- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้รอบคอบเกินไปแล้ว!
- บทที่ 55 ผู้ชักจูง
บทที่ 55 ผู้ชักจูง
บทที่ 55 ผู้ชักจูง
บทที่ 55 ผู้ชักจูง
ภายในลานบ้าน หลินเยี่ยนอาศัยคันฉ่องทองเหลืองสำรวจรูปร่างของตนเอง บนใบหน้าฉายแววพึงพอใจ
หลังจากกลับมาจากป่าเขา อาศัยเคล็ดวิชากลืนกลาย เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่สามวัน เขาก็น้ำหนักลดลงไปถึงสิบชั่ง
แม้จะยังมีระยะห่างจากน้ำหนักตัวก่อนที่เขาจะเดินทางมายังอำเภอซานซานอยู่บ้าง แต่อย่างมากอีกเพียงครึ่งเดือน น้ำหนักของเขาก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ และปราณโลหิตจากเนื้อสัตว์ที่สะสมอยู่ในร่างกายก็จะถูกหลอมละลายจนหมดสิ้น
นอกเหนือจากนี้ หลินเยี่ยนยังค้นพบว่า เคล็ดวิชากลืนกลายยังมีสรรพคุณอีกประการหนึ่ง สาเหตุที่ระดับขัดผิวขั้นที่สี่สามารถมองออกได้จากรูปลักษณ์ภายนอก เป็นเพราะเมื่อปราณโลหิตในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์เพิ่มพูนขึ้น ปราณโลหิตเหล่านี้จะทะลักออกสู่ผิวหนังโดยอัตโนมัติ
ปราณโลหิตสำแดงออกภายนอก ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
ทว่าหลังจากฝึกฝนเคล็ดวิชากลืนกลาย ผ่านการพองตัวและหดตัวของผิวหนังร่างกายแล้ว ปราณโลหิตของเขาก็ไม่สำแดงออกภายนอกอีกต่อไป ผู้อื่นคิดจะมองระดับขั้นของเขาให้ออกจากผิวพรรณภายนอกย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว
"การใช้เคล็ดวิชากลืนกลายดูดซับสิ่งเจือปนของพลังงานที่ตกค้างอยู่ในเลือดเนื้อ ทำให้ข้ากลับมาดูเรียบง่ายไร้จุดเด่น เช่นนั้นก็หมายความว่า ในบรรดาผู้ขัดผิวขั้นที่สี่ การที่ผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนสามารถมองระดับขั้นออกจากผิวพรรณภายนอกได้ ความจริงแล้วก็เป็นเพราะร่างกายสะสมฤทธิ์ยาหรือสิ่งเจือปนจากปราณโลหิตของเนื้อสัตว์ที่ดูดซึมไม่หมดเอาไว้ และนี่ก็คือสาเหตุที่ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนทะลวงด่านล้มเหลวใช่หรือไม่"
หลินเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ในใจ เขารู้สึกว่าความเป็นไปได้นี้มีสูงมาก แต่เขาก็เข้าใจดีว่าปัญหานี้คงไม่มีคำตอบ เพราะไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะนำมาทดสอบได้
ส่วนใหญ่มักจะอาศัยประสบการณ์และสายตาในการประเมิน เฉกเช่นผู้อาวุโสซือถูท่านนั้น ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวทั่วไปย่อมไม่มีสายตาที่แหลมคมถึงเพียงนี้
ทว่าสำหรับเคล็ดวิชากลืนกลาย หลินเยี่ยนก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องให้เสียดาย เพียงไม่กี่วัน ใบไม้บนต้นไม้วิถียุทธ์ที่เป็นของเคล็ดวิชากลืนกลายก็ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าไปได้อีก
ไม่ก็เป็นเพราะเคล็ดวิชากลืนกลายไม่อาจยกระดับได้อีกแล้ว มันมีหน้าที่เพียงหลอมละลายปราณโลหิตตกค้างที่สะสมอยู่ในร่างกายเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นเพราะเขาขาดเคล็ดวิชาในขั้นต่อไป
รู้อย่างนี้ ตอนนั้นน่าจะเอ่ยปากถามผู้อาวุโสซือถูท่านนั้นให้มากกว่านี้สักสองสามประโยค
แต่ก็พูดยากอยู่เหมือนกัน ด้วยรูปแบบการกระทำของผู้อาวุโสซือถู ต่อให้เขาถามไป ก็ใช่ว่าอีกฝ่ายจะยอมบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเคล็ดวิชากลืนกลายแก่เขา
ในขณะที่หลินเยี่ยนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เซี่ยหมิงถังที่ไม่ได้มารบกวนเสียนาน ก็ผลักประตูเรือนเข้ามาอีกครั้ง ในมือถือเทียบเชิญมาด้วยฉบับหนึ่ง
"คุณชายหลิน จวนตระกูลเฉาแห่งอำเภอซานซานส่งเทียบเชิญมา เชิญคุณชายหลินไปร่วมงานเลี้ยงขรับ"
จวนตระกูลเฉาหรือ
หลินเยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้มีอำนาจบารมีในอำเภอซานซาน เหตุใดอีกฝ่ายจึงส่งเทียบเชิญมาให้เขา
"คุณชายหลิน ตระกูลเฉาเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในอำเภอซานซาน เทียบเชิญของตระกูลเฉานั้นปฏิเสธได้ยากขรับ"
เมื่อเห็นหลินเยี่ยนขมวดคิ้ว เซี่ยหมิงถังก็รีบอธิบายถึงอำนาจและสถานะของจวนตระกูลเฉาในอำเภอซานซานให้ฟังทันที
ผู้นำตระกูลเฉาก้าวเข้าสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สามเมื่ออายุสามสิบปี เรื่องนี้ยังไม่เท่าไร ที่สำคัญคือผู้นำตระกูลเฉาเป็นคนรักพวกพ้อง ยอดฝีมือระดับขัดผิวขั้นที่สี่หลายคนในตัวอำเภอล้วนมีความสัมพันธ์อันดีกับเขา ซ้ำยังยินดีที่จะสนับสนุนคนรุ่นหลังที่มีแววในตัวอำเภอ ชื่อเสียงบารมีจึงค่อนข้างสูง
หากไปล่วงเกินตระกูลเฉาในอำเภอซานซานเข้า การจะบอกว่าก้าวเดินไปไหนมาไหนลำบากก็คงจะดูเกินจริงไปสักหน่อย แต่หากตระกูลเฉายอมออกปาก ขุมกำลังต่างๆ ในอำเภอซานซานก็ยินดีที่จะไว้หน้าตระกูลเฉา ตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตนเอง
หลินเยี่ยนพอจะเข้าใจความหมายในคำพูดของเซี่ยหมิงถัง หากเขาปฏิเสธ นั่นก็เท่ากับเป็นการไม่ไว้หน้าตระกูลเฉา ผลประโยชน์ของตระกูลถังในอำเภอซานซานก็อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วย
"ครั้งนี้คุณชายตระกูลเฉาทะลวงเข้าสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สาม และคุณชายหลินเองก็เป็นยอดฝีมือขั้นที่สามเช่นกัน การที่ตระกูลเฉาเชิญคุณชายหลินมา คิดว่าคงต้องการผูกมิตรกับคุณชายหลินนั่นแหละขรับ คุณชายเฉาผู้นี้มีบุคลิกคล้ายคลึงกับบิดา ชื่นชอบการคบหาสหายยิ่งนัก"
เมื่อฟังคำพูดกึ่งเกลี้ยกล่อมของเซี่ยหมิงถัง หลินเยี่ยนก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "ค่าใช้จ่ายสำหรับของขวัญแสดงความยินดี ต้องเบิกจากบัญชีกองกลางนะ"
นี่เป็นการไปร่วมงานเลี้ยงในนามของส่วนรวม จะให้เขาควักเงินจ่ายเองไม่ได้หรอก
เซี่ยหมิงถัง...
ยามตะวันคล้อยต่ำ
หลินเยี่ยนหิ้วกล่องของขวัญ แสดงเทียบเชิญแล้วเดินตามบ่าวรับใช้ของตระกูลเฉาเข้าไปในเรือนชั้นในของจวนตระกูลเฉา
"คุณชายหลิน เชิญพักผ่อนสักครู่ขรับ"
บ่าวรับใช้นำทางหลินเยี่ยนมาถึงลานบ้านแห่งหนึ่งแล้วก็จากไป สาวใช้ในลานบ้านเป็นฝ่ายริเริ่มชงชาให้ เมื่อมองดูเรือนเล็กๆ แห่งนี้ สีหน้าของหลินเยี่ยนยังคงราบเรียบ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
วันนี้จวนตระกูลเฉามีแขกเหรื่อมาเยือนมากมาย เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดเตรียมเรือนเล็กๆ ให้แขกแต่ละคนแยกพักผ่อนเช่นนี้ ควรจะเหมือนกับตอนที่ศิษย์น้องจ้าวจัดงาน คือให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดไปรวมกันที่เรือนชั้นใน หรืออย่างมากก็จัดให้อยู่ในเรือนเดียวกันตามระดับขั้นการขัดผิว
หรือไม่อย่างนั้นก็แบ่งตามอายุ คนหนุ่มสาวจัดให้อยู่ที่หนึ่ง คนมีอายุหน่อยก็จัดให้อีกที่หนึ่ง การจงใจพาเขามาที่เรือนเล็กๆ แยกต่างหากเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าแฝงความนัยแปลกประหลาด
บนโต๊ะหินด้านข้างมีน้ำชาที่สาวใช้ชงเตรียมไว้ให้ ทว่าหลินเยี่ยนไม่ได้แตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย เขารอจนกระทั่งน้ำชาร้อนๆ กลายเป็นเย็นชืด จึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตูเรือน
เมื่อสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ในเรือนเห็นหลินเยี่ยนกำลังจะจากไป สีหน้าของนางก็พลันลุกลี้ลุกลน "คุณชายหลินโปรดรอสักประเดี๋ยวเจ้าค่ะ คุณชายของพวกเรากำลังจะมาแล้ว"
"คิดว่าวันนี้แขกเหรื่อของคุณชายคงจะมากมายและมีธุระรัดตัว ไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลากับข้าอีกหรอก"
ถูกปล่อยให้รออยู่ในเรือนถึงครึ่งชั่วยาม หลินเยี่ยนก็ไม่ได้ทำเรื่องลำบากใจแก่สาวใช้ ทว่าในจังหวะที่เขาลุกขึ้นและกำลังจะเดินไปที่ประตูเรือนนั้น ก็มีเสียงดังมาจากนอกประตู
"พี่หลินโปรดอย่าถือสา เมื่อครู่ต้องต้อนรับแขกเหรื่อจึงทำให้ล่าช้าไปบ้าง"
ประตูเรือนถูกผลักออก ชายหนุ่มสองคนเดินก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหน้าหลัง ด้านหลังยังมีสาวใช้เดินตามมาอีกหลายคน
ชายหนุ่มที่เดินนำหน้ายิ้มพลางประสานมือคารวะหลินเยี่ยน "ข้าน้อยเฉาจาง ส่วนท่านนี้คือคุณชายเฉียน เฉียนซูหาง"
หลินเยี่ยนยื่นมือออกไป เฉาจางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือมาจับตามสัญชาตญาณ
เมื่อปล่อยมือ หลินเยี่ยนก็ยื่นมือไปทางเฉียนซูหางอีกครั้ง "คารวะคุณชายเฉียน"
เฉียนซูหางขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยื่นมือออกมาจับกับหลินเยี่ยน
จากการจับมือทั้งสองครั้ง เขาสัมผัสได้ว่าต้นไม้วิถียุทธ์สีเทาที่ปรากฏออกมาของทั้งสองคนนั้น ล้วนมีความสูงไม่สู้เขา ในใจเขาก็พอจะรู้แล้ว
แค่เด็กรุ่นหลังสองคน
"ไม่ทราบว่าคุณชายเฉานัดข้ามาที่นี่มีธุระอันใดหรือ"
"พี่หลินอย่าเพิ่งใจร้อน นั่งลงดื่มชาสักจอกก่อนเถิด"
เฉาจางไม่ได้รีบตอบคำถาม เขาโบกมือให้สาวใช้ที่อยู่ด้านหลัง สาวใช้หลายคนแบ่งหน้าที่กันจัดเตรียมชุดน้ำชาชุดใหม่ ทั้งยังหิ้วกาน้ำร้อนมาชงชาให้ใหม่จนเสร็จสรรพ จากนั้นจึงถอยออกจากเรือนและปิดประตูลง
"พี่หลิน ชาจอกนี้ถือเป็นการขอขมาของข้าน้อย"
เฉาจางประคองถ้วยชาขึ้นมาด้วยตนเองแล้วส่งให้หลินเยี่ยน หลินเยี่ยนก็รับเอาไว้
หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากล่วงเกินคุณชายเฉาผู้นี้ ในเมื่ออีกฝ่ายยอมทอดสะพานให้ลงมาแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องวางมาดจนเกิดความบาดหมางกัน
"ขอบคุณคุณชายเฉา"
เมื่อเห็นหลินเยี่ยนรับถ้วยชาและนั่งลงอีกครั้ง เฉาจางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตาเหลือบมองเฉียนซูหางที่เดินไปนั่งลงเองโดยพลการ ทอดถอนใจอย่างจนปัญญาอยู่ในใจ
ด้วยนิสัยของเขา ย่อมไม่มีทางปล่อยให้หลินเยี่ยนต้องรออยู่ที่นี่นานถึงเพียงนี้เป็นแน่ เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความต้องการของเฉียนซูหางทั้งสิ้น
ตามคำพูดของเฉียนซูหาง ก็คือให้ปล่อยหลินเยี่ยนทิ้งไว้สักพัก เพื่อลดทอนความเย่อหยิ่งของเขาลงเสียก่อน จะได้เจรจาพูดคุยกันได้ง่ายขึ้นในภายหลัง
เขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้เลย แต่ครั้งนี้เขาเป็นเพียงคนกลาง มีหน้าที่เพียงสร้างโอกาสให้เฉียนซูหางและหลินเยี่ยนได้พบเจอกัน ประกอบกับภูมิหลังและสถานะของเฉียนซูหาง เขาจึงทำได้เพียงให้ความร่วมมือ
"พี่หลินคงไม่แปลกหน้ากับตระกูลเฉียนกระมัง พี่ใหญ่เฉียนคือคุณชายแห่งตระกูลเฉียน ทว่าพี่ใหญ่เฉียนเป็นผู้มีความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ หลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สามแล้ว ก็เดินทางไปที่เมืองเอก ไม่ค่อยได้พักอยู่ที่อำเภอซานซานนัก"
หลินเยี่ยนมองเฉียนซูหางแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าตอบ "ได้ยินชื่อเสียงมานาน"
ก่อนจะมาที่อำเภอซานซาน เขาได้สืบหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์วิถียุทธ์ในอำเภอซานซานมาเป็นพิเศษ ตระกูลเฉียนคือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของอำเภอซานซาน ผู้นำตระกูลเฉียนเป็นยอดฝีมือขัดผิวขั้นที่สี่ เพียงแต่อายุมากแล้ว ปีนี้อายุหกสิบห้า ปราณโลหิตถดถอยไปตั้งนานแล้ว
ดูจากรูปลักษณ์ของคุณชายเฉียนผู้นี้ ผู้นำตระกูลเฉียนคงจะได้ลูกหลงตอนแก่เป็นแน่
เมื่อฟังคำพูดของหลินเยี่ยน เฉียนซูหางก็ยิ้มบางๆ รำพึงขึ้นว่า "หากต้องการจะก้าวไปให้ไกลบนวิถียุทธ์ ท้ายที่สุดก็ต้องไปที่เมืองเอก การหมกตัวอยู่ในตัวอำเภอเปรียบเสมือนกบในกะลา ขัดผิวขั้นที่สอง ขั้นที่สาม ก็หลงคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะแล้ว มีเพียงการไปที่เมืองเอกเท่านั้น จึงจะได้เห็นโลกกว้าง อย่าว่าแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สามเลย ยอดฝีมือขัดผิวขั้นที่สี่ที่มีอายุเพียงยี่สิบปีที่ข้ารู้จัก ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว"
เมื่อฟังคำพูดของเฉียนซูหาง หลินเยี่ยนเพียงแค่ยิ้มรับแต่ไม่ได้เอ่ยปากต่อ
คุณชายเฉียนผู้นี้ดูเผินๆ เหมือนถ่อมตัว แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงตน หากเป็นผู้ที่ไม่รู้เรื่องราว คงนึกว่าเป็นคนจากเมืองเอกเสียอีก
คนประเภทนี้ เขาเคยพบเจอมาไม่น้อยในชาติก่อน
จากบ้านนอกคอกนาเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง ยามกลับมาทุกครั้งมักจะเอาความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงมาแขวนไว้ที่ริมฝีปาก คอยติเตียนประเพณีท้องถิ่นของเมืองเล็กๆ หารู้ไม่ว่าตนเองเป็นเพียงแค่ผู้สัญจรผ่านไปมาในเมืองหลวงเท่านั้น
เฉาจางเองก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่าเขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหนือกว่าในคำพูดของเฉียนซูหาง เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังจะตึงเครียด จึงยิ้มเจื่อนๆ กล่าวว่า "การใช้ชีวิตในเมืองเอกนั้นไม่ง่ายดายเลย ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้เหมือนพี่ใหญ่เฉียน"
กล่าวจบ เฉาจางก็หันไปมองหลินเยี่ยนอีกครั้ง "การที่พี่หลินสามารถฝึกฝนจนถึงระดับขัดผิวขั้นที่สามได้ด้วยวัยเพียงเท่านี้ เรื่องพรสวรรค์ในวิถียุทธ์ย่อมไม่ต้องพูดถึง อนาคตจะก้าวขึ้นสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สี่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทว่าพี่หลินเองก็คงจะเข้าใจดีว่า ยิ่งวิถียุทธ์ก้าวหน้าไปมากเท่าใด ทรัพยากรที่ต้องใช้ก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นมากเท่านั้น เพื่อสนับสนุนให้ข้าฝึกยุทธ์ เงินทองในตระกูลของข้าก็แทบจะร่อยหรอไปจนหมดสิ้นแล้ว"
คำพูดของเฉาจางแม้จะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นความจริง นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการฝึกยุทธ์ของเขาแล้ว ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของญาติพี่น้องคนอื่นๆ อีก ภาระจึงหนักหนาสาหัสยิ่งนัก
นี่ก็คือปัญหาที่บรรดาผู้มีอำนาจบารมีในตัวอำเภอต้องเผชิญหน้ากันทุกคน หากไม่บ่มเพาะคนรุ่นหลังให้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แน่นอนว่าย่อมประหยัดเงินทองไปได้ แต่ผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือ เมื่อปราณโลหิตของตนเองถดถอยลง และพลังฝีมือของคนรุ่นหลังยังก้าวตามไม่ทัน กิจการของตระกูลก็จะถูกผู้อื่นแย่งชิงและกดขี่ข่มเหง
"เฉาจางพูดถูก นกฉลาดย่อมเลือกเกาะกิ่งไม้ที่ดี บางครั้งการเลือกก็สำคัญกว่าความพยายาม" เฉียนซูหางพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อเห็นทั้งสองคนร้องรับเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย หลินเยี่ยนก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด จึงกล่าวออกไปตรงๆ ว่า "ท่านทั้งสองมีเรื่องอันใด ไม่สู้เอ่ยมาตรงๆ เถิด"
เฉาจางปรายตามองเฉียนซูหางที่อยู่ด้านข้างแล้วนิ่งเงียบไม่ปริปาก
มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ถึงตาที่เฉียนซูหางต้องเป็นผู้ออกโรงเอง สิ่งที่เขาควรทำ เขาก็ได้ทำไปหมดแล้ว
เฉียนซูหางจ้องมองหลินเยี่ยนเขม็ง "นกฉลาดย่อมเลือกเกาะกิ่งไม้ที่ดี สถานการณ์ในอำเภอกวงผิงตอนนี้ พี่หลินก็คงจะทราบดีอยู่แล้ว พรรคซื่อไห่และกรมลาดตระเวนบาดหมางกันดุจน้ำกับไฟ กรมลาดตระเวนต้านทานไว้ได้อีกไม่นานหรอก หากพี่หลินยอมตัดสินใจเลือกในตอนนี้ ถึงเวลานั้นย่อมได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยแน่"
จนถึงตอนนี้ หลินเยี่ยนถึงได้กระจ่างแจ้งถึงจุดประสงค์ที่คุณชายเฉาผู้นี้นัดหมายตนมา
ที่แท้ก็เพื่อมาเป็นนักล็อบบี้ หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยง ชักนำให้เขากับคุณชายเฉียนผู้นี้ได้มาพบกัน ส่วนนักล็อบบี้ที่แท้จริงก็คือคุณชายเฉียนผู้นี้นี่เอง
เขาลือกันว่าหัวหน้าพรรคซื่อไห่และรองหัวหน้าพรรคอีกหลายคนล้วนมีภูมิหลังลึกลับ ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ในอำเภอกวงผิง หรือว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเฉียนด้วย
ไม่สิ!
หลินเยี่ยนใจหายวาบ คุณชายเฉียนผู้นี้หลังจากบรรลุระดับขัดผิวขั้นที่สามก็เดินทางไปที่เมืองเอก เกรงว่าพรรคซื่อไห่คงจะมีความเกี่ยวข้องกับขุมกำลังในเมืองเอกเสียมากกว่า
มิน่าล่ะ...
หลินเยี่ยนตระหนักได้ในทันที มิน่าล่ะท่านอาจารย์ถึงไม่ยอมยื่นมือเข้าแทรกแซง อีกทั้งยังปกปิดภูมิหลังของพรรคซื่อไห่เป็นความลับ มิน่าล่ะตระกูลถังซึ่งเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของอำเภอกวงผิงจึงเลือกที่จะวางตัวเป็นกลาง ที่แท้การห้ำหั่นกันที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ฝั่งเมืองเอกต่างหาก
ตามที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ กรมลาดตระเวนในแต่ละอำเภอ ล้วนมีความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนกับสำนักเซวียนเทียน อันที่จริงคำพูดนี้ยังไม่ถูกต้องนัก ที่ถูกต้องคือ เบื้องหลังของกรมลาดตระเวนมีความเกี่ยวข้องกับสำนักเซวียนเทียนต่างหาก
การต่อสู้ระหว่างพรรคซื่อไห่และกรมลาดตระเวน มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างสองขุมกำลังในเมืองเอกแห่งเติงโจว
เมื่อคิดตกถึงเรื่องเหล่านี้ ในยามที่สถานการณ์ยังไม่กระจ่างแจ้ง เขายิ่งไม่อาจเลือกข้างใดข้างหนึ่งในระหว่างสองขุมกำลังนี้ได้
หลินเยี่ยนส่ายหน้ากล่าวว่า "คุณชายเฉาประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สามตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะไปส่งผลกระทบอันใดต่ออำเภอกวงผิงได้"
"สำนักยุทธ์ตระกูลหยางที่อยู่เบื้องหลังเจ้าทำได้"
เฉียนซูหางจ้องหลินเยี่ยนเขม็ง เป้าหมายของเขาตั้งแต่ต้นไม่ใช่หลินเยี่ยน แต่เป็นสำนักยุทธ์ตระกูลหยางที่อยู่เบื้องหลังหลินเยี่ยน หรือก็คือท่านเจ้าสำนักหยางผู้มีระดับพลังขัดผิวขั้นที่สี่ผู้นั้น
ส่วนหลินเยี่ยนน่ะหรือ... ก็แค่พอถูไถให้เข้าตาเขาได้บ้างเท่านั้น
หลินเยี่ยนหัวเราะออกมา เขาก็รู้สึกแปลกใจอยู่แล้วเชียว คุณชายเฉียนผู้นี้วางมาดสูงส่งซะขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มองเห็นเขาอยู่ในสายตา พอมาตอนนี้เหตุผลก็เชื่อมโยงกันได้แล้ว
ที่แท้ก็มีเป้าหมายอยู่ที่ท่านอาจารย์และสำนักยุทธ์ของเขา ข้าก็หลงสำคัญตัวเองผิดไปเสียนาน
มิน่าล่ะถึงได้ปล่อยให้เขารออยู่ที่นี่จนน้ำชาเย็นชืด อีกฝ่ายไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ตอนที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเลือกข้าง ก็ยังเป็นแค่การวาดวิมานในอากาศ ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมสักข้อก็ยังไม่ยอมเอ่ยถึง
นี่กะจะกินรวบ โดยคิดว่าเขาจะไม่มีทางปฏิเสธอย่างนั้นสิ
"ขออภัยด้วย ท่านทั้งสองประเมินอิทธิพลที่ข้ามีต่อท่านอาจารย์สูงเกินไปแล้ว เรื่องนี้ข้าคงไร้กำลังจะช่วยเหลือ"
เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของหลินเยี่ยน สีหน้าของเฉียนซูหางก็พลันเย็นชาลงในทันที
ในสายตาของเขา การที่เขาลดตัวลงมาหาหลินเยี่ยนด้วยตนเองเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นการให้เกียรติอย่างมากแล้ว
เด็กยากจนที่เกิดในครอบครัวธรรมดา แม้จะฝึกฝนจนถึงระดับขัดผิวขั้นที่สามได้ แต่หากไม่มีตระกูลอื่นคอยสนับสนุน ชาตินี้ก็ยากที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สี่ได้ เมื่อมีโอกาสดีงามเช่นนี้กองอยู่ตรงหน้า ย่อมต้องรีบกระโจนเข้าใส่และตอบตกลงอย่างแน่นอน
"พี่หลินอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ ลองฟังเงื่อนไขที่พี่ใหญ่เฉียนเสนอมาเสียก่อนเถิด"
เฉาจางมองดูสีหน้าที่เย็นชาลงของเฉียนซูหาง แอบส่ายหน้าอย่างแทบจะมองไม่เห็น
เขาไม่เห็นด้วยกับแผนการของเฉียนซูหางมาตั้งแต่ต้น ต่อให้จะดูแคลนหลินเยี่ยนเพียงใด แต่ในเมื่อตอนนี้ต้องการให้อีกฝ่ายออกแรงช่วยเหลือ ก็ควรจะเสนอผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้ ไม่ใช่ใช้เพียงคำพูดเลื่อนลอยเพื่อให้อีกฝ่ายตอบตกลง
อีกอย่าง หลินเยี่ยนก็แค่มีฐานะทางบ้านยากจนเท่านั้น แต่อีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สาม ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็นับว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากนับระยะเวลาในการฝึกยุทธ์ หลินเยี่ยนยังใช้เวลาน้อยกว่าพวกเขาทั้งสองคนในการทะลวงเข้าสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สามเสียอีก
หากเขาเป็นหลินเยี่ยน อย่าว่าแต่ปฏิเสธเลย การที่ไม่ชักสีหน้าใส่ก็นับว่าอดกลั้นมากพอแล้ว
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฐานะทางบ้านธรรมดาอย่างหลินเยี่ยน วิธีที่ดีที่สุดคือการนำเสนอผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อทำให้อีกฝ่ายหวั่นไหว
เพียงแต่เฉียนซูหางเป็นคนหยิ่งทะนงตน และเขาเป็นเพียงคนกลาง จึงไม่สะดวกที่จะคัดค้านออกมาตรงๆ
เฉียนซูหางมีเพลิงโทสะสุมอยู่ในใจ แต่ก็ฝืนสะกดกลั้นเอาไว้ พลางกล่าวว่า "ขอเพียงเจ้าตอบตกลง ข้าจะมอบโอสถชุบกระดูกเสือดาวให้เจ้าหนึ่งขวด และเมื่อใดที่เจ้าเกลี้ยกล่อมท่านอาจารย์ของเจ้าให้เลือกข้างพรรคซื่อไห่ได้ ข้าจะมอบให้เจ้าอีกสามสิบเม็ด และเมื่อพรรคซื่อไห่ยึดครองอำเภอกวงผิงได้สำเร็จ ถึงเวลานั้นเมื่อปูนบำเหน็จตามความดีความชอบ ผลประโยชน์ที่เจ้าจะได้รับย่อมไม่ต้องพูดถึง"
เมื่อฟังน้ำเสียงของเฉียนซูหางที่ราวกับกำลังทำทาน หลินเยี่ยนก็แทบอยากจะตบหน้าอีกฝ่ายฉาดใหญ่
เงื่อนไขนี้เกรงว่าคงจะตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าเรือนมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะนึกขึ้นได้
คนผู้นี้ดูเผินๆ เหมือนมีใจกว้าง แต่แท้จริงแล้วตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งนัก กลับต้องรอให้เขาปฏิเสธก่อนถึงจะยอมยื่นข้อเสนอออกมา หากในตอนแรกเขาไม่ได้ปฏิเสธ โอสถชุบกระดูกเสือดาวเหล่านี้ก็คงไม่ตกถึงมือเขาเป็นแน่
หลินเยี่ยนนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยคำใดต่อ
เมื่อเห็นหลินเยี่ยนนิ่งเงียบ เฉาจางก็ลอบถอนหายใจในใจอีกครั้ง
คุณชายเฉียนผู้นี้จะทำเช่นนี้ไปเพื่ออันใดกัน เขายังฟังออกเลยว่าเงื่อนไขที่เสนอมานั้นไม่ได้เพิ่งคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ หลินเยี่ยนเองก็ต้องฟังออกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นใครฟังแล้วก็ย่อมรู้สึกไม่สบายใจทั้งนั้น
หากจะให้ ก็ควรจะเสนอออกมาอย่างเปิดเผยตั้งแต่แรก พอมาเสนอเงื่อนไขหลังจากที่ถูกปฏิเสธไปแล้วเช่นนี้ ช่างเป็นการกระทำที่ดูใจแคบเอาเสียเลย
เมื่อเห็นหลินเยี่ยนนิ่งเงียบ เฉียนซูหางจึงเอ่ยถามย้ำ "ว่าอย่างไรล่ะ"
"กฎของสำนักยุทธ์ตระกูลหยางของข้า ไม่อนุญาตให้ลูกศิษย์เข้าร่วมพรรคใดๆ เรื่องนี้ข้าน้อยคงไร้กำลังจะช่วยเหลือ หากไม่มีธุระอื่นใดแล้ว ข้าน้อยขอตัวลาก่อน"
หลินเยี่ยนปฏิเสธอีกครั้ง
ที่เขานิ่งเงียบไปเมื่อครู่ ไม่ใช่เพราะหวั่นไหวกับโอสถชุบกระดูกเสือดาวสี่สิบเม็ดนั้น แต่กำลังขบคิดเรื่องอื่นอยู่ คุณชายเฉียนผู้นี้ต้องการสิ่งใดกันแน่
โอสถชุบกระดูกเสือดาวสี่สิบเม็ด แค่สิบเม็ดแรกก็มีมูลค่าถึงห้าร้อยตำลึงแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงสามสิบเม็ดหลัง
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเฉียนซูหางจะไม่รู้นิสัยของท่านอาจารย์ของเขา และยิ่งไม่เชื่อว่าเฉียนซูหางจะคิดว่าลำพังตัวเขาจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ท่านอาจารย์เลือกข้างได้
ห้าร้อยตำลึง มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะสูญเปล่า
ด้วยใจคอและความคับแคบของเฉียนซูหางที่แสดงออกมาให้เห็นเมื่อครู่ เขาจะยอมควักเงินห้าร้อยตำลึงมาทิ้งน้ำเล่นอย่างนั้นหรือ
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูไม่สมเหตุสมผลเลย
เมื่อเห็นหลินเยี่ยนปฏิเสธและลุกขึ้นยืน เฉียนซูหางก็ไม่อาจทนระงับความโกรธในใจได้อีกต่อไป เขาลุกขึ้นยืนเช่นกัน สายตาจ้องมองหลินเยี่ยนเขม็ง เน้นย้ำทีละคำ "หลินเยี่ยน เจ้าจงคิดให้ดี ที่นี่คืออำเภอซานซาน ตระกูลถังในยามนี้ก็ไม่มีเวลามาสนใจที่นี่ เมื่อไม่นานมานี้แม้แต่ตระกูลเว่ยก็ยังกล้าจ้องเล่นงานเจ้า หากตระกูลเว่ยไม่ถูกทำลายล้างไปเสียก่อน เกรงว่าเขตอิทธิพลของตระกูลถังคงถูกเปลี่ยนมือไปนานแล้ว"
คำข่มขู่ของเฉียนซูหางนั้นโจ่งแจ้งไร้การปิดบังใดๆ เป็นการข่มขู่หลินเยี่ยนว่าหากไม่ตอบตกลง ก็คงไม่อาจปกป้องเขตอิทธิพลของตระกูลถังในอำเภอซานซานไว้ได้
หลินเยี่ยนหันกลับมา มองเฉียนซูหางด้วยสีหน้าราบเรียบ ซ้ำยังประสานมือคารวะให้ด้วย "ขอบคุณคุณชายเฉียนที่ช่วยเตือน ข้าจะระวังตัวให้มากขรับ"
จากนั้น ก็หันหลังเดินก้าวเท้ายาวๆ ออกจากประตูเรือนไป
"บัดซบ!"
เฉียนซูหางมองตามแผ่นหลังของหลินเยี่ยนที่เดินจากไป ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะหิน โต๊ะหินพลันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตา ชุดน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะก็ร่วงหล่นลงมาแตกกระจายเกลื่อนพื้น
"ไม่รู้จักดีชั่ว คิดว่าฝึกฝนจนถึงระดับขัดผิวขั้นที่สามได้ ก็นับว่าเป็นบุคคลสำคัญแล้วอย่างนั้นหรือ ข้าจะทำให้มันต้องเสียใจ"
เฉาจางมองดูเฉียนซูหางที่กำลังเดือดดาล รู้สึกเสียดายชุดน้ำชาชั้นดีของตนยิ่งนัก และอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดอยู่ในใจ "เขาก็นับว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งอยู่แล้ว หากอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ อย่างมากก็แค่กลับไปที่อำเภอกวงผิงเท่านั้นเอง"