- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 910 หนึ่งคนยกแก้ว สามคนตื่นตระหนก
บทที่ 910 หนึ่งคนยกแก้ว สามคนตื่นตระหนก
บทที่ 910 หนึ่งคนยกแก้ว สามคนตื่นตระหนก
“ไปเถอะ ไปนั่งกินอะไรก่อน รองท้องสักหน่อย แล้วพวกคุณค่อยไปดื่มต่อ” หลัวหย่าก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นกัน งานเลี้ยงกลางแจ้งที่ครอบครัวตระกูลโจวจัดขึ้นงานนี้ จัดได้ดีจนไร้ที่ติจริง ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของญาติสนิทมิตรสหายหลอกกันไม่ได้หรอก ถือว่าให้เกียรติบ้านสกุลซ่งของพวกเธออย่างมากเลยทีเดียว
ฐานะทางบ้านของโจวหมิงเป็นยังไงพวกเขารู้ดี งานเลี้ยงกลางแจ้งงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารหรือเครื่องดื่ม ก็ถือว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดที่พวกเขาสามารถจัดหามาได้แล้ว
แน่นอนว่า อาหารโต๊ะนี้ ภายใต้การเสริมทัพของโจวเยี่ยน ได้สร้างผลลัพธ์ที่ต่อให้ไปกินงานเลี้ยงเหมาโต๊ะราคาสามสิบหยวนก็ยังไม่ได้กินแบบนี้เลย
“ไป ๆ ๆ ฉันใกล้จะหิวตายอยู่แล้ว ฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อกี้ตอนเห็นขาหมูตงพัวบนโต๊ะพวกเขา ฉันอยากจะพุ่งเข้าไปกัดสักคำขนาดไหน!” ซ่งหว่านชิงดึงโจวหมิงเดินไปที่โต๊ะที่จองไว้ พลางพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “โจวเยี่ยนเก่งเกินไปแล้ว! เหล่าจางกับเหล่าหวังนี่กินกันจนแทบจะคลั่งอยู่แล้ว พวกเขาบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยนะว่านี่คืองานเลี้ยงกลางแจ้งที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยไปกินมา และเป็นอันดับหนึ่งไม่มีสองเลย!”
“อืม ดูออกเลยล่ะ ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อยมาก” โจวหมิงก็พยักหน้ายิ้ม ๆ บรรยากาศงานเลี้ยงกลางแจ้งในวันนี้ชื่นมื่นมาก แม้แต่พวกเด็ก ๆ ก็ยังไม่อยากลุกไปไหนก่อน ยอมนั่งรอจนหมูสามชั้นนึ่งหวานยกมาขึ้นโต๊ะ ได้กินข้าวเหนียวหวาน ๆ สักคำ ถึงจะยอมลุกจากโต๊ะไปอย่างมีความสุข
ซ่งหว่านชิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกเราต้องขอบคุณโจวเยี่ยนดี ๆ เลยนะ ต่อให้ไปกินที่ภัตตาคารว่านซิ่วก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์แบบนี้เลย”
“งั้นเดี๋ยวคุกเข่าโขกศีรษะให้เขาสักทีดีไหมล่ะ?” โจวหมิงถาม
“คุณโขกสองทีเลย โขกแทนฉันทีนึงด้วย” ซ่งหว่านชิงเอาศอกกระทุ้งโจวหมิงไปทีหนึ่ง “พูดจริง ๆ นะ ต้องจ่ายค่าแรงงานเลี้ยงกลางแจ้งงานนี้ให้โจวเยี่ยนด้วยนะ เขาพาคนในร้านมาตั้งเยอะแยะ วุ่นวายอยู่ตั้งสองวัน ฉันยังเก็บเงินไว้ตั้งห้าร้อยหยวน เดี๋ยวฉันเป็นคนจ่ายเอง!”
โจวหมิงมองเธอด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ตามใจ “จะให้คุณเป็นคนจ่ายได้ยังไงเล่า ผมมีเงินอยู่”
“ดีล่ะ! โจวหมิง แต่งงานวันแรกก็แอบซุกเงินส่วนตัวแล้วใช่ไหม? เมื่อเช้าคุณบอกว่ายกให้ฉันหมดแล้วนี่นา!” ซ่งหว่านชิงเลิกคิ้วขึ้น แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับซ่อนไว้ไม่มิด
…
“หงเหว่ย พวกนายสองคนยกกับข้าวตุ๋นสองอย่างในกระทะไปดูหน่อยสิว่าโต๊ะไหนยังอยากได้เพิ่มอีกไหม ส่วนพวกเราเองก็เลิกงานกินข้าวกันได้แล้วล่ะ”
ที่หน้าเตาไฟ โจวเยี่ยนวางทัพพีในมือลง ขาหมูตงพัวสี่ชิ้นที่เพิ่งยกออกจากซึ้งนึ่งถูกราดด้วยน้ำเชื่อมข้น ๆ ที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จใหม่ ๆ เขาตะโกนบอกด้วยรอยยิ้ม
โจวหงเหว่ยรับคำ แล้วก็ช่วยพนักงานยกอาหารอีกคนยกกระทะเหล็กที่ใส่เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้ง เดินไปถามทีละโต๊ะ โต๊ะไหนกับข้าวเหลือน้อยก็ตักเพิ่มให้อีกช้อน
โต๊ะของพ่อครัวกับผู้ช่วยแม่ครัวสามโต๊ะถูกแยกไว้ต่างหาก นี่คือกฎของงานเลี้ยงกลางแจ้ง ถ้าแม้แต่พ่อครัวยังไม่อะไรมีกิน แล้วจะให้แขกกินดีอยู่ดีได้ยังไงกันล่ะ
คู่บ่าวสาวต้องเดินชนแก้ว ก็เลยแยกโต๊ะไว้ให้ต่างหากอีกหนึ่งโต๊ะ อาหารยกออกไปพร้อมกับโต๊ะของพวกโจวเยี่ยนทั้งสามโต๊ะ อาหารนึ่งถูกอุ่นไว้ในกระทะ เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารจานร้อนจะมีอุณหภูมิที่พอดีเวลากิน
“โอ้โห ไม่ธรรมดาเลยนะ งานเลี้ยงกลางแจ้งหกสิบโต๊ะ พวกเราจัดการจนสำเร็จจริง ๆ ด้วยแฮะ!” อาเหว่ยบิดขี้เกียจ รอยยิ้มแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน
“พวกเรานี่เก่งจริง ๆ!” เจิงอันหรงพยักหน้ายิ้ม ๆ งานเลี้ยงกลางแจ้งหกสิบโต๊ะ ก่อนหน้านี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิด ไม่นึกเลยว่าพอตามอาจารย์มาแล้ว ไม่เพียงแต่จะจัดงานได้สำเร็จ แต่ยังจัดออกมาได้ดีเยี่ยมอีกด้วย
“อืม เก่งมากจริง ๆ ดูออกเลยว่าแขกเหรื่อทุกคนต่างก็พอใจกันมาก” เซี่ยหวาเฟิงหัวเราะตาม เขาเรียนรู้วิธีเคี่ยวน้ำยำสำหรับขาหมูตงพัวจนเข้าใจแล้ว การควบคุมรสชาติน้ำขิง พอกลับไปก็รู้สึกว่าสามารถนำไปปรับใช้กับอาหารได้อีกหลายอย่างเลย ทำให้เขาเริ่มจะอดใจรอไม่ไหว อยากจะกลับไปแสดงฝีมือที่หางโจวแล้วสิ
“ช่วยไม่ได้นี่นา ฝีมือของพวกเรามันเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วนี่ ทุกคนทำงานหนักกันมากเลยนะ!” โจวเยี่ยนยิ้มบาง แต่ในใจกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอกเงียบ ๆ
พูดตามตรงนะ ตอนที่รับงานนี้ ในใจเขาไม่มั่นใจเลยสักนิด งานเลี้ยงกลางแจ้งหกสิบโต๊ะกับแขกหกสิบโต๊ะในร้าน มันเป็นคนละเรื่องกันเลย
โชคดีที่ช่วงปีใหม่เขาได้ฝึกทำเมนูใหม่ไปสองอย่าง แถมข้างกายยังมีกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่พึ่งพาได้ ก่อตั้งเป็นสุดยอดทีมผู้ช่วยพ่อครัวขึ้นมา
บวกกับคำชี้แนะอย่างตั้งใจของอาจารย์ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจัดสรรคนและหน้าที่ให้เขา ถึงได้สามารถเอาชนะศึกหนักครั้งนี้มาได้
ความรู้สึกที่ได้ท้าทายตัวเองแบบนี้ มันช่างเต็มอิ่มและสะใจจริง ๆ!
[ติ๊ง! ตรวจพบว่าผู้เล่นบรรลุความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์! ริเริ่มรับงาน และสามารถจัดงานเลี้ยง 60 โต๊ะได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความกล้าหาญของพ่อครัวคนหนึ่ง! ก้าวสำคัญสู่การเป็นเทพแห่งการทำอาหาร! ขอสวมมงกุฎให้ความกล้าหาญของคุณ!
กระตุ้นรางวัล: ตำราอาหารหายาก 1 ชุด!]
โจวเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้น ไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึงด้วยแฮะ
ก่อนหน้านี้มีแต่ระบบเป็นคนมอบหมายภารกิจ แล้วเขาก็ไปทำภารกิจให้สำเร็จ
ไม่นึกเลยว่าการรับจัดงานเลี้ยงกลางแจ้ง จะสามารถกระตุ้นให้ได้รับรางวัลด้วย
โจวเยี่ยนลองไตร่ตรองดูอย่างละเอียด ก็หาจุดสำคัญเจออย่างรวดเร็ว——ความกล้าหาญ!
ใช่แล้ว มันคือความกล้าหาญที่พ่อครัวคนหนึ่งระเบิดออกมาเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก รวมถึงความสามารถในการริเริ่มและแก้ไขปัญหา
งานเลี้ยงกลางแจ้งหกสิบโต๊ะงานนี้ สำหรับเขาแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากการสอบครั้งใหญ่เลย
ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบฝีมือการทำอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการทดสอบแบบรอบด้าน ทั้งเรื่องการจัดสรรคน การบริหารเวลา การจัดการห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบ และอื่น ๆ อีกมากมาย
เจ้าภาพและแขกต่างก็พอใจ!
นี่คือกระดาษคำตอบที่เขาส่งมอบให้
สำหรับเส้นทางอาชีพพ่อครัวของเขาแล้ว ถือว่าเป็นการยกระดับแบบรอบด้านจริง ๆ
โจวชิงเดินเข้ามา ดึงโจวเยี่ยนแล้วพูดอย่างอารมณ์ดี “โจวเยี่ยน! วันนี้นายจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งได้ดีมากเลยนะ มีหลายคนมาถามฉันเลยนะว่าไปหาพ่อครัวชนบทมาจากไหน ต่างก็อยากจะมาจองคิวนายทั้งนั้นเลย!”
“ใช่แล้ว ทุกคนกินกันอย่างถูกอกถูกใจมาก กับข้าวแต่ละอย่างที่ยกออกไป ทุกคนต่างก็แย่งกันคีบทั้งนั้นเลย!” หม่าจินฮวาหัวเราะตาม “นี่กับข้าวก็ยกไปหมดแล้ว พวกเธอก็รีบนั่งลงกินข้าวเถอะ สองวันนี้ทุกคนลำบากกันมากจริง ๆ”
“ได้ครับ ลุงสาม ป้าสาม ลุงกับป้าพอใจก็ดีแล้วครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วบอก “พวกลุงเพิ่งจะเดินชนแก้วเสร็จนี่ครับ รีบไปกินกับข้าวรองท้องสักหน่อยเถอะ อาหารจานร้อนของลุงกับป้าผมไม่ได้รีบให้ยกออกไป อาหารจานร้อนก็ยังร้อนอยู่เลยครับ”
“ได้เลย!” ทั้งสองคนรับคำ แล้วเดินไปนั่งอยู่ด้านข้างก่อน
เพื่อนเจ้าบ่าวเพื่อนเจ้าสาว รวมกับคู่บ่าวสาวและพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย นั่งเต็มโต๊ะพอดี
พวกโจวเยี่ยนและผู้ช่วยนั่งกันสามโต๊ะ พอนั่งลงแล้วทุกคนยังไม่รีบกินข้าว ต่างก็ยกน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ก่อน
“ไม่ธรรมดาเลยนะ ถือว่าได้ทำศึกหนักจริง ๆ” เซี่ยหวาเฟิงนั่งอยู่ข้างโจวเยี่ยน พอได้พักถึงได้รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาหลังจากที่ต้องเคร่งเครียดมาตลอดทั้งเช้า เมื่อเช้าเขาก็ช่วยทำงานไปไม่ใช่น้อย แถมยังอาศัยช่วงชุลมุนช่วยเติมอาหารไปตั้งหลายอย่างด้วย
“คุณอาเซี่ย ตอนที่รู้สึกเหนื่อย ลองซดน้ำซุปเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวดูก่อนสิครับ ช่วยเรียกน้ำย่อยและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ดีเลย” โจวเยี่ยนลุกขึ้นตักเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวให้เขาชามหนึ่ง นี่เป็นชามที่โจวเจี๋ยเพิ่งจะลวกเสร็จใหม่ ๆ มีทั้งน้ำและเนื้อ แถมยังมียอดถั่วลันเตาอีกสองสามก้านด้วย
เวลาที่คนเราเหนื่อย ความอยากอาหารก็จะลดลง โดยเฉพาะพ่อครัวที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งเช้า ถ้าไม่มีอะไรร้อน ๆ ตกถึงท้องล่ะก็ มองอะไรก็ไม่อยากกินทั้งนั้นแหละ
น้ำซุปกระดูกวัวลอยฟุ้งมากับไอร้อนเตะจมูก กระตุ้นความอยากอาหารของเซี่ยหวาเฟิงขึ้นมาได้จริง ๆ เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวคราวก่อนเขาเคยกินที่หมู่บ้านโจวมาแล้วครั้งหนึ่ง อาหารจานนี้ที่ทำให้โจวเยี่ยนได้ลงนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ และยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวากลับมาผงาดได้อีกครั้ง รสชาติถือว่ายอดเยี่ยมมากทีเดียว
เซี่ยหวาเฟิงหยิบช้อนขึ้นมา เป่าไล่ความร้อน แล้วซดน้ำซุปร้อน ๆ ไปสองสามอึก น้ำซุปกระดูกวัวอันหวานกลมกล่อม ชโลมต่อมรับรส ให้ความอบอุ่นลึกลงไปถึงกระเพาะอาหาร รู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว ความเหนื่อยล้าก็คลายลงไปได้มากทันที
ตามด้วยเนื้อวัวนุ่ม ๆ และผ้าขี้ริ้ววัวที่กรอบอร่อย เอาไปคลุกเคล้าในถ้วยน้ำจิ้มเผ็ดหอม ต่อมรับรสก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ท้องก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความหิวโหยจากการทำงานหนักมาครึ่งค่อนวันแล้ว
“วิธีนี้ดีจริง ๆ ด้วย ซดน้ำซุปก่อนชามนึง รู้สึกเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้งเลย” เซี่ยหวาเฟิงวางชามเปล่าลง มองโจวเยี่ยนแล้วเอ่ยขึ้น
“มาครับ เมื่อเช้าลำบากแย่เลย วันนี้ถือเป็นวันดี พวกเรามาดื่มกันสักหน่อยนะครับ” โจวเยี่ยนหยิบแก้วเหล้ามา รินเหล้าให้เซี่ยหวาเฟิงไปสองเหลี่ยง
ปริมาณการดื่มของเหล่าเซี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณเจ็ดเหลี่ยง คราวก่อนโจวเยี่ยนเคยทดสอบดูแล้ว ดื่มสักสองเหลี่ยงไม่มีปัญหาแน่นอน
“ตอนเย็นยังมีงานเลี้ยงอีกงานต้องจัดไม่ใช่เหรอ? ดื่มเหล้าแบบนี้ จะไม่เสียงานเอาเหรอ” เซี่ยหวาเฟิงส่ายหน้า
โจวเยี่ยนอธิบาย “คุณอาเซี่ยครับ มื้อเย็นจะค่อนข้างเรียบง่ายกว่าหน่อย เน้นไปที่อาหารนึ่ง อาหารตุ๋น และกับข้าวที่กินคู่กับข้าวสวยเป็นหลัก แป้งผมก็หมักทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ตอนบ่ายแค่ทำซาลาเปาอีกสามสิบเข่งก็พอแล้วครับ ตอนบ่ายคุณอาก็ไปเล่นไพ่กับพวกคุณน้าเมิ่งเถอะครับ”
“อย่างนี้นี่เอง...” เซี่ยหวาเฟิงทำหน้าครุ่นคิด แล้วพยักหน้ารับ “ได้ ถ้างั้นขอดื่มสักหน่อยแล้วกัน”
“ถ้างั้นผมก็ขอสละชีพเป็นเพื่อนสุภาพบุรุษด้วยคน ขอสักสองเหลี่ยงแล้วกัน” อาเหว่ยยื่นแก้วมาให้
“อาเหว่ย ชีวิตหมา ๆ ของนายยังเก็บไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก ตอนนี้อย่าเพิ่งรีบเอามาอวดเลย” โจวเยี่ยนดันแก้วของเขากลับไป
“อาเหว่ย อย่าดื่มเหล้าเลย นายดี ทุกคนก็ดีนะ” เซี่ยหวาเฟิงเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง
เจิงอันหรงคีบซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงใส่ชาม แล้วเสนอแนะว่า “อาเหว่ย หรือนายจะไปนั่งที่โต๊ะเด็กดีล่ะ!”
หนึ่งคนยกแก้ว สามคนตื่นตระหนก นี่แหละคือปริมาณการดื่มของอาเหว่ย
อาเหว่ย: “นี่ทุกคนออกจะดูถูกกันเกินไปหน่อยแล้วนะ...”
“พวกเราหลัก ๆ คือเป็นห่วงน่ะ งานแต่งของครูซ่งกับครูโจวเขาแท้ ๆ เดี๋ยวขืนนายขึ้นไปทั้งเต้นทั้งร้องมันจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่” โจวเยี่ยนอธิบาย
เจิงอันหรงเสริมต่อ “ถ้าขืนเจอใครก็เอาแต่คุกเข่าโขกศีรษะให้ ร้านอาหารของเราคงขายหน้าแย่เลย”
“อืม ก็สมควรต้องป้องกันไว้ก่อนจริง ๆ นั่นแหละ” โจวเยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
อาเหว่ย: “...”
“อาสะใภ้เจิง เพิ่งจะเข้าสำนักข่งมาได้ไม่กี่วันเอง ทำไมถึงได้ซึมซับจิตวิญญาณมาซะเต็มเปี่ยมเลยล่ะ? โดนอาจารย์โจวพาเสียคนหมดแล้วเนี่ย” อาเหว่ยถอนหายใจยาว หยิบชาเหยี่ยวที่อยู่ข้าง ๆ มารินให้ตัวเองหนึ่งแก้ว ดื่มดับไฟในตัวหน่อยดีกว่า
ทุกคนทำตามอย่าง ดื่มน้ำซุปเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวไปก่อนชามหนึ่งเพื่อเปิดกระเพาะ ทำงานหนักมาตั้งครึ่งค่อนวัน แถมยังกินข้าวช้าไปตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ละคนก็เลยกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“อืม! หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองที่โจวเยี่ยนทำนี่อร่อยมาก!”
“ขาหมูตงพัวนี่ก็เด็ดสุด ๆ! ได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าขาหมูตงพัวของเหมยโจวอร่อยมาก นี่เพิ่งจะเคยกินแบบต้นตำรับเป็นครั้งแรก ถือว่ามันแต่ไม่เลี่ยนจริง ๆ! ฉันต้องขอข้าวเพิ่มแล้วล่ะ เอาน้ำซุปนี่มาราดข้าวต้องอร่อยแน่ ๆ”
พวกผู้ช่วยแม่ครัวและพนักงานยกอาหารกินไปก็เอ่ยชมไม่ขาดปาก
ที่โต๊ะข้าง ๆ ซ่งหว่านชิงคีบขาหมูตงพัวชิ้นใหญ่ใส่ชาม กินจนน้ำมันเลอะเต็มปาก “สะใจ! สะใจจริง ๆ! ขาหมูตงพัวนี่มันสุดยอดไปเลย!”
“ค่อย ๆ กินสิ ยังเหลืออีกตั้งเยอะแยะ” โจวหมิงหัวเราะ คีบซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงใส่ชามให้เธอ
“นี่มันมีความสุขเกินไปแล้ว!” ซ่งหว่านชิงเลียริมฝีปาก หันไปมองโจวเยี่ยนแล้วบอกว่า “โจวเยี่ยน ขาหมูตงพัวของนายทำออกมาได้สุดยอดมาก! หมูตัวนี้พอมาอยู่ในมือนาย ถือว่าเกิดมาไม่เสียชาติเกิดจริง ๆ มีคนชมตั้งมากมาย”
“หมูตัวนี้ก็ถือว่าโชคดีที่เกิดมาถูกจังหวะด้วยแหละครับ ที่ได้มาร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งของครูซ่งกับพี่หมิง ถือว่าตายตาหลับแล้วล่ะครับ” โจวเยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม
ซ่งหว่านชิงฟังจบก็หัวเราะชอบใจ ชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะแล้วบอกว่า “นี่คืองานเลี้ยงกลางแจ้งที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมาเลยล่ะ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นงานแต่งของตัวเอง นายนี่เก่งเกินไปแล้วนะ”