- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 883 ตลาดนัดยามเช้ากับน้ำใจที่อบอุ่น
บทที่ 883 ตลาดนัดยามเช้ากับน้ำใจที่อบอุ่น
บทที่ 883 ตลาดนัดยามเช้ากับน้ำใจที่อบอุ่น
“พลังงานจลน์และพลังงานศักย์ของวัตถุจะเปลี่ยนรูปสลับกันไปมา โดยที่ผลรวมของพลังงานกลจะยังคงที่” จ้าวชิงเหอท่องต่อจนจบ
“ใช่แล้วล่ะ แบบนั้นเลย” โจวเยี่ยนพยักหน้าด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย พร้อมกับช่วยเธอพับหนังสือเก็บ “ช่างมันเถอะ เดี๋ยววันหลังพี่ไปหานักศึกษามหาวิทยาลัยมาช่วยติวให้เธอดีกว่า”
“ตกลงค่ะ” จ้าวชิงเหอพยักหน้ารับ
“เกอเกอ แล้วพวกพี่เหยาเหยาจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะคะ?” โจวโม่โม่รื้ออุปกรณ์วาดเขียนของเธอออกมาจากหลังเคาน์เตอร์แล้วเอ่ยถาม
“พรุ่งนี้เย็นก็น่าจะกลับมากันแล้วล่ะ” โจวเยี่ยนตอบ มะรืนนี้อาหลินยังนัดไว้ว่าจะขับรถไปส่งพวกเขาที่ชิงเสินเพื่อรับเสี่ยวเจิงอยู่นี่นา
“อ้อ” โจวโม่โม่รับคำ ก่อนจะหันไปถามจ้าวชิงเหอว่า “พี่ชิงเหอ พี่อยากวาดรูปไหมคะ?”
“วาดภาพพู่กันจีนน่ะเหรอ? พี่วาดไม่เป็นหรอก” จ้าวชิงเหอส่ายหน้า
“วาดไม่เป็นเดี๋ยวหนูสอนให้เองค่า ง่ายนิดเดียวเองนะ แถมยังสนุกมากด้วย” โจวโม่โม่พูดอย่างกระตือรือร้น
“โม่โม่วาดภาพพู่กันจีนเป็นด้วยเหรอ?” จ้าวชิงเหอประหลาดใจเล็กน้อย
“จริง ๆ หนูเองก็วาดเป็นแค่นิดหน่อย เพิ่งจะเริ่มเรียนเองค่ะ” โจวโม่โม่อมยิ้ม “มาเถอะค่ะ เรามาวาดรูปด้วยกันนะ”
“ตกลงจ้ะ” จ้าวชิงเหอวางกระเป๋าหนังสือไว้ข้าง ๆ แล้วนั่งลงข้างโจวโม่โม่
“เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยวาดนะ” จ้าวเถี่ยอิงหยิบเสื้อกันหนาวตัวเก่ามาสวมให้ พร้อมกับถอดเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดบนตัวของโจวโม่โม่ออก
วันนี้ปั่นจักรยานไปตั้งห้าสิบกิโลเมตร แถมยังต้องปั่นขึ้นเนินไปอีกตั้งหนึ่งชั่วโมง ถือว่าโจวเยี่ยนได้ออกกำลังกายจนถึงเกณฑ์แล้ว เขาไปอาบน้ำ แล้วก็รีบขึ้นบ้านไปนอนแต่หัวค่ำ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โจวเยี่ยนตื่นนอนลงมาข้างล่าง เตรียมตัวจะไปตลาดนัดเพื่อหาซื้อวัตถุดิบ วันนี้มีตลาดนัด พอจะหาซื้อเนื้อสัตว์และผักสด ๆ ได้บ้าง พอลงมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นจ้าวชิงเหอกำลังนั่งท่องหนังสืออยู่ตรงหน้าต่าง เธอลดเสียงให้เบาที่สุด แต่ก็ยังได้ยินถ้อยคำชัดเจน
สมกับเป็นเด็กหัวกะทิที่สอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนจริง ๆ มีความกระตือรือร้นในการเรียนสูงมาก แถมยังมีวินัยในตัวเองเป็นเลิศ
เมื่อท่องบทเรียนจบไปหนึ่งบท จ้าวชิงเหอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของโจวเยี่ยน เธอรีบลุกขึ้นยืนพลางถามอย่างเกรงใจเล็กน้อย “พี่เยี่ยน หนูท่องเสียงดังจนรบกวนเวลานอนของพี่หรือเปล่าคะ?”
“ไม่เลย เธอท่องเสียงเบาขนาดนั้น จะมารบกวนพี่ได้ยังไงกัน เธอท่องต่อเถอะ พี่จะออกไปซื้อกับข้าวน่ะ” โจวเยี่ยนยิ้ม ก่อนจะหันหลังเดินไปล้างหน้าล้างตาที่ลานบ้าน พอเดินออกมาก็จูงจักรยานเตรียมจะออกจากบ้าน
“พี่เยี่ยน พี่จะไปตลาดนัดเหรอคะ?” จ้าวชิงเหอเก็บหนังสือเรียบร้อยแล้ว
“ใช่ ชิงเหอ เธออยากไปด้วยไหมล่ะ?” โจวเยี่ยนมองความคิดของเด็กสาวออก จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“อยากไปค่ะ” จ้าวชิงเหอพยักหน้า พลางพูดด้วยความรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย “แม่ไม่เคยพาพวกหนูไปตลาดนัดเลยค่ะ มีแต่ย่าที่เคยพาไปแค่สองครั้งเอง”
“ไปสิ เดี๋ยวพี่พาไปเดินตลาดนัดเอง ที่ซูจีน่าจะคึกคักกว่าตำบลเทียนจิ่งของพวกเธอแน่นอน” โจวเยี่ยนยิ้ม
“ตกลงค่ะ!” จ้าวชิงเหอรีบเดินเข้าไปหา แล้วกระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยาน
แผงขายเนื้อของจางเหล่าซานเริ่มเปิดร้านในวันนี้แล้ว แต่จางเหล่าซานไม่อยู่ มีเพียงจางซุ่นที่คอยเฝ้าแผง บนแผงมีเนื้อไม่มากนัก ดู ๆ แล้วน่าจะประมาณหมูแค่ครึ่งตัว จางซุ่นเพิ่งจะชั่งเนื้อให้ลูกค้าเสร็จ พอรับเงินมาก็เหลือบไปเห็นโจวเยี่ยนพอดี จึงรีบเอ่ยทักทาย “พี่เยี่ยน! สวัสดีปีใหม่ครับ! มาซื้อเนื้อเหรอครับ? ร้านยังไม่เปิดใช่ไหมครับเนี่ย?”
“สวัสดีปีใหม่! ยังหรอก กะว่าจะเปิดร้านวันที่แปดนู่นแน่ะ” โจวเยี่ยนตอบกลับยิ้ม ๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวา “ซุ่นจื่อ แล้วพ่อของนายล่ะ? วันนี้ไม่ได้มาขายของเหรอ?”
จางซุ่นตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนใจนิด ๆ “พ่อผมบอกว่าเขายังเที่ยวไม่จุใจเลย พี่เปิดร้านเมื่อไหร่เขาถึงจะเริ่มทำงานน่ะครับ เมื่อเช้าเขาพาผมไปเอาหมูมาครึ่งตัว แล้วก็กลับไปเล่นไพ่ต่อ ปล่อยให้ผมเฝ้าแผงอยู่คนเดียวเนี่ย”
“เข้าท่าเลยนี่ แบบนี้นายก็ฉายเดี่ยวเป็นเถ้าแก่ได้เต็มตัวแล้วสิ” โจวเยี่ยนหัวเราะ
จางซุ่นยิ้มอย่างขัดเขินเล็กน้อย “ฝีมือผมมันก็ยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่นั่นแหละครับ เนื้อพวกนี้พ่อผมก็ช่วยชำแหละแบ่งส่วนไว้ให้คร่าว ๆ ก่อนแล้วด้วย”
“การเริ่มต้นมันก็ยากเสมอแหละ ทุกคนก็ค่อย ๆ เริ่มเรียนรู้และทำกันไปแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ฉันว่านายหั่นเนื้อชั่งเนื้อได้คล่องแคล่วดีออก” โจวเยี่ยนจอดจักรยานแอบไว้ข้าง ๆ แผง ชี้ไปที่เนื้อมีดที่สองและซี่โครงหมูชั้นดีสองชิ้นนั้นแล้วสั่ง “ฉันเอาเนื้อมีดที่สองชิ้นนี้กับซี่โครงหมูสองชิ้นนี้นะ นายช่วยชั่งน้ำหนักแล้ววางแยกไว้ให้ก่อน เดี๋ยวฉันค่อยกลับมาเอา”
“ได้เลยครับ” จางซุ่นตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเหลือบมองจ้าวชิงเหอ แล้วเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ “แล้วน้องสาวคนนี้คือใครเหรอครับ?”
“ลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง ปีที่แล้วสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนด้วยนะ อนาคตต้องได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแน่นอน” โจวเยี่ยนตอบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“ร้ายกาจขนาดนั้นเลย!” จางซุ่นตกตะลึง พอเห็นผมที่ดูแห้งเหลืองของจ้าวชิงเหอ เขาก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เอาตับหมูชิ้นนี้กลับไปผัดกินด้วยสิครับ เอาไว้บำรุงเลือดลม ผมไม่คิดเงินหรอก เดี๋ยวค่อยกลับมาเอาไปพร้อมกันนะครับ” พูดจบ เขาก็เอาเนื้อมีดที่สองไปแขวนไว้รวมกับตับหมูชิ้นนั้น
“ได้เลย ตับหมูบำรุงเลือดลมได้ดีจริง ๆ นั่นแหละ ขอบใจมากนะ” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ ตอนเจอจางซุ่นครั้งแรก หมอนี่ยังพูดจาตะกุกตะกักอยู่เลย ตอนนี้รู้จักเอาตับหมูมาให้เพื่อผูกมิตรเป็นแล้วแฮะ การขายเนื้อหมูที่ต้องรับมือกับลูกค้ามากมายในแต่ละวัน มันช่วยขัดเกลาคนได้ดีจริง ๆ
“ขอบคุณค่ะพี่ชาย” จ้าวชิงเหอเอ่ยขอบคุณตาม
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ไม่เป็นไร” จางซุ่นหัวเราะพลางโบกมือปฏิเสธ
โจวเยี่ยนพาจ้าวชิงเหอเดินดูของรอบหนึ่ง วันนี้ลุงสามของเขาเชือดวัวไปหนึ่งตัว หม่าจินฮวาก็เลยมาตั้งแผงขายเนื้อวัวด้วย
โจวเยี่ยนซื้อเนื้อสันคอมาหนึ่งชิ้น ตั้งใจว่ามื้อเที่ยงจะเอาไปทำเนื้อสับผัดพริก ช่วงนี้กินพวกอาหารตุ๋น อาหารนึ่งมาเยอะแล้ว ก็เลยอยากกินเมนูผัด ๆ บ้าง
หม่าจินฮวาดึงตัวจ้าวชิงเหอไว้ด้วยสีหน้าดีอกดีใจ “แหม นี่ชิงเหอใช่ไหมลูก? ไม่ได้เจอกันตั้งสามสี่ปี โตมาหน้าตาสะสวยเชียวนะ หน้าเหมือนป้าของหลานตอนสาว ๆ ไม่มีผิดเลย”
“คุณป้าก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะคะ” จ้าวชิงเหอที่ประหม่านิดหน่อยเวลาเจอผู้คน เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เด็กดี หนูช่างพูดจาเจื้อยแจ้วดีจริง ๆ” หม่าจินฮวายิ้มแย้มแจ่มใส สายตาที่มองจ้าวชิงเหอปิดบังความสงสารเอาไว้ไม่มิด
เมื่อคืนตอนที่โจวหมิงกลับไปเล่าเรื่องที่หมู่บ้านเฮยสุ่ยให้ฟังคร่าว ๆ เธอฟังแล้วยังแอบกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บแค้นแทนเลย
“เด็กดี หนูผอมเกินไปแล้วนะ ช่วงที่อยู่บ้านป้าก็กินให้เยอะ ๆ หน่อย ไม่ต้องเกรงใจนะ ฝีมือทำกับข้าวของพี่เยี่ยนอร่อยมาก เติมข้าวเยอะ ๆ ล่ะ”
“ค่ะ” จ้าวชิงเหอพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ป้าสะใภ้สามครับ งั้นพวกเราขอไปเดินดูของกันต่อก่อนนะครับ” โจวเยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม
หม่าจินฮวากำชับโจวเยี่ยนว่า “ได้เลย วันที่หกก็อย่าลืมพาชิงเหอมากินข้าวด้วยล่ะ”
“ได้ครับ พาไปแน่นอน” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ
หลังจากซื้อผักกวางตุ้งมาหนึ่งกำ โจวเยี่ยนก็เหลือบไปเห็นแผงขายเต้าหู้ที่มีคนมุงอยู่เต็มไปหมด ตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงครึ่ง แต่เต้าหู้บนแผงก็ขายไปได้เกินครึ่งแล้ว
ด้านหลังแผง ไหลฝูกำลังยุ่งอยู่กับการหั่นเต้าหู้และบรรจุใส่ถุง ส่วนย่าเล็กซุนลี่หวารับหน้าที่เก็บเงินและทอนเงิน สองย่าหลานทำงานเข้าขากันได้เป็นอย่างดี ลูกค้าที่มาซื้อต่างก็แสดงความอดทนได้ดีเยี่ยม ไม่มีใครเร่งรัดเลย ป้ายไม้ที่โจวเยี่ยนเขียนด้วยลายมือของตัวเอง หลังจากตากแดดตากฝนมาหลายเดือนก็เริ่มมีรอยแตกและสีซีดจาง แม้จะเอาเทปกาวมาพันไว้รอบหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังดูเก่าอยู่ดี
“แผงเต้าหู้ไร้เสียง? ทำไมถึงตั้งชื่อนี้ล่ะคะ?” จ้าวชิงเหอตั้งข้อสงสัยด้วยเสียงแผ่วเบา
“เพราะพ่อค้าตัวน้อยเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้น่ะ พ่อแม่ของเขาถูกน้ำพัดหายไปตอนเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีก่อน เขาเลยต้องมาช่วยย่าทำเต้าหู้ขาย” โจวเยี่ยนอธิบายเสียงเบา
จ้าวชิงเหอเม้มปาก สายตาที่มองไปยังไหลฝูแฝงความสงสารเพิ่มขึ้นมาอีกสายหนึ่ง เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “พี่เยี่ยน งั้นเราซื้อเต้าหู้สักชิ้นดีไหมคะ? หนูอยากกินเต้าหู้ เดี๋ยวหนูจ่ายเงินเองค่ะ”
“แต่เดิมพี่ก็ตั้งใจจะมาซื้อเต้าหู้อยู่แล้ว ไม่ต้องให้เธอมาจ่ายเงินหรอก” โจวเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยัยหนูคนนี้จิตใจดีจัง ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายอะไรแท้ ๆ แต่กลับทนเห็นความทุกข์ยากของคนบนโลกใบนี้ไม่ได้เสียอย่างนั้น โจวเยี่ยนไปยืนต่อแถวอยู่ด้านหลัง รออยู่พักหนึ่งก็ถึงคิวของเขา
“เอาเต้าหู้สองจินครับ” โจวเยี่ยนเอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม
พอไหลฝูเงยหน้าขึ้นมาเห็นโจวเยี่ยน รอยยิ้มดีใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาทันที
ซุนลี่หวาได้ยินเสียงก็หันมามอง ก่อนจะเอ่ยด้วยความดีใจเช่นกัน “เสี่ยวโจว! เธอเองก็มาเดินตลาดซื้อกับข้าวเหมือนกันเหรอเนี่ย!”
“ครับ ย่าเล็ก ผมเอาเต้าหู้สองจินนะครับ” โจวเยี่ยนตอบยิ้ม ๆ “วันนี้ขายดีทีเดียวนะครับเนี่ย เพิ่งจะเช้าอยู่เลยก็ขายไปได้ตั้งเกินครึ่งแล้ว”
ซุนลี่หวาทำมือบอกน้ำหนักให้ไหลฝูรู้ พลางตอบว่า “นั่นสิ ช่วงสองวันนี้กับข้าวที่บ้านแต่ละคนก็น่าจะกินกันไปเกือบหมดแล้ว วันนี้คนก็เลยออกมาจ่ายตลาดกัน ทำเต้าหู้มาตั้งร้อยจิน ย่าว่าเผลอ ๆ ขายตอนเช้ายังจะไม่พอขายเลยมั้งเนี่ย”
ไหลฝูชั่งน้ำหนักเต้าหู้ ใส่ถุง แล้วยื่นส่งให้โจวเยี่ยน
โจวเยี่ยนล้วงเงินสี่เหมาส่งให้
ซุนลี่หวารีบโบกมือปฏิเสธ “โอย ไม่เอาเงินหรอก ย่าก็ไม่มีของดีอะไรจะเอาไปฝากเธอเลย เต้าหู้สองจินนี่เธอเอาไปกินเถอะ”
“ไม่ได้หรอกครับ เรื่องของใครก็ของคนนั้นสิ” โจวเยี่ยนยัดเงินใส่มือเธอด้วยรอยยิ้ม “ย่าเล็กครับ อีกสองวันพอผมยุ่งเสร็จแล้วจะไปดูบ้านให้นะครับ ฤดูใบไม้ผลิใกล้จะมาถึงแล้ว ขืนฝนตกลงมาเกรงว่าบ้านหลังนั้นจะรับไม่ไหวเอานะครับ ถ้าพวกย่าเล็กไม่อยากย้ายบ้าน ก็ต้องซ่อมแซมบ้านใหม่ให้เรียบร้อยถึงจะอยู่ได้นะ”
“ช่วงนี้ย่าก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน สองวันก่อนเพิ่งจะหิมะตกไปไม่ใช่เหรอ บ้านฝั่งที่พังไปแต่เดิมก็เลยมีกำแพงถล่มลงมาอีกด้านนึงแล้ว ย่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปตามใครมาซ่อมให้ดี...” ซุนลี่หวามีสีหน้ากังวลพลางถอนหายใจออกมา
“ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกครับ เรื่องนี้ย่าเล็กปล่อยให้ผมจัดการให้เอง รับรองว่าจะซ่อมให้เสร็จก่อนฤดูฝนจะมาถึงแน่นอนครับ” โจวเยี่ยนพูดปลอบใจ
ซุนลี่หวารีบพยักหน้า “ได้เลย ช่วงนี้พวกเราก็พอจะเก็บเงินได้บ้างแล้วล่ะ ถ้าจะสร้างเป็นบ้านอิฐดินเผา ย่าก็ยังพอมีเงินจ่ายอยู่”
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมจะไปลองถามช่างปูนดูให้นะครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า เรื่องนี้ปล่อยคาราคาซังมาตั้งนานแล้ว พอพ้นหน้าหนาว ฝนก็จะตกหนักตลอด บ้านพัง ๆ ของพวกเขามันอันตรายเกินไป ต้องรีบจัดการให้ทันท่วงที เขาเตรียมตัวจะไปถามช่างจางดูสักหน่อย วันหลังค่อยไปเกณฑ์แรงงานหนุ่ม ๆ จากบ้านตระกูลโจวมาช่วยกันจัดการปัญหาเรื่องบ้านของย่าเล็กกับไหลฝูให้เสร็จก่อนฤดูฝนจะมาถึง
“ป้ายนี่สีเริ่มซีดแล้ว วันหลังผมจะเอาแผ่นอะลูมิเนียมมาทำป้ายใหม่ให้พวกย่าเล็กนะครับ” โจวเยี่ยนกล่าว
“ไม่เป็นไรหรอก อันนี้ก็ดีอยู่แล้ว ทุกคนมองแวบเดียวก็เห็น แถมยังช่วยอุดหนุนพวกเราเยอะเลยด้วย” ซุนลี่หวายิ้ม สายตาที่มองโจวเยี่ยนเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ “เสี่ยวโจว โชคดีที่ได้เธอช่วย ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราถึงได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้”
“ย่าเล็ก พวกย่าเล็กน่ะเรียกว่ารวยได้ด้วยความขยันต่างหากล่ะครับ งั้นพวกย่าเล็กขายของต่อเถอะครับ ผมขอตัวกลับไปทำข้าวเช้าก่อน” โจวเยี่ยนเห็นว่าข้างหลังยังมีคนรอซื้อเต้าหู้อีกเยอะ เขาจึงตบแขนไหลฝูเบา ๆ ด้วยรอยยิ้ม แล้วหิ้วเต้าหู้เดินจากมา
จ้าวชิงเหอรีบก้าวตามไป พร้อมกับถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “พี่เยี่ยน พวกเขาเป็นญาติของพี่เหรอคะ?”
“ใช่ ย่าเล็กเป็นลูกพี่ลูกน้องของย่าพี่น่ะ ส่วนไหลฝูก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่ ตอนนี้พวกเขาเป็นคนจัดส่งพวกผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองให้ร้านอาหารของพี่อยู่” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ “บ้านเกิดของย่าเล็กอยู่ที่ซีป้า เต้าหู้ที่ย่าเล็กทำอร่อยเป็นพิเศษเลยล่ะ เดี๋ยวตอนเที่ยงพี่จะทำเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนให้เธอชิมนะ”
“อื้อ ตกลงค่ะ” จ้าวชิงเหอพยักหน้า
ระหว่างทางเดินกลับ โจวเยี่ยนแวะซื้อเยี่ยเอ้อร์ปามาสองสามชิ้น เขากินเองไปชิ้นหนึ่ง แล้วยื่นให้จ้าวชิงเหออีกชิ้นหนึ่ง “รีบกินตอนร้อน ๆ สิ เยี่ยเอ้อร์ปาร้านนี้อร่อยมากนะ”
“อื้อ” จ้าวชิงเหอรับมากัดไปคำหนึ่ง แล้วตาเป็นประกาย “หอมจังเลย!”
หลังจากออกมาเดินเล่นรอบหนึ่ง อารมณ์ของจ้าวชิงเหอก็ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โจวเยี่ยนจึงยกเลิกแผนที่จะทำมื้อเช้าไป ให้เยี่ยเอ้อร์ปาเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาไปก็แล้วกัน
โจวเว่ยกั๋วมารออยู่ที่ร้านแล้ว โจวเยี่ยนและจ้าวเถี่ยอิงจึงไปเป็นเพื่อนเขาเพื่อหาซื้อของเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ
เหล้าอู่เหลียงเย่สองขวดจ่ายไปสิบหกหยวน ผ้าสองพับจ่ายไปสิบแปดหยวน แถมยังซื้อลูกอมนมตรากระต่ายขาวหนึ่งจินกับผลไม้แช่อิ่มอีกหนึ่งห่อจ่ายไปสองหยวน
บุหรี่หงฝูหรงสองแถวที่ตั้งใจไว้แต่แรก โจวเว่ยกั๋วก็เปลี่ยนเป็นหงถ่าซานแทน ตรงนี้จ่ายไปอีกสิบเจ็ดหยวนสองเหมา
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 53.2 หยวน!
เกินจากแผนเดิมที่วางไว้ไป 3.2 หยวน