- หน้าแรก
- ระบบประมูลหมื่นเท่า: ข้าคือมหาเศรษฐีผู้สะเทือนทวีปปราณยุทธ์
- บทที่ 490 - แดนดารา! เพลิงสามพันอัคคีลุกโชน!
บทที่ 490 - แดนดารา! เพลิงสามพันอัคคีลุกโชน!
บทที่ 490 - แดนดารา! เพลิงสามพันอัคคีลุกโชน!
บทที่ 490 - แดนดารา! เพลิงสามพันอัคคีลุกโชน!
หลังจากพักผ่อนปรับสภาพร่างกายอยู่สองวัน ในที่สุดทางหอคอยโอสถก็ประกาศให้ผู้ที่ติดสิบอันดับแรกของงานชุมนุมโอสถเตรียมตัวเข้าสู่แดนดาราเพื่อทดลองสยบเพลิงสามพันอัคคีลุกโชน
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างรู้สึกใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่า เพลิงสามพันอัคคีลุกโชนที่ถูกหอคอยโอสถผนึกมาเนิ่นนานหลายปี ในครั้งนี้จะถูกผู้ใดสยบลงได้จริงๆ หรือไม่
ภายนอกหอคอยโอสถคึกคักไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ตั้งแต่ไกล เงาร่างมืดฟ้ามัวดินอัดแน่นอยู่ทุกตรอกซอกซอย เมื่อดวงตะวันบนท้องฟ้าค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นสู่จุดสูงสุด ร่างสามร่างก็ทะยานออกจากยอดหอคอยโอสถในที่สุด ก่อนจะไปลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าอันสูงส่ง
"ผู้ที่จะเข้าสู่แดนดารา จงเตรียมตัวให้พร้อม!"
เซวียนคงจื่อลอยตัวอยู่กลางอากาศ ก้มมองลงมาเบื้องล่างด้วยสายตาที่อยู่เหนือกว่า น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
สิ้นคำพูดของเซวียนคงจื่อ เงาร่างแต่ละสายก็พุ่งทะยานมาจากทั่วทุกสารทิศอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดลอยอยู่บนท้องฟ้า ดูจากรูปลักษณ์แล้ว พวกเขาก็คือผู้ที่ติดสิบอันดับแรกของงานชุมนุมโอสถนั่นเอง
สายตาของเซวียนคงจื่อ เทียนเหลยจื่อ และเซวียนอี กวาดมองร่างของคนทั้งสิบอย่างช้าๆ หลังจากทั้งสามคนสบตากัน มุทราในมือก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คลื่นพลังวิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาลแผ่ซ่านออกจากร่างของพวกเขาทั้งสาม ทันใดนั้นทุกคนก็มองเห็นท้องฟ้าอันว่างเปล่าพลันสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง จากนั้นประตูมิติสีเงินอ่อนบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางการจับจ้องของทุกคน
"การเดินทางในครั้งนี้ ผู้อาวุโสใหญ่จะเข้าไปในแดนดาราพร้อมกับพวกเจ้า ส่วนกฎเกณฑ์ภายในนั้น ประเดี๋ยวเขาจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังอย่างละเอียดเอง!"
เซวียนคงจื่อปรายตามองประตูมิติสีเงินบานนั้น แววตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบขาดดุดัน
"บัดนี้ เข้าไปได้แล้ว!"
เมื่อเซวียนคงจื่อกล่าวจบ ร่างในชุดคลุมสีขาวก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน สายตาของเขากวาดมองคนทั้งสิบซึ่งรวมถึงหลิวอวิ๋นอยู่ด้วย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ชายชราผู้นี้คือผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอคอยโอสถ นามว่าชิวหลิง ครั้งนี้ข้าจะเป็นผู้นำพาพวกเจ้าเข้าสู่แดนดารา จงจำไว้ว่าหลังจากเข้าไปแล้ว แค่ตามข้าไปก็พอ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎ ชายชราผู้นี้มีสิทธิ์ที่จะยกเลิกคุณสมบัติในการเข้าสู่แดนดาราของเขาผู้นั้นได้ทันที"
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ที่ติดสิบอันดับแรกของงานชุมนุมโอสถต่างก็พยักหน้าเบาๆ
หลังจากผู้อาวุโสใหญ่ชิวหลิงกล่าวจบ ประตูมิติสีเงินที่สั่นกระเพื่อมก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้นอย่างสมบูรณ์
"ไปกันเถอะ!"
เมื่อเห็นดังนั้น ชิวหลิงก็สบตากับเซวียนคงจื่อทั้งสามคน จากนั้นทุกคนก็พยักหน้าเบาๆ ฝ่ายแรกสะบัดมือและก้าวเข้าไปในประตูมิตินั้นเป็นคนแรก พริบตาเดียวก็หายลับไป ส่วนหลิวอวิ๋นและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังก็รีบตามไปติดๆ
ท่ามกลางความผันผวนของมิติ เงาร่างแต่ละสายทยอยหายเข้าไปในคลื่นมิติ เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที คนทั้งสิบเอ็ดคนก็หายลับไปท่ามกลางการจับจ้องของสายตานับไม่ถ้วน
เมื่อคนสุดท้ายเข้าไปในประตูมิติแล้ว ความเฉียบขาดดุดันบนใบหน้าของเซวียนคงจื่อจึงลดทอนลงเล็กน้อย สายตาของเขากวาดมองลงมาจากเบื้องบน จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"วันนี้ต้องคอยระวังตัวให้มาก อย่าให้เกิดเรื่องผิดพลาดอันใดขึ้นมาเด็ดขาด!"
"ยอดฝีมือของหอคอยโอสถถูกข้าจัดเตรียมให้ประจำการอยู่ในนครศักดิ์สิทธิ์โอสถจนหมดสิ้นแล้ว พร้อมเตรียมรับคำสั่งทุกเมื่อ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับเพลิงสามพันอัคคีลุกโชน พวกเขาจะรีบเข้ามาสนับสนุนทันที"
เทียนเหลยจื่อพยักหน้าและกล่าว
"ยังมีก็แต่ยอดฝีมือบางส่วนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหอคอยโอสถซึ่งเวลานี้ก็อยู่ในนครศักดิ์สิทธิ์โอสถ ข้าได้ส่งคนไปแจ้งให้พวกเขาทราบแล้ว เพื่อให้ช่วยพวกเราสอดส่องดูแลอีกแรง"
เซวียนอีกล่าวเสียงเบาเช่นกัน
เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียนคงจื่อจึงพยักหน้าเบาๆ สายตาของเขาจ้องมองไปยังประตูมิติบานนั้นพลางทอดทอนใจและกล่าวว่า
"หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นนะ! หากไม่เพียงแต่จะไม่มีผู้ใดสยบเพลิงสามพันอัคคีลุกโชนได้ แต่ยังส่งผลให้ผนึกเกิดปัญหาขึ้นมา แบบนั้นคงยุ่งยากน่าดู!"
ท่ามกลางพื้นที่อันว่างเปล่า จู่ๆ ก็เกิดความผันผวนขึ้นระลอกหนึ่ง ทันใดนั้นร่างสิบกว่าร่างก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น
เพิ่งจะเข้ามา ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุที่ปะทะเข้ากับใบหน้าในทันที ทว่าความร้อนระอุระดับนี้กลับไม่นับเป็นตัวอันใดเลยสำหรับหลิวอวิ๋น
หลิวอวิ๋นเริ่มพิจารณาสิ่งที่เรียกว่าแดนดาราแห่งนี้ ที่แห่งนี้คือห้วงมิติที่สามขุนเขาแห่งหอคอยโอสถฝืนฉีกกระชากออกมา ห้วงมิติเช่นนี้ย่อมไม่อาจเทียบเคียงกับสถานที่ลี้ลับอย่างแดนโอสถหรือแดนวัวสวรรค์ได้ อีกทั้งเมื่อมองดูแล้วก็ยังค่อนข้างรกร้างว่างเปล่า รอบด้านถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกร้อนระอุจางๆ ลางๆ จะเห็นแสงสว่างอันริบหรี่บางส่วนแทรกซึมเข้ามาในห้วงมิติแห่งนี้ ทำให้แสงสว่าง ณ ที่แห่งนี้ดูเยียบเย็นอยู่บ้าง
สำหรับพลังที่แฝงอยู่ในแสงสว่างอันริบหรี่เหล่านี้ หลิวอวิ๋นเรียกได้ว่าคุ้นเคยเป็นอย่างดี ค่ายกลดาราที่พันธมิตรฟ้าดินครอบครองอยู่ ก็อาศัยพลังแห่งดวงดาวที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสายเช่นนี้ในการขับเคลื่อน
และหน้าที่ของห้วงมิติแห่งนี้ ก็คือการทำหน้าที่จำกัดไม่ให้เพลิงสามพันอัคคีลุกโชนดูดซับพลังแห่งดวงดาวได้นั่นเอง
เพลิงสามพันอัคคีลุกโชนมีอีกชื่อหนึ่งว่าเพลิงแห่งห้วงนภาดารา มันถือกำเนิดขึ้นจากการควบแน่นของพลังแห่งดวงดาว ตราบใดที่มีพลังแห่งดวงดาวเพียงพอ มันก็จะไม่มีวันแตกดับ ในโลกใบนี้ พลังแห่งดวงดาวแทบจะไม่มีช่วงเวลาที่สลายหายไปอย่างสมบูรณ์ เพราะต่อให้เป็นช่วงกลางวัน ก็ยังคงมีพลังแห่งดวงดาวดำรงอยู่ เพียงแต่ค่อนข้างอ่อนแรงกว่าเมื่อเทียบกับตอนกลางคืนก็เท่านั้น
ในระหว่างที่กลุ่มของหลิวอวิ๋นกำลังสัมผัสกับพื้นที่แห่งนี้ ผู้อาวุโสใหญ่ชิวหลิงก็พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวดว่า
"ตามข้ามาให้ติดๆ อย่าหลงทางเด็ดขาด แดนดาราแห่งนี้ดำรงอยู่ท่ามกลางรอยแยกมิติ ภายในนั้นมีบางสถานที่ที่เชื่อมต่อกับห้วงมิติอันว่างเปล่าโดยตรง หากหลงเข้าไป ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรพวกเจ้าก็น่าจะเข้าใจดี"
ความแข็งแกร่งของชิวหลิงผู้นี้เป็นเพียงผู้สูงส่งยุทธ์ห้าดาวเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว หลิวอวิ๋นไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากนัก
ชิวหลิงสะบัดมือ ร่างของเขาขยับวูบและพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นดังนั้น หลิวอวิ๋นและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังก็รีบตามไปติดๆ
พื้นที่ของแดนดาราไม่อาจเทียบได้กับแดนโอสถ แต่นั่นก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น ตามการคาดคะเนของหลิวอวิ๋น พื้นที่แห่งนี้เกรงว่าคงจะไม่เล็กไปกว่านครศักดิ์สิทธิ์โอสถเลย สังเกตได้จากการที่พวกเขาพุ่งทะยานมาเกือบสิบนาทีแล้วก็ยังมองไม่เห็นขอบเขตของมัน
ในระหว่างการบินอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิโดยรอบก็ทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น และในครั้งนี้นอกจากหลิวอวิ๋นแล้ว คนอื่นๆ อีกเก้าคนล้วนเป็นเพียงระดับบรรพชนยุทธ์เท่านั้น ดังนั้นหลังจากมาถึงที่นี่ คนทั้งเก้าต่างก็เรียกปราณยุทธ์ในร่างออกมาเพื่อต้านทานความร้อนระอุนี้โดยไม่ได้นัดหมาย
ท่าทางอันแสนจะผ่อนคลายของหลิวอวิ๋น ทำให้ดวงตาของผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอคอยโอสถที่นำหน้าอยู่เผยความประหลาดใจออกมา ทว่าเมื่อนึกถึงเพลิงวิเศษชนิดใหม่ที่หลิวอวิ๋นแสดงออกมาในสนามแข่งขันงานชุมนุมโอสถ ภายในใจของเขาก็คลายความสงสัยลงไปได้บ้าง
คนทั้งกลุ่มก้มหน้าก้มตาพุ่งทะยานไปในห้วงมิติอันว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานดวงวิญญาณของหลิวอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเบื้องหน้า
แม้คนอื่นๆ จะไม่สามารถสัมผัสได้ ทว่าพวกเขาก็ยังคงรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิรอบด้านที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ในใจต่างก็ตระหนักดีว่า น่าจะใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
ในขณะที่ทุกคนลอบยกระดับความระแวดระวังขึ้นในใจ ท่ามกลางห้วงมิติอันว่างเปล่าอันห่างไกลนั้น จู่ๆ ก็มีแสงสว่างอันร้อนแรงปรากฏขึ้น ความเจิดจ้าของแสงนั้นราวกับดวงตะวันที่ทอแสงเจิดจรัส ทำให้ดวงตาของผู้คนรู้สึกปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
"ถึงแล้ว พวกเจ้าระวังตัวด้วย จงจำไว้ หากผู้ใดมีพฤติกรรมล้ำเส้น ชายชราผู้นี้มีสิทธิ์สังหารทิ้งได้ทันที!"
ชิวหลิงที่นำหน้าอยู่พลันหยุดชะงัก เขาหันหน้ามาและกวาดสายตาอันดุดันมองทุกคนพลางกล่าวเตือน
หลังจากกล่าวคำนี้จบ ชิวหลิงจึงค่อยลดความเร็วลงและค่อยๆ ลอยต่ำลงไปเบื้องหน้าอย่างเนิบนาบ
เมื่อค่อยๆ เข้าใกล้แสงสว่างอันบาดตากลุ่มนั้น วัตถุที่อยู่ภายในแสงสว่างจึงปรากฏแก่สายตาของพวกเขาอย่างชัดเจน
"อึก!"
เมื่อมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในแสงสว่างอย่างชัดเจน สีหน้าของคนทั้งเก้าที่นอกเหนือจากหลิวอวิ๋นก็พลันแข็งค้างไปในพริบตา ลูกกระเดือกของพวกเขาขยับขึ้นลง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด!
ภายในแสงสว่างนั้น คือมังกรยักษ์ขนาดมหึมาจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ดวงตาของมังกรยักษ์หลับพริ้ม ร่างกายของมันคดเคี้ยวเลื้อยขดไปมา บนร่างอันใหญ่โตนั้น มีเปลวเพลิงอันแปลกประหลาดสีดำอมม่วงลุกโชนอยู่ ในระหว่างที่เปลวเพลิงพวยพุ่ง ห้วงมิติโดยรอบก็เกิดความรู้สึกบิดเบี้ยวขึ้นมา
ท่ามกลางความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไพศาล มังกรยักษ์นอนขดตัวอยู่ เปลวเพลิงสีดำอมม่วงทะลักออกมาจากร่างกายของมันอย่างต่อเนื่อง แผดเผาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ภาพอันยิ่งใหญ่อลังการนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะท้านจนยากจะปกปิดเอาไว้ได้
[จบแล้ว]