- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 901 เบื้องหลังอาหารจานอร่อย คือรายละเอียดที่ซ่อนอยู่
บทที่ 901 เบื้องหลังอาหารจานอร่อย คือรายละเอียดที่ซ่อนอยู่
บทที่ 901 เบื้องหลังอาหารจานอร่อย คือรายละเอียดที่ซ่อนอยู่
“ถูกต้องเลยครับคุณอาเซี่ย คุณอารู้จักประยุกต์ใช้แล้วนะเนี่ย” โจวเยี่ยนพยักหน้า “พวกเกี๊ยว เนื้อแผ่น ซาลาเปา ถ้าอยากให้ไส้หมูเนื้อนุ่มละมุน ก็ทำตามวิธีนี้ได้เลยครับ จำไว้ว่าต้องกวนไปในทิศทางเดียวกัน นวดน้ำขิงผสมต้นหอมให้ซึมเข้าไปในหมูสับ ถ้าออกแรงอีกนิด กวนจนมันเหนียวหนึบขึ้นมา หมูสับก็จะมีความเด้งสู้ฟันนิด ๆ เอาไปทำซุปลูกชิ้นกำลังดีเลยครับ”
“ได้ความรู้ใหม่อีกแล้ว!” เซี่ยหวาเฟิงหยิบสมุดจดออกมายิก ๆ ลงไปอีกครั้ง
“คุณอาเซี่ย เห็นคุณอาเขียนมาทั้งวัน สมุดจดเล่มนี้คงใกล้จะเต็มแล้วมั้งครับ? มีแต่เคล็ดลับทำอาหารทั้งนั้นเลยใช่ไหม?” อาเหว่ยเอ่ยถามยิ้ม ๆ
เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้าตอบ “อืม วันนี้ตามเรียนกับอาจารย์โจวมาทั้งวัน ฉันเริ่มจะจับจุดได้บ้างแล้วล่ะ ความแตกต่างระหว่างพ่อครัวมือสมัครเล่นกับพ่อครัวมืออาชีพ หลัก ๆ ก็อยู่ที่รายละเอียดนี่แหละ
เริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบเลย มันจะค่อย ๆ ทิ้งห่างกันไปทีละนิด ผลสุดท้ายอาหารที่ทำออกมาก็เลยแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว คนที่ไม่เข้าใจก็ยังคิดว่าตัวเองทำตามวิธีเป๊ะ ๆ แล้ว เป็นเพราะตำราอาหารมีปัญหาแน่ ๆ ที่จริงแล้วยังมีเคล็ดลับซ่อนอยู่ในรายละเอียดอีกตั้งเยอะแยะ”
ทั้งสามคนได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเขาพร้อมกัน พร้อมกับส่งสายตายอมรับในสิ่งที่เขาพูด
โจวเยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณอาเซี่ย การที่คุณอาเข้าใจถึงขั้นนี้ได้ แสดงว่าคุณอาเริ่มจะจับทางได้บ้างแล้วล่ะครับ พอกลับไปหางโจวก็ลองนำไปปรับใช้ดู รับรองว่าฝีมือทำอาหารต้องก้าวหน้าขึ้นมากแน่ ๆ ครับ”
“จริงเหรอ! ถ้างั้นพอกลับไปฉันต้องตั้งใจฝึกปรือให้ดีเลย! เริ่มจากทำเมนูที่เรียนมาสองวันนี้ก่อนเลย” เซี่ยหวาเฟิงดวงตาเป็นประกาย รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอย่างมาก
หยิบไข่ไก่มาสามสิบฟอง แยกไข่ขาวกับไข่แดงออกจากกัน
นวดน้ำขิงผสมต้นหอมให้ซึมเข้าไปในหมูสับ เติมไข่ขาว เกลือป่น พริกไทยขาวป่น เหล้าทำอาหาร และอื่น ๆ ลงไป นวดต่อไปเรื่อย ๆ จนหมูสับเหนียวหนึบ สามารถเกาะติดตะเกียบได้ถึงจะถือว่าใช้ได้
การทำหมูสับนึ่งไข่ ต้องนึ่งเนื้อหมูสับแผ่นก่อน เอาผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ มารอง แล้ววางกรอบไม้ที่คล้าย ๆ กับที่ใช้ทำเต้าหู้ลงไป จากนั้นก็ตักหมูสับที่ปรุงรสแล้วใส่ลงไปในกรอบไม้ ใช้ไม้พายค่อย ๆ กดให้แบนเรียบ แล้วใช้มือตบเบา ๆ เพื่อไล่อากาศออก ป้องกันไม่ให้เกิดรูพรุนรังผึ้งระหว่างนึ่ง
หมูสับที่เตรียมไว้ทำเนื้อหมูสับแผ่นได้สองแผ่น ยกขึ้นซึ้งนึ่ง ใช้ไฟแรงนึ่งครึ่งชั่วโมงให้เซตตัว จากนั้นก็หยิบแปรงมา เริ่มทาไข่ไก่ลงบนผิวของเนื้อหมูสับแผ่น
ทาชั้นแรกเสร็จก็เอาเข้าซึ้งนึ่งห้านาทีให้เซตตัว แล้วเอาออกมาทาชั้นที่สอง ทำซ้ำสามรอบ ผิวของเนื้อหมูสับแผ่นก็จะมีแผ่นไข่สีเหลืองทองมันวาวเคลือบอยู่ นึ่งต่ออีกสิบนาที แล้วเอาออกมาพักไว้ให้เย็น
แค่นี้ก็จะได้วัตถุดิบหัวใจสำคัญของการทำหมูสับนึ่งไข่ นั่นก็คือหมูสับแผ่นนั่นเอง
เนื้อหมูสับแผ่นที่มีไข่สีเหลืองทองเคลือบอยู่ สีเหลืองกับสีแดงตัดกัน ดูสวยงามน่ากินมาก
“ที่แท้เนื้อหมูสับแผ่นก็ทำแบบนี้นี่เอง! จะว่าไป สีสันก็สวยใช้ได้เลยนะ แถมยังหอมด้วย!” อาเหว่ยเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง เขาเองก็ยังไม่เคยเรียนทำหมูสับนึ่งไข่เหมือนกัน อาจารย์โจวเพิ่งจะทำเป็นครั้งแรก แต่ดูแล้วก็ออกมาดูดีไม่เบาเลย
“ทำหมูสับแผ่นเสร็จ เมนูนี้ก็ถือว่าเสร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือเริ่มทอดหมูสับ หนังหมูกรอบ แล้วก็เต้าหู้ทอด” โจวเยี่ยนก็รู้สึกพอใจกับหมูสับแผ่นนี้เหมือนกัน เขาเริ่มเตรียมเครื่องเคียงต่อ
ที่เรียกว่า ‘หมูสับนึ่งไข่’ (แปลตรงตัวคือ ชามฝังเครื่อง) ก็คือการเอาเนื้อหมูสับแผ่นมาหั่นเป็นชิ้น ๆ วางรองไว้ก้นชาม แล้ว ‘ฝัง’ วัตถุดิบต่าง ๆ ลงไป เช่น หมูสับทอด หนังหมูกรอบ เต้าหู้ทอด ดอกไม้จีน เห็ดหูหนู วุ้นเส้น เป็นต้น ฝังลงไปทีละชั้น ๆ จนแน่นเอี้ยด ก็เลยได้ชื่อนี้มา
หนังหมูกรอบ หรือก็คือหนังหมูทอด ใช้ปริมาณไม่เยอะเท่าไหร่ หนังหมูสันคอที่แล่ออกมาก่อนหน้านี้ก็พอใช้แล้ว
โจวเยี่ยนเจียวมันหมูห้าสิบจินนั้นออกมาก่อน จากนั้นก็เริ่มทอดหมูสับ หนังหมูกรอบ และเต้าหู้ เอาไปวางพักไว้ข้าง ๆ เพื่อเตรียมไว้ใช้
เพียงแค่ง่วนอยู่กับงานพวกนี้ ก็ลากยาวมาตั้งแต่เช้ายันค่ำ
ต่อให้เป็นเซี่ยหวาเฟิงที่มั่นใจว่าตัวเองพละกำลังดีนักหนา แค่มาเป็นลูกมือคอยช่วยหยิบจับโน่นนี่ แล้วก็เรียนรู้ไปด้วย ระหว่างทางยังเหนื่อยจนต้องแอบไปนั่งก่อไฟอยู่ข้าง ๆ ตั้งสองชั่วโมงถึงจะพอฟื้นตัวกลับมาได้
ปริมาณงานเยอะมาก แถมยังมีรายละเอียดหยุมหยิมเต็มไปหมด
แค่เมนูหมูสับนึ่งไข่เมนูเดียว การทอดเครื่องเคียงก็กินเวลาและเปลืองแรงไปตั้งเยอะแล้ว
นอกจากเมนูนึ่งแล้ว ยังต้องจัดการวัตถุดิบต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในวันพรุ่งนี้อีก อะไรที่ล้างไว้ก่อนได้ก็ล้าง อะไรที่หั่นไว้ก่อนได้ก็หั่นเด็ดขาดไม่เก็บไว้ทำพรุ่งนี้
โจวเยี่ยนเป็นกำลังหลักที่สำคัญที่สุด นอกจากรับหน้าที่ทำอาหารแล้ว ยังต้องคอยรับหน้าที่สั่งการและแบ่งงานอีก
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว เซี่ยหวาเฟิงนั่งอยู่หลังเตาไฟ มองโจวเยี่ยนจัดคนให้ยกอาหารที่นึ่งไว้ล่วงหน้าเข้าไปในห้องโถง แล้วประกาศเลิกงานของวันนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอกตามไปด้วย
ออกจากบ้านตอนเจ็ดโมงเช้า ตอนนี้ก็ปาเข้าไปหนึ่งทุ่มแล้ว
อาชีพพ่อครัวนี่ ไม่ใช่งานง่าย ๆ เลยจริง ๆ นะ!
วันนี้แหละ ที่เขาได้เห็นสภาพการทุ่มเททำงานของโจวเยี่ยนอย่างชัดเจน
ทั้งมีสมาธิและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล!
ไม่ว่าจะเป็นตอนลงมือทำอาหารเอง หรือตอนที่คอยสั่งการและแบ่งงาน ก็ทำได้อย่างไร้ที่ติ
คนที่เหนื่อยที่สุดในงานก็คือเขานี่แหละ แต่เขากลับไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยเลยสักคำ
“วันนี้ลำบากทุกคนแล้วนะครับ กลับไปพักผ่อนกันให้เต็มที่ พรุ่งนี้เช้าทุกคนมาตามเวลาที่ผมจัดไว้ให้ก็พอครับ ไม่ต้องมารอแต่เช้าตรู่หรอกนะ!” โจวเยี่ยนหันไปบอกกับพวกคนหั่นวัตถุดิบและผู้ช่วยแม่ครัว ปลดผ้ากันเปื้อนออกแล้วเดินตรงไปหาเซี่ยหวาเฟิง พูดยิ้ม ๆ “คุณอาเซี่ย เหนื่อยแย่เลยใช่ไหมครับ?”
“พูดตามตรงนะ เหนื่อยกว่าไปทำงานอีก” เซี่ยหวาเฟิงจับพนักเก้าอี้พยุงตัวลุกขึ้น มองโจวเยี่ยนแล้วเอ่ยด้วยความทึ่ง “แต่งานที่ฉันทำพอเทียบกับเธอแล้ว มันคนละชั้นเลยล่ะ เธอต่างหากที่ยุ่งมาตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ไม่เคยได้หยุดพักเลย พละกำลังกับความอดทนของเธอนี่มันสุดยอดไปเลยจริง ๆ”
“ชมเกินไปแล้วครับ ปกติที่ร้านก็ต้องทำงานหนักประมาณนี้แหละครับ ผมก็เลยรู้สึกเฉย ๆ กลับไปนอนพักสักตื่นก็หายแล้วครับ” โจวเยี่ยนช่วยปัดเศษแป้งบนเสื้อผ้าให้เขา พูดยิ้ม ๆ “ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณอากลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าคุณอาค่อยมาสายหน่อยก็ได้”
เซี่ยหวาเฟิงส่ายหน้า “แบบนั้นไม่ได้หรอก อาหารอีกตั้งหลายอย่างเพิ่งจะเรียนไปได้ครึ่งเดียวเอง โดยเฉพาะขาหมูตงพัวนั่น ฉันตั้งใจจะเรียนให้ได้เลยล่ะ”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ เรียกอาเหว่ยให้กลับบ้านด้วยกัน แล้วถามขึ้นลอย ๆ “เสี่ยวเจิงล่ะ?”
“อยู่ข้างหน้า กำลังจู๋จี๋กับอาเล็กของนายอยู่น่ะ” อาเหว่ยบุ้ยปาก กระซิบตอบ
โจวเยี่ยนมองตามไป ที่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านเก่า โจวเว่ยกั๋วกับเจิงอันหรงกำลังยืนคุยกันอยู่จริง ๆ ทั้งสองคนยืนห่างกันประมาณหนึ่งช่วงแขน ดูแล้วให้ความรู้สึกให้เกียรติกันเหมือนแขกคนสำคัญเลยทีเดียว
“เว่ยกั๋ว งั้นฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่” เจิงอันหรงได้ยินเสียงโจวเยี่ยน ก็เลยหันไปบอกโจวเว่ยกั๋ว
“เดี๋ยวไปส่งนะ” โจวเว่ยกั๋วตอบ
เจิงอันหรงส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก รถพวกเราพออยู่แล้ว ฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์ของอาเหว่ยหรือของพี่สี่กลับก็ยังได้เลย”
“ได้สิ” โจวเว่ยกั๋วไม่ได้ดึงดัน เขาพอจะรู้มาว่าเสี่ยวเจิงเป็นผู้หญิงที่พึ่งพาตัวเองมาโดยตลอด
โจวเยี่ยนให้พวกเขาขี่นำไปก่อน ส่วนเขาเปิดไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ขี่ตามหลัง คอยส่องทางให้ ซึ่งมันสว่างกว่าไฟฉายเยอะเลย
หลังจากไปส่งเซี่ยหวาเฟิงที่บ้านพักรับรองเรียบร้อย ทุกคนถึงค่อยกลับไปที่ร้านอาหาร
พอกลับถึงร้านอาหาร โจวเยี่ยนยังต้องจัดการทำเนื้อเงาโคมไฟหนึ่งร้อยยี่สิบที่ให้เสร็จก่อน แถมยังทำเผื่อไว้เป็นส่วนเกินอีกสิบที่ด้วย
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จ อาบน้ำชำระล้างร่างกาย โจวเยี่ยนก็เริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา เขาเอ่ยลาทุกคนแล้วก็ขึ้นบันไดไปนอน ตั้งนาฬิกาปลุกวางไว้ที่หัวเตียง พอหัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับไปในเสี้ยววินาที
…
ที่บ้านพักรับรอง เมิ่งจือหลานในชุดนอนเดินออกมาต้อนรับเซี่ยหวาเฟิงที่เพิ่งจะกลับมาถึง เธอถามด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์เซี่ยกลับมาแล้ว วันนี้ไปเรียนทำอาหารเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
“ได้อะไรกลับมาเพียบเลยล่ะ ไม่ใช่แค่เรียนทำอาหารไปได้สองสามอย่างนะ แต่ทำให้เข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของการทำอาหารแบบฉบับพ่อครัวมืออาชีพเลย” เซี่ยหวาเฟิงถอดเสื้อคลุมไปพลางพูดไปพลาง “ผมว่าพอกลับไปหางโจวคราวนี้ แล้วเอาสิ่งที่เรียนรู้มาทบทวนให้ดี ฝีมือทำอาหารต้องก้าวหน้าขึ้นมากแน่ ๆ อาจารย์โจวก็พูดแบบนี้เหมือนกัน”
“อาจารย์โจวเหรอ?” เมิ่งจือหลานถามด้วยความสงสัย
“ก็เสี่ยวโจวไง วันนี้เขารับหน้าที่เป็นอาจารย์ให้ผมหนึ่งวัน ผมก็เลยเรียกเขาว่าอาจารย์โจวตามพวกอาเหว่ยนั่นแหละ” เซี่ยหวาเฟิงอธิบาย
“อ้อ ถ้างั้นคุณก็คงจะตั้งใจเรียนน่าดูเลยสิ” เมิ่งจือหลานช่วยเขาปลดกระดุมชุดพ่อครัว “สามีฉันเก่งที่สุดเลย!”
มุมปากของเซี่ยหวาเฟิงยกยิ้มขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ “แน่นอนอยู่แล้ว ผมเรียนรู้วิธีทำไส้เกี๊ยวกับถั่วแดงกวนมาหมดแล้วล่ะ พอกลับถึงหางโจวเมื่อไหร่ ผมจะห่อเกี๊ยวให้คุณกิน แล้วก็จะทำบ๊ะจ่างไส้ถั่วแดงกวนให้กินด้วยนะ”
“งั้นเหรอ ตอนนี้ฉันเริ่มจะตั้งตารอแล้วสิ” เมิ่งจือหลานพูดด้วยสีหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยม
“ผมไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวค่อยมาคุยรายละเอียดให้ฟัง” เซี่ยหวาเฟิงหยิบชุดนอนเดินไปอาบน้ำ ไม่นานก็กลับมา
เมิ่งจือหลานซุกตัวอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว เธอเปิดผ้าห่มออกแล้วตบเตียงเบา ๆ “มาสิคุณ ฉันอุ่นเตียงไว้ให้แล้วนะ”
“อืม อุ่นจังเลยนะ จือหลานของผมนี่ดีที่สุดเลย” เซี่ยหวาเฟิงมุดเข้าไปในผ้าห่ม โอบกอดเมิ่งจือหลานไว้ แล้วรีบเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้น “ผมจะเล่าให้ฟังนะ วันนี้ผมเหนื่อยแทบขาดใจเลย ไปทำงานยังไม่เหนื่อยขนาดนี้เลยนะ ออกจากบ้านตอนเจ็ดโมงเช้า กว่าจะเลิกงานก็ปาเข้าไปหนึ่งทุ่ม
แต่ผมก็แค่ไปเป็นลูกมือ ถือสมุดจดตามติดเสี่ยวโจวคอยจดนั่นนี่ ระหว่างทางก็ยังแอบไปนั่งก่อไฟอยู่ตั้งสองชั่วโมง ปริมาณงานที่ทำถ้าเทียบกับเสี่ยวโจวแล้วมันคนละเรื่องเลยล่ะ
อาหารส่วนใหญ่เขาก็เป็นคนทำ แถมยังต้องรับหน้าที่สั่งการและแบ่งงานให้คนอื่นทำอีก ตั้งแต่เช้ายันค่ำแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย
สมาธิ พละกำลัง และความสามารถของเขา ล้วนเหนือกว่าที่ผมคาดคิดไว้มาก ตอนผมอายุยี่สิบเอ็ดถ้าเอาไปเทียบกับเขาล่ะก็ ห่างชั้นกันเยอะเลยล่ะ เขาบอกว่านี่คือการทำงานปกติของที่ร้านอาหารเขา ลองคิดดูสิว่าเวลาปกติเขาจะยุ่งขนาดไหน
จากที่ผมเฝ้าสังเกตคนที่มีพละกำลังเหลือล้นแบบนี้มา ประกอบกับความสามารถและความทะเยอทะยานที่เหมาะสมกับเขาแล้ว ในอนาคตเขาจะต้องกลายเป็นบุคคลระดับตำนานในวงการอาหารได้อย่างแน่นอน...”
“นาน ๆ ทีจะได้ยินคุณเอ่ยปากชมคนหนุ่มแบบนี้นะ ถ้างั้นตอนนี้คุณก็สนับสนุนให้เซี่ยเหยาคบกับเสี่ยวโจวแล้วใช่ไหม?” เมิ่งจือหลานถามด้วยรอยยิ้ม
เธอรออยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากเซี่ยหวาเฟิง พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเขาหลับไปแล้ว ปกติเขาไม่เคยนอนกรนเลย แต่วันนี้พอนอนหลับกลับมีเสียงกรนดังขึ้นมาเบา ๆ
“ดูท่าวันนี้คงจะเหนื่อยมากจริง ๆ อุตส่าห์อาบน้ำเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนผ้าไหมซะดิบดี” เมิ่งจือหลานหัวเราะอย่างจนใจ ค่อย ๆ ลุกขึ้นไปปิดไฟ แล้วซุกตัวกลับเข้าไปในอ้อมกอดของเซี่ยหวาเฟิงอีกครั้ง
…
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวเยี่ยนถูกปลุกด้วยเสียงกริ่งนาฬิกาที่ดังแสบแก้วหู เขาเอื้อมมือไปกดปิด แล้วพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียง
ความหนุ่มแน่นคือต้นทุนชั้นดี ถึงเมื่อวานจะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่วันนี้พอลุกขึ้นมาได้ก็กลับมามีพลังเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
โจวเยี่ยนสวมเสื้อผ้าแล้วเดินลงมาชั้นล่าง เสี่ยวเจิงที่ดูสดใสกับอาเหว่ยที่กำลังหาวหวอด ๆ ก็เดินตามลงมาด้วย
“อาเหว่ย นายเป็นอะไรไปเนี่ย? ก็เป็นคนหนุ่มเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมถึงได้ดูอ่อนปวกเปียกขนาดนี้ล่ะ?” โจวเยี่ยนมองอาเหว่ยแล้วหัวเราะ
อาเหว่ยมองดูสองคนที่ดูสดใส แล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ช่วยไม่ได้นี่นา ฉันมักจะรู้สึกเข้ากับพวกนายไม่ได้ เพราะฉันไม่ได้บ้าพลังเหมือนพวกนายน่ะสิ”
อาจารย์โจวกับพี่เจิงเป็นสองคนที่เขานับถือที่สุด ไม่ว่าเมื่อวานจะเหนื่อยแค่ไหน ขอแค่ได้นอนหลับพักผ่อน เช้าวันรุ่งขึ้นพอลุกขึ้นมาก็กลับมาสดใสได้เหมือนเดิม
ที่สำคัญคือ พวกเขายังสามารถตื่นมาตอนตีสี่ตีห้าได้อีก!
ที่จริงอาเหว่ยก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก เขาแค่ไม่ชินกับการตื่นเช้าเท่านั้นเอง เครื่องก็เลยสตาร์ตติดช้าไปหน่อย
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น โจวเยี่ยนเดินไปเปิดประตู จางเหล่าซานสองพ่อลูกเอาพวกหัวหมูมาส่งให้แล้ว
โจวเจี๋ยก็มาถึงแล้วเหมือนกัน เขาเอาเนื้อวัวที่เพิ่งเชือดเมื่อเช้ากับพวกลิ้นวัว หัวใจวัว ผ้าขี้ริ้ววัว และหนังหัววัวที่จัดการเรียบร้อยแล้วมาส่ง
โจวเยี่ยนหันไปบอกโจวเจี๋ย “พี่เจี๋ย น้ำซุปกระดูกวัวสำหรับทำเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวฝากพี่เคี่ยวด้วยนะ พี่เอาซี่โครงหมูกลับไปด้วยเลย เดี๋ยวผมทำเนื้อพะโล้กับแผ่นปอดสามีภรรยาเสร็จแล้วจะตามไปที่หมู่บ้านครับ”
โจวเจี๋ยตบหน้าอกตัวเองรับปาก “นายวางใจเถอะ น้ำซุปกระดูกวัวตุ๋นอยู่ในหม้อแล้ว เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวนายไม่ต้องห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง”
“ได้เลย มอบให้พี่จัดการ ผมก็วางใจแล้วครับ!” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ ให้จางซุ่นช่วยเอาซี่โครงหมูขึ้นรถของโจวเจี๋ย จากนั้นก็เรียกตัวสองพ่อลูกจางเหล่าซานที่กำลังเตรียมตัวจะกลับ ให้มาช่วยจัดการพวกหัวหมูก่อน
ช่วยไม่ได้นี่นา เวลามันกระชั้นชิด งานก็เยอะ แถมยังไงวันนี้จางเหล่าซานก็ไม่ได้ไปตั้งแผงขายหมูอยู่แล้ว ขืนกลับไปแต่เช้าเพื่อไปนอนต่อ สู้ให้อยู่ช่วยทำงานให้เขาก่อนยังจะดีกว่า พวกคนเชือดหมูน่ะจัดการพวกหัวหมูได้คล่องแคล่วเชียวล่ะ
จางเหล่าซานไม่ได้ปฏิเสธ หยิบมีดเลาะกระดูกออกมาจากรถแล้วเริ่มลงมือทำงานทันที
จางซุ่นแสดงฝีมือไปได้แค่สองสามท่า โจวเยี่ยนก็รีบจับไปนั่งก่อไฟแทนทันที
ไอ้หนุ่มนี่ไม่ได้เรื่องเท่าอาเหว่ยเลยด้วยซ้ำ ทักษะการใช้มีดยังไม่มีเลย
เอาเนื้อลงไปตุ๋นในหม้อพะโล้แดง โจวเยี่ยนก็เอาพวกลิ้นวัวกับหัวใจวัวไปต้มในน้ำพะโล้ขาวที่เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนรอบหนึ่ง
แผ่นปอดสามีภรรยาคือเมนูชูโรงในบรรดาอาหารจานเย็นของวันนี้ แถมยังเป็นเมนูใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดตัวต่อหน้าคนในบ้านตระกูลโจวเลยด้วยซ้ำ รอดูสิว่าจะสร้างความประหลาดใจให้แขกเหรื่อได้บ้างไหม
ตอนที่พวกโจวเยี่ยนเข็นอาหารพะโล้ไปถึงหมู่บ้านโจว ก็บังเอิญสวนกับขบวนรถรับเจ้าสาวที่กำลังจะออกเดินทางพอดี
เสียงประทัดดัง “ปัง ๆ ๆ” ราวกับเป็นสัญญาณเปิดฉากสงครามสองสมรภูมิขึ้นพร้อม ๆ กัน