เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 161 มิติสีเลือด

บทที่ 161 มิติสีเลือด

บทที่ 161 มิติสีเลือด


บทที่ 161 มิติสีเลือด

ศิษย์เกือบพันคนส่งเสียงแสดงความยินดีพร้อมกัน คลื่นเสียงดังกึกก้องราวกับจะแหวกชั้นเมฆบนท้องฟ้า

เสียงสะท้อนดังกังวานแผ่ซ่านไปทั่วทะเลไผ่หลังเขา

ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาวานรเพลิงผลาญขุนเขาทนไม่ไหวจนต้องมองบน

ลึกเข้าไปในทะเลไผ่ พวกสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่เพิ่งเบิกสติปัญญาคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง พวกมันพากันส่งเสียงร้องจี๊ดๆ เป็นจังหวะเดียวกับเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ชิงตี้

"อย่าร้องมั่วซั่ว"

"พูดยังไม่ทันเป็นก็หัดประจบสอพลอเสียแล้ว"

"อีกอย่างนะ..."

"ถึงคราวประจบประแจง มันจะไปถึงคิวพวกเจ้าได้ยังไงกัน"

ปล่อยซุนฮั่ววั่งสั่งสอนพวกสัตว์น้อยที่เพิ่งเบิกสติปัญญาไปก่อน

ตัดมาที่ทางเข้าทะเลไผ่หลังเขา

กู้ชิงเห็นเยี่ยจือชิวจัดฉากอลังการงานสร้างขนาดนี้ แถมเสียงยังดังพร้อมเพรียงกันเป็นระเบียบ เขาก็เดาได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เยี่ยจือชิวเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า

รอแค่ตอนเขาออกจากด่านฝึกตน ก็เอามาแสดงให้ดูต่อหน้า

พูดกันตามตรง การยกยอปอปั้นแบบนี้มันก็ทำให้รู้สึกเบิกบานใจดีเหมือนกันแหละ

"อะแฮ่ม!"

กู้ชิงร่อนลงตรงหน้าทุกคน แกล้งกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น

"ทุกคนตามสบาย"

"พวกเจ้ามารับข้าออกจากด่าน ข้าก็ดีใจอยู่หรอกนะ"

"แต่ไอ้การจัดฉากใหญ่โตเมื่อครู่มันดูโอเวอร์เกินไปหน่อย ข้าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ คนอย่างข้าชอบทำตัวแบบเรียบง่ายมากกว่า"

เยี่ยจือชิวถึงกับพูดไม่ออก

มีแค่พวกศิษย์เข้าใหม่ที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากู้ชิงเท่านั้นแหละที่จะเชื่อคำพูดนี้

ศิษย์เมื่อสิบปีก่อนหลายคนเคยเห็นกู้ชิงในฐานะปรมาจารย์โอสถเอาชนะนักปรุงยาคนอื่นๆ จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแดนใต้ท่ามกลางสายตาคนนับหมื่นมาแล้ว

ทุกครั้งที่กู้ชิงลงมือทำอะไร มักจะทำให้ทุกคนอ้าปากค้างอยู่เสมอ

มาบอกว่าตัวเองชอบทำตัวเรียบง่ายเนี่ยนะ จะเป็นไปได้ยังไง

เขานี่แหละคือคนที่ชอบทำตัวโดดเด่นที่สุดแล้ว

ซูฉางเกอเห็นผู้ดูแลคนอื่นยืนใบ้กิน ก็เลยออกหน้าช่วยพูดไกล่เกลี่ย "เอาล่ะ ศิษย์น้องจือชิว คราวหน้าคราวหลังเวลาจะทำอะไรก็ขัดเกลาให้มันดีกว่านี้หน่อย"

"ต้องแสดงให้เห็นถึงบารมีของผู้อาวุโสกู้ แต่ก็ต้องเรียบง่ายและดูลุ่มลึกด้วย"

เยี่ยจือชิวถึงกับอึ้งไปเลย

เยี่ยจือชิวคอแข็งทื่อ หันไปมองซูฉางเกอด้วยสายตาเลื่อนลอย ศิษย์พี่ ท่านพูดแบบนี้มันทำให้ข้าทำตัวลำบากนะ

เขาอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบในใจ

"อะแฮ่ม"

ซูฉางเกอเห็นสายตาของศิษย์น้องก็กระแอมเบาๆ แล้วพูดขึ้น

"จือชิวเอ๊ย เจ้าพาศิษย์คนอื่นๆ ไปที่ลานกว้างของสำนักก่อนเถอะ"

"ข้ายังมีเรื่องต้องคุยกับผู้อาวุโสกู้เป็นการส่วนตัว"

"อืม ได้เลย"

"ศิษย์พี่ ผู้อาวุโสกู้ พวกท่านตามสบาย..."

เยี่ยจือชิวหันไปส่งสัญญาณให้เหล่าศิษย์ระดับหลอมปราณเดินตามไป แล้วผละออกจากกระท่อมไผ่ที่กู้ชิงใช้เก็บตัว

พอพวกศิษย์และผู้ดูแลคนอื่นเดินลับตาไป ซูฉางเกอก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง

"ผู้อาวุโสกู้"

"ช่วงสิบปีมานี้ สถานการณ์ภายนอกสำนักเรียกได้ว่าพลิกผันอย่างรุนแรง หลายขั้วอำนาจต่างเร่งสร้างความแข็งแกร่งกันอย่างรวดเร็ว"

"ทางฝั่งสำนักกระบี่เฮยตี้ ก็เพิ่งสูญเสียเจินเหรินระดับแก่นทองคำไปหนึ่งคน"

"ส่วนฝั่งเรา แม้จะรับศิษย์ใหม่เข้ามามากมาย"

"แต่ถ้าเทียบกับความเร็วในการปั้นศิษย์ระดับล่างของสำนักพยัคฆ์ทมิฬแล้ว พวกเราก็ยังตามหลังพวกเขาอยู่ไกลโข"

"ผู้อาวุโสกู้ เทคโนโลยีวิถีเซียนฝั่งเจ้าล่ะ เป็นยังไงบ้าง..."

กู้ชิงเห็นซูฉางเกอทำท่าอึกอักเหมือนคนกล้าๆ กลัวๆ ก็เลยยิ้มแล้วตอบ "ในที่สุดก็ไม่ทำให้ท่านเจ้าสำนักต้องผิดหวัง เทคโนโลยีวิถีเซียนที่ข้าคำนวณเอาไว้เสร็จสมบูรณ์แล้ว"

"ข้าเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า เก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณ"

"เก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณรึ?"

ซูฉางเกอฟังแล้วก็งุนงง "ช่วยอธิบายรายละเอียดของเทคโนโลยีวิถีเซียนนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม"

"ได้สิ"

กู้ชิงยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อ

"เคล็ดวิชาเก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณที่ว่านี้ คือวิชาลับสุดโอหังที่ใช้หลอมรวมพลังวิญญาณในเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อยกระดับพรสวรรค์ของตัวเอง และช่วงชิงสายเลือดที่สืบทอดมาของสิ่งมีชีวิตนั้น"

"หากฝึกฝนเคล็ดวิชาลับนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับหลอมปราณ ขั้นสร้างฐาน หรือระดับแก่นทองคำ... ในแต่ละระดับขั้นใหญ่ จะสามารถหลอมรวมพลังสายเลือดของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติได้หนึ่งชนิด เพื่อนำมาปรับปรุงพรสวรรค์ของตัวเอง"

"ในทางทฤษฎี หากนำไปผสานกับพรสวรรค์เดิมของผู้ฝึกตน และวางแผนเลือกหลอมรวมเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ในระหว่างกระบวนการยกระดับพรสวรรค์ทั้งเก้าครั้ง ก็มีโอกาสที่จะควบแน่นกายาวิญญาณก่อเกิดได้"

"ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของตัวผู้ฝึกตนเองแล้ว..."

"เทคโนโลยีวิถีเซียนต่อให้ร้ายกาจแค่ไหน ก็ยังต้องอาศัยความพยายามของผู้ฝึกตนด้วย ถึงจะสามารถดึงอานุภาพของ 【เก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณ】 ออกมาได้อย่างเต็มที่"

กู้ชิงใช้วิถียุทธ์สายเลือดเป็นรากฐาน ผสมผสานกับกฎพื้นฐานธาตุเลือดสิบชนิดจนสร้างวิชาลับนี้ขึ้นมา หากประเมินตามมาตรฐานของรัฐเซียน ความล้ำลึกของมันก็ไม่ด้อยไปกว่าวิชาแท้จริงระดับปฐพีเลย

หากมีใครสามารถเดินตามเส้นทางวิชาลับนี้จนสำเร็จ ผลักดันไปถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งที่เก้า หรือควบแน่นกายาวิญญาณก่อเกิดได้

มูลค่าของวิชาลับนี้ก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีกระดับ

ซูฉางเกอฟังคำอธิบายจบ ประกายตาของเขาก็สว่างวาบ

ดี!

ร้ายกาจขนาดนี้ ถือว่าดีมาก

ถ้าเทคโนโลยีวิถีเซียนนี้ใช้งานได้ผลจริง ต่อให้เป็นตัวซูฉางเกอเองก็ยังต้องตาลุกวาว

ครู่ต่อมา

ซูฉางเกอข่มความตื่นเต้นในใจ แล้วพูดกับกู้ชิง

"ผู้อาวุโสกู้ ในเมื่อคำนวณเทคโนโลยีวิชาลับวิถีเซียนสำเร็จแล้ว เจ้าคิดว่าจะเริ่มเผยแพร่ในสำนักได้เมื่อไหร่?"

กู้ชิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง หันไปมองหยางซีที่อยู่ไม่ไกล แล้วเอ่ยปาก

"ท่านเจ้าสำนัก"

"ห่างจากการทดสอบดินแดนต้องห้ามครั้งก่อน ก็ผ่านมาสิบปีแล้วใช่ไหม?"

"อีกไม่นานจะมีการจัดทดสอบดินแดนต้องห้ามร่วมสี่สำนักเพื่อรวบรวมวัตถุดิบหลอมโอสถสร้างฐาน ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเผยแพร่กับกลุ่มศิษย์ที่จะเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้เลยก็แล้วกัน"

"ในดินแดนต้องห้ามมีสัตว์ประหลาดอยู่เยอะแยะ พอดีเลยที่จะให้พวกศิษย์ในสำนักไปรวบรวมสายเลือดสัตว์ประหลาดที่เข้ากับพรสวรรค์ของตัวเอง และสำเร็จการหลอมรวมสายเลือดครั้งแรกในดินแดนต้องห้ามไปเลย"

ซูฉางเกอฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย "ในดินแดนต้องห้ามของสี่สำนัก มีสัตว์ประหลาดที่พรสวรรค์ดีๆ อยู่เยอะจริงๆ นั่นแหละ"

"เอาล่ะ งั้นจัดการตามที่ผู้อาวุโสกู้ว่ามาเลยก็แล้วกัน"

"อืม จริงสิ"

"การทดสอบดินแดนต้องห้ามครั้งนี้ ผู้อาวุโสกู้จะไปที่นั่นด้วยไหม?"

ซูฉางเกอที่กำลังจะลุกเดินจากไป จู่ๆ ก็หันมาถาม

"ข้าคงไม่ไปหรอก"

"เมื่อแปดปีก่อน ผู้ดูแลเจี่ยนเซียงจู๋ทะลวงผ่านระดับแก่นทองคำไปแล้ว ตอนนี้น่าจะเรียกว่าผู้อาวุโสเจี่ยนเซียงจู๋แล้วสินะ"

เมื่อหลายปีก่อน นางถูกเจินเหรินห่าวเยี่ยนจากสำนักกระบี่ชื่อตี้กวนโมโหเอาไว้ไม่ใช่น้อย

"ให้ผู้อาวุโสเจี่ยนไปเถอะ!"

"ข้าคิดว่านางคงยินดีที่จะไปดินแดนต้องห้ามสี่สำนักอยู่แล้วแหละ"

"ถ้าทั้งสองคนได้เจอกันอีกครั้ง สีหน้าของเจินเหรินห่าวเยี่ยนคนนั้นคงจะดูน่าสนุกพิลึก..."

กู้ชิงหัวเราะ

"หึๆ"

ซูฉางเกอฟังแล้วก็หัวเราะตาม ก่อนจะพูดขึ้น "ถ้าอย่างนั้นก็ให้ศิษย์น้องเจี่ยนไปเถอะ หลายปีมานี้นางอัดอั้นตันใจมาตลอด ถือโอกาสนี้ไปเอาคืนให้สะใจไปเลย"

ทั้งสองคุยกันอีกสองสามประโยค ไม่นานซูฉางเกอก็ลุกขึ้นขอตัวลากลับ

การทดสอบดินแดนต้องห้ามครั้งนี้ ต้องเอาเทคโนโลยีวิถีเซียนที่กู้ชิงคำนวณมาไปพิสูจน์ เขาเลยต้องกลับไปคัดเลือกศิษย์หน่วยก้านดีๆ มาร่วมทดสอบสักหน่อย

พอกู้ชิงมองส่งซูฉางเกอเดินลับตาไป เขาก็หันไปมองผู้ช่วยชงชาที่ยืนอยู่ไม่ไกลอย่างหยางซี

"ซีเอ๋อร์!"

"ที่ข้าคุยกับท่านเจ้าสำนักซูเมื่อครู่ เจ้าคงได้ยินแล้วสินะ"

"ท่านอาจารย์"

"ท่านหมายความว่า จะให้ข้าเข้าร่วมการทดสอบดินแดนต้องห้ามครั้งนี้งั้นหรือ?"

หยางซีกำหมัดแน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

"ถูกต้อง"

"ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เจ้าผลักดันความเร้นลับพื้นฐานสองชนิดจนถึงระดับสิบแล้ว ถือว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของขั้นสร้างฐานพอดี"

"ก่อนจะเข้าร่วมการทดสอบ เจ้าต้องไปฝึกเคล็ดวิชาเก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณเสียก่อน"

กู้ชิงเอาบ่อเลือดที่ถูกหลอมจนกลายเป็นของวิเศษไปตั้งไว้ในอีกห้องหนึ่ง

จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วชี้แตะลงบนหน้าผากของหยางซี ถ่ายทอดข้อมูลของเคล็ดวิชาเก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณทั้งหมดเข้าไปในส่วนลึกของห้วงจิตสำนึกของนาง

"ท่านอาจารย์"

ผ่านไปพักใหญ่ หยางซีก็ดึงสติกลับมาได้

"ไปฝึกตนที่ห้องข้างๆ เถอะ"

"อืม"

หยางซีเดินไปที่ห้องข้างๆ ก้าวลงไปในบ่อเลือดแล้วนั่งขัดสมาธิลงกลางน้ำเลือด พอนางเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชาเก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณ น้ำเลือดในบ่อก็ค่อยๆ ซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อสร้างรากฐานให้กับนาง

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

เคล็ดวิชาพื้นฐานของนางก็ถูกแทนที่ด้วยแผนผังโคจรพลังที่สร้างจากวงจรอักขระวิญญาณสีเลือด

วงจรอักขระวิญญาณสีเลือดในตัวนาง มีความคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีวงจรพลังวิญญาณของรัฐเซียน

พลังงานในบ่อเลือดวาดวงจรอักขระวิญญาณสีเลือดขึ้นมาในร่างกายนางทีละเส้นๆ จนเปลี่ยนรากฐานเคล็ดวิชาของหยางซีไปอย่างสิ้นเชิง

โดยมีความเร้นลับแห่งสายเลือดเป็นรากฐาน

ระหว่างที่หยางซีกำลังโคจรพลัง 【เก้าเปลี่ยนโลหิตวิญญาณ】 กู้ชิงที่อยู่อีกห้องหนึ่งก็นั่งขัดสมาธิหลับตาลงเช่นกัน รอบกายของเขาเปล่งประกายวงแหวนแห่งฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์สีแดงออกมา

รากฐานวิถีที่สามกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงประหลาดบางอย่าง จิตสำนึกของกู้ชิงถูกดึงเข้ามาในมิติสีเลือด

ทั่วทั้งมิติถูกอาบชโลมไปด้วยสีแดงฉาน

เบื้องบนไร้ซึ่งดวงตะวัน จันทรา หรือหมู่ดาว

ส่วนเบื้องล่างคือทะเลเลือดที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ปุดๆ!

จังหวะนั้นเอง จู่ๆ ใต้ทะเลเลือดก็มีฟองอากาศผุดขึ้นมาเป็นสาย

เพียงไม่นาน

หน่อไม้สีเขียวอ่อนก็งอกทะลุผิวน้ำเลือดขึ้นมา และเติบโตกลายเป็นใบบัวสีเขียวมรกตด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็น

กู้ชิงส่งจิตสำนึกเข้าไปสัมผัสกับใบบัว

พริบตาต่อมา

กู้ชิงก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง

จบบทที่ บทที่ 161 มิติสีเลือด

คัดลอกลิงก์แล้ว