เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 653 : เตรียมตัวผสานวิถี

บทที่ 653 : เตรียมตัวผสานวิถี

บทที่ 653 : เตรียมตัวผสานวิถี


บทที่ 653 : เตรียมตัวผสานวิถี

"ศิษย์น้องเฉิน"

"เจ้าคิดไตร่ตรองดีแล้วงั้นรึ?" ฟางฝูเหยาเน้นเสียงทีละคำ

"ข้าคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้วขอรับ"

เฉินซานซือกระชับหอกยาวในมือแน่น พร้อมกับย้ำคำเดิม

"ขอร้องศิษย์พี่ฟาง โปรดไว้ชีวิตสหายหลี่และพวกพ้องด้วยเถิด!"

เขาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน...ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่พุ่งมาจากจอมเซียนเเห่งวิถีดาบผู้นี้

เพียงแค่ความคิดเดียวของอีกฝ่าย ก็มากพอที่จะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงได้แล้ว

ทว่า...

ในวินาทีที่เขาเตรียมพร้อมจะงัดเอาวิชา 'การจุติใหม่' ออกมาใช้เพื่อหลบหนี แรงกดดันมหาศาลที่ปกคลุมอยู่ทั่วฟ้าดิน กลับค่อยๆเบาบางลงอย่างน่าประหลาดใจ

ฟางฝูเหยาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว

ดาบบินที่ปักคาอกของชิงหยางก็แตกสลายกลายเป็นผงธุลีไปในพริบตา

"เห็นแก่หน้าของศิษย์น้องข้า วันนี้ข้าจะละเว้นชีวิตพวกแกสักครั้ง ไสหัวไปซะ!" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"แค่กๆ——"

ชิงหยางกระอักเลือดคำโตออกมาก่อนจะสิ้นสติไปในทันที

หลี่กวนฟู่รีบเข้าไปพยุงร่างของเขา พร้อมกับหันมาถาม

"แล้วท่านล่ะ สหายเฉิน?"

"ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก" เฉินซานซือส่งกระแสจิตตอบกลับ "พวกท่านรีบหนีไปก่อนเถอะ"

...

หลี่กวนฟู่รู้ดีว่าต่อให้พวกรั้งอยู่ต่อ ก็คงไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงจำใจต้องแบกร่างของชิงหยางขึ้นหลัง แล้วพาคนอื่นๆหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว จนลับสายตาหายไปในที่สุด

"ขอบคุณมากขอรับศิษย์พี่ฟาง"

ภายในใจของเฉินซานซือรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

ดูเหมือนว่า...คนของสำนักหลัวเซียว ก็ยังไม่อยากจะแตกหักกับเขาเหมือนกันแฮะ

"ศิษย์น้องเฉิน"

ฟางฝูเหยาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา

"ช่วงที่ผ่านมานี้ ข้ายอมรับว่าพยายามกีดกันไม่ให้พวกนั้นเข้าใกล้เจ้าจริงๆแต่ข้าไม่ได้มีเจตนาจะกักขังหน่วงเหนี่ยวเจ้าแต่อย่างใด ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้เจ้าถูกคำพูดเหลวไหลของพวกนั้นปั่นหัวก็เท่านั้นเอง"

"เรื่องไหนถูกเรื่องไหนผิด ข้ามีวิจารณญาณมากพอที่จะตัดสินใจเองได้ และจนถึงตอนนี้ ข้าก็ยังไม่ได้ตกลงปลงใจเข้าร่วมกับสำนักสังหารเซียนเลยสักนิด"

"ดังนั้น ข้าหวังว่าต่อไปนี้ศิษย์พี่ฟาง จะไม่เข้ามาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของข้ามากจนเกินไปนะขอรับ" เฉินซานซือเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

"ข้าเข้าใจแล้ว" ฟางฝูเหยาพยักหน้ารับ

จากนั้น เฉินซานซือจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา โดยถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเซวี่ยเหอจุนเจ่อ

ฟางฝูเหยาจึงเล่าให้ฟัง

"เป็นไปตามที่ศิษย์น้องคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ข้าแสร้งทำเป็นทิ้ง 'หม้อเทียนหยวน' ของจริงไว้ที่ถ้ำตานเสีย แล้วแอบนำหม้อของปลอมติดตัวหนีออกมา

“ไอ้เซวี่ยเหอมันหลงกลตามมาจริงๆและติดกับดักค่ายกลที่ข้าวางเอาไว้ แต่เรื่องที่ข้าคาดไม่ถึงก็คือ...เสวียนหมิง ดันมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ด้วย”

"เสวียนหมิง? จ้าวอสูรน่ะรึขอรับ?"

เฉินซานซือจำได้ว่าเคยอ่านเจอในตำราโบราณ

เผ่าอสูรบนโลกเบื้องบนมีหลายเผ่าพันธุ์ และเผ่าอีกาทมิฬ ก็ถือเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ใหญ่ที่มีอำนาจมาก ส่วน 'จักรพรรดิบูรพาเสวียนหมิง' ก็คือจ้าวอสูรผู้นำเผ่าอีกาทมิฬนั่นเอง

"ใช่แล้ว"

"จักรพรรดิบูรพาเสวียนหมิงโจมตีค่ายกลจากภายนอกจนแตกพ่าย แล้วร่วมมือกับเซวี่ยเหอจุนเจ่อ มุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำตานเสียทันที

"แต่โชคยังดี...

"ข้าไหวตัวทัน รีบย้อนกลับไปชิงหม้อเทียนหยวนตัดหน้าพวกมันมาได้เสียก่อน แต่พอกลับมาหาเจ้า กลับไม่พบแม้แต่เงา ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า ก็เลยรีบตามหามาจนถึงที่นี่แหละ"

ในระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้น...บนท้องฟ้าด้านหลัง ก็ปรากฏกลุ่มเมฆดำทะมึนม้วนตัวถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์

"พวกมันตามมาทันแล้ว"

ฟางฝูเหยายื่นถุงเก็บของใบหนึ่งให้

"ศิษย์น้อง รับนี่ไป นี่คือหม้อเทียนหยวน เจ้ารีบพามันหนีกลับไปที่สำนักหลัวเซียวเดี๋ยวนี้เลย"

เฉินซานซือรับของมาถือไว้

"แล้วศิษย์พี่ล่ะขอรับ?"

"ข้าต้องอยู่รั้งท้ายพวกมันไว้ที่นี่ ขืนปล่อยพวกมันไป ไอ้เซวี่ยเหอกับเสวียนหมิงอาจจะไปลงควมแค้นด้วยการฆ่าล้างบางสำนักถ้ำตานเสียก็เป็นได้"

"ชิ้ง——"

ฟางฝูเหยายังพูดไม่ทันจบประโยค ร่างของเขาก็แปรสภาพเป็นลำแสงดาบพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที

ตัดผ่ากลุ่มเมฆดำทะมึนบนฟากฟ้าออกเป็นสองซีก

เฉินซานซือไม่รอช้า รีบกำของในมือแน่น แล้วหันหลังเร่งความเร็วหลบหนีไปทันที

หม้อเทียนหยวนใบนี้ ถือเป็นของวิเศษคู่บ้านคู่เมืองของถ้ำตานเสีย

มันไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติในการหลอมยา แต่ยังสามารถดูดซับและสกัดกั้นปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน เพื่อนำมาใช้ชำระล้างและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรได้อีกด้วย

การที่เซวี่ยเหอจุนเจ่อหมายปองหม้อใบนี้ คงเป็นเพราะต้องการนำไปใช้หลอมสร้างร่างกายมารรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเป็นแน่

ส่วนบรรพชนแห่งถ้ำตานเสีย ก็ถูกลอบโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อหลายปีก่อน

ดังนั้น ภาระหน้าที่ในการปกป้องหม้อเทียนหยวน จึงตกเป็นของสำนักหลัวเซียวไปโดยปริยาย

เขาเร่งความเร็วหลบหนีไปไกลนับหมื่นลี้

แม้เซวี่ยเหอจุนเจ่อจะตามมาไม่ทัน แต่กลับมีอุปสรรคชิ้นเบ้อเริ่มโผล่มาขวางทางอยู่เบื้องหน้าแทน

กูหงอิ่ง แห่งตำหนักเสินเซียว!

"หึหึ~"

เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์

"ข้าอุตส่าห์สะกดรอยตามพวกแกมาเป็นเดือนๆในที่สุดก็สบโอกาสที่แกอยู่ตัวคนเดียวสักที คราวนี้...ข้าอยากจะรู้จริงๆว่าจะมีใครหน้าไหนโผล่มาช่วยแกได้อีก!"

คำพูดเพิ่งจะหลุดจากปาก

ฝ่ามือสีทองอร่ามราวกับภูเขาห้านิ้ว ก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าหมายจะบดขยี้เขาให้แหลกคาที่

เฉินซานซือรีบกางอาณาเขตเพลิงสวรรค์ออกรับมือทันที

เขาควบคุมคลื่นทะเลเพลิงอันเกรี้ยวกราด ให้พุ่งทะยานเข้าปะทะกับฝ่ามือสีทองอย่างดุเดือด

หลังจากที่วิถียุทธ์ของเขาทะลวงเข้าสู่ระดับเจตจำนงเเห่งเทพขั้นปลาย ทั้งความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณและพลังที่แท้จริงของเขาก็ได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

การต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญระดับผสานวิถีในตอนนี้ จึงไม่ได้ตกเป็นรองจนทำอะไรไม่ได้เหมือนอย่างคราวก่อนๆแล้ว

แต่ถึงกระนั้น...ความห่างชั้นของระดับพลัง ก็ยังถือว่ากว้างใหญ่มหาศาลอยู่ดี

"ตูมมม——"

เมื่อพลังทั้งสองปะทะกัน ฝ่ามือขนาดยักษ์ก็ตบคลื่นทะเลเพลิงจนแตกกระจายสลายหายไปในพริบตา

ร่างของเฉินซานซือร่วงหล่นลงกระแทกพื้นดินอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่

บนฟากฟ้า

กูหงอิ่งยังไม่ยอมรามือ เขาสะบัดแขนเสื้อกว้างใหญ่ เล็งไปยังทะเลเมฆอันกว้างใหญ่และเทือกเขาสลับซับซ้อนเบื้องล่างเบาๆ

เพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งฟ้าดินก็พลันเปลี่ยนสี!

เทือกเขาที่ทอดยาวเป็นพันลี้ คดเคี้ยวไปมาราวกับกระดูกสันหลังของมังกร กลับถูกพลังมหาศาลที่มองไม่เห็นกระชากหลุดออกมาจากพื้นโลก ลอยละล่องขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงลิบ

ภูเขาขนาดยักษ์ถูกบีบอัดและย่อส่วนลงอย่างรวดเร็วเหนือฝ่ามือของกูหงอิ่ง

จากขนาดมหึมาหดเล็กลงจนเหลือเพียงตราประทับขนาดเท่าฝ่ามือ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยน้ำหนักอันมหาศาลของขุนเขานับพัน!

เมื่อตราประทับแห่งขุนเขาก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ กูหงอิ่งก็ดีดนิ้วส่งมันออกไปทันที

"วิ้ง——!"

เสียงสะเทือนอันหนักหน่วงกรีดร้องแหวกลม

ตราประทับขนาดจิ๋วที่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างห้วงมิติ พุ่งดิ่งลงมาหมายจะบดขยี้ศูนย์กลางของหุบเขาเบื้องล่าง!

เฉินซานซือยืนหยัดอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลประดุจฟ้าถล่ม เสื้อผ้าของเขาถูกพลังที่มองไม่เห็นฉีกทึ้งจนส่งเสียงดังพึ่บพั่บ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มปริร้าวและแตกสลาย

เขาไม่ได้หลบหลีก และไม่มีทางให้หลบหลีกได้ ทำได้เพียงยกหอกยาวสีเงินสว่างขึ้นตั้งรับ พร้อมกับเปลี่ยนสีของเปลวเพลิงในอาณาเขตให้กลายเป็นสีแดงคล้ำ

เพลิงเซียน!

หลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับเจตจำนงเเห่งเทพขั้นปลายแล้ว

นอกจากความสามารถในการต้านทานวิชาธาตุไฟของผู้อื่นแล้ว ความสามารถในการควบคุมกฎเกณฑ์แห่งไฟของเฉินซานซือเอง ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แม้การใช้เพลิงเซียนในตอนนี้จะยังคงส่งผลสะท้อนกลับที่รุนแรงต่อตัวเขาเอง แต่มันก็ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิตเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

"ตูมมม——"

มังกรไฟสีแดงคล้ำคำรามก้องพุ่งทะยานขึ้นมาจากทะเลเพลิง

ตราประทับที่อัดแน่นไปด้วยพลังของขุนเขานับพันลี้ ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีวันถูกทำลายได้

เมื่อปะทะเข้ากับมังกรไฟ มันกลับมีสภาพไม่ต่างจากถ้วยแก้วบางๆที่ถูกโยนลงไปในลาวาเดือดพล่าน รอยแตกร้าวเล็กๆที่ส่องประกายสว่างวาบเริ่มลุกลามไปทั่วพื้นผิวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระเบิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง

ไม่มีเศษซากปลิวว่อน และไม่มีฝุ่นควันคละคลุ้ง

ตราประทับขนาดยักษ์สลายกลายเป็นเพียงหมอกฝุ่นสีเหลืองดินเรืองแสงจางๆเมื่อถูกลมภูเขาพัดผ่าน มันก็ล่องลอยหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่ามันไม่เคยปรากฏขึ้นมาบนโลกใบนี้เลย

"เป็นไฟประหลาดที่ร้ายกาจไม่เบานี่!"

กูหงอิ่งแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน

"ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆว่าแกยังมีน้ำยาอะไรเหลืออยู่อีก!"

ยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ยกแขนขึ้นอีกครั้ง ท่วงท่าของเขาเชื่องช้าและสง่างาม ราวกับปรมาจารย์นักวาดภาพกำลังตวัดพู่กันลงบนผืนผ้าใบ

จากปลายแขนเสื้อ แสงสีเงินระยิบระยับนับไม่ถ้วนพุ่งกระฉูดออกมาดั่งสายน้ำแห่งดวงดาว

ในตอนแรกมันดูเหมือนฝุ่นผงเล็กจิ๋ว แต่ทันทีที่สัมผัสกับแสงสว่างภายนอก มันก็พองขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว แปรสภาพเป็นเม็ดทรายผลึกสีเงินที่มีเหลี่ยมมุมคมกริบและหมุนคว้างอยู่ตลอดเวลานับร้อยล้านเม็ด

"ซ่า ซ่า ซ่า——"

เม็ดทรายผลึกนับร้อยล้านเสียดสีและหมุนวน ราวกับห่าฝนดาวตกที่กำลังจะพุ่งถล่มลงมาปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน

ฝนดาวตกถล่มปฐพี!

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิชาศักดิ์สิทธิ์!

หากเฉินซานซือคาดเดาไม่ผิดล่ะก็ หมอนี่น่าจะสำเร็จวิชา 'ผสานวิถี' ใน 'วิถีแห่งวิชา' ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้วิชาและวิชาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆได้อย่างคล่องแคล่วและพลิกแพลงได้ดั่งใจนึก

ขืนยืดเยื้อต่อไป เขาคงไม่ใช่คู่ต่อสู้แน่ๆ

เฉินซานซือตวาดก้อง รวบรวมพลังทั้งหมดในอาณาเขตเพลิงสวรรค์ บีบอัดมันให้กลายเป็นดวงอาทิตย์สีแดงคล้ำดวงโต ก่อนจะผลักมันพุ่งสวนขึ้นไปข้างหน้าอย่างสุดแรง

ในชั่วพริบตา...ดวงอาทิตย์ที่สว่างเจิดจ้า ก็ลอยเด่นขึ้นสู่ท้องฟ้า!

เหล่าดวงดาวสีเงินพวกนั้น เมื่อถูกความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์แผดเผา ต่างก็ค่อยๆละลายกลายเป็นเพียงจุดแสงเล็กๆขนาดเท่าฝุ่นผง ก่อนจะสลายหายไปในอากาศจนหมดสิ้น

กูหงอิ่งแค่นเสียงเย็นชา "ต่อให้ไฟของแกจะร้ายกาจแค่ไหน มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าตัวแกนั้นอ่อนแอไม่ได้หรอกน่า!"

เขาใช้เท้าเหยียบอากาศแหวกฝ่าเศษเสี้ยวเปลวเพลิงที่หลงเหลืออยู่จนแตกกระจาย

ในจังหวะที่เขากำลังจะลงมือโจมตีซ้ำ เขากลับพบว่า...หุบเขาเบื้องล่างนั้นว่างเปล่าไร้ร่องรอยของผู้คนเสียแล้ว!

เงาร่างของเฉินซานซือ กำลังกระพริบวูบวาบและหายลับไปที่ปลายเส้นขอบฟ้า

"ไอ้ฟางฝูเหยามันกำลังรับศึกหนักสู้แบบหนึ่งต่อสองอยู่ คงปลีกตัวมาช่วยแกไม่ทันหรอกน่า"

"ข้าอยากจะรู้นัก ว่าแกจะหนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหนได้!" กูหงอิ่งสบถด้วยความโกรธแค้น

เขาร่ายมนตร์อีกครั้ง ปีกสีทองอร่ามหนึ่งคู่กางออกจากแผ่นหลัง เขากระพือปีกเบาๆพุ่งทะลวงเข้าสู่มิติแห่งความว่างเปล่า และไล่ล่าตามเฉินซานซือไปอย่างไม่ลดละ

….

ท่ามกลางหมู่เมฆหนาทึบ

เฉินซานซือต้องคอยกลืนกินเม็ดยาเพื่อฟื้นฟูพลังเวทอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาความเร็วในการหลบหนีจากการใช้ 'วิชาเผาผลาญโลหิต' ขั้นสุดยอดถึงสามเท่าตัว

ระหว่างทางเขายังต้องคอยโยนหุ่นเชิดที่มีกลิ่นอายของตัวเองปะปนลงไป และวางค่ายกลลวงตาสารพัดรูปแบบเพื่ออำพรางเส้นทางที่แท้จริง

การหลบหนีครั้งนี้...กินเวลาต่อเนื่องยาวนานถึงกว่าสิบวัน!

จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว จึงแวะพักเหนื่อยที่ตลาดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นทางผ่าน

'วิชาเผาผลาญโลหิต' เป็นวิชาที่ต้องเผาผลาญหยดเลือดแก่นแท้…เพื่อกระตุ้นให้วิชาหลบหนีมีประสิทธิภาพสูงสุด

ต่อให้เฉินซานซือในตอนนี้จะบรรลุถึงระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลายแล้ว เขาก็ไม่สามารถทนรับผลข้างเคียงจากการใช้วิชานี้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดการหลบหนีอย่างมาราธอนนี้ เขาได้ผลาญเม็ดยาที่พกติดตัวมาจนเกลี้ยง เขาจึงจำเป็นต้องแวะซื้อวัตถุดิบเพื่อนำมาปรุงยาตุนไว้เสียหน่อย

"เถ้าแก่ ขอซื้อ——"

เฉินซานซือแวะเข้าไปในร้านขายของ จัดการกว้านซื้อวัตถุดิบมาได้จำนวนหนึ่ง แล้วเตรียมตัวจะออกเดินทางต่อ

แต่ทว่า...พอเขาหมุนตัวกลับ ก็ดันเดินไปชนเข้ากับเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

นางคือ——

ลูกศิษย์ของลั่วอวิ๋นซูนี่นา!

เวรเอ๊ย!

เฉินซานซือขมวดคิ้วมุ่น จิตสังหารพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที

"นี่ นี่ เจ้าจะทำอะไรน่ะ?"

เถาจั๋วหัวถอยหลังกรูดไปหลายก้าว

"โผล่มาก็ทำท่าจะฆ่าจะแกงกันเลย เจ้าเป็นพวกมารนอกรีตหรือไงเนี่ย?"

เฉินซานซือพยายามข่มอารมณ์ให้สงบลง

เขาฆ่านางไม่ได้หรอก

ในเมื่อนางกล้าเสนอหน้ามาอยู่ที่นี่ ลั่วอวิ๋นซูก็ต้องซ่อนตัวอยู่แถวๆนี้อย่างแน่นอน

"ดูจากสภาพมอมแมมของเจ้าแล้ว คงเพิ่งจะหนีตายจากการถูกไล่ล่ามาล่ะสิ?"

เถาจั๋วหัวลูบคางพลางวิเคราะห์

"ถ้าจะหนีจากที่นี่กลับไปที่สำนักหลัวเซียว อย่างน้อยๆก็ต้องใช้เวลาอีกตั้งสองเดือนเชียวนะ สองเดือนเนี่ย...ต่อให้ตาแก่แซ่กูมันจะโง่ดักดานแค่ไหน มันก็คงตามหาเจ้าเจอจนได้แหละ เป็นไงล่ะ...ให้นางฟ้าคนนี้ช่วยเอาไหม?"

"ไม่ต้อง"

เฉินซานซือเดินเบี่ยงหลบนางไป

ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้ปวดหัว...

เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางตั้งใจจะใช้เรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรอง เพื่อบีบบังคับให้เขายอมมอบโชคชะตาแห่งโลกมนุษย์ที่อยู่บนตัวเขาให้

"เจ้านี่มันโง่หรือบ้ากันแน่เนี่ย?"

เถาจั๋วหัวเดินตามตื๊อไม่เลิก

"โชคชะตาหายไป วันหน้าเจ้าก็ไปแย่งกลับคืนมาใหม่ได้ แต่ถ้าชีวิตเจ้าจบสิ้นลง ทุกอย่างมันก็สูญเปล่านะ!"

"ถ้าพวกเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะลงมือฆ่าข้าล่ะก็...งั้นพวกเราก็แยกย้ายกันตรงนี้เถอะ"

เฉินซานซือคร้านจะต่อปากต่อคำ ร่างของเขาเปลี่ยนเป็นลำแสงเปลวเพลิง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที

"เฮ้อ...เป็นคนที่รับมือยากจริงๆแฮะ!"

เถาจั๋วหัวบ่นอุบอิบ

"ท่านอาจารย์ ข้าว่าพวกเราจัดการขั้นเด็ดขาดไปเลยดีกว่า ไม่ต้องไปกลัวไอ้ติงซิวอะไรนั่นหรอก มันจะกล้าฆ่าพวกเราเชียวรึ?"

"มันกล้าสิ"

ลั่วอวิ๋นซูปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ทอดสายตามองแผ่นหลังของเฉินซานซือที่กำลังห่างออกไปเรื่อยๆ

"รออีกสักหน่อยเถอะ อย่างไรเสีย...ก็ต้องมีสักวันที่เขาจะต้องบากหน้ามาอ้อนวอนขอร้องพวกเราเองนั่นแหละ"

…..

'เพิ่งจะหนีรอดมาได้แท้ๆ'

เฉินซานซือรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก

นับตั้งแต่เขาทะลวงมิติขึ้นมา

ทุกย่างก้าว ทุกการกระทำ ล้วนตกอยู่ภายใต้การจับตามองของบรรดาเซียนเหล่านี้มาโดยตลอด

แทบจะเรียกได้ว่า ไม่ว่าเขาจะหนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหน ก็มักจะมีคนตามติดเป็นเงาตามตัวอยู่เสมอ

"มาอีกแล้วรึ?"

เฉินซานซือขมวดคิ้วแน่น

เขาสัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของใครบางคน ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วสูงจากทางด้านหลัง

ระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลายงั้นรึ?

คันธนูร้อยกวางไล่จันทร์ปรากฏขึ้นในมือของเขาอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนั้น เงาแขนสีทองนับร้อยนับพันก็โผล่ออกมาจากด้านหลัง ช่วยกันดึงสายธนูจนตึงเปรี๊ยะ พลังวิญญาณระหว่างฟ้าดินถูกสูบมารวมกันอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นลูกศรแสงที่พร้อมจะพุ่งทะลวงเป้าหมาย

"สหายเฉินซานซือ ข้าเอง!"

เสียงที่คุ้นหูดังแว่วมาจนเฉินซานซือถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง

เขาเพ่งมองให้ชัดๆ ก็เห็นลำแสงสีเลือดพุ่งตรงมาทางเขา ก่อนจะหยุดชะงักห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยก้าว

เมื่อลำแสงสีเลือดจางหายไป ก็เผยให้เห็นใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี

หวังจวิ้น!

"เป็นเจ้านี่เอง?" เฉินซานซือค่อยๆลดคันธนูลง "สหายหวัง มาทำอะไรที่นี่งั้นรึ?"

หวังจวิ้นค่อยๆอธิบาย

"สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า 'มณฑลอู๋เป่ย' เป็นอาณาเขตภายใต้การดูแลของ 'สำนักอู๋ซิง' หนึ่งในแปดมหาสำนักเซียนสูงสุด ตอนนี้ข้ามีตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสสายนอกของสำนักอู๋ซิง ถ้ำพำนักของข้าก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นักหรอก

"วันนี้ข้าแค่ออกมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยในตลาด แล้วบังเอิญเห็นคนใช้วิชาเผาผลาญโลหิตบินผ่านหัวไป ข้าก็เดาได้ทันทีเลยว่าเป็นสหายเฉินซานซือ ก็เลยรีบเหาะตามมาดูนี่แหละ

"สหายเฉินซานซือ ดูท่านกำลังรีบร้อนพิกล หรือว่ากำลังเจอเรื่องลำบากอะไรงั้นรึ?"

"อืม"

"เอาไว้มีโอกาสค่อยมานั่งคุยรำลึกความหลังกันก็แล้วกัน ตอนนี้ข้าต้องรีบไปก่อนล่ะ"

"ถ้าเรื่องที่สหายเฉินซานซือกำลังเผชิญหน้าอยู่มันยุ่งยากนักล่ะก็ จะแวะไปกบดานที่ถ้ำพำนักของข้าก่อนก็ได้นะ"

หวังจวิ้นเสนอ

"สำนักอู๋ซิงมีอิทธิพลและหน้าตาในโลกเบื้องบนพอสมควร น่าจะช่วยคุ้มครองสหายได้สักระยะหนึ่ง"

เฉินซานซือเริ่มคิดทบทวนอย่างจริงจัง

ก็จริงอย่างที่เถาจั๋วหัวพูดไว้เมื่อครู่นี้

ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากสำนักหลัวเซียวมากเกินไป คงหนีกลับไปไม่ทันแน่ๆและคงจะถูกกูหงอิ่งไล่ตามจนทันในไม่ช้า

วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในตอนนี้...ไม่หาคนมาช่วยสู้ ก็ต้องรีบทะลวงเข้าสู่ระดับผสานวิถี แล้วฆ่าไอ้หมอนั่นทิ้งซะ

ส่วนฟางฝูเหยาในตอนนี้ น่าจะยังติดพันการต่อสู้กับจอมเซียนสองคนจากเผ่ามารและเผ่าอสูรอยู่ ไม่อย่างนั้นคงจะรีบตามมาสมทบตั้งนานแล้ว

สำหรับการทะลวงระดับผสานวิถีนั้น...

เขาได้เตรียมตัวและสะสมพลังมามากพอแล้ว วัตถุดิบสำหรับปรุงยาเทียนต้าว ทางสำนักหลัวเซียวก็จัดหามาให้เกือบจะครบถ้วนแล้ว สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้ ก็แค่สถานที่ที่เงียบสงบและปลอดภัยเท่านั้น

ถ้าสามารถเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักอู๋ซิงได้ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว

พูดถึงหวังจวิ้นคนนี้...แม้ว่าเขาจะทะลวงมิติขึ้นมายังโลกเบื้องบนแล้ว แต่เขาก็ยังคงให้เกียรติและพูดจาสุภาพกับเฉินซานซือเหมือนเดิม ไม่เคยแสดงท่าทีกำเริบเสิบสานหรือลืมบุญคุณเลย

แถมเขายังใช้เวลาเพียงไม่กี่ร้อยปี ก็สามารถทะลวงขึ้นมาถึงระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลายได้แล้ว ประกอบกับมีวิญญาณดาบมารคอยคุ้มครองอยู่ด้วย ฝีมือและระดับพลังของเขาคงไม่ด้อยไปกว่าเฉินซานซือสักเท่าไหร่ อนาคตจะต้องกลายเป็นยอดฝีมือที่น่าเกรงขามอย่างแน่นอน

"สหายหวัง ต้องการให้ข้าตอบแทนด้วยเรื่องอะไร ก็พูดมาตรงๆได้เลย" เฉินซานซือเอ่ยถามตรงๆ

ด้วยความที่รู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือฟรีๆแน่

"แหม...ปิดบังอะไรสหายเฉินซานซือไม่ได้เลยจริงๆ"

หวังจวิ้นยิ้มแห้งๆด้วยความเขินอายเมื่อถูกจับไต๋ได้

"เรื่องมันเป็นแบบนี้ เมื่อไม่นานมานี้ ข้าได้รวบรวมวัตถุดิบมาได้จำนวนหนึ่ง กะว่าจะนำมาใช้ปรุงยาสักหม้อ

“แต่ปัญหาคือ...วัตถุดิบพวกนี้มันหายากมากๆถ้าเกิดปรุงพลาดจนสูญเสียไปล่ะก็ โอกาสที่จะหามาได้อีกเป็นชุดที่สอง คงเป็นไปได้ยากเต็มที

"ผู้อาวุโสฝ่ายปรุงยาของสำนักอู๋ซิง บอกข้าว่าเขามีโอกาสทำสำเร็จแค่สองส่วนเท่านั้น ข้าฟังแล้วก็ไม่ค่อยจะมั่นใจเท่าไหร่

“ตอนแรกกะว่าจะออกเดินทางไปหาผู้อาวุโสคนอื่นๆที่เก่งเรื่องการปรุงยาให้ช่วยทำให้ แต่ดันมาบังเอิญเจอสหายเฉินซานซือเข้าที่นี่พอดี ข้าก็เลยอยากจะขอรบกวนให้ท่านช่วยปรุงยาหม้อนี้ให้หน่อยน่ะ

"ข้าดูโหงวเฮ้งสหายเฉินซานซือแล้ว ท่านก็น่าจะใกล้ถึงเวลาทะลวงระดับผสานวิถีแล้วใช่ไหมล่ะ? ถ้าอย่างนั้น ยาหม้อนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรกับท่านแล้วล่ะมั้ง

"ถ้าเกิดปรุงยาสำเร็จในครั้งเดียว ข้าจะแบ่งให้ท่านเม็ดหนึ่งเป็นของตอบแทนก็แล้วกัน"

เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมีเรื่องมาขอร้องให้ช่วย เฉินซานซือก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที หลังจากใช้เวลาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าตอบตกลง

"ตกลง…ยาหม้อนี้ เดี๋ยวข้าจะจัดการปรุงให้ท่านเอง

"แต่ว่านะ...ข้าคงต้องขอพักอาศัยอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งล่ะนะ"

"ไม่มีปัญหา!"

หวังจวิ้นตอบรับด้วยความยินดีปรีดา

"ถือว่าเราตกลงกันตามนี้นะ"

…………..

จบบทที่ บทที่ 653 : เตรียมตัวผสานวิถี

คัดลอกลิงก์แล้ว