- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 898 ว่าที่พ่อตาขอฝากตัวเป็นศิษย์
บทที่ 898 ว่าที่พ่อตาขอฝากตัวเป็นศิษย์
บทที่ 898 ว่าที่พ่อตาขอฝากตัวเป็นศิษย์
“บุพเพสันนิวาสพญาหงส์ลิขิต คู่สร้างคู่สมสวรรค์ประทาน” โจวโม่โม่อ่าน ตาเป็นประกาย “นี่ให้คุณอาสะใภ้นี่นา!”
“อืม โม่โม่เข้าใจตาที่สุดเลย” เมิ่งฮั่นเหวินพยักหน้ายิ้ม ๆ
“ให้หนูเหรอคะ?” เจิงอันหรงทำหน้าตกใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจอยู่ไม่น้อย
เมิ่งฮั่นเหวินมองเธอแล้วยิ้มบาง “ใช่ วีรกรรมการปกป้องประเทศชาติของสหายโจวเว่ยกั๋วทำให้คนซาบซึ้งใจ เรื่องราวของสหายเสี่ยวเจิงที่พยายามจนได้เป็นแม่ครัวจากการเป็นแค่เด็กยกอาหารก็จับใจไม่แพ้กัน พอได้ยินว่าพวกเธอสองคนจะแต่งงานกัน ฉันก็ดีใจมาก หวังว่าวันข้างหน้าพวกเธอจะรักใคร่กลมเกลียว ครองคู่กันไปจนแก่เฒ่านะ”
“ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ” เจิงอันหรงรีบเอ่ยขอบคุณ
“มะรืนนี้จะไปร่วมงานแต่งงาน ไปมือเปล่าคงไม่ได้ เขียนให้คู่บ่าวสาวสักแผ่นก็แล้วกัน” เมิ่งฮั่นเหวินจรดพู่กันเขียนอีกแผ่นหนึ่ง
“ดอกท้อบานสะพรั่ง เปล่งประกายงามตา ดรุณีเตรียมวิวาห์ นำพาร่มเย็นสู่เหย้าเรือน”
ลงวันที่และชื่อ จากนั้นก็ประทับตราของตัวเองลงไป
เมิ่งฮั่นเหวินพยักหน้าน้อย ๆ รู้สึกพอใจมาก “ดีมาก พรุ่งนี้ค่อยเอาไปใส่กรอบ ถึงเวลาหิ้วไปร่วมงานแต่ง ก็ถือว่าไม่ได้ไปมือเปล่าแล้ว”
“คุณตาให้ของขวัญชิ้นใหญ่เลยนะครับเนี่ย” โจวเยี่ยนพูดด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ
เซี่ยเหยาเคยคุยกับเขามาก่อนว่า คุณตาของเธอเป็นปรมาจารย์ด้านภาพวาดและตัวอักษร มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการเขียนพู่กันเป็นอย่างมาก ลายมือของท่านก็มีคุณค่าแก่การสะสมมากเช่นกัน
อาเหว่ยได้อักษรที่ขอมาแล้ว แต่ยังแอบงง ๆ อยู่ มองโจวเยี่ยนแล้วถามว่า “อาจารย์โจว อันนี้ต้องเก็บยังไงอ่ะครับ?”
โจวเยี่ยนค่อย ๆ รับตัวอักษรแผ่นนั้นมาจากมือเขาอย่างระมัดระวัง แล้วบอกว่า “เดี๋ยวฉันเก็บไว้ให้ก่อน รอให้นายสร่างเมาพรุ่งนี้ค่อยเอาไปก็แล้วกัน วันหลังถ้าว่างก็เข้าเมืองไปหาคนเอาไปใส่กรอบซะ แล้วค่อยเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน จะได้ไม่เปื้อนง่าย”
“ได้เลย” อาเหว่ยพยักหน้า เอ่ยขอบคุณเมิ่งฮั่นเหวินอีกครั้ง “ขอบคุณครับท่านปรมาจารย์!”
“ไม่เป็นไร ไว้ถ้าเธอแต่งงานเมื่อไหร่ ฉันจะเขียนให้อีกแผ่นนะ” เมิ่งฮั่นเหวินหัวเราะพลางตบไหล่เขาเบา ๆ พ่อหนุ่มคนนี้ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน
“ได้ครับ! ผมจะพยายามหาแฟนให้ได้เร็ว ๆ ครับ” อาเหว่ยรีบพยักหน้ารับ
เจิงอันหรงรับภาพไป แล้วก็เอ่ยขอบคุณเมิ่งฮั่นเหวินเช่นกัน
เธอไม่ค่อยเข้าใจถึงมูลค่าของตัวอักษรแผ่นนี้เท่าไหร่นัก แต่เธอเข้าใจถึงคำอวยพรที่งดงามจากผู้ใหญ่ ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความโรแมนติกนี้
เซี่ยหวาเฟิงเดินเข้ามาถามโจวเยี่ยนว่า “เสี่ยวโจว พรุ่งนี้ฉันจะมาเป็นลูกมือให้เธอ มาตอนกี่โมงดีล่ะ? ต้องเตรียมอะไรมาบ้างไหม?”
“คุณอาเซี่ย พูดจริงเหรอครับ?” โจวเยี่ยนมองเขา ตอนแรกนึกว่าวันนั้นเขาแค่พูดเล่นซะอีก
เซี่ยหวาเฟิงทำหน้าจริงจัง “เรื่องแบบนี้จะมีล้อเล่นด้วยเหรอ? วันที่แปดฉันต้องกลับหางโจวแล้ว ภายในสามวันนี้ต้องเรียนทำกับข้าวพวกนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นกลับไปคงไม่สบายใจแน่”
“ได้ครับ งั้นรอแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวผมไปเอาชุดพ่อครัวมาให้ พรุ่งนี้คุณอาเปลี่ยนชุดซะ จะได้ไม่เปื้อนเสื้อผ้าตัวเอง ซักยากแถมยังทำงานไม่ค่อยสะดวกด้วยครับ” โจวเยี่ยนบอก แล้วรีบเดินขึ้นไปชั้นบน ไม่นานก็หยิบชุดพ่อครัวลงมาให้หนึ่งชุด
เป็นชุดทำงานที่เขาเอาติดมือกลับมาจากตอนที่ไปทำงานแทนที่ภัตตาคารว่านซิ่วคราวก่อน โจวเยี่ยนใส่ไปไม่กี่ครั้ง แถมยังมีหมวกพ่อครัวมาให้ด้วย ดูเป็นมืออาชีพดี
เซี่ยหวาเฟิงรับชุดพ่อครัวไป สีหน้าดีใจสุด ๆ “แบบนี้ดีเลย ฉันเพิ่งจะเคยใส่ชุดพ่อครัวเป็นครั้งแรกนะเนี่ย”
“คุณอาเซี่ย พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมงผมจะไปถึงหมู่บ้านโจวนะครับ เพราะจำนวนโต๊ะค่อนข้างเยอะ ก็เลยต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ถ้าคุณอาตื่นไม่ไหว จะมาสายหน่อยก็ได้นะครับ...”
เซี่ยหวาเฟิงตอบด้วยสีหน้าที่บอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ “เจ็ดโมงทำไมจะตื่นไม่ไหวล่ะ! ตอนฉันทำงานที่หางโจว ฉันตื่นมาทำข้าวเช้าตอนหกโมงครึ่งทุกวัน เจ็ดโมงตรงก็ขี่จักรยานไปทำงานแล้ว ไม่มีปัญหา เดี๋ยวฉันไปหาเธอที่หมู่บ้านโจวเลย”
“เดี๋ยวผมแวะไปเรียกคุณอาที่บ้านพักรับรองก็ได้ครับ ยังไงก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว” โจวเยี่ยนพยักหน้า ดูออกเลยว่าคุณอาเซี่ยตั้งใจกับการมาเป็นลูกศิษย์ครั้งนี้มาก
หลินจื้อเฉียงบอกกับโจวเยี่ยน “เสี่ยวโจว พรุ่งนี้พวกเราไม่ไปหมู่บ้านโจวนะ ฉันต้องกลับไปดูบริษัท จัดการธุระนิดหน่อย แล้วก็จะถือโอกาสล้างรถให้สะอาดด้วย มะรืนนี้แต่เช้าฉันจะขับรถไปที่หมู่บ้านโจว พาเจ้าบ่าวไปรับเจ้าสาวเอง”
“ได้ครับ รบกวนอาหลินด้วยนะครับ” โจวเยี่ยนรีบตอบ
เรื่องรถงานแต่ง หลินจื้อเฉียงเป็นคนเสนอมาเอง การใช้รถคราวน์เป็นรถงานแต่ง มันเท่กว่าใช้มอเตอร์ไซค์เยอะเลย รับรองว่าเป็นรถรับเจ้าสาวที่หรูหราที่สุดในเสฉวนแน่นอน
เซี่ยเหยากลับไปพร้อมกับพ่อแม่ของเธอ โจวเยี่ยนคืนนี้ต้องทำเนื้อเงาโคมไฟ ไม่มีเวลาไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอจริง ๆ
“มาเถอะ วันหยุดปีใหม่จบลงก่อนกำหนดแล้ว คืนนี้ต้องทำงานแล้วสิ” โจวเยี่ยนสวมผ้ากันเปื้อน แล้วเดินเข้าไปในครัว
“อาปาอาปา...” ฤทธิ์เหล้าของอาเหว่ยเริ่มออกฤทธิ์แล้ว เขาลุกขึ้นตาม พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง
เจิงอันหรงช่วยเปลี่ยนทิศทางให้เขา “นายไปนอนเถอะ เหล้าครึ่งเหลี่ยงทำเอาเมาเป็นหมาเลยนะเนี่ย”
“อาปาอาปา...” อาเหว่ยยังคงพยายามจะพูดอะไรอีก
“ไป เดี๋ยวฉันพานายขึ้นไปนอนเอง” สหายเหล่าโจวแบกเขาขึ้นบ่าแล้วเดินออกไป
เรื่องการประเมินปริมาณเหล้า โจวเยี่ยนถือว่าเชี่ยวชาญพอตัวเลยล่ะ
ถ้าให้อาเหว่ยดื่มเหล้าขาวหนึ่งเหลี่ยงนั่นเข้าไปจนหมด เขาคงร่วงลงไปกองใต้โต๊ะก่อนจะได้กินข้าวด้วยซ้ำ
เนื้อวัวนี้สหายเหล่าโจวซื้อมาเมื่อตอนเช้า ช่วงนี้อุณหภูมิที่เจียโจวใกล้จะถึงศูนย์องศา ทิ้งไว้ในครัวทั้งวันก็ยังสดใหม่อยู่เลย
ในบรรดาอาหารจานเย็นหกอย่าง ก็มีเนื้อเงาโคมไฟรวมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ งานเลี้ยงกลางแจ้งของอาจารย์เขาในวันมะรืนนี้ก็ต้องใช้เนื้อเงาโคมไฟอีกหกสิบที่ คืนนี้ปริมาณงานไม่น้อยเลยทีเดียว
“อาจารย์ คุณเรียนทำหมูสับนึ่งไข่มาแล้วเหรอคะ?” เจิงอันหรงรับหน้าที่เอาเนื้อวัวที่โจวเยี่ยนแล่ไว้มาแผ่บนตะแกรง แล้วถามด้วยความอยากรู้
“ใช่ครับ เพิ่งเรียนมาได้ไม่นานน่ะ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
“เก่งจังเลย เมนูนี้เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยในชุดอาหารเก้าชามใหญ่เลยนะ กรรมวิธีซับซ้อนมาก เมื่อก่อนที่ร้านอาหารชิงเสินมีพ่อครัวอาวุโสคนนึงทำเป็น แต่เขาไม่เคยสอนพ่อครัวคนอื่นเลย” เจิงอันหรงเอ่ยชม
โจวเยี่ยนพูดยิ้ม ๆ “เขาไม่สอน ผมสอนเอง คราวก่อนที่เหมยโจวพี่กลับไปก่อน ไม่ได้กินขาหมูตงพัวไม่ใช่เหรอ พรุ่งนี้มาเรียนพร้อมกันเลยสิ”
“ได้เลยค่ะ!” เจิงอันหรงพยักหน้ายิ้ม ๆ ก็ต้องเป็นอาจารย์ของตัวเองนี่แหละ อยากเรียนอะไรก็ยินดีสอนให้หมด
เนื้อวัวที่แล่เสร็จแล้ว ถูกนำไปใส่ในตู้อบอุณหภูมิคงที่สองตู้
ช่วงที่ผ่านมาความจริงแล้วโจวเยี่ยนก็ได้ลองผิดลองถูกดูบ้าง อย่างเช่นการปรับอุณหภูมิของตู้อบจากสามสิบหกองศาเป็นสี่สิบห้าองศา ประสิทธิภาพในการอบแห้งก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาอบแห้งกว่าสิบชั่วโมง ก็ลดลงมาได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
ส่วนเนื้อเงาโคมไฟที่ทำออกมา ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพที่ระบบประเมิน หรือรสสัมผัสตอนที่ชิม ก็ไม่ได้ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ยังคงรักษามาตรฐานระดับสมบูรณ์แบบเอาไว้ได้
เห็นได้ชัดเลยว่า เขาประสบความสำเร็จในการปรับปรุงกรรมวิธีการทำเนื้อเงาโคมไฟ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างเห็นผล
เนื้อวัวไม่เหมือนกับแป้งโดนี่นา ไม่มีส่วนผสมของยีสต์ที่ใช้หมัก ก็เลยไม่จำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่าสามสิบแปดองศาอย่างเคร่งครัด
โจวเยี่ยนเฝ้าไฟจนถึงห้าทุ่ม แล้วก็ขึ้นไปนอน ความร้อนที่เหลืออยู่ก็พอจะอบเนื้อวัวให้แห้งได้เกือบหมดแล้ว รอพรุ่งนี้เย็นยุ่งเสร็จแล้วกลับมาทำขั้นตอนต่อไปก็พอ
...
ณ บ้านเก่าตระกูลโจว
คุณย่าเรียกลูกชายหลายคนมารวมตัวกัน เพื่อตรวจสอบขั้นตอนงานแต่งงานและการจัดเตรียมคนอย่างละเอียดอีกครั้ง
“เรื่องงานเลี้ยงกลางแจ้งมอบให้โจวเยี่ยนจัดการฉันวางใจแล้วล่ะ ส่วนเรื่องอื่น ๆ พวกแกต้องใส่ใจกันหน่อยนะ” คุณย่ามองไปที่โจวชิงและโจวเจ๋อ “เจ้าสามต้องไปรับลูกสะใภ้ วันงานเรื่องเยอะแยะคงดูแลไม่ไหวแน่ เจ้าใหญ่ เจ้ารอง หน้าที่ดูแลแขกก็ฝากพวกแกสองคนด้วยล่ะ ต้องดูแลแขกเหรื่อให้ดีนะ”
“ได้ครับ” โจวชิงและโจวเจ๋อรีบพยักหน้ารับ
“ดี งั้นก็รีบกลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าต้องตื่นมาเตรียมตัวแต่เช้าอีก” คุณย่าโบกมือ
ทุกคนถึงได้แยกย้ายกันไป
โจวเว่ยกั๋วเตรียมจะไปล้างหน้าล้างตา ก็โดนคุณย่าเรียกไว้ แกพูดยิ้ม ๆ ว่า “เว่ยกั๋ว ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าจะมีฝีมือแบบวันนี้ ก่อนหน้านี้มัวแต่แกล้งโง่ตบตาแม่แกอยู่ล่ะสิ?”
“แม่ครับ แบบนี้เขาเรียกว่าพลิกแพลงตามสถานการณ์ ตัดสินใจเด็ดขาด เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของทหารครับ” โจวเว่ยกั๋วตอบราวกับว่าเป็นเรื่องปกติ
“ชมเข้าหน่อยเดียว หางก็ชี้ขึ้นฟ้าซะแล้ว” คุณย่าหัวเราะ “พรุ่งนี้ก็ปล่อยให้พวกเขายุ่งกันไป ตอนเช้าแกพาแม่ไปที่ตำบลสุ่ยโข่วหน่อยนะ แม่จะไปหาซุนป้านเซียน ให้เขาช่วยดูดวงแกกับเสี่ยวเจิงหน่อย ว่าช่วงครึ่งปีแรกนี้มีวันไหนฤกษ์ดีบ้าง”
“ได้ครับ!” โจวเว่ยกั๋วรับคำ
“รีบจัดการงานแต่งให้เสร็จ จะได้รีบเตรียมตัวมีหลานเร็ว ๆ ด้วย”
“แม่ครับ เรื่องลูกเนี่ย ผมจะบอกแม่ให้นะครับ ผมต้องเคารพความคิดเห็นของเสี่ยวเจิงด้วย ก่อนปีใหม่ที่เธอมาขอให้ผมช่วยแกล้งเป็นแฟนเธอ ก็เพราะที่บ้านจะบังคับให้เธอไปดูตัว แล้วก็คงจะเร่งรัดให้รีบมีลูก ซึ่งเธอทำแบบนั้นไม่ได้เพราะกลัวจะเสียเวลาเรียนทำอาหารน่ะครับ” โจวเว่ยกั๋วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าผมแต่งงานกับเสี่ยวเจิง แล้วรีบเร่งให้เธอมีลูกทันที แบบนั้นเธอก็ฝากฝังชีวิตผิดคนแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“อืม การที่แกคิดถึงเรื่องนี้ได้ ก็แสดงว่าไม่ได้ทื่อมะลื่อเป็นไม้กระดานไปซะทีเดียว” คุณย่าพยักหน้า
มุมปากของโจวเว่ยกั๋วค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้น
คุณย่าพูดต่อ “แต่ว่า ที่เสี่ยวเจิงกังวลจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องแต่งงานมีลูกหรอกนะ แต่กังวลว่าพอกลับไปชิงเสินแล้วจะออกมาไม่ได้อีกต่างหาก ถ้าหาผู้ชายท้องถิ่นในชิงเสินแต่งงานด้วย พอมีลูกก็ต้องให้ลูกเรียนที่ชิงเสิน ก็เท่ากับว่าที่เพิ่งฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ ปีนึงก็คงได้เจอหน้าไม่ถึงสองครั้ง แถมอาจจะไม่ยอมให้เธอเป็นแม่ครัวต่อด้วย”
“แต่ถ้าแต่งงานกับแกมันก็ไม่เหมือนกัน พอมีลูก อย่างมากก็เสียเวลาแค่ปีเดียว พอพวกแกเลี้ยงจนเดินได้ แม่ก็จะช่วยเลี้ยงต่อให้อีกสองปี แล้วค่อยส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลเลย เสี่ยวเจิงก็กลับไปทำงานแล้วก็เรียนทำอาหารกับโจวเยี่ยนต่อได้ ไม่ทำให้เสียเวลาไปมากหรอก”
“ปีนี้แกอายุสามสิบหกแล้ว เสี่ยวเจิงก็ยี่สิบเจ็ด ถือว่าแต่งงานและมีลูกช้าแล้วนะ ผู้หญิงยิ่งอายุน้อย คลอดลูกแล้วก็ยิ่งฟื้นตัวเร็ว ถ้ารอไปอีกสองปี แกอายุขึ้นหลักสี่แล้วต้องมาเลี้ยงลูก งานแกก็คงยุ่งกว่าเดิม พละกำลังกับเรี่ยวแรงก็คงตามไม่ทัน ส่วนฉันเองก็คงช่วยพวกแกไม่ไหวแล้วล่ะ ถ้าปล่อยให้เสี่ยวเจิงต้องเลี้ยงลูกคนเดียว นั่นแหละถึงจะทำให้เธอไม่สามารถเป็นแม่ครัวต่อได้จริง ๆ”
โจวเว่ยกั๋วได้ยินดังนั้นก็อึ้งไป คิดตามคำพูดของคุณย่าอย่างละเอียด แล้วพยักหน้า “ที่แม่พูดก็มีเหตุผลนะครับ เดี๋ยววันหลังผมจะลองไปคุยเรื่องนี้กับเสี่ยวเจิงดู อยากรู้ว่าเธอจะมีความคิดเห็นยังไงบ้าง”
คุณย่าพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แบบนี้แหละถูกแล้ว คนเราต้องมองให้ไกล ทำเรื่องที่ถูกในเวลาที่ควร ถ้าแกกับอันหรงคิดจะมีลูก ด้วยอายุของพวกแก ยิ่งมีเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่ถ้าหล่อนมีความคิดเห็นและความตั้งใจของตัวเอง ในฐานะแม่สามีอย่างฉันก็พร้อมจะสนับสนุนหล่อนเหมือนกัน”
...
เจ็ดโมงตรง โจวเยี่ยนออกเดินทางจากบ้านตรงเวลา
ทิ้งจักรยานไว้ให้จ้าวเถี่ยอิงหนึ่งคัน รอให้โจวโม่โม่ตื่นนอนก่อน ค่อยพาจ้าวชิงเหอกลับไปที่หมู่บ้านพร้อมกัน
ส่วนคนอื่น ๆ ก็ออกเดินทางไปหมู่บ้านโจวกันอย่างพร้อมเพรียง
มอเตอร์ไซค์จอดลงที่หน้าบ้านพักรับรอง โจวเยี่ยนเพิ่งจะเตรียมตัวลงจากรถ เซี่ยหวาเฟิงในชุดพ่อครัวทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตสีดำก็รีบเดินออกมาแล้ว “มาแล้ว ๆ ฉันไม่ขับรถไปแล้วล่ะ ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เธอไปนี่แหละ ทิ้งรถไว้ให้จือหลาน วันนี้พวกหล่อนกะจะไปดูงิ้วเปลี่ยนหน้าเสฉวนที่เจียโจว แล้วก็จะแวะไปดื่มชาที่ริมแม่น้ำด้วย”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนตอบยิ้ม ๆ เรื่องนี้เหยาเหยาบอกเขาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
ในหมู่บ้านก็ไม่มีอะไรให้เที่ยวเล่นจริง ๆ นั่นแหละ วันนี้งานเขาก็แน่นเอี้ยดตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่มีเวลาไปเป็นเพื่อนพวกเขาอยู่แล้ว สู้ให้พวกเขาไปจัดทริปเที่ยวที่เจียโจวกันเองสักวันดีกว่า
“คุณอาเซี่ย คุณอาจะไปเป็นคนหั่นวัตถุดิบเหรอครับ?” อาเหว่ยเห็นเซี่ยหวาเฟิงใส่ชุดพ่อครัวก็ตกใจนิดหน่อย
นี่ระดับผู้จัดการธนาคารที่หางโจวเลยนะ!
อาจารย์โจวให้กินยาเสน่ห์อะไรเข้าไปเนี่ย ถึงหลอกเขาไปเป็นคนหั่นวัตถุดิบได้?
อาเหว่ยคิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออก ว่าอาจารย์โจวไปกุมความลับอะไรของเขาไว้เนี่ย?
เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้ายิ้ม ๆ “ใช่ วันนี้เราสองคนทำงานตำแหน่งเดียวกัน ฉันจะมาเรียนรู้กับเสี่ยวโจวน่ะ”
“อ้อ——” อาเหว่ยพยักหน้าทำท่าครุ่นคิด “มาเรียนรู้งั้นเหรอ ถ้างั้นคุณอาก็เรียกเสี่ยวโจวไม่ได้แล้วนะ ต้องเรียกอาจารย์โจวเหมือนกับพวกเราสิ ถึงจะถูก”
“อาจารย์โจว?” เซี่ยหวาเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “มีเหตุผล งั้นก็เรียกอาจารย์โจวแล้วกัน”
“เฮ้ย ๆ ๆ ?” โจวเยี่ยนรีบโบกมือ “คุณอาเซี่ย อย่าไปฟังอาเหว่ยพูดมั่วซั่วเลยครับ ทำแบบนั้นได้ไงกัน”
“อาจารย์โจว เธอไม่ต้องมาเกรงใจหรอก วันนี้ฉันมาเป็นลูกศิษย์จริง ๆ นะ เธอสอนมาได้เต็มที่เลย พยายามให้ฉันได้เรียนรู้อะไรกลับไปหางโจวเยอะ ๆ หน่อย” เซี่ยหวาเฟิงทำหน้าจริงจัง “ฉันเข้าใจดี การเรียนวิชาน่ะ ถ้าอยากมีหน้ามีตาต่อหน้าคนอื่น ก็ต้องยอมลำบากซะก่อน เธอสอนมาได้เต็มที่เลย ฉันรับไหว”
“คุณอามีทัศนคติและจิตวิญญาณแบบนี้ ต้องเรียนสำเร็จแน่นอนครับ!” โจวเยี่ยนพยักหน้าด้วยความพลาบปลื้มใจ ก่อนจะโบกมือบอก “ขึ้นรถเลย เสี่ยวเซี่ย!”
“หา?” เซี่ยหวาเฟิงอึ้งไปเลย
“ขึ้นรถเลยครับคุณอาเซี่ย...”