- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้รอบคอบเกินไปแล้ว!
- บทที่ 45 เพลงกระบี่จิงหง
บทที่ 45 เพลงกระบี่จิงหง
บทที่ 45 เพลงกระบี่จิงหง
บทที่ 45 เพลงกระบี่จิงหง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลินเยี่ยนก็ได้พบกับคนจากจวนตระกูลถังที่บ้านของเขา
พ่อบ้านของจวนตระกูลถังปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างหลินเยี่ยนและถังถัง โดยหิ้วกล่องของขวัญมามอบให้ถึงที่ด้วยตนเอง
หลังจากส่งพ่อบ้านตระกูลถังกลับไปแล้ว หลินเยี่ยนก็เปิดกล่องของขวัญออกดู
ในชั้นบนของกล่องของขวัญ มีขวดหยกสองขวดวางอยู่ บนตัวขวดมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนกำกับไว้ว่า โอสถชุบกระดูกเสือดาว
สองขวด ยี่สิบสี่เม็ด
"สองขวดนี้ถือเป็นเบี้ยรายปีของข้าในปีนี้สินะ"
หลินเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา นี่เป็นสิ่งที่เขาตกลงกับคุณหนูใหญ่ตระกูลถังไว้ โดยขอเปลี่ยนเบี้ยรายเดือนทั้งหมดของผู้คุ้มครองอาวุโสให้เป็นโอสถชุบกระดูกเสือดาวแทน
ตระกูลถังเริ่มต้นมาจากกิจการยาสมุนไพร ความเข้าใจในเรื่องสรรพคุณของโอสถชุบกระดูกย่อมลึกซึ้งกว่าผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ หากเทียบกันเฉพาะสรรพคุณของยาแล้ว โอสถชุบกระดูกเสือดาวสองเม็ดจะมีสรรพคุณสูงกว่าโอสถชุบกระดูกเสือเพียงเม็ดเดียวเสียอีก
หากไม่คำนึงถึงโอกาสในการบรรลุขั้นที่สี่ โอสถชุบกระดูกเสือดาวถือว่ามีความคุ้มค่ามากกว่า
สำหรับหลินเยี่ยนแล้ว เขามีต้นไม้วิถียุทธ์อยู่ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการทะลวงด่านล้มเหลว ดังนั้นเขาจึงเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด
โอสถชุบกระดูกเสือดาวสองขวดนี้ มีราคาในท้องตลาดถึงหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเงิน และในฐานะผู้คุ้มครองอาวุโสตระกูลถังซึ่งได้รับส่วนลดเจ็ดส่วน ราคาจึงอยู่ที่แปดร้อยกว่าตำลึงเงิน ซึ่งถือว่าสูงกว่าสิทธิประโยชน์ที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สามทั่วไปได้รับจากการมีชื่อในสังกัดอยู่มากนัก
ในความเป็นจริง เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ในอำเภอกวงผิงก้าวเข้าสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สามแล้ว น้อยนักที่จะมามีชื่อในสังกัดเช่นนี้
สาเหตุประการแรกคือ ไม่ค่อยมีตระกูลใดสามารถจ้างผู้ฝึกยุทธ์ระดับขั้นที่สามมามีชื่อในสังกัดได้ ส่วนใหญ่จะเป็นการฝากชื่อไว้เหมือนกับที่จวนตระกูลหลิน โดยจ่ายเงินค่าฝากชื่อปีละหนึ่งถึงสองร้อยตำลึงเงิน
สาเหตุประการที่สองคือ ผู้ที่สามารถฝึกฝนจนถึงระดับขั้นที่สามได้นั้น มักจะมีตระกูลของตนเองหนุนหลังอยู่ จึงไม่มีทางไปมีชื่ออยู่ในสังกัดขุมกำลังอื่น
คนอย่างหลินเยี่ยนที่มีพลังฝีมือถึงระดับขั้นที่สาม แต่มีพื้นเพครอบครัวที่ธรรมดา จึงถือว่าเป็นกรณีที่หาได้ยากยิ่งในอำเภอกวงผิง
เมื่อนำของในชั้นบนออกมา ในชั้นล่างของกล่องของขวัญมีตำราเล่มหนึ่งวางอยู่ หลินเยี่ยนหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมา แม้จะยังไม่ได้เปิดอ่าน เขาก็ได้กลิ่นหอมของน้ำหมึกโชยออกมาแล้ว
"ดูท่าทางตระกูลถังคงจะรีบคัดลอกตำราเล่มนี้ขึ้นมาเป็นการชั่วคราวสินะ"
หลินเยี่ยนเข้าใจดี ตระกูลถังย่อมไม่มีทางยอมให้ตำราต้นฉบับหลุดรอดออกมาภายนอก ดังนั้นจึงทำได้เพียงคัดลอกขึ้นมาใหม่เท่านั้น สำหรับเขาแล้ว ขอเพียงเนื้อหาถูกต้องก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเปิดตำราออกดู ในหน้าแรกปรากฏตัวอักษรสี่ตัวเด่นหรา เพลงกระบี่จิงหง
แววตาของหลินเยี่ยนฉายแววประหลาดใจออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาที่ดูซับซ้อน
จะว่าไปแล้ว ตัวเขาเองไม่ได้มีความปรารถนาที่จะเรียนวิชากระบี่เลยสักเท่าไหร่
ในความทรงจำของเขา ผู้ฝึกกระบี่มักจะนิยามได้ด้วยคำเดียวคือ ความยากจน
พลังป้องกันต่ำ ชีวิตสั้น ยากจนแต่หยิ่งทะนง
แต่จะว่าไปแล้ว...
เขาก้มลงมองตำรากระบี่ในมือ แล้วหันมาสำรวจตัวเอง
กระบี่คือเจ้าแห่งศาสตราวุธทั้งปวง ในจุดนี้ดูท่าจะเข้ากับบุคลิกของเขาอยู่บ้าง
"มีให้เรียนย่อมดีกว่าไม่มีให้เรียน ข้าจะมีสิทธิ์ไปเลือกมากนักได้อย่างไร"
หลินเยี่ยนเปิดตำรากระบี่อ่านไปทีละหน้า และจดจำไว้ในใจอย่างเงียบๆ
เมื่อปิดตำราลง เขาก็เดินออกไปยังลานบ้าน และดึงกระบี่ยาวเล่มหนึ่งออกมาจากแท่นวางอาวุธที่มุมลาน
แท่นวางอาวธนี้ ท่านอาเขยแห่งจวนตระกูลไช่เพิ่งจะส่งมาให้เมื่อไม่นานมานี้ โดยบอกว่าในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สอง ในบ้านจะไม่มีแท่นวางอาวุธได้อย่างไร
เขาเริ่มตั้งท่าในกระบวนท่าแรก
เขาทิ่มกระบี่ยาวออกไป ท่าทางดูเก้ๆ กังๆ และไร้ซึ่งกระบวนท่าที่ชัดเจน
หลินเยี่ยนมุมปากกระตุกเล็กน้อย นี่คือการควบคุมพละกำลังและความแม่นยำที่ยังไม่ดีพอ
เขาเริ่มใหม่อีกครั้ง
ในครั้งที่สอง ท่าทางก็ยังคงดูขัดเขินอยู่เช่นเดิม
ในครั้งที่สาม เริ่มจะดูราบรื่นขึ้นบ้างเล็กน้อย ทว่ายังห่างไกลจากคำว่า เพลงกระบี่ อยู่มากนัก
เขาฝึกฝนเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
หลังจากฝึกไปนับร้อยครั้ง ในห้วงความคิดก็มีกระแสความเยือกเย็นไหลหลั่งเข้ามา เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่คอยชี้นำเขาว่าควรจะออกแรงเดินกระบี่อย่างไร
เพลงกระบี่จิงหง บรรลุระดับเริ่มต้นแล้ว
หลินเยี่ยนมองไปที่ต้นไม้วิถียุทธ์ในห้วงความคิดของตน บนนั้นมีหน่ออ่อนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งยอด
เมื่อมองดูผลไม้วิถียุทธ์ที่อยู่บนต้นไม้ รวมระยะเวลาทั้งหมดแล้ว มีถึงสามสิบแปดปีเลยทีเดียว
สามสิบแปดปี หากทุ่มเททั้งหมดลงไปในเพลงกระบี่จิงหง...
แววตาของหลินเยี่ยนฉายแววเด็ดเดี่ยวออกมา
ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน
ผลไม้วิถียุทธ์มลายหายไป
การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาสามสิบแปดปี ไหลบ่าเข้าสู่ห้วงความคิดราวกับทำนบแตก
หลินเยี่ยนมองเห็นเงาร่างของตนเองที่เฝ้าจับกระบี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ในตอนแรก กระบี่นั้นช่างหนักอึ้งและยากที่จะควบคุม
ต่อมา กระบี่ค่อยๆ เบาลง แต่นั่นไม่ใช่เพราะกระบี่เบาลงจริงๆ ทว่าแขนของเขาได้เรียนรู้วิธีที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่แล้ว
เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของกระแสอากาศในยามที่คมกระบี่พุ่งผ่านไป
เห็นจังหวะที่แสงแดดตกกระทบตัวกระบี่จนเกิดแสงสะท้อนเข้าตา ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการออกกระบี่
เห็นพริบตาที่รูม่านตาของคู่ต่อสู้หดเกร็ง และในวินาทีนั้นกระบี่ก็ได้พุ่งออกไปแล้ว
หนึ่งปี สองปี ห้าปี สิบปี...
กระบี่ไม่ใช่สิ่งของภายนอกอีกต่อไป
มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของท่อนแขน และเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจของเขาไปเสียแล้ว
ในยามที่ออกกระบี่ไม่จำเป็นต้องคิด ข้อมือย่อมรู้เองว่าควรจะไปทางใด และปลายกระบี่ย่อมรู้เองว่าควรจะไปหยุดอยู่ที่จุดไหน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
หลินเยี่ยนลืมตาขึ้น
เขาก้มมองกระบี่ยาวในมือ และลองกำมันเบาๆ
เขายกมือขึ้นแล้วกวาดกระบี่ออกไปอย่างสบายๆ
ไม่ได้ใช้กระบวนท่าอันใด และไม่ได้มีจุดมุ่งหมายใดเป็นพิเศษ เพียงแค่อยากจะกวาดกระบี่ออกไปเท่านั้น
ทว่าในการกวาดกระบี่เพียงครั้งเดียวนี้ กลิ่นอายที่แหลมคมและไร้เทียมทานพลันปะทุออกมาจากคมกระบี่
สภาวะกระบี่
นั่นคือผลลัพธ์จากการขัดเกลาทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาสามสิบแปดปี จนกระบี่ได้หลอมรวมเข้าไปในกระดูก
ไม่จำเป็นต้องตั้งใจแสดงออกมา เพียงแค่มีกระบี่อยู่ในมือ สภาวะย่อมถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
หลินเยี่ยนมองเข้าไปภายในห้วงความคิด หน่ออ่อนที่เพิ่งเติบโตขึ้นมาในตอนแรก บัดนี้ได้กลายเป็นใบไม้สีทองไปเสียแล้ว อีกทั้งสีทองนี้ยังเจิดจ้ากว่าใบไม้ของวิชาหมัดผ่าภูผาเสียด้วยซ้ำ
"สภาวะกระบี่เจิดจ้ากว่าสภาวะหมัด เป็นเพราะสภาวะกระบี่มีอานุภาพที่แข็งแกร่งกว่า หรือเป็นเพราะข้าฝึกฝนวรยุทธ์ระดับสูงกันแน่"
หลินเยี่ยนมีสีหน้าครุ่นคิด ทว่าเมื่อมองดูต้นไม้วิถียุทธ์ที่ว่างเปล่า เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นออกมา
การฝึกกระบี่สามสิบแปดปี เพิ่งจะบรรลุสภาวะกระบี่ได้เพียงเท่านี้ หากเป็นการฝึกหมัด เวลาเท่านี้เพียงพอที่จะทำให้เขาบรรลุสภาวะหมัดได้ถึงสองระดับแล้ว
เป็นเพราะสภาวะกระบี่นั้นยากกว่า หรือเป็นเพราะเพลงกระบี่จิงหงเป็นวรยุทธ์ระดับสูงกันแน่
ตามความคืบหน้าเช่นนี้ หากต้องการบรรลุเจตจำนงกระบี่ อย่างน้อยที่สุดก็คงต้องใช้เวลาอีกสิบปีสินะ
ที่เขาประเมินไว้สิบปี ก็เป็นเพราะเมื่อเทียบกับวิชาหมัดผ่าภูผาแล้ว สีทองของใบไม้เพลงกระบี่จิงหงนั้นเข้มข้นกว่ามาก แม้จะยังห่างไกลจากเจตจำนงกระบี่ แต่ก็อาจจะอยู่ห่างเพียงก้าวเดียวเท่านั้น เขาจึงประเมินค่าเฉลี่ยไว้ประมาณนั้น
สิบปี แค่สังหารคนไม่กี่คนก็เพียงพอแล้ว
ที่น่าเสียดายคือ ทางจวนตระกูลหลินไม่ได้เจอกับเรื่องยุ่งยากอันใดเลย และเขาก็ไม่อาจจะเที่ยวไปลงมือกับผู้ฝึกยุทธ์สุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อชิงเอาผลไม้วิถียุทธ์มาได้
หากเขาทำเช่นนั้น เขาจะแตกต่างอันใดกับพวกที่ถูกเขาตัดชื่อออกจากความเป็นมนุษย์เหล่านั้นเล่า
ส่วนพวกผู้ฝึกยุทธ์พรรคแก๊งที่ทำชั่วช้าสารพัดนั้นก็น่าสนใจอยู่ ทว่าตามที่เขารู้มา ในตอนนี้ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของเมืองล้วนถูกพรรคซื่อไห่ยึดครองไปหมดแล้ว บรรดาผู้ฝึกยุทธ์พรรคแก๊งเหล่านั้นหากไม่เข้าร่วมกับพรรคซื่อไห่ ก็ต้องอพยพออกจากอำเภอกวงผิงไป
พรรคซื่อไห่ที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น พลังฝีมือในระดับขั้นที่สามของเขายังไม่เพียงพอที่จะไปต่อกรด้วยได้
เขาสลัดความคิดทิ้งไป หลินเยี่ยนเตรียมจะฝึกกระบี่ต่อ ทว่ากลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตูบ้าน เขาจึงหันไปมอง
ประตูบ้านถูกผลักเปิดออก ท่านอาสะใภ้นางหลิวและหลี่หมิ่นเดินเข้ามาข้างใน
"เยี่ยนเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ"
เมื่อเห็นหลินเยี่ยนยืนอยู่ในลานบ้าน หลี่หมิ่นก็เป็นฝ่ายเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนทันที
นับตั้งแต่หลินเยี่ยนช่วยจัดการปัญหาให้จวนตระกูลไช่เมื่อคราวก่อน หลี่หมิ่นก็มักจะมาคลุกคลีกับนางหลิวอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่ชวนนางหลิวไปเป็นแขกที่จวนตระกูลไช่ ซึ่งหลินเยี่ยนเองก็เข้าใจเจตนาของอาสี่ของตนดี ทว่าเขาก็ไม่ได้คัดค้านที่อาสี่จะมาสนิทสนมกับท่านอาสะใภ้
ตระกูลไช่เคยมีบุญคุณในการมอบวิชาวรยุทธ์ให้เขา อีกทั้งท่านอาสะใภ้เองก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวเดิมเลยเนื่องจากตัวเขา การที่มีอาสี่อยู่ด้วยก็จะช่วยให้ท่านอาสะใภ้ได้ชดเชยความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ขาดหายไปได้
"อาสี่มาแล้วหรือขรับ"
หลังจากทักทายเสร็จ หลินเยี่ยนก็ไม่เห็นวี่แววของน้องชาย จึงถามด้วยความสงสัย "ท่านอาสะใภ้ แล้วน้องชายข้าล่ะขรับ"
"จวิ้นเอ๋อร์ถึงวัยที่ต้องหัดอ่านออกเขียนได้แล้ว นายท่านจึงได้เชิญอาจารย์มาสอนที่บ้าน ม่อเอ๋อร์เองก็กำลังหัดอ่านเขียนอยู่เหมือนกัน ข้าจึงให้ม่อเอ๋อร์ไปเรียนร่วมกับจวิ้นเอ๋อร์ที่จวนเสียเลย เมื่อเลิกเรียนแล้ว บ่าวรับใช้ของจวนจะพาม่อเอ๋อร์กลับมาส่งให้เองจ้ะ"
หลี่หมิ่นอธิบายด้วยรอยยิ้ม หลินเยี่ยนพยักหน้าเข้าใจ "น้องชายข้าซุกซนนัก ต้องรบกวนอาสี่แล้วขรับ"
"ไม่รบกวนเลย เราคนกันเองทั้งนั้น หากมัวแต่พูดว่ารบกวนนั่นแหละถึงจะเป็นคนนอก จวิ้นเอ๋อร์กับม่อเอ๋อร์ทั้งคู่เข้ากันได้ดีมาก สนิทกันราวกับพี่น้องแท้ๆ เชียวละ"
หลินเยี่ยนยิ้มออกมา เขาแน่ใจได้เลยว่าท่านอาเขยและอาสี่ของเขา จะต้องกำชับบุตรชายของตนไว้เป็นอย่างดีแน่นอน หากฝ่ายหนึ่งจงใจประจบเอาใจ ความสัมพันธ์ย่อมออกมาดีอย่างไม่ต้องสงสัย
"ขอกราบเรียนถาม ที่นี่คือจวนของคุณชายหลินเยี่ยนใช่หรือไม่ขรับ"
จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากหน้าประตู ชายวัยกลางคนในชุดผ้าไหมยืนอยู่ที่ประตู โดยมีนายหน้าหาบ้านสองคนยืนอยู่ทางด้านหลัง
ยังไม่ทันที่หลินเยี่ยนจะเอ่ยปาก เมื่อชายวัยกลางคนเห็นหลินเยี่ยน ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขาเดินเข้ามาหาพลางกล่าวว่า "คุณชายหลิน ผู้น้อยเป็นผู้ดูแลสำนักงานจัดการอสังหาริมทรัพย์ เถ้าแก่ของเรารู้ข่าวว่าคุณชายหลินบรรลุระดับขัดผิวขั้นที่สาม จึงได้มอบหมายให้ข้ามาแสดงความยินดี นี่คือโฉนดบ้านที่คุณชายเคยฝากเรื่องไว้ในตอนนั้นขรับ"
ผู้ดูแลสำนักงานจัดการอสังหาริมทรัพย์อย่างนั้นหรือ
หลินเยี่ยนประหลาดใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "ข้าน่าจะไม่รู้จักเถ้าแก่ของพวกท่าน ทำเช่นนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะสมขรับ"
ในตอนแรกที่เขาซื้อบ้านหลังนี้ เขาได้กู้เงินมาหนึ่งร้อยตำลึงเงินที่ยังไม่ได้จ่ายคืน โดยตั้งใจว่าจะคืนให้เมื่อครบหนึ่งปี ทว่าไม่คิดเลยว่าตอนนี้ทางสำนักงานจัดการอสังหาริมทรัพย์จะยกหนี้ก้อนนั้นให้เขาเลย
"คุณชายหลิน การที่ท่านบรรลุขั้นที่สามได้สำเร็จนั้น ถือเป็นเรื่องน่ายินดีของคนทั้งอำเภอ ทุกบ้านทุกตระกูลย่อมต้องอยากแสดงน้ำใจ นี่คือธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานานหลายปีของอำเภอกวงผิง ขอคุณชายหลินโปรดรับไว้เถิดขรับ ข้าจะได้กลับไปรายงานเถ้าแก่ได้"
"หากเป็นเช่นนั้น ฝากขอบคุณเถ้าแก่ของพวกท่านแทนข้าด้วย"
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้น หลินเยี่ยนก็ไม่ได้ปฏิเสธอีกต่อไป เขาจึงรับสัญญาและเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ไว้
"ข้าไม่รบกวนคุณชายหลินแล้วขรับ"
ชายวัยกลางคนพานายหน้าทั้งสองคนเดินจากไป ทว่าภายในลานบ้าน ดวงตาคู่งามของหลี่หมิ่นกลับเปล่งประกายออกมา แม้แต่ร่างกายที่งดงามก็ยังสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นอย่างห้ามไม่อยู่
หากนางได้ยินไม่ผิด หลินเยี่ยนบรรลุระดับขัดผิวขั้นที่สามแล้ว
ขั้นที่สาม นั่นถือเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของเมืองอย่างแท้จริงแล้ว
ตระกูลหลินเจริญรุ่งเรืองแล้ว ครอบครัวของนางเองก็ได้พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย
"เยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าบรรลุระดับขั้นที่สามแล้วอย่างนั้นหรือ"
แม้ว่านางหลิวจะพอรู้เรื่องวิถียุทธ์มาบ้างจากการที่หลานชายฝึกฝน และพอจะรู้ว่าระดับขัดผิวขั้นที่สองและขั้นที่สามนั้นเก่งมาก ทว่าความหมายที่แท้จริงของมันนางกลับไม่ใคร่จะรู้ซึ้งนัก
"ขรับ เพิ่งจะบรรลุเมื่อวานนี้เอง ไม่คิดเลยว่าตระกูลต่างๆ ในเมืองจะล่วงข่าวได้เร็วถึงเพียงนี้"
"จะไม่เร็วได้อย่างไรกัน นี่คือระดับขัดผิวขั้นที่สามเชียวนะ ทั่วทั้งอำเภอของเรามีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นเอง และเยี่ยนเอ๋อร์ยังอายุน้อยถึงเพียงนี้ อนาคตข้างหน้าย่อมรุ่งโรจน์เกินจะพรรณนาได้ทีเดียวละ"
หลี่หมิ่นพยายามสงบจิตใจที่เต้นรัว รีบก้าวเข้าไปกุมมือนางหลิวไว้ทันที "น้องสะใภ้ ต่อไปนี้เจ้าก็เตรียมตัวเสวยสุขได้เลยนะ"
ผู้ดูแลสำนักงานจัดการอสังหาริมทรัพย์นำของขวัญมามอบให้ เปรียบเสมือนเสียงสัญญาณเริ่มการโจมตี ในช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงต่อมา บรรดาคนจากตระกูลต่างๆ ในเมืองต่างก็ทยอยกันมาที่บ้านหลังนี้ บางบ้านก็ส่งพ่อบ้านมา บางบ้านก็มาด้วยตนเอง
นางหลิวเริ่มจะต้อนรับแขกไม่ทัน โชคดีที่หลี่หมิ่นซึ่งมาจากจวนตระกูลไช่มีประสบการณ์ในเรื่องการเข้าสังคมเช่นนี้ นางจึงช่วยทำหน้าที่ต้อนรับแขกแทน และยังช่วยจดบันทึกรายชื่อแขกพร้อมกับของขวัญที่แต่ละบ้านนำมามอบให้อีกด้วย
จนกระทั่งยามค่ำคืนมาเยือน จวนตระกูลหลินจึงได้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
หลี่หมิ่นมองดูบันทึกในบัญชีของขวัญ ภายในใจก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง แม้ว่าของขวัญที่แต่ละบ้านมอบให้นั้นจะไม่มากนัก แต่ละบ้านจะมอบให้ประมาณยี่สิบสามสิบตำลึงเงิน มีบางบ้านที่มอบให้ถึงห้าสิบตำลึงเงิน ทว่าเมื่อรวมกันหลายบ้านเข้าด้วยกัน กลับมียอดรวมสูงถึงหนึ่งพันกว่าตำลึงเงินเลยทีเดียว
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่หมิ่นรู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ มีหลายคนที่มาในฐานะพ่อบ้านของตระกูลใหญ่
ในอดีตเพื่อที่จะขายผ้าให้แก่ผู้มีอันจะกิน นายท่านต้องจัดงานเลี้ยงรับรองพ่อบ้านเหล่านี้ที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ทว่าพ่อบ้านเหล่านั้นต่างก็วางท่าหยิ่งยโสจนแทบจะมองคนด้วยรูจมูก แต่ทว่าในวันนี้ เมื่อพวกเขารู้ว่านางเป็นอาของหลินเยี่ยน แม้จะไม่ได้ถึงขั้นนอบน้อมจนเกินไปนัก แต่ก็แสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างยิ่ง และหลายคนยังส่งสัญญาณว่าต้องการจะมาเยี่ยมเยียนที่บ้านอีกด้วย
หลี่หมิ่นหันไปมองหลินเยี่ยนที่มีท่าทีสงบนิ่ง นางรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนเป็นเพราะหลานชายคนนี้ของนางเพียงคนเดียว
เมื่อคนคนหนึ่งได้ดิบได้ดี ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงย่อมพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย
ไม่ได้การ ข้าต้องรีบกลับไปบอกเรื่องนี้กับนายท่าน ครั้งนี้ที่บ้านของเราต้องจัดของขวัญชุดใหญ่มามอบให้ให้ได้
นางหลิวที่อยู่ข้างๆ ในตอนนี้ยังคงอยู่ในสภาวะที่ตกตะลึงอย่างหนัก จนถึงตอนนี้ก็ยังดึงสติกลับมาไม่ได้เลย
"ท่านอาสะใภ้ เป็นอันใดไปขรับ"
หลินเยี่ยนเห็นท่านอาสะใภ้นั่งนิ่งเงียบอยู่บนม้านั่งหินเป็นเวลานาน จึงเอ่ยถามออกมาด้วยความกังวล
"ข้า... ข้าไม่เป็นไรจ้ะ"
นางหลิวหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมารินใส่ถ้วย เพื่อช่วยบรรเทาอาการลำคอที่แห้งผาก "เยี่ยนเอ๋อร์ ไป... ไปกราบไหว้พ่อแม่และบรรพบุรุษของเจ้าเสีย ขอบคุณที่ท่านบรรพบุรุษคุ้มครอง"
ในหัวของนางหลิวผู้ซื่อสัตย์ในตอนนี้ไม่มีความคิดอื่นใดหลงเหลืออยู่อีกแล้ว นอกจากต้องการจะขอบพระคุณบรรพบุรุษตระกูลหลินที่คอยปกปักรักษาหลานชายของนางเท่านั้น