- หน้าแรก
- นางเซียนผู้เย็นชา ระบบเอาชะตานางมา
- ตอนที่ 127 ในที่สุดก็ได้เป็นอิ่นจื้อผิง
ตอนที่ 127 ในที่สุดก็ได้เป็นอิ่นจื้อผิง
ตอนที่ 127 ในที่สุดก็ได้เป็นอิ่นจื้อผิง
ภายในถ้ำมืดสลัวและเงียบสงัด มีเพียงเสียงฟืนปะทุจากกองไฟที่ฉู่โม่จุดขึ้น แสงไฟสีส้มแดงอาบไล้เงาร่างของทั้งสองให้วูบไหวไปมาตามจังหวะเปลวเพลิง
หนานกงชูซีนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหินที่ฉู่โม่เพิ่งสกัดให้ นางพยายามโคจรพลังเพื่อปรับลมหายใจให้คงที่
ใบหน้าล่มเมืองที่มักจะเย็นชาไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับแดงซ่านอย่างผิดปกติ แม้แต่ลำคอระหงและกระดูกไหปลาร้าอันประณีตก็ยังปรากฏสีชมพูระเรื่อชวนลุ่มหลง
นางกัดริมฝีปากล่างแน่น พยายามใช้ความเจ็บปวดเค้นสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายเอาไว้
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
เสียงหอบหายใจร้อนรุ่มดังก้องชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงัดภายในถ้ำ
ไร้ผล...
ทุกครั้งที่พลังวิญญาณโคจรครบหนึ่งวัฏจักร ความร้อนรุ่มที่แผดเผาหัวใจและเสียดแทงเข้ากระดูกกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับเขื่อนแตกที่พัดทำลายทุกอณูประสาทของนางจนย่อยยับ
สำหรับผู้ฝึกตนมนุษย์ทั่วไป หมอกเซียนสราญรมย์คือพิษราคะที่ร้ายกาจที่สุด
ทว่าสำหรับร่างกายมังกรแท้ที่นางภาคภูมิใจนักหนา กลับไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม... มันกลับเป็นเหมือนหยาดฝนที่โปรยลงมายังผืนดินอันแห้งผาก ร่างกายของนางดูดซับมันเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม!
ด้วยเหตุนี้ กายทิพย์ที่ต้านทานพิษร้อยชนิดของนางจึงไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งนี้
สันดานมังกร... มักมากในกาม...
สี่คำนี้ราวกับคำสาปมรณะที่ดังก้องอยู่ในหัวของนางไม่หยุด
ปกติแล้วเผ่ามังกรแท้จะมีอายุขัยยืนยาวมหาศาล
หนานกงชูซีในฐานะเผ่ามังกรยังถือว่าไม่บรรลุนิติภาวะอย่างแท้จริง สายเลือดในกายจึงยังไม่ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์
ยามปกติ นอกจากความยากอาหารแล้ว นางจึงแทบไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีก
ทว่าตอนนี้ หมอกเซียนสราญรมย์กลับเป็นดั่งกุญแจที่ฝืนปลดโซ่ตรวนในส่วนลึกของสายเลือดให้เปิดออก!
มันกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนและแรงปรารถนาอันดั้งเดิมที่สุดออกมาล่วงหน้าอย่างหมดจด!
เสียงของฉู่โม่ดังขึ้นเบื้องหน้า น้ำเสียงนั้นแฝงความห่วงใยอย่างพอเหมาะพอเจาะ
เขายื่นถุงน้ำที่บรรจุวารีวิญญาณใสสะอาดมาให้
"อาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง? ดื่มน้ำสักหน่อยไหม?"
หนานกงชูซีปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาของนางพร่าเลือนไปนานแล้ว
เบื้องหน้า... ร่างของลูกศิษดูบิดเบี้ยววูบไหวอยู่หลังเปลวไฟ ทว่ากลับแผ่ซ่านแรงดึงดูดอันร้ายกาจมหาศาล
นางได้กลิ่นอายความสดชื่นและกลิ่นกายบุรุษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากเขา
กลิ่นอายนั้นเปรียบเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นยอด ที่ทำให้สัตว์ร้ายในร่างนางซึ่งจวนเจียนจะคลุ้มคลั่ง หลุดออกจากกรงขังโดยสมบูรณ์!
สติสัมปชัญญะพังทลายลงในพริบตา
หนานกงชูซีสะบัดมือปัดถุงน้ำในมือฉู่โม่จนคว่ำ
นางจ้องมองเขาเขม็ง ดวงตาคู่งามที่เคยใสซื่อบัดนี้คลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งแรงอารมณ์ เสน่ห์เย้ายวนแผ่ซ่านพร้อมความก้าวร้าวที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ตัว
“อาจารย์..... อือ...”
เหนือเทือกเขาอันห่างไกล ตำหนักสำริดโบราณสูงหมื่นจั้งตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดินอย่างเงียบสงัด แผ่ซ่านกลิ่นอายบรรพกาลอันเข้มขลัง
ตำหนักโบราณหลุนหุย
ลำแสงสายหนึ่งฉีกกระชากนภากาศ ร่อนลงตรงหน้าประตูทองสัมฤทธิ์บานยักษ์อย่างเงียบเชียบ
ร่างของสวี่เฉิงผิงปรากฏขึ้น
เขามองดูรัศมีที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ซึ่งแท้จริงแล้วคือนิมิตประหลาดจากประตูตำหนักที่ปิดสนิท
สุดท้าย สายตาของเขาก็หยุดลงที่ร่องลึกสองร่องกลางประตูบานใหญ่
ตราประทับโบราณทั้งซ้ายและขวาฝังตัวอยู่อย่างสงบในนั้น
เขายื่นมือออกไปหยิบตราประทับทั้งสองชิ้นลงมาได้อย่างง่ายดาย
นิมิตประหลาดทั้งหมดมลายหายไปทันที
ตราประทับข้างซ้ายในมือให้ความรู้สึกอบอุ่น แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคมิติอันลึกล้ำ... เป็นของจริง
สำหรับตราประทับข้างขวา...
สวี่เฉิงผิงดีดนิ้วใส่เบาๆ ตราประทับนั้นก็ส่งเสียงสั่นสะเทือนหึ่งๆ ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา
สวี่เฉิงผิงยอมรับอยู่ในใจว่า เจ้าพวกเด็กเมื่อวานซืนจากพรรคมารกลุ่มนี้พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง
แต่น่าเสียดายที่วัสดุที่ใช้มันไม่ใช่
วัสดุที่ใช้สร้างตราประทับชิ้นนี้ไม่ใช่ของจากโลกเบื้องล่างเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เลียนแบบได้เหมือนเพียงใด ท้ายที่สุดก็เป็นได้แค่ของปลอม ไม่สามารถส่งพลังสะท้อนกับตราประทับซ้ายเพื่อเปิดตำหนักโบราณหลุนหุยได้จริงๆ
มันทำได้เพียงแค่สร้างนิมิตประหลาดตบตาคนเท่านั้น
เขาโยนเศษซากตราประทับขวาของปลอมทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเก็บตราประทับซ้ายของจริงเข้าสู่แหวนมิติด้วยความพึงพอใจ
อันที่จริง สวี่เฉิงผิงออกตามหาตราประทับซ้ายขวาของตำหนักโบราณหลุนหุยมาโดยตลอด
ในที่สุดเขาก็ได้มันมาครองชิ้นหนึ่งแล้ว
ขอเพียงแค่หาตราประทับข้างขวาที่เหลือให้พบ โอกาสวาสนาอันยิ่งใหญ่เหนือคณาจากแดนเบื้องบน... ก็อยู่แค่เอื้อม
สวี่เฉิงผิงหันหลังกลับ มองไปยังทิศทางของลานพิธีปราบมาร มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่แฝงความนัยบางอย่าง
หวังว่าหลานบุญธรรมไร้ค่าคนนั้น... คงจะไม่ทำให้เขาต้องผิดหวังหรอกนะ
ฉู่โม่นั่งขัดสมาธิ พลังวิญญาณรอบกายสั่นไหว กลิ่นอายพลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนานกงชูซีนั่งอยู่บนตักหันหน้าเข้าหาเขา สองแขนโอบรอบคอเขาไว้แน่น ศีรษะซบลงบนไหล่ ลมหายใจเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ
รอยแดงระเรื่อบนผิวพรรณของนางค่อยๆ จางหายไป กลับคืนสู่ความขาวผ่องนวลเนียนดุจหยกหิมะ ทว่านางยังคงหอบหายใจเล็กน้อย
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
ฉู่โม่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาสายหนึ่งแหลมคมดุจลูกศร
เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงพลังวิญญาณแรกกำเนิดที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุดสายหนึ่ง ซึ่งกำลังไหลเวียนไปตามแขนขาและกระดูกทั่วร่างกาย ชำระล้างทั้งเนื้อกายและเส้นลมปราณของเขาอย่างต่อเนื่อง
วิญญาณแรกกำเนิดอันบริสุทธิ์จากขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย... ผลลัพธ์ของมันช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ!
เพียงการบำเพ็ญคู่แค่ครั้งเดียว ระดับการฝึกตนของเขาก็ทะลวงจากขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง พุ่งทะยานสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายได้อย่างง่ายดายราวกับหักกิ่งไม้ผุ!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่การเลื่อนระดับธรรมดา
ฉู่โม่มั่นใจว่าด้วยพลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ทั่วไป เขาก็ยังรับมือได้สบาย
ในขอบเขตแก่นทองคำ เขาแทบจะไร้คู่ปรับ!
ในขณะที่ฉู่โม่กำลังดื่มด่ำกับพลังที่พลุ่งพล่านในกายด้วยความยินดี
จังหวะลมหายใจสม่ำเสมอของหนานกงชูซีในอ้อมอกก็พลันชะงักไป
สติสัมปชัญญะของนางค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา ดวงตาที่เคยพร่ามัวเริ่มกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง