- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1535 โรงงานเหล็ก
ตอนที่ 1535 โรงงานเหล็ก
ตอนที่ 1535 โรงงานเหล็ก
ภายในเมืองอีหลี ชาวเมืองที่มุงดูต่างแหงนหน้ามองท้องฟ้า ทอดสายตาส่งลานเรือนแต่ละหลังที่ลอยข้ามหัวไป ซ้ำยังได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังลอดออกมาจากข้างใน
หลายคนรู้สึกโชคดีที่ไม่เลือกเป็นศัตรูกับเมืองเต่าทมิฬ แต่เลือกที่จะย้ายออกตามเวลาที่กำหนด
หลังจากที่มู่เหลียงจัดการย้ายพวกหัวดื้อออกไปหมดแล้ว เขาก็ใช้พลังอย่างชำนาญ สร้างกำแพงสูงห้าเมตรล้อมรอบพื้นที่ที่ถูกล้อมด้วยเสาดินหินเอาไว้
ส่วนกองทหารรักษาเมืองหนึ่งพันนายนั้น ก็ไปยืนประจำการอยู่บนกำแพงเมืองเพื่อคอยคุ้มกันต่อไป
"เริ่มการรื้อถอน"
มู่เหลียงหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกไป ครอบคลุมพื้นที่ที่ถูกล้อมด้วยกำแพงสูง
ครืนนนน
ท่ามกลางเสียงกึกก้องกัมปนาท สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในพื้นที่ที่ถูกล้อมไว้พังทลายลง ดินและหินลอยตัวขึ้นไปในอากาศ ท้ายที่สุดก็ไปรวมตัวกันที่กำแพงสูงห้าเมตร ก่อตัวเป็นกำแพงย่านการค้าที่มีความสูงสิบเมตรและหนาห้าเมตร
จากนั้นมู่เหลียงก็รื้อถอนกำแพงเมืองส่วนที่อยู่ในย่านการค้าออกไป ทำให้ได้ดินและหินเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งสามารถนำมาใช้สร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ได้
นอกเหนือจากนี้ ลานเรือนของขุนนางบางหลังที่ถูกรื้อถอนไป ยังเหลือไม้ทิ้งไว้ไม่น้อย ซึ่งล้วนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งสิ้น
ภายในพระราชวัง สิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดคืออาคารสูงห้าหกชั้นที่สร้างโดยใช้เหล็กเบาลายม่วงเป็นโครงสร้างหลัก
ในเวลานี้ซูหลินอีซือและลุงจางกำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าอาคาร จ้องมองดินและหินที่ลอยอยู่ไกลๆ
ลุงจางกล่าวด้วยความหวาดกลัว
"น่ากลัวเกินไปแล้ว พลังนี้สามารถถล่มเมืองอีหลีให้ราบเป็นหน้ากลองได้เลย"
ซูหลินอีซือพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ความแข็งแกร่งของมู่เหลียง น่าจะถึงระดับราชันแล้ว"
"อาจจะเป็นระดับจอมราชันก็ได้พ่ะย่ะค่ะ"
ลุงจางกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ซูหลินอีซือสะท้านในใจ อาณาจักรหลานหลูโปไม่ได้มียอดฝีมือระดับจอมราชันปรากฏตัวมานานแค่ไหนแล้ว?
เธอลองนึกดู ในช่วงหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ภายในอาณาจักรหลานหลูโปไม่เคยมียอดฝีมือระดับจอมราชันปรากฏตัวขึ้นเลย
ซูหลินอีซือหันไปมองลุงจาง เขาเป็นอัศวินระดับแปด ในอนาคตจะมีความหวังกลายเป็นยอดฝีมือระดับราชันหรือไม่?
ครืนนนน~~~
เสียงดังกึกก้องแว่วมาจากที่ไกลๆ อีกครั้ง ซูหลินอีซือรีบเงยหน้าขึ้นมอง
บริเวณที่ดินของย่านการค้า มู่เหลียงได้ปรับพื้นดินให้เรียบใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็ขุดร่องน้ำสำหรับระบายน้ำเสียลงบนพื้น และใช้กระจกเคลือบสร้างท่อระบายน้ำเสียฝังลึกลงไปใต้ดิน
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ มู่เหลียงถึงได้เริ่มสร้างอาคารต่างๆ
สิ่งแรกที่สร้างคือภัตตาคารเต่าทมิฬ โดยเตรียมจะสร้างไว้ที่ตำแหน่งใจกลางของย่านการค้าแห่งใหม่
"ขึ้น"
เมื่อจิตนึกคิดของมู่เหลียงขยับ กระจกเคลือบก็ควบแน่นออกมา ฝังลึกลงไปใต้ดินยี่สิบเมตร รากฐานของภัตตาคารเต่าทมิฬก็ถูกวางเสร็จสรรพ จากนั้นกระจกเคลือบก็ควบแน่นก่อตัวสูงขึ้นไปทีละชั้นๆ
เพียงเวลาสั้นๆ สิบนาที อาคารสูงสามสิบเมตรที่แบ่งออกเป็นสิบชั้นก็ตั้งตระหง่านขึ้นจากพื้นดิน
ภัตตาคารเต่าทมิฬแห่งใหม่ดูคล้ายกับเจดีย์ ด้วยการออกแบบที่ฐานกว้างและยอดแคบ
ฉินยูแหงนหน้ามองพลางพึมพำแผ่วเบา
"ภัตตาคารเต่าทมิฬแห่งที่สี่"
แห่งแรกคือภัตตาคารเต่าทมิฬในถนนการค้าของเมืองเต่าทมิฬ แห่งที่สองคือภัตตาคารเต่าทมิฬในเมืองซาลุนเอ๋อ แห่งที่สามคือภัตตาคารเต่าทมิฬในเมืองหลวงซีฮว๋า และภัตตาคารเต่าทมิฬที่อยู่ตรงหน้านี้คือแห่งที่สี่
แววตาของฉินยูทอประกายวาบ จะมีสักวันหรือไม่ ที่เมืองหลวงของทุกอาณาจักรในทวีปนี้ จะมีภัตตาคารเต่าทมิฬถูกสร้างขึ้นมา?
การกระทำของมู่เหลียงยังคงดำเนินต่อไป อาคารหลายหลังตั้งตระหง่านขึ้นมา มีทั้งอาคารที่พักอาศัย รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์อย่างโรงภาพยนตร์
วืด วืด วืด
ฉินยูหันหลังกลับไปมองทางทิศที่ตั้งของเมืองเต่าทมิฬ เครื่องบินขนาดเล็กลำหนึ่งบินมาจากแดนไกล และกำลังร่อนลงจอดในตำแหน่งที่เธอยืนอยู่
ฉินยูถอยหลังไปสองสามก้าว จ้องมองดูเครื่องบินลงจอดและเปิดประตูห้องโดยสารออก หยู่ฉินหลานและลี่เยว่พร้อมกับคนอื่นๆ ก้าวเดินออกมา
"ย่านการค้าแห่งใหม่ใหญ่ใช้ได้เลยนะ"
หยู่ฉินหลานกวาดสายตามองดูรอบๆ หนึ่งรอบ ในมือถือสมุดบันทึก หยิบดินสอขึ้นมาขีดเขียนวาดรูปบนนั้น
"พี่ฉินหลาน"
ฉินยูพยักหน้าทักทาย
หยู่ฉินหลานยิ้มตอบ เอ่ยอย่างสง่างาม
"ถ้าตอนนี้เธอไม่มีธุระอะไร ไปพระราชวังกับฉันสักหน่อย"
"ตกลง"
ฉินยูตอบตกลงในทันที
"ลี่เยว่ เธออยู่ที่นี่คอยดูว่าเดี๋ยวมู่เหลียงจะมีการมอบหมายงานอะไรหรือเปล่า"
หยู่ฉินหลานกำชับทิ้งท้ายก่อนจากไป
ลี่เยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"เข้าใจแล้ว"
หยู่ฉินหลานเดินตามฉินยูไป มุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของพระราชวังในเมืองชั้นใน
กว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองก็มาถึงหน้าพระราชวัง ดึงดูดความสนใจของอัศวินเฝ้าประตู
อัศวินภายในพระราชวังล้วนเป็นคนที่เพิ่งได้รับการคัดเลือกมาใหม่ในช่วงสองวันนี้ โดยได้รับการฝึกฝนจากกลุ่มคนชุดดำที่คอยติดตามซูหลินอีซือมาตลอด
หยู่ฉินหลานกล่าวอย่างสง่างาม
"เข้าไปแจ้งให้ราชินีของพวกนายทราบที บอกว่าเลขาของเมืองเต่าทมิฬมาแล้ว อยากขอเข้าเฝ้าเพื่อปรึกษาหารือเรื่องสลัม"
อัศวินเฝ้าประตูได้ยินเช่นนั้นก็ร้องอุทานเบาๆ ไม่กล้าเพิกเฉยต่อฉินยูและหยู่ฉินหลาน รีบทำความเคารพแล้วกล่าว
"ใต้เท้าทั้งสองโปรดรอสักครู่ กระผมจะเข้าไปแจ้งให้เดี๋ยวนี้"
เขากล่าวจบก็หันหลังวิ่งเข้าไปในพระราชวัง แทบจะอยากก้าวเท้าให้ได้ไกลสิบกว่าเมตรในก้าวเดียว วิ่งตะบึงหายไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปไม่กี่นาที อัศวินที่เข้าไปแจ้งก็กลับมา ด้านหลังยังมีคุณลุงผมหงอกขาวเดินตามมาด้วย ซึ่งก็คือลุงจางนั่นเอง
เมื่อลุงจางเห็นฉินยูและหยู่ฉินหลาน ภายในใจก็ตื่นตัวขึ้นมา
"ที่แท้ก็คือใต้เท้าหยู่ฉินหลานนี่เอง"
ตอนที่เขาและซูหลินอีซือไปที่เมืองเต่าทมิฬ เขาเคยเห็นหยู่ฉินหลานมาก่อน รู้ว่าเธอมีสถานะที่สูงส่ง เป็นถึงผู้มีอำนาจอันดับสองของเมืองเต่าทมิฬ อีกทั้งความแข็งแกร่งของเธอก็ไม่ด้อยเลย
"พาฉันไปพบราชินีของพวกนายที"
หยู่ฉินหลานเอ่ยอย่างสง่างาม
"ได้ ขอรับ เชิญตามข้าน้อยมาทางนี้"
ลุงจางผายมือเชิญ
ทั้งสองเดินตามลุงจางเข้าไปในพระราชวัง เดินผ่านบันไดยาวเหยียดมาถึงตำหนักหลัก ซูหลินอีซือกำลังรออยู่แล้ว
"ท่านฉินหลาน ได้พบกันอีกแล้วนะ"
ซูหลินอีซือยิ้มรับ พลางผายมือเชิญให้ทั้งสองนั่งลง
"ขอแสดงความยินดีที่ความปรารถนาลุล่วง องค์ราชินี"
หยู่ฉินหลานกล่าวแสดงความยินดีด้วยท่าทีที่ไม่ถ่อมตัวและไม่แข็งกร้าวเกินไป
มุมปากของซูหลินอีซือยกขึ้น กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
"เรื่องนี้ต้องขอบคุณท่านมู่เหลียงที่ให้ความช่วยเหลือ มิฉะนั้นก็คงไม่อาจมานั่งในตำแหน่งนี้ได้หรอก"
หยู่ฉินหลานยิ้มบางๆ แต่ไม่รับคำพูดนั้น
รอยยิ้มบนมุมปากของซูหลินอีซือลดลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ท่านฉินหลาน การมาเยือนในครั้งนี้มีธุระอันใดหรือ?"
หยู่ฉินหลานช้อนตามองพร้อมเอ่ยอย่างสง่างาม
"ย่านการค้าแห่งใหม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว ในภายหลังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก ฉันหวังว่าฝ่าบาทจะให้ความร่วมมือ อนุญาตให้ชาวบ้านในสลัมเข้ามาทำงานในย่านการค้าได้"
การก่อสร้างย่านการค้าแห่งใหม่ เป็นไปไม่ได้ที่จะเกณฑ์คนจำนวนมากมาจากเมืองเต่าทมิฬ ทำได้เพียงเปิดรับสมัครจากเมืองอีหลี จากนั้นให้คนจากโรงงานตกแต่งมาเป็นผู้ดูแลและควบคุม เพื่อให้งานตกแต่งในภายหลังเสร็จสมบูรณ์
ซูหลินอีซือยิ้มถาม
"เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ต้องการให้ฉันทำอะไรบ้าง?"
หยู่ฉินหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อย่างแรกเลย อย่าขัดขวางชาวบ้านในการเข้าเมืองอีหลี และอย่าเรียกเก็บค่าผ่านประตูเข้าเมืองเพิ่มจากพวกเขา"
"ได้"
ซูหลินอีซือพยักหน้ารับอย่างใช้ความคิด
หยู่ฉินหลานกล่าวต่อ
"และอีกข้อหนึ่ง ช่วยประชาสัมพันธ์กฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬ ทางที่ดีที่สุดคือให้ฝ่าบาททรงออกพระราชกฤษฎีกาด้วยพระองค์เอง เพื่อรับรองว่ากฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬมีผลบังคับใช้ภายในย่านการค้า"
การให้ชาวบ้านเข้าไปทำงานในย่านการค้า ขุนนางของเมืองอีหลีอาจจะไม่พอใจ และหลังจากนั้นความขัดแย้งก็คงมีไม่น้อย ดังนั้นการเผยแพร่กฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬให้เป็นที่รู้จักจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
"ข้อนี้ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน"
ซูหลินอีซือพยักหน้าอีกครั้ง
ภายในใจของเธอยังมีความคิดอื่นอยู่อีก นั่นก็คือในอนาคตเมืองอีหลีก็จะบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬด้วย ถึงแม้จะดูไร้เดียงสาไปสักหน่อย แต่มันก็คุ้มค่าที่จะพยายามเพื่อสิ่งนั้น
"เรื่องสุดท้าย นายท่านของเราต้องการพื้นที่ว่างนอกเมืองอีหลี ที่อยู่ใกล้กับเขตเหมืองแร่เหล็กเบาลายม่วง"
หยู่ฉินหลานกล่าวอย่างสง่างาม
ระหว่างเมืองอีหลีและเขตเหมืองแร่เหล็กเบาลายม่วง มีพื้นที่ว่างขนาดเท่าสนามฟุตบอลสิบกว่าสนามรวมกันอยู่
"ต้องการที่ดินผืนนั้นไปทำอะไร?"
ซูหลินอีซือถามด้วยความประหลาดใจ
หยู่ฉินหลานเอ่ยอย่างสง่างาม
"เอาไว้สร้างโรงงานเหล็ก"
วันนี้ มู่เหลียงได้ให้มดก้ามยักษ์พากองทัพมดงานไปที่เขตเหมืองเพื่อเริ่มขุดแร่แล้ว ทว่าโรงงานเหล็กกลับยังไม่มี
ซูหลินอีซือลองคิดดู ที่ดินผืนนั้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เธอจึงพยักหน้าตอบตกลงไป
หยู่ฉินหลานยิ้มแย้มเบ่งบานราวกับดอกไม้ เป้าหมายในการมาเยือนครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จทั้งหมดแล้ว ดังนั้นเธอจึงเริ่มพูดคุยกับซูหลินอีซือเกี่ยวกับรายละเอียดในการประชาสัมพันธ์กฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬต่อไป