- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้รอบคอบเกินไปแล้ว!
- บทที่ 50 เหตุใดจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้
บทที่ 50 เหตุใดจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้
บทที่ 50 เหตุใดจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้
บทที่ 50 เหตุใดจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้
"คุณชายหลิน แย่แล้วขรับ!"
เซี่ยหมิงถังผลักประตูเข้ามาอีกครั้ง หลินเยี่ยนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าก็ได้เก็บกระบี่ยาวไปก่อนแล้ว ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มอย่างจนใจ
เหตุใดผู้เฒ่าเซี่ยถึงเหมือนกับศิษย์น้องรองนัก คนหนึ่งก็ คุณชายหลินแย่แล้ว! อีกคนก็ ศิษย์พี่ใหญ่ แย่แล้ว!
"ผู้เฒ่าเซี่ย เกิดเรื่องอันใดขึ้นอีกหรือ"
"คุณชายหลิน ข้าเพิ่งได้รับข่าวมาว่า ทางตระกูลเว่ยได้ข่มขู่พวกพ่อค้าเร่อีกแล้ว ครั้งนี้เป็นการข่มขู่โดยตรงว่า ต่อให้ทางเราจะให้ราคาสูงเพียงใด หากใครกล้าขายสมุนไพรให้เรา ก็จงเตรียมตัวบ้านแตกสาแหรกขาดได้เลย พ่อค้าเร่เหล่านั้นต่างก็หวาดกลัว จนไม่มีใครกล้าขายสมุนไพรให้เราอีกแล้วขรับ"
เมื่อได้ฟังคำพูดของเซี่ยหมิงถัง หลินเยี่ยนก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที เขาเพียงต้องการฝึกยุทธ์และสำรวจป่าเขาอย่างเงียบเชียบเท่านั้น ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งเลย
เหตุใดตระกูลเว่ยถึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้
"กรมลาดตระเวนอำเภอซานซานไม่เข้ามาจัดการเลยหรือ"
"ความขัดแย้งทางการค้าและการแย่งชิงพื้นที่ กรมลาดตระเวนไม่เคยยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเลยขรับ ไม่ใช่เพียงแค่อำเภอซานซานเท่านั้น แต่อำเภอกวงผิงของเราและอำเภออื่นๆ กรมลาดตระเวนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันขรับ"
หลินเยี่ยนถึงได้นึกขึ้นได้ว่า โลกใบนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็กเป็นเรื่องธรรมดา
กรมลาดตระเวนแม้จะมีหน้าที่คล้ายกับตำรวจในชาติก่อน ทว่าจุดประสงค์ในการถือกำเนิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง กรมลาดตระเวนถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์จากการเก็บภาษี การรักษาความสงบจึงมีไว้เพียงเพื่อให้ไม่กระทบต่อการเก็บภาษีเท่านั้น
หากตระกูลใดมีพลังฝีมือไม่เพียงพอ ย่อมไม่อาจยึดครองพื้นที่และรักษาธุรกิจเอาไว้ได้ กรมลาดตระเวนไม่สนใจเลยสักนิด เพราะอย่างไรเสียใครจะมาทำธุรกิจก็ต้องจ่ายภาษีเหมือนกันทั้งสิ้น
การที่ฮูหยินหลินต้องสนับสนุนเขาเพราะสามีเสียชีวิต ก็เป็นเพราะสาเหตุนี้เอง
"กว่าที่พ่อค้าเร่จะมาส่งสมุนไพรอีกครั้งคือเมื่อไหร่" หลินเยี่ยนเอ่ยถามออกมา
"ปกติพ่อค้าเร่เหล่านี้จะไปเก็บรวบรวมจากหมู่บ้านต่างๆ เดือนละครั้ง กว่าสมุนไพรชุดต่อไปจะรวบรวมเสร็จก็คงอีกครึ่งเดือนกว่าๆ ขรับ"
"เรื่องนี้ข้ารับทราบแล้ว นิสัยใจคอของคนตระกูลเว่ยเป็นอย่างไรบ้าง"
เซี่ยหมิงถังชะงักไป เขาไม่คิดว่าหลินเยี่ยนจะถามเช่นนี้ จึงตอบไปว่า "ตระกูลเว่ยในสายตาของชาวบ้านอำเภอซานซานนั้นมีชื่อเสียงที่ย่ำแย่มาก พวกเขาปฏิบัติต่อผู้ฝึกยุทธ์และชาวบ้านธรรมดาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยาโอสถที่ขายให้ผู้ฝึกยุทธ์จะมีราคาพอๆ กับทางเถ้าแก่ของเรา แต่สมุนไพรที่ขายให้ชาวบ้านธรรมดากลับแพงกว่าถึงห้าส่วน และมักจะอาศัยจังหวะที่คนในบ้านชาวบ้านเจ็บป่วยหนัก บีบบังคับให้กู้หนี้ยืมสินด้วยดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นไม่มีเงินมาคืนทั้งต้นและดอก ก็จะบีบบังคับให้ขายลูกขายเมียขรับ"
หลินเยี่ยนพยักหน้าเข้าใจ และไม่ได้เอ่ยคำใดอีก เซี่ยหมิงถังคาดการณ์ปฏิกิริยาของหลินเยี่ยนไว้อยู่แล้ว ในใจเขาคิดว่าหลินเยี่ยนไม่อยากจะไปหาเรื่องตระกูลเว่ย ทว่าโชคดีที่เขาได้ส่งข่าวเรื่องนี้ไปแจ้งทางเถ้าแก่แล้ว เถ้าแก่คงจะส่งคนมาจัดการเอง
ต่อให้ต้องให้ท่านจางกลับมา ตระกูลเว่ยก็คงไม่กล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้
ครึ่งเดือนต่อมา เมื่อต้นไม้วิถียุทธ์สูงถึงสามฟุตสองนิ้ว หลินเยี่ยนก็ถอนตัวออกมาจากสภาวะที่หลงใหลในเจตจำนงกระบี่
การศึกษาในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา ทำให้เขาเข้าใจเจตจำนงกระบี่พันไหมได้อย่างถ่องแท้แล้ว และหากต้องการจะก้าวหน้าต่อไป ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันเดียว
ในค่ำคืนหนึ่ง
หลินเยี่ยนผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดพรางกายสำหรับกลางคืน แล้วปีนกำแพงออกไป เงาร่างของเขาเลือนหายเข้าไปในความมืดภายใต้แสงจันทร์
ตัวเมืองอำเภอซานซาน เนื่องจากถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสามลูก จึงมีพื้นที่เพียงครึ่งเดียวของอำเภอกวงผิง และมีความแตกต่างระหว่างคนจนและคนรวยอย่างชัดเจน
โดยมีแม่น้ำเป็นเส้นแบ่งฝั่ง ทิศตะวันตกของแม่น้ำจะเป็นกลุ่มบ้านชั้นเดียวที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย ส่วนทิศตะวันออกจะเป็นจวนที่สร้างด้วยอิฐสีเขียวและกระเบื้องสีเทาซึ่งเรียงรายกันอย่างสวยงาม
สำหรับที่ตั้งของตระกูลเว่ยนั้น หลินเยี่ยนได้สืบทราบมาดีแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สาม เขาก็นับว่าเป็นบุคคลที่มีฐานะคนหนึ่ง ตอนนี้เขาเพียงต้องการฝึกยุทธ์อย่างสงบและรักษาเกียรติของผู้ฝึกยุทธ์เอาไว้เท่านั้น
ทว่าน่าเสียดายที่ตระกูลเว่ยไม่ยอมให้เขาได้อยู่อย่างมีเกียรติ
แต่โชคดีที่ตามคำบอกเล่าของเซี่ยหมิงถัง ตระกูลเว่ยไม่ใช่คนดีอันใด สามารถตัดชื่อออกจากความเป็นมนุษย์ได้
ในยามดึกสงัด
ลานประลองในเรือนกลางของตระกูลเว่ย
เว่ยเส้าโหย่วฝึกท่าทวนเสร็จสิ้นลง เขาวางทวนยาวลงทันที มีสาวใช้หน้าตาแฉล้มรีบนำน้ำมาประเคนให้ เพื่อเช็ดหยาดเหงื่อตามร่างกายของเว่ยเส้าโหย่ว
"ไอ้เหล่าเตา จัดการไปถึงไหนแล้ว"
เว่ยเส้าโหย่วยื่นมือเข้าไปในสาบเสื้อของสาวใช้ พลางบีบเค้นอย่างย่ามใจ สาวใช้ตัวสั่นสะท้านแต่ก็มิกล้าขัดขวาง
ชายชราที่ยืนรออยู่ด้านข้างรีบก้าวเข้ามาแล้วกล่าวว่า "คุณชาย คนถูกส่งเข้าไปในห้องแล้วขรับ รับรองว่าจะทำให้คุณชายสุขสำราญใจแน่นอนขรับ"
"พวกอ่อนแอน่ะข้าไม่สนใจหรอก ข้าน่ะชอบพวกที่หัวแข็งแบบนั้นมากกว่า"
เว่ยเส้าโหย่วหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาถูกใจหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งในเมือง เขาจึงสั่งให้พ่อบ้านเหล่าเตาส่งคนไปวางยาพิษสามีของนาง เพื่อที่จะรักษาอาการป่วยของสามี ครอบครัวนี้จึงต้องเป็นหนี้ร้านยาถึงห้าสิบตำลึงเงิน
เมื่อไม่มีเงินคืน ก็ต้องใช้ร่างกายมาชดใช้หนี้สินแทน
ในห้องโถงหลักของเรือนกลาง เมื่อได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นที่ดังมาจากในห้อง ใบหน้าของเว่ยเส้าโหย่วก็ฉายแววตื่นเต้นออกมา ทว่าในขณะที่เขากำลังจะผลักประตูเข้าไป ทางด้านเรือนหลังกลับมีเสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจดังขึ้น
"มีขโมย..."
ทว่าในวินาทีต่อมาเสียงนั้นก็หยุดชะงักลงทันที เว่ยเส้าโหย่วชะงักฝีเท้า "เอาทวนยาวมาให้ข้า"
"รีบเอาทวนยาวมาให้ข้าสิ!"
พ่อบ้านในตอนแรกยังไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งได้ยินเสียงตวาดครั้งที่สอง จึงรีบส่งทวนยาวที่ประคองด้วยสองมือไปให้
เว่ยเส้าโหย่วกุมด้ามทวน ปลายทวนชี้ตรงไปที่ประตูเรือน กลิ่นอายรอบกายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางความมืดมิด เงาร่างของชายชุดดำปกปิดใบหน้าปรากฏตัวขึ้นที่ประตูเรือน ในมือหิ้วศีรษะของชายคนหนึ่งเอาไว้
เมื่อมองเห็นใบหน้าของศีรษะในมือชายชุดดำชัดเจน รูม่านตาของเว่ยเส้าโหย่วก็หดเกร็งทันที "เจ้าฆ่าท่านพ่อของข้าอย่างนั้นหรือ"
หลินเยี่ยนไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงเดินตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย
การสังหารนายท่านตระกูลเว่ยนั้น เขาไม่ได้เสียเวลามากนัก เขาซุ่มรออยู่ในเงามืด และลงมือในเสี้ยววินาทีที่นายท่านตระกูลเว่ยสัมผัสได้ถึงอันตราย แม้อีกฝ่ายจะรู้ตัวแล้ว แต่การตอบสนองก็ยังช้ากว่ากระบี่ของเขาอยู่ดี
ฝีเท้าของหลินเยี่ยนไม่ได้รวดเร็วนัก แต่ทุกก้าวที่เหยียบลงไปกลับประดุจเหยียบลงบนหัวใจของเว่ยเส้าโหย่ว กลิ่นอายที่ดูสงบนิ่งและเยือกเย็นเช่นนี้ ทำให้เว่ยเส้าโหย่วกุมด้ามทวนไว้แน่นตามสัญชาตญาณ
"ฆ่าท่านพ่อข้า รนหาที่ตาย!"
เว่ยเส้าโหย่วตวาดก้อง สะบัดทวนยาวออกไป ทว่าทวนนี้ไม่ได้แทงใส่หลินเยี่ยน แต่มันกลับกวาดไปโดนพ่อบ้านที่อยู่ข้างกาย ร่างของพ่อบ้านถูกเกี่ยวลอยละลิ่วพุ่งเข้าใส่หลินเยี่ยน ในขณะที่ตัวเว่ยเส้าโหย่วเองกลับอาศัยแรงเหวี่ยงนั้นพุ่งหนีไปยังกำแพงเรือนทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้เห็นศีรษะของบิดา เว่ยเส้าโหย่วก็ตัดสินใจได้ทันทีว่า ตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายชุดดำผู้นี้แน่นอน
บิดาของเขาบรรลุระดับขั้นที่สามมาแปดปีแล้ว ยังถูกสังหารไปอย่างเงียบเชียบ ชายชุดดำผู้นี้เกรงว่าจะเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของขั้นที่สาม
หากไม่หนี ก็มีแต่ตาย
"ยอดเยี่ยมจริงเชียว อีกคนแล้วนะที่เอาคนในบ้านมาเป็นเหยื่อล่อ"
เมื่อเห็นเว่ยเส้าโหย่วใช้ร่างของพ่อบ้านมาขวางทางเขาไว้ ส่วนตัวเองกลับหันหลังหนีไป หลินเยี่ยนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาต้องมาเจอกับคนประเภทไหนกันเนี่ย
หวังเหิงแห่งตระกูลหวังก็เป็นเช่นนี้ มาตอนนี้เว่ยเส้าโหย่วก็เป็นเหมือนกัน สิ่งแรกที่คิดไม่ใช่การล้างแค้นให้บิดา แต่เป็นการหนีเอาตัวรอด
ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่กตัญญูต่อบิดามารดา ไม่นับว่าเป็นมนุษย์ สามารถสังหารได้!
หลินเยี่ยนเอี้ยวตัวเพียงเล็กน้อย ก็สามารถหลบพ้นร่างของพ่อบ้านได้ กระบี่ยาวในมือกลายเป็นแสงกระบี่วาววับพุ่งทะยานเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
แม้จะไม่ได้หันกลับไปมอง แต่สัญชาตญาณของผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สามทำให้เว่ยเส้าโหย่วสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตที่พุ่งมาจากด้านหลัง เมื่อมองเห็นกำแพงเรือนที่อยู่ห่างออกไปเพียงสองจั้ง สุดท้ายเขาก็ต้องกัดฟันหันกลับมาตั้งรับ
"ข้าไม่เชื่อหรอก!"
เว่ยเส้าโหย่วกุมด้ามทวนไว้แน่น ในวินาทีนี้เขาปลดปล่อยปราณโลหิตในกายออกมาจนถึงขีดสุด เมื่อหันกลับมาเขาก็เหวี่ยงทวนยาวออกไปอย่างรุนแรง พุ่งเข้าปะทะกับแสงกระบี่วาววับภายใต้แสงจันทร์
เคร้ง
ปลายทวนสั่นสะท้าน เว่ยเส้าโหย่วรู้สึกยินดีในใจ ทว่าในวินาทีต่อมา ร่างกายของเขาก็แข็งค้างอยู่กับที่ในท่าถือทวนนั้น จนกระทั่งผ่านไปสามอึดใจ เลือดสายหนึ่งก็พุ่งพวยออกมาจากลำคอของเขา และทวนยาวในมือก็หล่นลงกระแทกพื้น
เหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้
ยอดฝีมือระดับขัดผิวขั้นที่สี่อย่างนั้นหรือ
หรือว่าจะเป็นศัตรูในอดีตของท่านพ่อที่บรรลุขั้นที่สี่แล้วกลับมาแก้แค้นกันนะ
ท่านพ่อทำร้ายข้าแล้ว!
หลินเยี่ยนเดินเข้าไปที่ศพของเว่ยเส้าโหย่ว แล้วแทงกระบี่ซ้ำไปอีกหลายครั้งตามความเคยชิน เขาไม่รู้ว่าเว่ยเส้าโหย่วกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาเห็นเพียงสีหน้าที่ดูซับซ้อนของอีกฝ่ายเท่านั้น
ช่างเข้าใจยากเสียจริง!
หลังจากค้นตัวศพของเว่ยเส้าโหย่วอยู่ครู่หนึ่ง หลินเยี่ยนก็หิ้วถุงเงินเดินตรงไปยังประตูห้องในเรือนกลาง
เขาผลักประตูเปิดออก ภายในห้องมีหญิงสาวที่สวมเพียงผ้าบางเบาคนหนึ่ง กำลังกอดอกหดตัวอยู่ด้วยความหวาดกลัวขณะมองมาที่เขา
เมื่อเห็นหญิงสาวคนนั้น หลินเยี่ยนก็ชะงักไปประมาณสามอึดใจ ดูเหมือนเขาจะคาดไม่ถึงว่าจะมีคนอยู่ในห้อง ในวินาทีต่อมาเงาร่างของเขาก็วาบผ่านไป เขาไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของหญิงสาว แล้วใช้ฝ่ามือฟันเข้าที่ต้นคอของนางอย่างแม่นยำ
เขามองดูหญิงสาวที่ผ้าคลุมหลุดร่วงและล้มลงสลบไปบนพื้น แววตาของหลินเยี่ยนดูเคร่งขรึมลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เริ่มค้นหาภายในห้อง เพียงไม่กี่สิบอึดใจเขาก็เดินออกจากห้องมาด้วยความพึงพอใจ
กลับมาที่เรือนพัก
หลินเยี่ยนเช็ดคราบเลือดบนกระบี่ยาวจนสะอาดหมดจด แล้วนำกลับไปวางไว้บนแท่นวางอาวุธ จากนั้นจึงจัดการเผาชุดพรางกายทิ้งไป
ภายในห้องของสองพ่อลูกตระกูลเว่ย เขาค้นได้ตั๋วเงินถึงสามพันตำลึงเงิน นอกจากนี้ยังมีโอสถชุบกระดูกเสืออีกขวดครึ่ง รวมทั้งหมดสิบห้าเม็ด
ดูเหมือนว่านายท่านตระกูลเว่ยจะถอดใจจากการทะลวงด่านขั้นที่สี่ไปแล้ว และนำเงินทองทั้งหมดมาทุ่มเทให้แก่ลูกชายแทน ทว่าสุดท้ายทุกอย่างกลับตกเป็นของเขา
"เรื่องนี้ ย่อมไม่มีใครสงสัยมาถึงตัวข้าแน่นอน"
ก่อนจะลงมือ หลินเยี่ยนได้ทำการคำนวณไว้แล้ว และตอนนี้เขาก็ทำการทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
ในสายตาของคนภายนอก เขาเพิ่งจะบรรลุระดับขั้นที่สามได้เพียงหนึ่งเดือน ย่อมไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของสองพ่อลูกตระกูลเว่ยได้
และต่อให้มีใครสงสัยในตัวเขาจริงๆ เขาก็ยังทิ้งแผนสำรองเอาไว้ หญิงสาวคนนั้นคือคนที่เขาจงใจละเว้นเอาไว้เพื่อล้างมลทินให้ตนเอง
ด้วยวิชาเอวศิลาแผ่นหลังแกร่ง เขาจะสามารถยืดความสูงของตนเองขึ้นไปได้อีกครึ่งฟุต ซึ่งนั่นจะไม่ตรงกับส่วนสูงปกติของเขาอย่างแน่นอน
และจนถึงปัจจุบัน ตามที่เขารู้มา เขายังไม่เคยได้ยินว่าในวิถียุทธ์มีวิชาอันใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระดูกและรูปร่างได้เลย
หากมีจริงๆ นั่นก็ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวจะสามารถทำได้แน่นอน