- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 892 กุนซือจ้าวเถี่ยอิงเจรจาค่าสินสอด
บทที่ 892 กุนซือจ้าวเถี่ยอิงเจรจาค่าสินสอด
บทที่ 892 กุนซือจ้าวเถี่ยอิงเจรจาค่าสินสอด
สารภาพรัก สาบาน มอบนาฬิกา แล้วก็ขอแต่งงาน!
เจอท่าไม้ตายต่อเนื่องชุดนี้เข้าไป อย่าว่าแต่เสี่ยวเจิงที่อึ้งไปเลย ขนาดโจวเยี่ยนเองก็ยังสมองอื้ออึงไปหมด
เดี๋ยวนะ อาเตรียมไม้ตายนี้ไว้ด้วยเหรอเนี่ย?
นี่ใช่ผู้ชายที่ทื่อมะลื่อเป็นไม้กระดานคนนั้นอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
เรื่องนี้ถ้าเปลี่ยนเป็นโจวเยี่ยน ตอนที่เหล่าเจิงจู่ ๆ ก็ตั้งคำถาม เขาคงต้องใช้เวลาคิดทบทวนให้ดีสักพักแน่ ๆ ใครจะไปคิดล่ะว่าโจวเว่ยกั๋วจะล้วงนาฬิกาข้อมือออกมา แล้วปล่อยท่าไม้ตายใส่กันดื้อ ๆ แบบนี้
เซี่ยเหยาอ้าปากค้างเล็กน้อย ตอนแรกก็แค่กะจะมาดูเรื่องสนุกของคู่รักกำมะลอที่มาเยี่ยมบ้านแท้ ๆ ไม่นึกเลยว่าพอดูไปครึ่งทาง จะกลายเป็นเรื่องตกตะลึงอย่างการขอแต่งงานสด ๆ แบบนี้ซะได้
เธอสบตากับเมิ่งอันเหอและหลินจื้อเฉียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ กัน แววตาตื่นเต้นของแต่ละคนนั้นปิดบังเอาไว้ไม่มิดเลย
ไม่เสียเที่ยวจริง ๆ!
ไม่เสียเที่ยวที่มาเลยจริง ๆ!
จ้าวเถี่ยอิงเองก็เริ่มนั่งไม่ติด เธอเหลือบมองโจวเว่ยกั๋วทีหนึ่ง แล้วก็สลับไปมองนาฬิกาข้อมือในมือเขาอีกที บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
“โอ้โห” โจวโม่โม่อุทานเสียงเบา ก่อนจะกัดซี่โครงหมูน้ำแดงไปหนึ่งคำ แล้วดูเรื่องสนุกต่อไป
เจิงก่วงเฉวียนและเฉินซิ่วหลานสบตากัน รอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจซ่อนเร้นไว้ได้เลย
ตอนแรกพวกเขาก็แค่เจตนาจะฟังโจวเว่ยกั๋วแสดงจุดยืน เพื่อดูความจริงใจที่เขามีต่ออันหรงของบ้านพวกเขา ไม่คิดเลยว่าพ่อหนุ่มคนนี้จะเตรียมตัวมาอย่างดี ถึงขั้นสาบานและขอแต่งงานอย่างสง่าผ่าเผยขนาดนี้
ก็ดีเหมือนกัน พวกเขาชอบคนที่องอาจเปิดเผยแบบนี้นี่แหละ
เฉินซิ่วหลานมองเจิงอันหรงที่กำลังยืนอึ้งอยู่ แล้วกระซิบเสียงเบา “อันหรง ตอบรับสิลูก”
เจิงอันหรงเม้มปาก จ้องมองนาฬิกาข้อมือในมือของโจวเว่ยกั๋ว สมองขาวโพลนไปหมด คำพูดของแม่ช่วยดึงให้สมองของเธอกลับมาทำงานอีกครั้ง
ถ้าบอกว่าการมารับเธอคือการให้ความร่วมมือในการแสดงละคร ถ้างั้นความจริงใจในการสารภาพรักของโจวเว่ยกั๋วในครั้งนี้ เธอก็รับรู้ถึงมันได้แล้ว
เขาไม่ใช่คนชอบพูดจาพร่ำเพรื่อ การที่เขาสาบานด้วยท่าทีอันเคร่งขรึมเหมือนตอนปฏิญาณตนเข้าร่วมพรรค ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของเขาได้เป็นอย่างดี
กองหนุนที่แข็งแกร่ง เพื่อนร่วมรบที่พึ่งพาได้!
นี่คือคำมั่นสัญญาที่โจวเว่ยกั๋วมอบให้กับเธอ
เขา... เข้าใจเธอมากจริง ๆ และก็ใส่ใจเธอมากเช่นกัน
นาฬิกาข้อมือยี่ห้อซีกัลแพงมากนะ อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินเดือนของเขากว่าหนึ่งเดือนเลยทีเดียว
แถมยังเป็นนาฬิกาข้อมือผู้หญิงอีกต่างหาก นั่นแสดงว่าเขาตั้งใจซื้อมาให้เธอโดยเฉพาะเลย
เจิงอันหรงเงยหน้าขึ้นมองโจวเว่ยกั๋ว บนใบหน้าที่ดูเด็ดเดี่ยวนั้น ตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความกระวนกระวายใจและความคาดหวัง หลังจากที่สบตากับเธอ เขาก็เผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนออกมาอีกครั้ง
ตอนแรกเธอคิดว่านี่เป็นเพียงความรักที่เธอเอื้อมไม่ถึงเสียอีก แต่กลับได้รับการตอบรับในระดับสูงสุดจากเขาแบบนี้
ในวินาทีนี้ หัวใจของเจิงอันหรงก็แน่วแน่ขึ้นมา
“เว่ยกั๋ว ฉันยินดีแต่งงานกับคุณค่ะ”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจิงอันหรง แต่น้ำตากลับไหลรินลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
โจวเว่ยกั๋วชะงักไปชั่วครู่ แววตาเปล่งประกายขึ้นมา เขาดึงนาฬิกาออกมาจากกล่อง ใช้มือข้างเดียวปลดตะขอสายนาฬิกาดังคลิก แล้วยิ้มส่งสัญญาณให้เจิงอันหรง “เสี่ยวเจิง ผมใส่ให้คุณนะ”
เจิงอันหรงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือขวาออกไป
โจวเว่ยกั๋วสวมนาฬิกาข้อมือให้เธอ
พอติดตะขอ ความยาวของสายนาฬิกาก็พอดีเป๊ะเลย
“ดี! ดีมาก!”
เจิงก่วงเฉวียนเป็นคนนำปรบมือ
เสียงปรบมือดังสนั่นขึ้นในห้องโถงทันที
เจิงอันหรงหลุบตาลงด้วยความขวยเขินเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อ
โจวเว่ยกั๋วมองเธอ แล้วเอ่ยด้วยท่าทีเคร่งขรึม “เสี่ยวเจิง ผมจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เหมือนกับที่ผมไม่เคยทรยศต่อคำสาบานตนตอนเข้าพรรคเลย”
“เว่ยกั๋ว...” เจิงอันหรงเงยหน้าขึ้นมองเขา ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขา
หน้าอกของเขาช่างกว้างขวางและกำยำ หัวใจเต้นตึกตัก ทำให้รู้สึกอุ่นใจเหลือเกิน
เธอไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการดูตัวที่ทางบ้านจัดหาให้อีกแล้ว และไม่ต้องมากังวลว่าครึ่งชีวิตหลังจะใช้ร่วมกับใครอีก เพราะเธอหาผู้ชายคนนั้นเจอแล้ว
“ดีจังเลยนะ ในที่สุดคนรักกันก็ได้ครองคู่กันซะที” เซี่ยเหยาถอนหายใจพลางพูดเสียงเบา
“นั่นสิ ดีจริง ๆ” โจวเยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย ถึงแม้จะเหนือความคาดหมายไปหน่อย แต่ผลลัพธ์แบบนี้มันยอดเยี่ยมไปเลย
“ถ้ารู้ว่าเว่ยกั๋วจะมาไม้นี้ วันนี้ก็ควรให้ย่าเขามาเองซะเลย จะได้กำหนดวันแต่งกันไปเลย” จ้าวเถี่ยอิงถอนหายใจเบา ๆ
“แม่ครับ งั้นแม่เป็นตัวแทนจัดการเลยไหม? บรรยากาศมาถึงขนาดนี้แล้วนะ” โจวเยี่ยนเอียงคอ กระซิบเสียงเบา “ย่าบอกไว้แล้วนะว่าถ้าจัดการสำเร็จ ต่อไปตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวตระกูลโจว แม่ก็เป็นคนนั่งเลย”
จ้าวเถี่ยอิงได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น เริ่มจะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้ว
กอดกันได้ไม่นาน เจิงอันหรงก็รีบผละออกแล้วนั่งลง ใบหน้าแดงก่ำ แต่รอยยิ้มแห่งความสุขที่มุมปากกลับปิดบังเอาไว้ไม่มิดเลย
โจวเว่ยกั๋วเองก็นั่งลง นั่งตัวตรงแน่ว มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นเช่นกัน
ดูออกเลยว่าเขาพอใจกับการแสดงออกของตัวเองมาก
“พี่อันหรงค้า ถ้างั้นต่อไปหนูจะเรียกพี่ว่าคุณอาสะใภ้แล้วน้า” โจวโม่โม่งมองเจิงอันหรงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้
“อื้ม...” เจิงอันหรงรับคำ รู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย แต่กลับมีความสุขขึ้นมาซะอย่างนั้น นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย
“เรียกคุณอาเขยสิลูก” หลี่เจวียนหันไปบอกลูกสองคนพร้อมรอยยิ้ม
“คุณอาเขย!”
“คุณอาเขย——”
เด็กทั้งสองคนรีบเรียกตามทันที
“จ้ะ” โจวเว่ยกั๋วรับคำอย่างเปิดเผยและเป็นธรรมชาติ
ทุกคนต่างพากันหัวเราะออกมา
เจิงก่วงเฉวียนตบไหล่โจวเว่ยกั๋ว พูดด้วยความปลาบปลื้มใจ “พ่อหนุ่ม อาดูคนไม่ผิดเลย คนที่เคยเป็นทหารมานี่มีบารมีจริง ๆ ฉันชอบนิสัยเด็ดขาดแบบนี้ของเธอ มอบอันหรงให้เธอ ฉันก็วางใจแล้ว”
“อืม ดีมากเลย” เฉินซิ่วหลานปาดน้ำตาที่หางตา พยักหน้าด้วยความปลาบปลื้มใจเช่นกัน
โจวเว่ยกั๋วยกแก้วเหล้าขึ้นด้วยท่าทีนอบน้อม “คุณอาเจิง ผมขอดื่มให้คุณอากับคุณน้าหนึ่งแก้วครับ ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่ยอมฝากฝังเสี่ยวเจิงไว้กับผม พวกคุณวางใจได้เลย ผมจะดูแลเธอให้ดี จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอ และจะไม่ยอมให้เธอต้องลำบากเด็ดขาดครับ”
“ดี อาเชื่อเธอนะ” เจิงก่วงเฉวียนชนแก้วกับเขา
“น้าก็เชื่อใจเธอนะ” เฉินซิ่วหลานพยักหน้ารับ
“พี่เจิง ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ” เซี่ยเหยาส่งยิ้มให้เจิงอันหรง
“ขอบใจนะเหยาเหยา” เจิงอันหรงพยักหน้าน้อย ๆ
โจวเยี่ยนหัวเราะ “ต่อไปอยู่ที่ร้านผมจะเรียกพี่ว่าเสี่ยวเจิง พออยู่ข้างนอกค่อยเรียกว่าอาสะใภ้ก็แล้วกันนะครับ”
“อาจารย์ เรียกฉันว่าเสี่ยวเจิงไปตลอดเถอะค่ะ...” เจิงอันหรงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ฉันว่าแบบนี้ฉันน่าจะชินกว่าค่ะ”
“ก็ดีเหมือนกันครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้าน้อย ๆ รอให้กลับไปถึงบ้านตระกูลโจวก่อน ค่อยไปเรียกต่อหน้าคุณย่าก็ยังไม่สาย ยังไงซะไม้ขนไก่ตีคนมันก็เจ็บเอาเรื่องอยู่นะ
คุณดูสิ ขนาดก้อนหินยังถูกตีจนเบิกเนตรได้เลย
จ้าวเถี่ยอิงหันไปพูดกับเฉินซิ่วหลานด้วยรอยยิ้ม “พี่เฉิน ฉันว่าเว่ยกั๋วกับเสี่ยวเจิงคู่นี้เหมาะสมกันมากจริง ๆ นะ ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันนี้เขาจะเตรียมนาฬิกามาขอเสี่ยวเจิงแต่งงานด้วย”
“อืม เว่ยกั๋วนี่ดูภายนอกกระด้างแต่ภายในอ่อนโยนจริง ๆ” เฉินซิ่วหลานพยักหน้าด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก
ถ้าจะบอกว่าเมื่อเช้าโจวเว่ยกั๋วมาเยี่ยมบ้านอย่างเอิกเกริกเพื่อเชิดหน้าชูตาให้ครอบครัวตระกูลเจิงแล้วล่ะก็ การเตรียมของขวัญมาให้ครอบครัวพวกเธอ การสาบานขอแต่งงาน แล้วก็การมอบนาฬิกาให้อันหรง ก็ถือเป็นการให้เกียรติและทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลยทีเดียว
จ้าวเถี่ยอิงนั่งตัวตรง สีหน้าจริงจัง “พี่เฉิน สภาพร่างกายของเว่ยกั๋วบ้านเราอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่จิตใจเขาซื่อตรง เป็นคนซื่อสัตย์ แถมหน้าที่การงานก็ค่อนข้างมั่นคง
เด็กสองคนต่างก็ถูกใจกัน แม่ของฉันเองก็ชอบเสี่ยวเจิงมากเหมือนกัน เคยบอกกับฉันอยู่บ่อย ๆ ว่าถ้าเว่ยกั๋วได้เสี่ยวเจิงมาเป็นภรรยา ถือว่าเป็นบุญวาสนาที่สั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อนเลยล่ะ
วันนี้เว่ยกั๋วขอเสี่ยวเจิงแต่งงานแล้ว ฉันก็ขอเป็นตัวแทนของแม่ มาสู่ขอหล่อนกับพี่อย่างเป็นทางการ อยากจะลองฟังความเห็นของพวกพี่ดูหน่อยค่ะ
เรื่องสินสอด ธรรมเนียมปฏิบัติ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็เอาตามประเพณีทางฝั่งของพวกพี่ได้เลย ทำแบบไหนถึงจะเหมาะสม พวกเราก็จะทำตามนั้นค่ะ
วันนี้ที่ฉันมาหลัก ๆ ก็เพื่อแสดงจุดยืน แล้วก็เปิดอกคุยกัน เดี๋ยวพอกินข้าวเที่ยงเสร็จ พี่บอกมาได้เลย ฉันจะจดไว้ พอกลับไปฉันก็จะไปปรึกษากับแม่ เตรียมของให้พร้อม แล้วค่อยมาสู่ขออย่างเป็นทางการอีกทีค่ะ”
เฉินซิ่วหลานตั้งใจฟังคำพูดของจ้าวเถี่ยอิงจนจบ แล้วพยักหน้าน้อย ๆ “เด็ก ๆ เข้ากันได้นี่แหละสำคัญที่สุด พวกเราคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องสนับสนุนและอวยพรให้อยู่แล้วล่ะ
เสี่ยวเจิงบ้านเราเป็นเด็กที่รู้ความและขยันขันแข็ง ตอนนี้เงินเดือนเดือนหนึ่งก็ปาเข้าไปร้อยกว่าหยวนแล้ว หลายปีมานี้มัวแต่เรียนทำอาหารก็เลยเสียเวลาไปบ้าง การที่ได้มาเจอกับคนหนุ่มอนาคตไกลอย่างเว่ยกั๋ว พวกเราก็ดีใจมากจริง ๆ
พวกเราคงไม่ตั้งเงื่อนไขอะไรให้ยุ่งยากหรอก ก่อนหน้านี้ฉันเคยลองถาม ๆ ดูมาบ้าง สองปีมานี้สินสอดโดยทั่วไปก็น่าจะประมาณ 366 หยวน ถือฤกษ์เอาตัวเลขมงคลน่ะ แล้วก็เรื่องจัดเตรียมของแต่งงานพวกสามบิดหนึ่งดัง หรือเครื่องเรือนสามสิบหกขา (1) พวกเธอเห็นสมควรยังไงก็จัดการตามนั้นได้เลย ฉันเชื่อว่าเว่ยกั๋วจะต้องจัดการเรื่องพวกนี้ได้อย่างเหมาะสมแน่นอน”
“พี่เฉิน การที่เว่ยกั๋วได้มาเจอกับพ่อตาแม่ยายที่คุยง่ายและมีเหตุผลแบบพวกพี่เนี่ย ถือว่าโชคดีจริง ๆ เลยนะคะ” จ้าวเถี่ยอิงรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย “เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้วค่ะ ฉันจดเอาไว้แล้ว พอกลับไปจะไปบอกแม่ ให้แม่เป็นคนจัดการเองค่ะ
เรื่องสามบิดหนึ่งดังนี่ฉันขออธิบายให้ฟังหน่อยนะคะ ก่อนปีใหม่เพิ่งจะซื้อจักรยาน 28 นิ้วมาคันนึง นาฬิกาข้อมือตอนนี้พวกเขาก็มีกันคนละเรือนแล้ว จักรเย็บผ้านี่ก็สมควรจะต้องซื้อมาเตรียมไว้สักเครื่อง ส่วนเครื่องเล่นเทปคงไม่ต้องซื้อแล้วล่ะค่ะ เพราะก่อนปีใหม่ที่บ้านเพิ่งจะได้โทรทัศน์สีนำเข้าเครื่องใหญ่มาเครื่องนึง
ส่วนเครื่องเรือนสามสิบหกขานี่ยังไงก็ต้องสั่งทำใหม่ทั้งหมดแหละค่ะ สามีภรรยาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน พวกโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้หรอก พอกลับไปฉันจะรีบให้แม่ไปตามช่างไม้มาจัดการให้เลยค่ะ”
เฉินซิ่วหลานฟังแล้วก็พยักหน้ารัว ๆ รู้สึกพอใจกับคำพูดของจ้าวเถี่ยอิงเป็นอย่างมาก
“โทรทัศน์สีนำเข้าเครื่องใหญ่เหรอคะ?” หลี่เจวียนที่เงี่ยหูฟังอยู่ พอได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความตกใจ
พอเจิงก่วงเฉวียนกับเจิงฮั่นเซิงได้ยินก็หันขวับมามองเช่นกัน ขนาดโทรทัศน์ขาวดำที่บ้านพวกเขายังไม่มีเลย นับประสาอะไรกับโทรทัศน์สี
“ใช่ค่ะ คราวก่อนโจวเยี่ยนเชิญกลุ่มชาวต่างชาติไปร่วมงานเลี้ยงล้มหมูที่หมู่บ้านโจว ชาวต่างชาติกลุ่มนั้นก็เลยมอบโทรทัศน์สีนำเข้าขนาด 18 นิ้วมาให้เครื่องนึง ที่บ้านเรามีอยู่เครื่องนึงแล้ว โจวเยี่ยนก็เลยยกโทรทัศน์สีเครื่องนี้ให้คุณย่าของเขา เอาไปตั้งไว้ที่บ้านเก่าน่ะค่ะ” จ้าวเถี่ยอิงอธิบายยิ้ม ๆ “เว่ยกั๋วเป็นลูกคนที่ห้า พี่ชายข้างบนสี่คนก็แต่งงานแยกบ้านกันไปหมดแล้ว ทุกคนเลยตกลงกันไว้แล้วว่าบ้านเก่าจะยกให้เว่ยกั๋วค่ะ”
“อ้อ” ทุกคนถึงบางอ้อ
เจิงก่วงเฉวียนมองโจวเยี่ยนพลางเอ่ยชม “อาจารย์โจว คุณนี่ใจป้ำจังเลยนะ โทรทัศน์สีนำเข้านี่ เครื่องนึงอย่างน้อยก็ต้องหลายร้อยเลยใช่ไหม?”
“หนึ่งพันหกร้อยค่ะ” เจิงอันหรงตอบ
“ซี๊ด——”
ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
สองพ่อลูกตระกูลเจิงเบิกตากว้างขึ้นอีกหลายส่วน
สองปีมานี้มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้แต่ละครอบครัว ประกอบกับเป็นช่วงที่ดินฟ้าอากาศเป็นใจ เกษตรกรจึงหาเงินได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก สองพ่อลูกทำงานมาทั้งปี ก็ยังมีเงินเก็บเหลืออยู่ในมือตั้งห้าหกร้อยหยวน
ถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องเก็บเงินตั้งสามปีถึงจะซื้อโทรทัศน์สีนำเข้าได้สักเครื่อง
“โทรทัศน์สีเครื่องใหญ่ขนาดนั้น เอาไว้ดูงานเทศกาลฉลองวันปีใหม่คงสบายตาน่าดูเลยเนอะ?” เจิงฮั่นเซิงพูดด้วยความอิจฉา
“อืม สบายตาจริง ๆ ครับ ภาพชัดแจ๋วเลย” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ
“ดีจัง โทรทัศน์สีนี่ดีจริง ๆ” เจิงก่วงเฉวียนพยักหน้ารัว ๆ ฐานะของบ้านตระกูลโจวถือว่าดีมากเลยทีเดียว
เฉินซิ่วหลานได้ยินก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องโทรทัศน์สีมากนัก หันไปถามจ้าวเถี่ยอิงว่า “บ้านเก่ายกให้เว่ยกั๋ว ถ้างั้นต่อไปแม่ของเธอก็จะอยู่กับเว่ยกั๋วใช่ไหม?”
จ้าวเถี่ยอิงมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความกังวลของเฉินซิ่วหลาน จึงตอบยิ้ม ๆ ว่า “พี่เฉิน เรื่องนี้พี่วางใจได้เลยค่ะ เรื่องดูแลแม่ยามแก่เฒ่า ลูกชายทั้งห้าคนไม่มีใครหนีพ้นหรอกค่ะ ตอนนี้คุณย่ายังสบายดี แข็งแรงดี แกชอบอยู่บ้านเก่าคนเดียว ทำกับข้าวกินเอง พวกเราก็จะให้เงินแกคนละยี่สิบหยวนทุกปีค่ะ
รอจนถึงเวลาที่แกเริ่มไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก พวกเราก็ปรึกษากันไว้แล้วว่า จะสลับกันรับแกไปอยู่ด้วยบ้านละสามเดือนหรือครึ่งปี แบ่งเบาภาระกันดูแลแกค่ะ”
“บ้านตระกูลโจวมีลูกชายห้าคน แต่ละคนก็สร้างครอบครัวมีหน้าที่การงานกันหมดแล้ว คุณย่าสั่งสอนลูกหลานมาดีมาก จัดการดูแลครอบครัวได้ดีเยี่ยม พี่น้องต่างก็รักใคร่กลมเกลียวกัน
ฉันเองก็เป็นลูกสะใภ้ แต่งงานจากเขาเอ๋อเหมยมาอยู่ที่ซูจี หลายปีมานี้แม่สามีดูแลฉันเหมือนลูกสาวแท้ ๆ มาตลอด ต่อไปถ้าให้ฉันมาดูแลแกยามแก่เฒ่า ฉันก็ยินดีมาก ๆ เลยค่ะ”
……….……….……….……….
(1) เครื่องเรือนสามสิบหกขา (三十六条腿 ): ชุดเครื่องเรือนไม้ที่จำเป็นสำหรับการสร้างครอบครัวใหม่ (โต๊ะ เก้าอี้ เตียง ตู้ รวมกันให้ได้ 36 ขา)