- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 886 คุณไปดูตัวผู้หญิงคนต่อไปเถอะค่ะ
บทที่ 886 คุณไปดูตัวผู้หญิงคนต่อไปเถอะค่ะ
บทที่ 886 คุณไปดูตัวผู้หญิงคนต่อไปเถอะค่ะ
“ฉัน...” สวีหงเหมยหัวเราะแห้ง ๆ “อันหรง เธอก็รู้นี่นา พี่ทำงานอยู่ที่สหกรณ์ตำบลเทียนเมี่ยวมาตั้งสี่ห้าปีแล้ว มันอยู่ไกลบ้านแถมยังไกลจากตัวอำเภอด้วย ไม่มีเวลาดูแลบ้าน แล้วก็ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก พี่ก็เลยอยากจะขอย้ายที่ทำงานจริง ๆ นั่นแหละ”
“แต่ว่าเรื่องที่มาเป็นแม่สื่อแนะนำคู่ให้เธอน่ะ พ่อกับแม่เธอเป็นคนมาขอร้องให้พี่ช่วยจัดการให้นะ ฐานะของบ้านตระกูลหวงก็ดีจริง ๆ หวงกั๋วผิงก็เป็นถึงเจ้าหน้าที่ในที่ทำการตำบล หน้าที่การงานดีไปซะทุกด้าน พาคนมาถึงที่แล้ว ถ้าเธอไม่ออกไปเจอหน้าเขาสักหน่อย พี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ”
สวีหงเหมยพูดช่วงท้ายด้วยสีหน้าที่แฝงความไม่พอใจเล็กน้อย
เฉินซิ่วหลานเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย เธอจับมือเจิงอันหรงไว้แล้วพูดว่า “อันหรง เรื่องนี้พวกเราเป็นคนไปขอร้องให้หงเหมยมาช่วยเป็นแม่สื่อให้จริง ๆ ลูกออกไปเจอเขาสักหน่อยเถอะ ไม่แน่ลูกอาจจะรู้สึกว่าเขาเหมาะสมก็ได้นะ พี่สาวลูกเขาก็หวังดี อย่าทำให้คนเขาต้องลำบากใจเลย”
เจิงอันหรงได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ได้ค่ะพี่ ฉันจะออกไปเจอเขา แต่ฉันขอพูดไว้ก่อนเลยนะคะ ฉันจะรักษามารยาทเอาไว้ แต่ฉันมีแฟนแล้วจริง ๆ ฉันจะไม่คบกับเขาหรอกนะ พี่ระวังคำพูดของตัวเองให้ดีล่ะ อย่าพูดอะไรจนเลยเถิดเดี๋ยวจะกู่ไม่กลับเอา”
“อันหรง เธอเองก็โตแล้วนะ ทำไมถึงยังพูดจาเอาแต่ใจแบบนี้อีกล่ะ” สวีหงเหมยถอนหายใจ พลางดึงแขนเจิงอันหรงให้เดินออกไปข้างนอก “ก็ได้ เธอเองก็ระวังคำพูดหน่อยแล้วกัน เธอไม่ถูกใจหวงกั๋วผิง เขาก็สายตาสูงใช่เล่น ไม่แน่ว่าเขาจะถูกใจเธอเหมือนกันหรอกนะ”
เจิงอันหรงพยักหน้าน้อย ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
วันนี้อากาศดี ชาวบ้านหลายคนต่างพากันออกมารับแสงแดดและจับกลุ่มคุยกันหน้าบ้านของตัวเอง
ทุกคนมองเห็นรถจักรยานสองคันที่จอดอยู่หน้าบ้านตระกูลเจิง หัวข้อสนทนาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นเรื่องของบ้านตระกูลเจิงแทน
“นี่มาแนะนำคู่ให้อันหรงอีกแล้วเหรอ? ปีใหม่ปีนี้คนที่สามแล้วมั้ง? ไม่รู้ว่าคนนี้จะสำเร็จหรือเปล่า”
“ฉันได้ยินมาว่าเป็นหวงกั๋วผิงจากที่ทำการตำบล คนที่หน้ากลม ๆ นั่นไง ได้ยินว่าเป็นคนในตัวอำเภอ พ่อยังเป็นถึงนักบัญชีที่สหกรณ์ระดับอำเภอ ฐานะทางบ้านดีมากเลยล่ะ”
“เสี่ยวเจิงก็เป็นถึงแม่ครัวใหญ่จับตะหลิวอยู่ในครัวร้านอาหารชิงเสิน ปีที่แล้วยังได้เป็นพนักงานดีเด่นด้วย หน้าที่การงานดีเหมือนกันนั่นแหละน่า”
“ข่าวแกมันเก่าไปแล้ว ฉันได้ยินมาว่าเจิงอันหรงลาออกจากร้านอาหารชิงเสินไปแล้ว ไปเป็นแม่ครัวอยู่ร้านอาหารเอกชนเล็ก ๆ ในซูจี ไม่ใช่ร้านอาหารของรัฐแล้ว”
“หล่อนคิดอะไรของหล่อนเนี่ย? ร้านอาหารชิงเสินเป็นข้าราชการมีงานการมั่นคงดี ๆ ไม่ชอบ ดันไปเป็นลูกจ้างให้ร้านอาหารเอกชนในตำบลซะงั้น? ฉันดูแล้วเรื่องนี้น่าจะล่มไม่เป็นท่า พอเอามาเทียบกัน ฐานะบ้านหวงดีกว่าตั้งเยอะ”
ชาวบ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ ล้วนแต่ไม่คิดว่าการดูตัวครั้งนี้จะสำเร็จ
ในห้องโถงใหญ่ เจิงฮั่นเซิงลูกชายของเจิงก่วงเฉวียนนั่งตัวตรง สีหน้าดูเกร็ง ๆ เล็กน้อย
ข้าง ๆ เขามีชายหนุ่มสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนัง รองเท้าหนัง นั่งพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ ข้างมือเขามีผลไม้กระป๋องวางอยู่สองกระป๋อง หวงกั๋วผิงปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดปี รูปร่างสันทัด ใบหน้ากลม ในมือถือใบประกาศเกียรติคุณดูอย่างพินิจพิเคราะห์ พลางเอ่ยถามขึ้นมาว่า “ได้เป็นพนักงานดีเด่นแบบนี้ ปกติเสี่ยวเจิงคงทำงานเก่งน่าดูเลยใช่ไหมครับ?”
เจิงก่วงเฉวียนตอบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “เสี่ยวเจิงบ้านเราไปทำงานที่ร้านอาหารชิงเสินตั้งแต่สิบสามแล้ว เริ่มจากเป็นเด็กยกอาหาร ค่อย ๆ ไต่เต้าไปจนถึงในครัว ได้เป็นแม่ครัวใหญ่ ฝีมือการทำงานนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่งั้นก็คงไม่ได้เป็นพนักงานดีเด่นหรอก ตอนอยู่บ้านก็เหมือนกัน ทั้งทำกับข้าว ล้างจาน กวาดบ้าน อะไรที่เห็นว่าต้องทำก็ทำหมด เป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จักจับฉวยงานบ้านงานเรือนจริง ๆ”
เจิงฮั่นเซิงพูดเสริม “ใช่ครับ เสี่ยวเจิงเลี้ยงเด็กเก่งด้วย ปกติถ้าเธออยู่บ้าน ลูกสองคนของผมก็ชอบไปเกาะติดเธอตลอด ทั้งเปลี่ยนผ้าอ้อม พาเข้าห้องน้ำอะไรพวกนี้ทำมาตั้งแต่เด็ก ๆ เก่งไปหมดเลยครับ”
สองพ่อลูกพูดจาระมัดระวัง ไม่วายเหลือบมองหวงกั๋วผิงเป็นระยะ กลัวว่าจะพูดอะไรผิดไป
หลี่เจวียนพี่สะใภ้ของเจิงอันหรงพาลูกสองคนนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ ไม่กล้าพูดแทรกขึ้นมาแม้แต่คำเดียว
หวงกั๋วผิงพับใบประกาศเกียรติคุณวางไว้ข้าง ๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มปรากฏขึ้น แล้วพูดต่อ “คุณอาเจิงครับ การที่เสี่ยวเจิงได้เป็นพนักงานดีเด่นนี่มันก็ดีมากเลยนะครับ แต่ผมฟังพี่สวีบอกว่าตอนนี้เธอไม่ได้ทำงานที่ร้านอาหารชิงเสินแล้ว นี่คือถูกสั่งย้ายเหรอครับ? ยังเป็นร้านอาหารของรัฐอยู่ไหมครับ?”
“เสี่ยวเจิงน่ะ...” เจิงก่วงเฉวียนอึกอัก ไม่รู้จะพูดถึงงานในตอนนี้ของเจิงอันหรงอย่างไรดีในตอนนั้น
“ไม่ใช่ร้านอาหารของรัฐค่ะ เป็นร้านอาหารเอกชนในซูจี” เจิงอันหรงเดินเข้ามาในห้องโถง แล้วเป็นคนตอบคำถามนี้แทน
หวงกั๋วผิงหันไปตามเสียง พอเห็นเจิงอันหรงเดินเข้ามา เขาก็ใช้สายตากวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มพูดว่า “คุณคือเสี่ยวเจิงใช่ไหมครับ? ผมชื่อหวงกั๋วผิง ทำงานอยู่ฝ่ายบริหารส่วนตำบลครับ”
เจิงอันหรงพยักหน้าน้อย ๆ “สวัสดีค่ะ สหายหวงกั๋วผิง ฉันชื่อเจิงอันหรง เรื่องของคุณ เมื่อกี้ลูกพี่ลูกน้องฉันบอกฉันแล้วค่ะ”
“เสี่ยวเจิง รีบมานั่งสิ มาคุยกับสหายหวงทำความรู้จักกันก่อน” เจิงก่วงเฉวียนรีบพูด “สหายหวงน่ะมีหน้าที่การงานดีมากเลยนะ ทำงานอยู่ฝ่ายบริหารส่วนตำบล แถมยังมีทะเบียนบ้านในเมือง ที่บ้านก็มีบ้านอยู่ในเมืองด้วย”
“ใช่ ๆ คุยกัน ทำความรู้จักกันหน่อยสิ” เจิงฮั่นเซิงพูดเสริม
สองวันก่อนหน้านี้ มีคนมาดูตัวสองรอบแต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า คนหนึ่งมาจากสหกรณ์ อีกคนมาจากกรมรถไฟ แต่เสี่ยวเจิงก็ไม่ถูกใจสักคน
พอเห็นเจิงอันหรงบอกว่าวันนี้จะกลับไปทำงานแล้ว ก็ทำเอาคนในครอบครัวร้อนใจกันไปหมด หวงกั๋วผิงคนนี้คุณสมบัติดีดีกว่าสองคนก่อนหน้านี้เสียอีก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องงานที่มั่นคง ฐานะทางบ้านก็ดี เป็นถึงคนมีทะเบียนบ้านในเมือง อนาคตถ้ามีลูก การจะส่งลูกเข้าเมืองไปเรียนก็สะดวกสบาย
ถ้าเงื่อนไขดี ๆ แบบนี้ตกลงกันได้ บ้านตระกูลเจิงก็ถือว่าได้คู่ครองที่สูงส่งกว่าแล้วล่ะ
วันข้างหน้าเสี่ยวเจิงก็จะได้มีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน
“ใช่ ๆ ๆ นั่งลงค่อย ๆ คุยกันสิ” สวีหงเหมยดึงเจิงอันหรงให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ หวงกั๋วผิง แล้วตัวเองก็นั่งลงตาม
“เสี่ยวเจิง เมื่อกี้คุณบอกว่าตอนนี้ทำงานอยู่ร้านอาหารเอกชนแห่งหนึ่งในซูจีเหรอครับ?” หวงกั๋วผิงมองเจิงอันหรงเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ค่ะ” เจิงอันหรงพยักหน้า “ฉันลาออกจากร้านอาหารชิงเสินมาได้สองเดือนกว่าแล้วค่ะ”
“ทำงานอยู่ดี ๆ ทำไมถึงต้องลาออกด้วยล่ะครับ? ร้านอาหารชิงเสินเป็นร้านอาหารของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในชิงเสิน แถมคุณก็ทำงานมาตั้งสิบกว่าปี ได้เป็นถึงแม่ครัวใหญ่แล้ว เงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงอายุงานรวม ๆ กัน เดือนนึงก็ได้ตั้งหกเจ็ดสิบหยวนไม่ใช่เหรอครับ?” หวงกั๋วผิงมองเธอแล้วถามต่อ “ถ้าเราสองคนตกลงปลงใจกัน คุณจะกลับไปทำงานที่ร้านอาหารชิงเสินไหมครับ?”
เจิงอันหรงยิ้มอย่างมีมารยาทตอบ “เพราะความต้องการด้านความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ฉันก็เลยเลือกที่จะลาออกค่ะ อีกอย่าง ตอนนี้งานฉันก็ดีอยู่แล้ว ไม่คิดจะกลับไปทำงานที่ร้านอาหารชิงเสินหรอกค่ะ”
“เสี่ยวเจิง คุณวู่วามเกินไปแล้วล่ะ คุณรู้ไหมว่าพ่อครัวจากร้านอาหารของรัฐแห่งอื่นอยากจะย้ายมาอยู่ร้านอาหารชิงเสินมันยากขนาดไหน? คุณอุตส่าห์ได้จับตะหลิวเป็นแม่ครัวใหญ่ที่ร้านอาหารชิงเสินแล้วแท้ ๆ ดันลาออกซะนี่” หวงกั๋วผิงส่ายหน้าติด ๆ กัน แล้วหันไปหาเจิงก่วงเฉวียน “คุณอาเจิง อาว่าจริงไหมครับ?”
“เอ่อ...” เจิงก่วงเฉวียนชำเลืองมองเจิงอันหรง แล้วพูดอย่างลังเล “ก็วู่วามไปหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ แต่ว่างานที่เสี่ยวเจิงทำอยู่ตอนนี้น่ะ เงินเดือนสูงกว่าเมื่อก่อนอีกนะ...”
“เงินเดือนสูงกว่าแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ? ร้านอาหารเอกชนในตำบลจะไปสู้ร้านอาหารของรัฐที่ดีที่สุดในอำเภอได้ยังไง?” หวงกั๋วผิงพูดแทรกเจิงก่วงเฉวียนขึ้นมา ก่อนจะหันไปมองเจิงอันหรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับผู้ใหญ่สอนเด็ก “เสี่ยวเจิง คุณน่ะออกไปทำงานตั้งแต่เด็กเกินไป วิสัยทัศน์ก็เลยแคบไปหน่อย มองเห็นแค่ผลประโยชน์เรื่องเงินทองตรงหน้า คุณต้องมองการณ์ไกลหน่อยสิครับ ร้านอาหารของรัฐก็คือร้านอาหารของรัฐอยู่วันยังค่ำ มันเป็นข้าราชการมีงานการมั่นคง ได้เข้าไปแล้วก็มีข้าวกินไปตลอดชีวิต”
เจิงอันหรงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกไม่ค่อยพอใจ จึงพูดขึ้นว่า “โรงงานของรัฐยังมีวันเจ๊งได้ ร้านอาหารของรัฐก็เจ๊งได้เหมือนกันนั่นแหละค่ะ ตอนนี้ร้านอาหารเอกชนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ร้านอาหารของรัฐในหลาย ๆ ตำบลเริ่มปิดตัวลงกันแล้ว พวกพ่อครัวกับพนักงานยกอาหารที่คิดว่าตัวเองมีงานมั่นคง พอตกงานแล้วสุดท้ายก็ต้องออกไปตั้งแผงลอยเป็นพ่อค้าแม่ค้าอิสระกันทั้งนั้นแหละค่ะ”
หวงกั๋วผิงหัวเราะเบา ๆ “คุณไม่เข้าใจหรอก ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะพวกคนเหล่านั้นเขาไม่มีเส้นสายเบื้องบนไง ถ้าเราตกลงปลงใจกัน พ่อผมทำงานเป็นนักบัญชีในสหกรณ์ระดับอำเภอมาสามสิบกว่าปี รู้จักกับผู้นำเยอะแยะ ใช้เส้นสายหน่อยเดียวก็ส่งคุณกลับไปทำงานร้านอาหารชิงเสินได้แล้ว ต่อให้ร้านอาหารชิงเสินเจ๊งจริง ๆ พ่อก็ฝากคุณไปเป็นแม่ครัวใหญ่ที่โรงอาหารสหกรณ์ได้สบายมาก”
เจิงก่วงเฉวียนกับเจิงฮั่นเซิงตาเป็นประกาย สายตาที่มองหวงกั๋วผิงเปลี่ยนไปจากเดิมทันที
ครอบครัวสกุลเจิงทำไร่ไถนามาหลายชั่วอายุคน ช่วงสองปีนี้มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้แต่ละครอบครัว เรื่องปากท้องก็ไม่ลำบากแล้ว แต่ถ้าพูดถึงการหาเงิน มันก็ยากจริง ๆ แถมยังไม่มีเส้นสายระดับสูงแบบนี้อีกต่างหาก จะว่าไปก็ต้องเป็นคนทำงานในหน่วยงานของรัฐอย่างหวงกั๋วผิงนี่แหละ ถึงจะรู้จักมักจี่กับบรรดาผู้นำระดับอำเภอ
ถึงแม้คำพูดคำจาอาจจะไม่ค่อยเข้าหูเท่าไหร่ แต่ด้วยคุณสมบัติของบ้านฝ่ายชาย พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปเลือกมากนักหรอก
“ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าฉันจะไม่กลับไปร้านอาหารชิงเสินอีก” เจิงอันหรงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แล้วก็ สหายหวงกั๋วผิงคะ ขอบคุณสำหรับความหวังดีของคุณนะคะ แต่เราสองคนคงไม่เหมาะสมกันหรอกค่ะ...”
“ไม่หรอกครับ ผมว่าเหมาะสมกันดีออก ถึงบ้านคุณจะเป็นทะเบียนบ้านชนบท แล้วตอนนี้คุณจะไม่ได้ทำงานประจำก็เถอะ แต่จากการที่ได้พูดคุยกันเมื่อครู่ ผมว่าครอบครัวคุณก็เป็นครอบครัวเกษตรกรที่ซื่อสัตย์และเรียบง่ายดี นอกจากนี้ ปีที่แล้วคุณก็เพิ่งจะได้เป็นพนักงานดีเด่นมา วันหน้าจะขอย้ายงานก็คงไม่ใช่เรื่องยากหรอกครับ” หวงกั๋วผิงพูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
“อีกอย่าง ถ้าพวกเราแต่งงานกันเลย ก็มีลูกก่อนได้เลยนะ เรื่องงานก็ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก รอจนลูกอายุสามขวบเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ ผมจะจัดหางานสบาย ๆ ให้คุณทำ จะได้สะดวกในการไปรับส่งลูกด้วย”
“ดีเลยล่ะ มีแต่คนอิจฉาอยากได้แบบนี้ทั้งนั้นแหละ” สวีหงเหมยรีบสนับสนุน เธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่อิจฉาเหมือนกัน เสียดายที่แต่งงานเร็วไปหน่อย เลยไม่มีวาสนาแบบนี้
“ความจริงแล้ว ช่วงที่ผ่านมาทางบ้านก็แนะนำผู้หญิงให้ผมหลายคนเหมือนกันนะ ทั้งสวย ทั้งบ้านรวย แต่ผมว่าสู้คุณไม่ได้สักคน” หวงกั๋วผิงมองเจิงอันหรงพูดยิ้ม ๆ “แม่ผมทำงานอยู่กองดุริยางค์ทหารระดับอำเภอ ทำแต่งานด้านศิลปะวัฒนธรรมมาตลอด ก็เลยทำกับข้าวไม่เป็น รอพวกเราแต่งงานกันแล้ว กับข้าวที่บ้านคงต้องให้คุณเป็นคนทำ คุณทำงานในร้านอาหารมาสิบกว่าปี เริ่มจากเด็กยกอาหารจนเข้าครัวได้ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้คุณต้องเชี่ยวชาญแน่นอนครับ”
“อ้อ ผมค่อนข้างสงสัยฝีมือทำกับข้าวของคุณอยู่เหมือนกัน พอดีเมื่อเช้ารีบมาเลยยังไม่ได้กินข้าวเช้ามา งั้นตอนนี้คุณไปผัดกับข้าวมาให้ผมชิมสักสองอย่างได้ไหมครับ ถือซะว่าเป็นการทดสอบฝีมือของคุณดูหน่อยว่าเก่งแค่ไหน”
เฉินซิ่วหลานกับเจิงฮั่นเซิงได้ยินดังนั้นก็เงียบไป ชำเลืองมองหวงกั๋วผิงสลับกับเจิงอันหรงที่ขมวดคิ้วแน่น อยากจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก
เจิงก่วงเฉวียนตบหน้าอกรับประกัน “เรื่องนั้นคุณวางใจได้เลย ฝีมือทำกับข้าวของเสี่ยวเจิงบ้านเรายอดเยี่ยมมาก เดือนก่อนก็เพิ่งจะสอบวัดระดับวิชาชีพพ่อครัวระดับสามของเมืองเจียโจวได้คะแนนรวมเป็นอันดับสิบด้วยนะ อาหารมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่าของบ้านเราปีนี้เสี่ยวเจิงก็เป็นคนทำเอง ทำมาเต็มโต๊ะ มีทั้งไก่ เป็ด ปลา อุดมสมบูรณ์มากเลยล่ะ”
“อย่างนั้นเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าไม่เลวเลยนะ” หวงกั๋วผิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ มองเจิงอันหรงแล้วเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างต่อ
เจิงอันหรงลุกขึ้นยืน มองหวงกั๋วผิงแล้วพูดว่า “สหายหวงกั๋วผิงคะ ขอโทษด้วยนะคะ ฉันคิดว่าเราสองคนคงไม่ค่อยเหมาะสมกันหรอกค่ะ คู่ชีวิตในอุดมคติของฉันคือคนที่เคารพในอาชีพและบุคลิกของอีกฝ่าย ไม่ใช่คนที่เอาแต่คอยกดขี่และสั่งสอนคนอื่นไปทั่วแบบนี้ เอาเป็นว่าแค่นี้ก็แล้วกันนะคะ เราอย่ามัวเสียเวลาซึ่งกันและกันเลยค่ะ ช่วงเช้ายังพอมีเวลาอยู่ คุณไปดูตัวผู้หญิงคนต่อไปเถอะค่ะ”