เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 340 - เพลิงโอสถร่วงหล่นคลุ้มคลั่ง

บทที่ 340 - เพลิงโอสถร่วงหล่นคลุ้มคลั่ง

บทที่ 340 - เพลิงโอสถร่วงหล่นคลุ้มคลั่ง


บทที่ 340 - เพลิงโอสถร่วงหล่นคลุ้มคลั่ง

หอคอยฝังอยู่ใต้ดินงั้นหรือ

ทัศนียภาพอันแปลกประหลาดเช่นนี้ ทำให้หลิวอวิ๋นรู้สึกสนใจใคร่รู้ขึ้นมาบ้าง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสายตาของหลิวอวิ๋นกวาดมองหอคอยชั้นที่โผล่พ้นผิวดินขึ้นมา เขากลับพบว่าห้วงมิติรอบๆ หอคอยนั้น คล้ายกับมีร่องรอยของการบิดเบี้ยวและปริร้าวแฝงอยู่อย่างเลือนลาง

คงจะเป็นค่ายกลผนึกที่ท่านอธิการบดีแห่งสถานศึกษาเจียหนานทิ้งไว้เป็นแน่!

เขาค่อยๆ สาวเท้าเดินตรงเข้าไป ยามนี้หอฝึกปราณเพลิงสวรรค์กำลังเปิดให้ใช้งาน จึงมีศิษย์เดินเข้าออกอยู่เป็นระยะๆ

"ผู้อาวุโสอวิ๋นหลิ่ว!" จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงสตรีอันอ่อนหวานดังขึ้นจากเบื้องหลังหลิวอวิ๋น

หลิวอวิ๋นเหลียวมอง ก็เห็นเพียงสตรีนางหนึ่งในชุดกระโปรงขนจิ้งจอกหิมะกำลังเดินตรงมาหาเขา สตรีนางนี้มีรูปโฉมงดงามไม่เบา โครงหน้ารูปไข่ ริมฝีปากจิ้มลิ้มดุจผลอิงเถา คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตากลมโตสุกใส องค์ประกอบทั้งหมดนี้สอดรับกันอย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นความงามที่ชวนให้เจริญหูเจริญตายิ่งนัก

"เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ" หลิวอวิ๋นเอ่ยถามเสียงแผ่ว

เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นหยุดฝีเท้า สตรีในชุดกระโปรงขนจิ้งจอกหิมะผู้นี้ก็ประดับรอยยิ้มหวานละมุนเดินเข้ามาใกล้หลิวอวิ๋นด้วยความดีใจ

"ผู้อาวุโส ข้ามีนามว่า หลิวเฟย เพิ่งจะเคยพบหน้าผู้อาวุโสเป็นครั้งแรกเจ้าค่ะ ที่จดจำท่านได้ย่อมเป็นเพราะตราสัญลักษณ์นักสกัดโอสถระดับหกบนอกเสื้อของท่าน" น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุงบินลอดผ่านริมฝีปากของหลิวเฟย ในระหว่างที่กล่าววาจา ใบหน้าอันงดงามของนางกลับแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ยามนี้นางลอบคิดในใจว่า 'ดูท่าที่นังหนูพวกนั้นพูดมาคงจะไม่ผิด ผู้อาวุโสท่านใหม่นี้ไม่เพียงแต่มีวรยุทธ์ลึกล้ำ ทว่ายังรูปงามและดูหนุ่มแน่นถึงเพียงนี้'

"อ้อ!" เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหลิวเฟย หลิวอวิ๋นก็ไม่ได้มีท่าทีตอบสนองอันใดนัก เพียงพยักหน้ารับเบาๆ

"ผู้อาวุโส ท่านก็เตรียมจะเข้าไปในหอฝึกปราณเพลิงสวรรค์หรือเจ้าคะ"

เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันเย็นชาของหลิวอวิ๋น หลิวเฟยกลับไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจแม้แต่น้อย นางยังคงขยับเข้ามาใกล้เพื่อตีสนิท

"มาเปิดหูเปิดตาชมเอกลักษณ์ของสถานศึกษาเจียหนานเสียหน่อย" หลิวอวิ๋นกล่าวส่งๆ

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอเป็นคนนำทางให้ท่านนะเจ้าคะ ข้าคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี" บนใบหน้าของหลิวเฟยยังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

"ก็เอาสิ!" เมื่อเห็นดรุณีน้อยเบื้องหน้ากระตือรือร้นถึงเพียงนี้ หลิวอวิ๋นก็ไม่คิดจะปฏิเสธ

จากนั้น ทั้งสองก็เดินเคียงคู่กันมุ่งหน้าไปยังทางเข้าหอคอยสีดำ ศิษย์ชายจำนวนไม่น้อยเมื่อเห็นหลิวเฟยแสดงท่าทีสนิทสนมกับบุรุษผู้หนึ่งถึงเพียงนี้ ทีแรกก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าเมื่อพวกเขาสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์บนอกเสื้อของหลิวอวิ๋น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที ต่างพากันแหวกทางให้หลิวอวิ๋นและหลิวเฟยเดินผ่านไปด้วยความเคารพยำเกรง

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ หลิวอวิ๋นถึงเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตมโหฬารของหอคอยแห่งนี้อย่างแท้จริง นี่ขนาดเป็นเพียงชั้นเดียวที่โผล่พ้นผิวดินขึ้นมา ยังมีความสูงเทียบเท่ากับตึกสองสามชั้น ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำยังยิ่งใหญ่ปานนี้ ยากจะจินตนาการได้เลยว่า ตัวหอคอยที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ดินนั้น จะโอ่อ่าอลังการสักเพียงใด

หลิวอวิ๋นหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าหอคอยในระยะห่างไม่กี่เมตร สายตากวาดมองหอคอยสีดำที่แฝงกลิ่นอายความเก่าแก่อย่างเงียบๆ พลางรำพึงในใจว่า 'ดูท่าเพื่อสะกดเพลิงโอสถร่วงหล่น สถานศึกษาเจียหนานคงจะจงใจเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเย็นยะเยือกถึงขีดสุดในการก่อสร้างเป็นแน่'

หลิวอวิ๋นก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปด้านใน ทันทีที่ก้าวล่วงเข้าไป หลิวอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างที่นี่กับโลกภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเพลิงวิญญาณสายหนึ่งปะทุขึ้นภายในร่างอย่างกะทันหัน ทว่า อานุภาพของเงาเพลิงวิญญาณในที่แห่งนี้ สำหรับหลิวอวิ๋นผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเก้าตะวันแผดเผาฟ้าแล้ว มันไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเป็นของบำรุงให้เขาด้วยซ้ำ ดังนั้นหลิวอวิ๋นจึงคร้านที่จะใส่ใจเพลิงวิญญาณในร่างนี้

ทันใดนั้น หลิวอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งสายหนึ่งภายในหอคอย กำลังมุ่งหน้าตรงมาหาเขา วินาทีต่อมา ชายชราในชุดเสื้อผ้าหยาบกระด้างก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของหลิวอวิ๋น

"ผู้อาวุโสอวิ๋นหลิ่วใช่หรือไม่ เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะได้ยินท่านมหาเถระกล่าวถึง วันนี้ในที่สุดก็ได้พบหน้าค่าตากันเสียที"

แม้อายุอานามของชายชราผู้นี้จะสูงวัยกว่าหลิวอวิ๋นมากนัก ทว่าด้วยฐานะนักสกัดโอสถระดับหก ผนวกกับวรยุทธ์ระดับมหาราชันยุทธ์ห้าดาวของหลิวอวิ๋น การสนทนาพาทีของชายชราจึงแฝงไปด้วยความเคารพนบนอบเป็นพิเศษ

หลิวอวิ๋นเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่า ตนเพิ่งจะโผล่หน้ามาในสถานศึกษาเจียหนานได้ไม่นาน กลับมีผู้คนรู้จักมากมายถึงเพียงนี้ ยามนี้เขาได้แต่ลอบยิ้มขื่นในใจ พลางตอบรับคำทักทายของทุกคนทีละคน

ส่วนหลิวเฟยที่ยืนอยู่เคียงข้างหลิวอวิ๋น เมื่อเห็นทุกคนแสดงความเคารพนบนอบต่อเขา ในแววตาของนางก็ฉายความภาคภูมิใจออกมาลึกๆ

เมื่อเหล่าผู้อาวุโสผู้พิทักษ์หอคอยทราบว่า หลิวอวิ๋นเพียงแค่ต้องการเดินชมหอฝึกปราณเพลิงสวรรค์ ทุกคนต่างก็รู้ความและถอยห่างออกไปไม่รบกวนอีก

หลังจากเดินชมลงมาได้หลายชั้น เมื่อเห็นว่าหลิวอวิ๋นยังคงตั้งหน้าตั้งตาจะเดินลึกลงไปอีก หลิวเฟยที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มมีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ใบหน้าขาวเนียนแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย นางเอ่ยกับหลิวอวิ๋นด้วยสีหน้าลำบากใจว่า "ผู้อาวุโสอวิ๋นหลิ่ว หากลึกลงไปกว่านี้ ข้าคงไม่อาจตามไปรับใช้ได้แล้วเจ้าค่ะ ชั้นนี้คือขีดจำกัดที่ข้าสามารถก้าวล่วงเข้ามาได้"

"ก็ดี! เช่นนั้นเจ้าก็บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่เถิด ข้าจะลงไปดูเพียงลำพัง"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลิวเฟย บนใบหน้าของหลิวอวิ๋นกลับปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาจางๆ เมื่อปราศจากหลิวเฟยที่คอยเดินตามต้อยๆ หลิวอวิ๋นก็ก้าวเดินลงมาถึงชั้นที่หกของหอฝึกปราณเพลิงสวรรค์ได้อย่างรวดเร็ว

ผู้ที่สามารถเข้ามาบำเพ็ญเพียรในห้องฝึกปราณแต่ละห้องของชั้นนี้ได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดในสถานศึกษาเจียหนานทั้งสิ้น

"ครืน!" ทันใดนั้น ความสั่นสะเทือนที่ดังมาจากห้องฝึกปราณห้องหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของหลิวอวิ๋นไป

"มีคนทะลวงระดับ! คนที่อยู่ภายในห้องฝึกปราณอันเป็นเอกลักษณ์ห้องนี้ หรือว่าจะเป็น..."

ในจังหวะที่สายตาของหลิวอวิ๋นกำลังจับจ้องไปยังห้องฝึกปราณที่สร้างจากวัสดุพิเศษห้องนี้ ประตูห้องก็ค่อยๆ เปิดออก

เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีขาวผู้มีความสูงเพียงระดับเอวของเขา เดินก้าวออกมาจากห้องฝึกปราณ ดูจากรูปโฉมแล้ว เด็กหญิงผู้นี้น่าจะมีอายุเพียงสิบสองสิบสามปีเท่านั้น เรือนผมสีม่วงอ่อนสยายยาวจรดบั้นเอว พวงแก้มขาวเนียนดุจหยกสลักเสลา ดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยามนี้ เด็กหญิงที่เพิ่งเดินออกมาก็กระพริบตากลมโตสุกใสดำขลับจ้องมองหลิวอวิ๋นปริบๆ

"จื่อเหยียน!"

เมื่อได้ยินหลิวอวิ๋นเรียกขานนามของตน เด็กหญิงก็ประดับรอยยิ้มไร้เดียงสาบนใบหน้า เอ่ยเสียงใสว่า "หน้าตาเจ้าดูไม่คุ้นเอาเสียเลย เจ้าก็เตรียมจะมาบำเพ็ญเพียรที่นี่งั้นหรือ"

"เปล่าหรอก ข้ามิได้มาบำเพ็ญเพียร เพียงแค่มาเดินดูรอบๆ เท่านั้น" เมื่อเห็นแม่หนูน้อยน่ารักน่าชังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว หลิวอวิ๋นก็อมยิ้มที่มุมปาก

"ไม่สิ กลิ่นอายบนตัวเจ้าแข็งแกร่งมาก ในหมู่ศิษย์ไม่มีทางมีกลิ่นอายเช่นนี้ได้" จู่ๆ จื่อเหยียนก็ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามว่า "หรือว่าเจ้าจะเป็นผู้อาวุโสในสถานศึกษา"

"ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เจ้าเดาถูกแล้ว" หลิวอวิ๋นพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายพร้อมกับเอ่ยชมเชย

"ฮ่าๆ! ก่อนจะได้เจอกับเจ้า บรรดาผู้อาวุโสในสถานศึกษาที่ข้าเคยพบเจอ ล้วนแต่เป็นพวกตาเฒ่าหัวหงอกทั้งสิ้น คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้ที่หนุ่มแน่นเช่นเจ้าอยู่ด้วย" เมื่อได้ยินหลิวอวิ๋นยอมรับฐานะผู้อาวุโส ปฏิกิริยาของจื่อเหยียนกลับแตกต่างจากศิษย์คนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง นางไม่ได้แสดงท่าทีเคารพนบนอบต่อหลิวอวิ๋นในฐานะผู้อาวุโสเลยแม้แต่น้อย

"งั้นหรือ ข้าจะหนุ่มแน่นปานใด ก็คงดูไม่เยาว์วัยเท่าแม่หนูน้อยอย่างเจ้าหรอกกระมัง" หลิวอวิ๋นเอ่ยหยอกล้อ

"ฮึ! เจ้ากล้าเรียกข้าว่าแม่หนูน้อยงั้นหรือ!" ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวของจื่อเหยียน หากเป็นศิษย์คนอื่นกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับนางล่ะก็ รับรองได้เลยว่าต้องโดนทุบตีเป็นแน่ ทว่าด้วยฐานะผู้อาวุโสสถานศึกษาของหลิวอวิ๋น จื่อเหยียนย่อมรู้ดีว่านางสู้เขาไม่ได้ ยามนี้ เมื่อได้ยินหลิวอวิ๋นเรียกขานนางเช่นนั้น จื่อเหยียนน้อยก็ทำแก้มป่อง เอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจว่า "หากมิใช่เพราะคราวนั้นเผลอกินหญ้าจำแลงกายเข้าไป ข้าจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร"

หญ้าจำแลงกาย คือสมุนไพรหลักในการสกัดโอสถจำแลงกาย แม้จะแฝงสรรพคุณของโอสถจำแลงกาย ที่สามารถช่วยให้สัตว์อสูรที่ยังไม่ถึงระดับเจ็ดสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ทว่ากลับมีข้อบกพร่องประการหนึ่ง นั่นคือ สัตว์อสูรที่จำแลงกายด้วยวิธีนี้ จะคงรูปลักษณ์ในขณะที่จำแลงกายไปตลอดกาล

หลิวอวิ๋นกระจ่างแจ้งในเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี ยามนี้เขาเอียงคอแย้มยิ้มพลางถาม "เช่นนั้นเจ้าชอบรูปลักษณ์ในยามนี้ของเจ้าหรือไม่เล่า อยากจะเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง เปล่งประกายเสน่ห์แห่งอิสตรีเฉกเช่นพวกพี่สาวด้านนอกหรือไม่"

"เติบโตเป็นสาวสะพรั่งเฉกเช่นคนพวกนั้นงั้นหรือ" เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดูไร้พิษสงของหลิวอวิ๋น ในใจของจื่อเหยียนน้อยกลับรู้สึกทะแม่งๆ ขึ้นมา "เจ้ามีวิธีอย่างนั้นหรือ"

"ยามนี้ยังไม่มี ทว่า..."

เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นกล่าววาจาเชื่องช้าอืดอาด จื่อเหยียนก็พูดแทรกขึ้นมาทันควัน "ไม่มีวิธีแล้วเจ้าจะพล่ามหาบิดาเจ้าหรือ ผู้อาวุโสจอมลวงโลก!"

หลังจากสบถคำเหล่านี้ออกมาอย่างรวดเร็ว จื่อเหยียนน้อยก็เดินปั้นปึ่งจากชั้นที่หกไปในทันที

"เอ่อ..."

ข้าพูดจาเชื่องช้าปานนั้นเชียวหรือ เมื่อถูกแม่หนูน้อยตัวแค่นี้ตราหน้าว่าเป็นจอมลวงโลก หลิวอวิ๋นก็เริ่มนึกสงสัยในตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว

หลังจากจื่อเหยียนจากไป หลิวอวิ๋นก็เดินตรงไปข้างหน้าต่อ ไม่นานนัก ที่สุดทางเดินก็ปรากฏประตูเหล็กสีดำสนิทบานหนึ่ง เบื้องหลังประตูเหล็กนั้นคือความมืดมิดอันลึกล้ำสุดหยั่งคาด

"ข้าจำได้ว่า เพลิงโอสถร่วงหล่นนี้ จะเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง"

สายตาหยุดนิ่งอยู่ที่ประตูเหล็ก หลิวอวิ๋นขยับความคิด ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีฟ้าครามสายหนึ่งก็ลุกโชนขึ้นภายในร่าง เมื่อเปลวเพลิงสีฟ้าครามลุกลามไปถึงดวงตา ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดเบื้องหลังประตูเหล็ก ก็เริ่มจางหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

จากนั้น ท่ามกลางความมืดมิด ห้วงมิติบริเวณนั้นก็เริ่มบิดเบี้ยวขึ้นมาเล็กน้อย วินาทีต่อมา ห้วงมิติที่บิดเบี้ยวก็แปรสภาพเป็นดั่งอสรพิษยักษ์ล่องหน อสรพิษเพลิงถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงที่บิดเบี้ยว อ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมขนาดเท่าต้นขาผู้ใหญ่ที่แผ่ระลอกคลื่นแห่งการบิดเบี้ยวออกมา ดวงตาสามเหลี่ยมขนาดยักษ์พ่นเพลิงไร้รูปร่างออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะส่งเสียงคำรามกึกก้อง พุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิด

ทว่าในจังหวะที่มันกำลังจะพุ่งทะลวงออกมา กลับถูกกำแพงมิติไร้รูปร่างขวางกั้นเอาไว้เสียก่อน

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากเบื้องหลังหลิวอวิ๋น

"ผู้อาวุโสอวิ๋นหลิ่ว"

ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังหลิวอวิ๋น สองมือของเขาร่ายมุทราออกมาอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อมา กำแพงมิติก็คล้ายกับได้รับการเสริมพลัง ไม่ว่าอสรพิษเพลิงจะพุ่งชนอย่างรุนแรงปานใดก็ยังคงตั้งตระหง่านไม่ไหวติง หลังจากพุ่งชนซ้ำอีกสองสามครั้ง อสรพิษเพลิงก็ค่อยๆ ล่าถอยไป

เมื่อเห็นว่าอสรพิษเพลิงไม่อาจทะลวงค่ายกลผนึกออกมาได้ เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก หันมาอธิบายกับหลิวอวิ๋นว่า "ผู้อาวุโสอวิ๋นหลิ่ว ประตูเหล็กบานนั้นท่านมหาเถระได้มีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปเป็นอันขาด เมื่อครู่ข้าลืมแจ้งให้ท่านทราบไปเสียสนิท"

"อืม ขอบใจที่ตักเตือน อวิ๋นหลิ่วรับทราบแล้ว"

หลังจากตอบรับผู้อาวุโสพิทักษ์หอชั้นที่หกไปหนึ่งประโยค สายตาของหลิวอวิ๋นก็จับจ้องไปยังห้วงมิติอันมืดมิดนั้นอีกครา นัยน์ตาทอประกายแสงสีฟ้าครามสว่างจ้ายิ่งกว่าเดิม

"โฮก!"

"โฮก!"

ภายใต้การจับจ้องของหลิวอวิ๋น ภายในห้วงมิติอันมืดมิดเบื้องหลังประตูเหล็ก จู่ๆ ก็บังเกิดเสียงคำรามทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างกะทันหัน ชั่วพริบตาที่เสียงนั้นดังขึ้น ทั่วทั้งห้องฝึกปราณก็คล้ายกับสั่นสะเทือนขึ้นมาเล็กน้อย วินาทีต่อมา พลังฟ้าดินที่เคยสงบนิ่งในบริเวณนี้ ก็พลันปั่นป่วนคลุ้มคลั่งราวกับน้ำเดือดพล่าน

"แย่แล้ว" เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนนี้ สีหน้าของผู้อาวุโสพิทักษ์หอชั้นที่หกก็แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง

"ศิษย์ทุกคนภายในหอ จงเร่งอพยพออกจากหอฝึกปราณเพลิงสวรรค์ภายในเวลาครึ่งก้านธูปเดี๋ยวนี้!" วินาทีต่อมา เสียงอันแหบพร่าก็ดังกึกก้องมาจากยอดหอคอย ส่งตรงถึงโสตประสาทของศิษย์ทุกคนที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ภายใน

ในเมื่อเสียงประกาศนั้นเพียงแค่สั่งให้ศิษย์อพยพออกไป หลิวอวิ๋นจึงยังคงหยัดยืนอยู่กับที่

"ผู้อาวุโสอวิ๋นหลิ่ว พลังงานภายในหอคอยจู่ๆ ก็ปั่นป่วนคุ้มคลั่งถึงเพียงนี้ ต้องเป็นเพลิงโอสถร่วงหล่นเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกเป็นแน่" ผู้อาวุโสพิทักษ์หอเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก "ท่านมหาเถระคงจะรีบรุดมาที่นี่ในอีกไม่ช้า"

"เพลิงวิเศษคลุ้มคลั่งอย่างนั้นหรือ" หลิวอวิ๋นแสร้งปั้นหน้าซื่อราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราว

เมื่อผู้อาวุโสนับสิบชีวิตปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ณ ที่แห่งนี้ ภายใต้การผนึกกำลังของทุกคน กำแพงพลังงานขนาดยักษ์ที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิมก็ปรากฏขึ้น

"การคลุ้มคลั่งในครานี้ ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าคราวก่อนๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว" ท่ามกลางฝูงชน ซูเชียนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดมีสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งนัก เขาลอบปรายตามองหลิวอวิ๋นอย่างแนบเนียน สายตาของหลิวอวิ๋นสบเข้ากับซูเชียน ทว่ากลับไร้ซึ่งวี่แววของความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย

ซูเชียนรู้ดีว่า การคลุ้มคลั่งของเพลิงโอสถร่วงหล่นในครานี้ มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะเกี่ยวข้องกับหลิวอวิ๋น ทว่า เมื่อเสียงคำรามทุ้มต่ำจากก้นหอดังขึ้นอีกครา ซูเชียนก็เลิกให้ความสนใจหลิวอวิ๋น ยามนี้เขาใช้สัมผัสวิญญาณครอบคลุมไปทั่วทั้งชั้นล่างสุดของหอฝึกปราณเพลิงสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นความสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเพียงใด ล้วนไม่อาจรอดพ้นสัมผัสของเขาไปได้

ท่ามกลางความเงียบงันในชั้นล่างสุด จู่ๆ ก็บังเกิดเสียงคล้ายของเหลวไหลรินดังขึ้นแผ่วเบา เสียงนั้นราวกับเกลียวคลื่นในทะเลสาบ ทว่าเสียงอันแผ่วเบานี้ กลับทำให้สีหน้าเคร่งขรึมของซูเชียนแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เขาเบิกตาโพลง นัยน์ตาสาดประกายดุจคมมีด พุ่งเป้าไปยังหลุมลึกที่ตั้งอยู่ใจกลางหอคอย เสียงนั้นดังมาจากที่นั่นนั่นเอง

ร่างของซูเชียนขยับวูบเดียว ก็มาปรากฏตัวอยู่ริมปากหลุมลึก สายตาสาดประกายดั่งสายฟ้าฟาด พุ่งทะลวงลงไปในหลุม ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงของเหลวไหลรินที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่ กลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน ซูเชียนลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ทาบสองมือลงบนกำแพงพลังงานอันบ้าคลั่งเบื้องหน้า

พลังงานอันบ้าคลั่งที่เพียงพอจะซัดยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ให้บาดเจ็บสาหัสได้อย่างง่ายดาย เมื่อตกอยู่ในมือของซูเชียน กลับสงบเสงี่ยมลงอย่างรวดเร็วราวกับสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ ที่พบเจอเจ้านาย และเมื่อซูเชียนค่อยๆ กางมือออก กำแพงพลังงานทรงกลมก็แหวกออกเป็นช่องทางให้คนเดินผ่านได้

ร่างของซูเชียนวูบไหว พุ่งทะลวงผ่านกำแพงพลังงานเข้าไปในทันที สองเท้าเหยียบลงบนปากหลุมลึกอย่างมั่นคง ทันใดนั้น คลื่นความร้อนระอุถึงขีดสุดก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้า ภายใต้อุณหภูมิอันร้อนแรงนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมืออย่างซูเชียนก็ยังมิกล้าชะล่าใจ เขาสะบัดแขนเสื้อวูบเดียว พลังปราณยุทธ์อันหนาแน่นก็ห่อหุ้มร่างกาย สกัดกั้นความร้อนระอุนั้นออกไป

หลังจากเตรียมการป้องกันเสร็จสิ้น ซูเชียนถึงได้ทอดสายตามองลงไปในหลุมลึก นัยน์ตาของเขาค่อยๆ ถูกเคลือบด้วยประกายแสงเรืองรองจางๆ และภายใต้แสงเรืองรองนี้ ในที่สุดก้นหลุมอันไร้ก้นบึ้งก็ปรากฏภาพทิวทัศน์ให้เห็นลางๆ มันคือทะเลลาวาอันกว้างใหญ่ เพียงแต่สีสันของลาวาในที่แห่งนี้ กลับดูแดงคล้ำกว่าลาวาทั่วไปนัก ราวกับมีโลหิตสาดกระเซ็นผสมปนเปอยู่นับไม่ถ้วน ทั่วทั้งอาณาบริเวณแผ่กลิ่นอายอันแปลกประหลาดพิกล

เมื่อจ้องมองไปยังเศษเสี้ยวของโลกแห่งลาวาที่ดำดิ่งลงไปใต้พิภพลึกสุดหยั่งคาด ความเคร่งขรึมบนใบหน้าของซูเชียนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าร่างต้นของเพลิงโอสถร่วงหล่นซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น ทว่าในสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายถึงขีดสุดเช่นนั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเขา ก็ยังมิกล้าล่วงล้ำเข้าไปโดยพละการ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในนั้นยังมีเพลิงโอสถร่วงหล่นที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ ซุ่มซ่อนรอจังหวะจ้องตะครุบเหยื่ออยู่อีกด้วย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 340 - เพลิงโอสถร่วงหล่นคลุ้มคลั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว