เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 55 จดหมายลาตายสิบสองฉบับ ทุกฉบับล้วนมีชื่อท่าน

บทที่ 55 จดหมายลาตายสิบสองฉบับ ทุกฉบับล้วนมีชื่อท่าน

บทที่ 55 จดหมายลาตายสิบสองฉบับ ทุกฉบับล้วนมีชื่อท่าน


บทที่ 55 จดหมายลาตายสิบสองฉบับ ทุกฉบับล้วนมีชื่อท่าน

หลินซูกลับมาถึงลานเก็บฟืนอันซอมซ่อ

เขากะจะย่อยแต้มกุศลสี่เหรียญที่เพิ่งได้มาใหม่ก่อนที่ต่งเฉิงจะเอาข่าวมาบอก

แต่พอก้าวเท้าเข้ามาในลานบ้าน เขาก็เจอกับร่างที่คุ้นเคย

"พี่หลิน ข้ามาแทนตระกูลจ้าวเพื่อขอขอบคุณ..."

ฉางอี้ลุกขึ้นยืน เขาสวมเครื่องแบบชุดใหม่ ที่เอวมีป้ายเหล็กเพิ่มมาหนึ่งอัน เห็นได้ชัดว่าเขาได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ามือปราบแล้ว

"อย่าเพิ่งพูดอะไร" หลินซูเหลือบมองท้องฟ้าตามสัญชาตญาณ ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเดินตรวจถนนนี่นา

สีหน้าของเขาเริ่มดูแปลกไป "ตอนนี้เจ้าดูแลถนนเส้นไหนอยู่"

"ก็ถนนซื่อฟางไง" ฉางอี้เกาหัว

"ได้"

หลินซูเดินเข้ามาในลานบ้านอย่างหมดคำพูด นั่งลงที่โต๊ะเตี้ย แล้วรินน้ำเปล่าดื่ม

ให้ตายเถอะ มิน่าล่ะท่านผู้บัญชาการทหารถึงได้กระตือรือร้นขนาดนี้ ที่แท้ก็มารออยู่ตรงนี้นี่เอง

รู้อยู่แล้วว่าเจ้าเด็กหน้าดำนี่เล่นเกมของพวกหมาป่าดุไม่ทัน ก็เลยจับมาโยนไว้ในถิ่นของเขาเสียเลย

ด้วยสมองของฉางอี้ อยู่บนถนนซื่อฟางคงจะไปสร้างเรื่องอะไรไม่ได้หรอก ดีไม่ดีก็คงกลายเป็นหัวหน้ามือปราบที่ทำตัวเป็นตอไม้ไปวันๆ

แต่เขาก็คงไม่ไปทำร้ายหมอนี่หรอก

แบบนี้ก็ดี หลินซูจะได้ประหยัดเวลาไปได้เยอะ และสามารถยึดครองถนนซื่อฟางนี้ไว้ได้อย่างถาวร

ตระกูลฉางก็จะได้เลี้ยงดูไอ้เด็กนี่ให้เป็นเด็กดีต่อไป โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

ดูจากทรงแล้ว คงต้องเลี้ยงไปจนกว่าประตูเมืองจะเปิดนั่นแหละ

"จิ๊ๆ"

ถึงแม้หลินซูจะเข้าใจความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกชาย แต่การที่ทำเหมือนลูกตัวเองเป็นคนโง่แบบนี้ มันก็ดูจะเกินไปหน่อยนะ

แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่กู้หนานจือบอก นี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของคนอื่น

"พี่หลินอย่าถือสาเลย จริงๆ ข้าควรจะมาเร็วกว่านี้ แต่สองสามวันนี้ยุ่งมากจริงๆ"

ตอนนี้ความรู้สึกที่ฉางอี้มีต่อหมาป่าจอมละโมบตัวนี้ พุ่งสูงปรี๊ดขึ้นไปจนถึงขีดสุดตั้งแต่หลิวเจิ้นตายไปแล้ว

นี่แหละคือจอมยุทธ์ผู้มีคุณธรรม ที่ยอมเสี่ยงอันตรายแฝงตัวเข้าไปในพรรคเฮยสุ่ย ทนสายตาดูถูกเหยียดหยามจากผู้คน เพียงเพื่อรวบรวมหลักฐาน!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ใบหน้าดำขำของเขาก็เริ่มมีความรู้สึกผิดปรากฏขึ้น "สมุดบัญชีเล่มนั้น ถูกท่าน... หัวหน้าของข้ายึดไปแล้ว"

พี่หลินอุตส่าห์ฝากฝังของสำคัญขนาดนี้ไว้กับเขา ไม่รู้ว่าตั้งความหวังไว้มากแค่ไหน

คงหวังว่าเขาจะสืบสวนคดีต่างๆ ที่อยู่ในนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่งล่ะสิ

"แต่โชคดีนะ ระหว่างทางกลับ ข้าท่องจำเนื้อหาในนั้นได้เยอะเลย"

ฉางอี้กำหมัดแน่น สีหน้าจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่น "ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!"

เขาหน้าตาอิดโรย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว

"..."

หลินซูหน้าถอดสี จ้องมองการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ของไอ้เด็กนี่อย่างเงียบๆ

ถึงกับลืมดื่มน้ำในแก้วไปเลย

เวรแล้ว ตอนที่ให้สมุดบัญชีไป มัวแต่คิดถึงนิสัยและเบื้องหลังของเจ้าหน้าดำนี่

ดั้นลืมไปซะสนิท ว่าจริงๆ แล้วหมอนี่มันเป็นพวกจูนิเบียวจอมมโน!

"หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ข้าไม่ได้ฝากฝังอะไรเจ้าทั้งนั้น" หลินซูวางแก้วน้ำลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"เอ่อ" ฉางอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหยๆ "ข้าเข้าใจแล้ว มันเป็นความคิดของข้าเองทั้งหมด!"

ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนของพรรคเฮยสุ่ย การจะเอาหลักฐานออกมาให้ก็ถือว่าเสี่ยงมากแล้ว เรื่องที่เหลือก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการสิ

"รอข้าจัดการเรื่องนี้เสร็จ ข้าจะมาเลี้ยงเหล้าพี่หลินสักมื้อนะ"

ฉางอี้ลูบหน้า ขับไล่ความเหนื่อยล้าในดวงตาออกไป ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง

"วางใจเถอะ ข้าจะให้คำตอบท่านอย่างแน่นอน!" เขาพูดเสียงเบา แล้วหยิบดาบวิเศษเตรียมจะเดินออกไป

"..."

หลินซูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ว่าในหัวของหมอนี่มันกำลังคิดอะไรอยู่

แต่มีอย่างหนึ่งที่เขาเข้าใจแจ่มแจ้งเลยล่ะ

ก่อนหน้านี้ก็บอกว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง ตอนนี้ยังจะมาบอกว่าจะให้คำตอบอีก

ถ้าพี่ดาบวิเศษคนนี้เกิดโชคร้ายตายขึ้นมาจริงๆ จดหมายลาตายสิบสองฉบับ ทุกฉบับคงมีชื่อเขาโผล่มาหมดแน่ๆ!

"ลูกชายคนเดียวอย่างเจ้า ช่วยอยู่เงียบๆ หน่อยได้ไหม อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวเลย" หลินซูถอนหายใจเบาๆ แทบจะนึกภาพออกเลยว่ากู้หนานจือจะพาลุงฉางป้าฉางมาบุกบ้านเขา

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฝีเท้าของฉางอี้ก็ชะงักงัน

หลังจากเรื่องของตระกูลจ้าว สมองเขาก็ดูจะแล่นปรี๊ดขึ้นมาทันที รู้ตัวเลยว่าต้องเป็นคนในครอบครัวมาหาพี่หลินแน่ๆ

เห็นได้ชัดว่า เขาเคยเจอเรื่องทำนองนี้มาหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งก็มักจะจบลงด้วยการถูกน้าสาวจับตัวกลับไป

ฉางอี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบเดินพลังลมปราณ ขาทั้งสองข้างพริ้วไหวราวกับสายลม หันหลังเตรียมจะพุ่งออกไปนอกลานบ้าน

"ถ้าเจ้าคิดว่าตัวเองเก่งกว่าหลิวเจิ้นมากนักล่ะก็ ลองวิ่งดูสิ" หลินซูขี้เกียจแม้แต่จะลุกขึ้น เพียงประโยคเดียวก็หยุดเด็กหนุ่มเลือดร้อนคนนี้ไว้ได้

เจ้าหน้าดำหน้าเสีย รีบหยุดฝีเท้าทันที

เขาหันมามองหลินซู ในดวงตามีแววเว้าวอน พูดเสียงแผ่วว่า "ข้าไม่เข้าใจเลย ลูกชายคนเดียวแล้วมันจะยังไง ประชาชนในเมืองเฮยสุ่ย อย่าว่าแต่ลูกชายคนเดียวเลย พวกที่ไม่มีลูกสืบสกุลก็มีถมเถไป"

"คนตายกันทุกวัน ใครบ้างล่ะที่ไม่มีครอบครัวคอยเป็นห่วง"

"ข้ารู้ว่าพ่อแม่รักข้า แต่... ในเมื่อข้าสวมเครื่องแบบนี้ รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนตั้งสี่สิบตำลึง ข้าก็ต้องทำอะไรสักอย่างสิ ไม่งั้นข้าคงนอนไม่หลับแน่ๆ!"

"หยุดเลยๆ เจ้าทำให้ข้าแสบตาไปหมดแล้ว" หลินซูยกมือขึ้นขัดจังหวะ

แสงสว่างเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ดวงน้อยๆ นี้ มันชักจะทิ่มแทงวิญญาณอันแสนโสมมของเขาเกินไปหน่อยแล้ว

"ขอบคุณพี่หลินที่เมตตาขอรับ"

ใบหน้าของฉางอี้กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง เขาประสานมือคารวะอย่างแข็งขัน แล้วหันหลังก้าวเท้ายาวๆ ออกจากลานเก็บฟืนไป

"พระเจ้าช่วย ในเมืองเฮยสุ่ยยังมีคนแบบนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย" อวี๋เซิงปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น มองผ่านหน้าต่างเข้ามาในลานบ้าน พลางส่งเสียงทักทาย "เจ้าปล่อยเขาไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ"

"จะเป็นไปได้ยังไง"

หลินซูเองก็รู้สึกประทับใจไม่น้อย

ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มจูนิเบียวที่ฝันอยากเป็นจอมยุทธ์ ไม่คิดเลยว่าในหัวจะคิดอะไรซับซ้อนขนาดนี้

ท่ามกลางการทะนุถนอมของครอบครัว หมอนี่กลับมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานซะงั้น

แต่ความรับผิดชอบก็ส่วนความรับผิดชอบ มันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปสิ

สมุดบัญชีเล่มนั้นมีทั้งข้อมูลของพยัคฆ์ หมาป่า และมือปราบ การจะทำเรื่องพวกนี้ให้สำเร็จ ก็ต้องมีสุนัขจิ้งจอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแน่นอน

เท่ากับว่าต้องไปสืบเรื่องราวของพรรคเฮยสุ่ยเกือบครึ่งพรรค ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จได้ในวันสองวัน

ยิ่งฉางอี้ยังอ่อนประสบการณ์ สืบอะไรไม่ได้ไม่พอ ยังจะไปแหย่รังแตนพวกจิ้งจอกกับหมาป่าพวกนั้นอีก

"ได้ข่าวอะไรมาบ้าง" หลินซูเหลือบมองร่างที่กำลังหลบๆ ซ่อนๆ อยู่นอกลานบ้าน

"ได้แล้วขอรับ ที่เนินสนโบราณฝั่งชานเมืองทิศใต้ ไม่ใช่แค่ตำหนักจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ไปจัดการเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนจะมีหมาป่าดุหลายตัวไปที่นั่นด้วย พวกเขากำลังเตรียมของขวัญวันเกิดร้อยดวงใจ น่าจะมีคนเกี่ยวข้องอย่างน้อยสองสามร้อยคนเลยล่ะขอรับ"

ต่งเฉิงเดินเข้ามาในลานบ้าน รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา

เมืองเฮยสุ่ยถูกปิดตาย คนในเมืองตายไปคนหนึ่งก็หายไปคนหนึ่ง แม้จะมองย้อนกลับไปในรอบสิบปี เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมาก

แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี พยัคฆ์ตัวนั้นบอกชัดเจนแล้วว่าถนนซื่อฟางไม่ต้องเตรียมของขวัญ แค่ส่งยาวิเศษไปก็พอ

แล้วท่านหลินจะไปสืบเรื่องของขวัญคนอื่นทำไมเนี่ย

"เจ้าวิ่งไปที่ฝั่งตะวันออกหน่อย ไปส่งข่าวให้ท่านผู้บัญชาการทหาร ให้นางมารับตัวหลานชายกลับไปที"

หลินซูค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

รอมาตั้งนาน ในที่สุดก็จะได้ขยับแข้งขยับขาสักที

...

ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิทนัก แต่ดวงจันทร์เสี้ยวกลับส่องสว่างอย่างเห็นได้ชัด

ชานเมืองทิศใต้ เนินสนโบราณ

สถานที่แห่งนี้เป็นเนินเขาที่ห่างไกลผู้คน มีกระท่อมไม้ไผ่ปลูกสร้างอย่างไม่เป็นระเบียบ โคมไฟที่ส่องแสงริบหรี่ดูคล้ายกับแสงไฟจากผีป่า

มีคนเดินขวักไขว่ไปมาอยู่บ้างประปราย

ส่วนที่ตีนเขา มีคนขุดอุโมงค์ไว้หลายแห่ง กระจายอยู่ทุกทิศทุกทาง ทะลุเข้าไปในใจกลางของเนินเขา

หน้าอุโมงค์แต่ละแห่งมีคนคอยคุ้มกันอยู่ ล้วนแต่เป็นนักสู้รูปร่างกำยำ

ในขณะนี้ ที่หน้าอุโมงค์ฝั่งตะวันตกสุด

ร่างหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ราวกับภูตผี จากนั้นฝ่ามือของเขาก็ทาบลงบนแผ่นหลังของคนทั้งสอง พลังวิญญาณก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน!

ไม่มีเสียงร้องใดๆ เล็ดลอดออกมา แม้แต่สีหน้าของคนเฝ้ายามก็ยังไม่ทันเปลี่ยน พวกเขาก็ถูกทำลายอวัยวะภายในจนแหลกเหลว

ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะล้มลง ร่างนั้นก็เอื้อมมือไปประคองศพของพวกเขาไว้ แล้วค่อยๆ วางลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง

"..."

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ไม่มีอะไรผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย

ภายใต้แสงจันทร์ ร่างนั้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ดำขำ แววตาตึงเครียด ขัดกับท่วงท่าที่คล่องแคล่วอย่างสิ้นเชิง

ตอนแรกกะจะมาสืบเรื่องของพวกสุนัขจิ้งจอกตามที่จดไว้ในสมุดบัญชี ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญมาเจอความลับที่พรรคเฮยสุ่ยกำลังวางแผนกันอยู่ที่ชานเมืองทิศใต้

ฉางอี้พยายามควบคุมลมหายใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงมือฆ่าคนด้วยตัวเอง และก็เป็นครั้งแรกที่เขามาช่วยคนด้วย

ไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอกเลยแม้แต่น้อย

พวกมือปราบรุ่นเก๋าไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับพรรคเฮยสุ่ย แถมประวัติของคนพวกนี้ก็ไม่ได้สะอาดเสอ้านนัก อาจจะมีความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยความลับได้

ส่วนเรื่องจะไปขอความช่วยเหลือจากเบื้องบน ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่าการเข้าไปขัดขวางการหลอมยาของพยัคฆ์นั้น เป็นเรื่องต้องห้ามของทางการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครอบครัวของเขาที่ไม่มีทางยอมให้เขาเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด

คนที่ฉางอี้นึกออกก็มีแค่พี่หลินคนเดียว

แต่อีกฝ่ายก็เป็นคนของพรรค ถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา วันนี้มีคนของพรรคเฮยสุ่ยมาที่เนินสนโบราณตั้งสามสิบห้าสิบคน จะไปปิดปากคนพวกนั้นได้ยังไง

ดังนั้น เรื่องทั้งหมดนี้ ฉางอี้จึงเป็นคนจัดการเองทั้งหมด เขาอดหลับอดนอนมาหลายวัน ก็เพื่อแอบมาสำรวจภูมิประเทศในตอนกลางคืน และหาทางหนีทีไล่ที่ปลอดภัยเอาไว้

เขาคิดทบทวนทุกขั้นตอนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น

ฉางอี้พรางตัวกลืนไปกับความมืดมิดอีกครั้ง แล้วก้าวเข้าไปในอุโมงค์

ภายในเนินสนโบราณถูกขุดเจาะเป็นคุกขนาดเล็กหลายห้อง แบ่งเป็นสี่ทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก แยกจากกัน สามารถจุคนได้หลายร้อยคน

"ชู่ว!"

ภายใต้แสงเทียนสลัวๆ ฉางอี้ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้คนที่ถูกขังอยู่สองข้างทางที่กำลังอ่อนแรงจากการขาดน้ำและอาหารให้เงียบเสียง

จากนั้นเขาก็รีดเร้นพลังวิญญาณ ปล่อยหมอกสีเทาออกมาปกคลุมพวกคนเหล่านั้น เพื่ออำพรางร่างและเสียงของพวกเขา

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เจ้าหน้าดำก็ใช้สองมือสับโซ่ตรวนเหล็กจนขาดกระเด็นไปหลายเส้น เปิดประตูคุก แล้วปล่อยตัวคนทั้งหมดออกมา

"อย่าส่งเสียงดัง ตามข้ามา จะได้รอด!"

ฉางอี้ไม่ได้พูดอะไรให้มากความ

เขาแอบเข้ามาดูลาดเลาก่อนหน้านี้แล้ว ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนจากชานเมืองทิศใต้ เขาจึงเลือกที่จะมาช่วยที่นี่

ชานเมืองทิศใต้เป็นสถานที่ที่วุ่นวาย การจะเอาชีวิตรอดที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย

ดังนั้นสภาพจิตใจของคนพวกนี้จึงยังถือว่าดีอยู่ เมื่อเห็นโอกาสรอดชีวิต พวกเขาจึงไม่ลังเล พากันฝืนลุกขึ้นเดินตามมา

ฉางอี้ยืนรออย่างเงียบๆ อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางด้านข้าง

ที่นี่มีคนแค่ไม่กี่สิบคน แต่ยังมีคนถูกขังอยู่อีกมากในทิศทางอื่นๆ ของเนินเขา

แต่ไม่นาน เขาก็รวบรวมสติกลับมา ในหัวมีแต่คำเตือนสติที่หลินซูเคยพูดไว้

ทำงานต้องรู้จักพลิกแพลง!

ด้วยความสามารถของเขา เขาสามารถช่วยคนได้แค่นี้ ไม่สามารถชักช้าได้อีกแล้ว

เขาใช้หมอกสีเทาปกคลุมทุกคน พาพวกเขาเดินออกจากอุโมงค์อย่างระมัดระวัง บนเส้นทางที่เตรียมไว้ล่วงหน้าก็มีหมอกลักษณะคล้ายกันนี้ปกคลุมอยู่เต็มไปหมด

ทำให้ทั่วทั้งเนินเขาไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบสนองเลย

เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหน้าของพวกชาวนารากหญ้าจากชานเมืองทิศใต้ก็เต็มไปด้วยความดีใจ พวกเขาเดินตามชายหนุ่มไปอย่างเงียบๆ

ฝูงชนค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะนั้นเอง มีเด็กสาวคนหนึ่งในชุดสาวใช้สีเขียว ซึ่งดูแตกต่างจากพวกชาวนารากหญ้าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

นางเดินรั้งท้ายด้วยความหวาดกลัว พอเดินพ้นปากอุโมงค์ นางก็เหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง

สาวใช้ก้มลงมอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือท่อนแขนท่อนหนึ่ง

นางเบือนหน้าหนี แต่พอเห็นศพสองศพที่นอนอยู่ตรงนั้น ม่านตาของนางก็หดเกร็งทันที

วินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดก็ดังทะลุหมอกสีเทา ทำลายความเงียบงัดของเนินสนโบราณจนหมดสิ้น

"กรี๊ดด!!"

จบบทที่ บทที่ 55 จดหมายลาตายสิบสองฉบับ ทุกฉบับล้วนมีชื่อท่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว