เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 420 - เข้าสู่หอสมบัติโบราณ!

บทที่ 420 - เข้าสู่หอสมบัติโบราณ!

บทที่ 420 - เข้าสู่หอสมบัติโบราณ!


บทที่ 420 - เข้าสู่หอสมบัติโบราณ!

"ไม่แน่ว่า หลังจากที่ปราชญ์ยุทธ์เฟิงเซิงช่วยชุบชีวิตน้องหงของข้าแล้ว เขาอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ... คิกคิก!" เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ไป๋อีก็สังเกตเห็นว่าหลิวอวิ๋นกำลังทอดสายตามองมา ใบหน้างดงามพลันแดงระเรื่อ ก่อนจะหัวเราะคิกคักด้วยความเอียงอาย

เมื่อเห็นต้วนซานและไป๋อียังคงสนทนากันในหัวข้อนั้น หลิวอวิ๋นก็ตัดสินใจหันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังแผงลอยอื่นทันที

"ปราชญ์ยุทธ์เฟิงเซิง รอข้าด้วย!"

เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นเดินจากไป ไป๋อีก็หมดอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงกับต้วนซาน นางรีบสาวเท้าก้าวตามหลิวอวิ๋นไปอย่างรวดเร็ว

"ปราชญ์ยุทธ์เฟิงเซิง ท่านยังต้องการซื้อสิ่งใดอีกหรือ?" ไป๋อีเดินตามหลังหลิวอวิ๋นพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"อืม ข้ายังอยากเดินดูรอบๆ อีกสักหน่อย!"

หลิวอวิ๋นตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะหยุดฝีเท้าลง เขาหันไปมองแผงลอยทางด้านซ้ายมือ เจ้าของแผงลอยแห่งนี้คือชายชราในชุดคลุมสีดำผู้มีระดับพลังบรรลุถึงปราชญ์ยุทธ์หกดาว

บนแผ่นหินสีเขียวเบื้องหน้าชายชราชุดดำ มีม้วนคัมภีร์สีเหลืองเก่าแก่ที่ถูกผนึกเอาไว้วางอยู่

"ผู้อาวุโส สิ่งที่วางอยู่ตรงนี้คือม้วนคัมภีร์วิชายุทธ์ หรือม้วนคัมภีร์เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรหรือ?"

หลิวอวิ๋นชี้ไปยังม้วนคัมภีร์สีเหลืองเก่าแก่ที่ถูกผนึกเอาไว้พลางเอ่ยถามชายชราชุดดำด้วยความสนใจ

"เจ้าน้องชาย ของสิ่งนี้มิใช่ม้วนคัมภีร์วิชายุทธ์ และมิใช่ม้วนคัมภีร์เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร!" เมื่อได้ยินคำถามของหลิวอวิ๋น ชายชราก็ค่อยๆ อธิบาย "ภายในม้วนคัมภีร์นี้ได้จารึกค่ายกลอันทรงอานุภาพเอาไว้ถึงสามชนิด"

ค่ายกล!

เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา ภายในใจของหลิวอวิ๋นก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น

ก่อนหน้านี้ค่ายกลเล็กๆ ที่เขารีบร้อนค้นหามาจากเขตแดนเหนือ เมื่อได้รับการตอบแทนกลับมาเป็นหมื่นเท่า ก็ยังกลายเป็นค่ายกลดาราอันทรงพลังได้

และด้วยค่ายกลดารานั้นเอง หลิวอวิ๋นจึงสามารถต้านทานการบุกโจมตีของตำหนักวิญญาณถึงสองระลอกเอาไว้ได้อย่างเปิดเผย

ทว่าในยามนี้ ค่ายกลดารานั้นดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานเสียแล้ว

และค่ายกลที่สามารถนำมาวางขายในเมืองมิติแห่งนี้ได้ อานุภาพของมันย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าค่ายกลดาราที่เขาหามาจากเขตแดนเหนืออย่างแน่นอน หากซื้อกลับไปแล้วนำไปประมูลขายทอดตลาด ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับค่ายกลอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถฝืนลิขิตสวรรค์กลับมาก็เป็นได้

เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลิวอวิ๋นก็แทบจะอดใจรอซื้อค่ายกลสีเหลืองเก่าแก่ม้วนนี้เอาไว้ไม่ไหว

"ใต้เท้าต้องการนำม้วนคัมภีร์นี้แลกเปลี่ยนกับสิ่งใด?" หลิวอวิ๋นเอ่ยถาม

"โอสถระดับแปดที่มีทัณฑ์อสนีสามสีจำนวนสองเม็ด!" ชายชราชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วพลางตอบ

"ตกลง ข้าซื้อ!"

เมื่อได้ยินเงื่อนไขของชายชรา หลิวอวิ๋นก็ล้วงเอาโอสถระดับแปดที่มีทัณฑ์อสนีสามสีจำนวนสองเม็ดออกมาอย่างง่ายดาย

ไป๋อีที่เดินตามหลังหลิวอวิ๋นยังไม่ทันตั้งตัว หลิวอวิ๋นก็จัดการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นไปเสียแล้ว

เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นควักโอสถสองเม็ดออกมาโดยไม่กะพริบตา ทั้งเจ้าของแผงลอยและไป๋อีต่างก็ชะงักงันไปตามๆ กัน

เพราะโดยปกติแล้ว คนทั่วไปเมื่อมาซื้อของที่แผงลอยเช่นนี้ย่อมต้องต่อรองราคากันก่อน ทว่าคนประเภทที่สอบถามราคาแล้วจ่ายเงินทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยเช่นหลิวอวิ๋นนั้นนับว่าหาได้ยากยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว โอสถระดับแปดที่มีทัณฑ์อสนีสามสีถึงสองเม็ดก็มิใช่จำนวนน้อยๆ เลย

แม้จะประหลาดใจ ทว่าเจ้าของแผงลอยผู้นี้ก็ยังคงทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว เมื่อรับโอสถที่หลิวอวิ๋นยื่นมาให้ เขาก็ปลดผนึกออกอย่างรวดเร็วและส่งมอบม้วนคัมภีร์ให้แก่หลิวอวิ๋น

ทว่าทางฝั่งหลิวอวิ๋นกลับไม่ได้แม้แต่จะเปิดดู เขาโยนมันเข้าไปในแหวนมิติทันที ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังถนนอีกสายหนึ่ง

เพียงชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก หลิวอวิ๋นก็กว้านซื้อสิ่งของไปได้สิบกว่าชิ้นติดต่อกัน ในจำนวนนั้นมีทั้งวิชายุทธ์ เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร สมบัติฟ้าดิน อาวุธ ชุดเกราะ โอสถ และอื่นๆ อีกมากมายครอบคลุมแทบทุกประเภท

เมื่อมาถึงจุดนี้ ต้วนซานและไป๋อีที่เดินตามหลังหลิวอวิ๋นมาตลอดก็เริ่มรู้สึกชาชินเสียแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ต้วนซานเลิกปริปากวิจารณ์ว่าหลิวอวิ๋นซื้อของขาดทุนไปมากน้อยเพียงใด

เพราะภายในใจเขาล่วงรู้ดีว่า ขอเพียงหลิวอวิ๋นถูกใจสิ่งใด ต่อให้เขาจะเปลืองน้ำลายหว่านล้อมปานใด หลิวอวิ๋นก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน

"ปราชญ์ยุทธ์เฟิงเซิง แม้ว่าที่นี่จะเป็นเมืองมิติที่ไม่มีผู้ใดกล้าลงมืออุกอาจ ทว่าเจ้าก็ควรจะจดจำภาษิตที่ว่าอย่าได้เผยทรัพย์ให้โจรเห็นนะ!" เดินไปได้สักพัก ต้วนซานก็พลันเอ่ยเตือนหลิวอวิ๋นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เมื่อได้ยินคำเตือนของต้วนซาน หลิวอวิ๋นก็ดึงสติกลับมาได้ หางตาของเขาพลันสังเกตเห็นว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจดจ้องมาที่เขาอยู่ตลอดเวลา

"ดูเหมือนว่าวันนี้คงต้องพอแค่นี้ก่อนแล้ว!"

หลิวอวิ๋นลอบถอนหายใจในใจ เขารู้ตัวดีว่าทรัพย์สมบัติที่เขาเผยให้เห็นนั้นได้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนไม่น้อย ท้ายที่สุดแล้วมิใช่ทุกคนจะซื่อตรงดั่งปราชญ์ยุทธ์เทียนซาน

"ขอบคุณปราชญ์ยุทธ์ซานที่ช่วยเตือนสติ!" หลิวอวิ๋นประสานมือขอบคุณต้วนซาน ก่อนจะเอ่ยถามต่อ "คาดว่างานประมูลคงใกล้จะเริ่มแล้วกระมัง!"

"น่าจะใกล้เริ่มแล้วล่ะ!" ต้วนซานพยักหน้ารับ

"ปราชญ์ยุทธ์เฟิงเซิงยังคิดจะไปร่วมงานประมูลอีกหรือ?" ไป๋อีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เดิมทีนางคิดว่าเมื่อหลิวอวิ๋นกว้านซื้อของด้านนอกไปมากมายถึงเพียงนี้แล้ว ก็คงไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมงานประมูลอีก

"อืม ไปเปิดหูเปิดตาดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอันใดนี่!" หลิวอวิ๋นตอบเสียงเรียบ

"ตามข้ามาสิ!" ต้วนซานเดินนำหน้าเพื่อนำทาง

...

เมืองมิติไม่ได้ใหญ่โตมากนัก มีถนนเก่าแก่ตัดสลับกันเพียงไม่กี่สาย ทว่าผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้กลับมีไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งแต่ละคนก็ล้วนเป็นผู้แผ่กลิ่นอายอันแข็งแกร่ง หากอยู่ภายนอก พวกเขาล้วนจัดอยู่ในระดับยอดฝีมือชั้นแนวหน้า ทว่า ณ ที่แห่งนี้ กลับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญราวกับผักปลาในตลาดยามเช้า

หลิวอวิ๋นและไป๋อีเดินตามต้วนซานลัดเลาะผ่านถนนเก่าแก่หลายสาย ตลอดเส้นทางพวกเขาไม่ได้หยุดแวะชมสิ่งของล้ำค่าที่ละลานตาอยู่สองข้างทางอีกต่อไป ทั้งสามมุ่งหน้าตรงไปยังจุดหมายปลายทาง และในที่สุดก็มาหยุดฝีเท้าลงที่สุดปลายถนนสายหนึ่ง

เห็นได้ชัดว่าที่แห่งนี้คือสุดขอบของเมืองมิติ บริเวณโดยรอบแลดูว่างเปล่าและเงียบสงบ แตกต่างจากความจอแจวุ่นวายก่อนหน้านี้ ณ ที่แห่งนี้ มีหอสมบัติโบราณแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่และทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจากตัวหอคอย ราวกับดำรงอยู่มาเนิ่นนานนับพันปี ทำให้ผู้คนมิกล้าดูแคลนเลยแม้แต่น้อย

ภายนอกหอสมบัติโบราณแห่งนี้ มีชายชราในชุดคลุมสีเทาสองคนยืนนิ่งงันอยู่ด้วยใบหน้าราบเรียบราวกับรูปปั้น ร่างกายไม่ไหวติง ทว่ากลับมีคลื่นปราณยุทธ์อันหนาแน่นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกเขารำไร ทำให้จิตใจของผู้คนต้องสั่นสะท้าน เพียงแค่คนเฝ้าประตูสองคนนี้ ระดับพลังก็บรรลุถึงปราชญ์ยุทธ์หกดางแล้ว

ลองคิดดูเถิด ในอดีตเฒ่ามารจายซิงผู้นำทัพยอดฝีมือตำหนักวิญญาณมาบุกโจมตีสมาพันธ์ฟ้าดิน ก็มีพลังเพียงปราชญ์ยุทธ์ห้าดาวเท่านั้น ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่ กลับอ่อนด้อยเสียยิ่งกว่าคนเฝ้าประตู

จากจุดนี้ก็เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นแล้วว่า งานแลกเปลี่ยนมิติแห่งนี้มีระดับสูงส่งปานใด!

"หอสมบัติโบราณแห่งนี้ มิใช่ว่าใครนึกจะเข้าก็เข้าได้ ผู้ที่จะเข้าไปได้ต้องมีเทียบเชิญจากสามสำนักใหญ่เสียก่อน... และการจะได้รับเทียบเชิญนี้มาครอบครอง ก็มิใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิดหรอกนะ"

ต้วนซานแย้มยิ้มบางๆ หากมิใช่ยอดฝีมือหรือขุมกำลังที่สามสำนักใหญ่ผู้จัดงานแลกเปลี่ยนมิติให้ความไว้วางใจ ย่อมไม่มีทางได้รับเทียบเชิญนี้อย่างเด็ดขาด ทว่าต้วนซานบังเอิญเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ การจะได้รับเทียบเชิญมาย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด

สิ้นเสียงของต้วนซาน เขาก็เดินตรงไปยังหน้าประตู ก่อนจะดีดนิ้วส่งลำแสงสีแดงพุ่งพ้นแขนเสื้อออกไปยังชายชราทั้งสอง ชายชรารับลำแสงนั้นไว้อย่างมั่นคง ซึ่งมันก็คือเทียบเชิญหยกสีแดงนั่นเอง

"เชิญ!"

เมื่อรับเทียบเชิญสีแดงมา ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของชายชราทั้งสองก็มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย ดวงตาอันฝ้าฟางกวาดมองกลุ่มของหลิวอวิ๋น ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อย พวกเขาสะบัดแขนเสื้อส่งลำแสงสีดำสามสายพุ่งทะยานไปยังต้วนซานและหลิวอวิ๋นพร้อมผู้ติดตาม ลำแสงทั้งสามลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าพวกเขา มันคือเสื้อคลุมสีดำสนิทนั่นเอง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 420 - เข้าสู่หอสมบัติโบราณ!

คัดลอกลิงก์แล้ว