเจ้าล่ะ เข้าใจหรือเปล่า”
“……ไม่เข้าใจ แต่ถ้าข้าไม่พยักหน้า ก็เหมือนจะทำให้ดูโง่เกินไป”
“เจ้ามันก็โง่อยู่แล้ว”
ราชาผีหันไปมองตู้โม่หมิง
ตู้โม่หมิงหัวเราะเย็น
“แล้วเจ้าล่ะ”
“หึ”
“หึ”
สองคนแค่นเสียงใส่กัน เพียงแต่ตู้โม่หมิงได้เปรียบอยู่ตรงที่ เขาไม่ได้ถูกจับหิ้วลอยอยู่กลางอากาศ
ต่างจากราชาผี ที่ถูกแขวนอยู่ ดูสูงใหญ่แต่ชวนขบขัน
ที่นี่ไม่ใช่ที่ควรรั้งอยู่นาน
เพื่อป้องกันไม่ให้คนจากตำหนักราชาผีออกมาไล่ตามจนเกิดการเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ทุกคนจึงตัดสินใจรีบออกเดินทางทันที
เมื่อเจอม้าของตน เจียงหรานก็มัดราชาผีเสียแน่นหนา แทบจะเหลือแค่มัดแบบม้าสี่ขาผูก โยนขึ้นหลังม้า แล้วขึ้นคร่อม
“ไปกันเถอะ ไปตำหนักภูตมาร!”
ทุกคนขานรับ ควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากควบม้าต่อเนื่องสามวันสามคืน ความเร็วถึงได้ชะลอลงเล็กน้อย
ยามค่ำ รอบด้านยังไร้ที่พัก ทุกคนจึงอาศัยพักในศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง
กองไฟลุกโชน คราวนี้เจียงหรานตั้งหม้อเหล็ก
วางเครื่องปรุงทั้งหมดออกมา เปิดกล่องเล็กใบหนึ่ง ข้างในเป็นมันหมูที่ถูกควักไปหลายก้อนแล้ว
เขาตักมันหมูอีกก้อน เคลือบก้นหม้อ ใส่เครื่องปรุงลงไปผัดจนหอมกรุ่น
พอได้ที่จึงใส่เนื้อกระต่ายกับเนื้องูที่ล่ามา เนื้อกระต่ายสุกช้า ต้องใส่ก่อน เนื้องูสุกเร็ว ใส่ทีหลัง
เมื่อทั้งสองเริ่มได้ที่ เขาก็เติมน้ำลงไป
เติมเสียจนท่วมเนื้อ ยังสูงขึ้นมาอีกชั้น
จากนั้นจึงเทข้าวสารที่ซาวแล้วลงไป ปิดฝาไม้ ปิดขอบหม้อ ปล่อยให้ไฟเคี่ยวไปอย่างช้าๆ
ทุกคนนั่งล้อมเป็นวง ดูเงียบๆ
สุดท้ายมองหน้ากันไปมา แม้แต่เยี่ยจิงเสวี่ยที่ปกติชอบบ่นทุกครั้งที่เจียงหรานทำอาหาร ก็ยังอดถามไม่ได้
“เจ้ากำลังทำอะไรหรือ”
“ข้าวขี้เกียจ”
เจียงหรานยิ้ม
“ทำเนื้อให้พอสุก แล้วใส่ข้าวลงไปต้มพร้อมกัน”
“กลิ่นเนื้อซึมเข้าเม็ดข้าว หม้อเดียวได้ทั้งข้าวทั้งกับ อร่อยไม่น้อยเลย”
“……เจ้าสรุปเป็นประมุขมาร หรือเป็นพ่อครัวกันแน่”
ราชาผีอดถามไม่ได้
“แล้วเจ้าล่ะ เป็นชายหรือหญิง”
เจียงหรานสวนกลับ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา หน้ากากและเสื้อคลุมดำของราชาผี ก็ถูกถอด เปลี่ยนไปตามสมควร
ไม่เช่นนั้นก็ดูไม่เหมือนคนปกติ
พอถอดหน้ากากออก เจียงหรานถึงได้เห็นว่า ใบหน้าของเขางดงาม ละเอียดอ่อนยิ่งนัก
งดงามจนออกไปทางอ่อนโยน แต่ในความอ่อนนั้น กลับแฝงความแข็งกร้าวอยู่สามส่วน
ดูจากหน้า ยากจะแยกออกว่าเป็นชายรูปหญิง หรือหญิงรูปชาย
เพื่อรักษาศักดิ์ศรีราชาผี ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า เจียงหรานจึงให้ถังฮว่าอี้ใช้วิชาจิตมารหนึ่งคำนึง มิได้ลงมือพิสูจน์เพศด้วยตนเอง
ราชาผีกลับไม่รู้สึกอะไรกับรูปลักษณ์ของตน
“ข้าเป็นชายหรือหญิง มองแวบเดียวก็รู้แล้วมิใช่หรือ”
“แล้วข้าเป็นประมุขมารหรือพ่อครัว มองแวบเดียวก็รู้มิใช่หรือ”
“หึ การถกเถียงไร้สาระ”
ราชาผีขมวดคิ้ว
“เจ้าจะปล่อยข้าเมื่อใด เจ้ารู้หรือไม่ว่าตำหนักราชาผีขาดผู้นำเพียงวันเดียว ก็อาจเกิดปัญหาได้ไม่รู้จบ”
“วางใจเถอะ จะมีปัญหาอะไร”
“ไม่เคยได้ยินหรือว่าพรรคมารขาดประมุขมารมานานยี่สิบปี ก็ยังอยู่ดีมีสุข”
“หรือว่าตำหนักราชาผีของเจ้าจะสู้พรรคมารไม่ได้”
“……”
ให้ราชาผียอมรับว่าตำหนักราชาผีด้อยกว่าพรรคมาร ช่างเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนัก
เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้สักคำ สุดท้ายได้แต่หันหน้าหนี กลืนความโกรธไว้คนเดียว
ทุกคนเห็นชินเสียแล้ว
เจียงหรานพูดต่อ
“อย่ามองตนเองว่าสำคัญนัก
“โลกนี้ ขาดใครก็ยังหมุนไปได้ แบกตำหนักราชาผีไว้บนบ่าอยู่ทุกวัน อายุปูนนี้แล้ว เจ้าสร้างครอบครัวหรือยัง”
“มีลูกหลานหรือไม่”
“ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เกรงว่าแม้แต่ศิษย์ เจ้าก็ยังไม่มีเลยสักคน”
“แต่ข้ามีศิษย์ตั้งหลายคนแล้ว”
“อิจฉาหรือเปล่า”
“……ถุย”
อาจเพราะเดินทางร่วมกับเจียงหรานมาหลายวัน ราชาผีเองก็เริ่มมีไออุ่นของมนุษย์มากขึ้น
ตู้โม่หมิงหันไปถามกุ้ยสือซาน
“จากที่นี่ไปตำหนักภูตมารต้องใช้เวลาอีกกี่วัน”
กุ้ยสือซานคำนวณครู่หนึ่ง
“หากควบม้าเต็มที่ อีกประมาณสิบกว่าวัน”
“สิบกว่าวัน…”
เจียงหรานพยักหน้า
“ยังทัน”
พูดถึงตรงนี้ เขาพลันมองออกไปนอกศาลเจ้า
เสียงกระดิ่งแผ่วเบา ในยามรัตติกาลเช่นนี้ มักดังไปได้ไกลเสมอ
ทุกคนไม่ได้ใส่ใจ การพักแรมกลางป่า มักพบคนเดินทางเป็นเรื่องปกติ
เสียงกระดิ่งดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในจังหวะที่ไม่เร่งไม่ช้า
ครู่หนึ่ง ก็หยุดลงหน้าศาลเจ้า
จากนั้น เสียงหญิงสาวดังขึ้น
“มีแสงไฟ”
เสียงกระดิ่งหยุดกึก ชายคนหนึ่งกล่าวช้าๆ
“อย่าเข้าไป… พวกเราไปกันเถอะ…”