เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65 หยกดารา

บทที่ 65 หยกดารา

บทที่ 65 หยกดารา


บทที่ 65 หยกดารา

"พวกหัวกะทิของคณะปฐพีเหรอ? คนเมืองอู่หลิงงั้นเหรอ?" สิงเหย่เริ่มคิดทบทวนอย่างรวดเร็ว ในหัวของเขามีข้อมูลของนักสู้อัจฉริยะมากมายผุดขึ้นมา

ในฐานะหัวหน้าผู้ดูแลฝ่าย 'การเซ็นสัญญานักรบและการฝึกฝนนักรบหน้าใหม่'

หนึ่งในหน้าที่ของเขา ก็คือการแย่งชิงนักสู้อัจฉริยะที่มีแววในเขตเมืองอู่หลิง แข่งขันกับบริษัทนักรบอื่นๆ

นักเรียนที่ปลุกเนตรดาราระดับสูงได้ตั้งแต่ตอนมัธยมต้น นักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยสายยุทธ์จันทร์ใหม่, มหาวิทยาลัยสายยุทธ์ชั้นนำ 10 แห่ง หรือมหาวิทยาลัยสายยุทธ์ชั้นแนวหน้า 30 แห่ง ล้วนเป็นเป้าหมายในการแย่งชิงทั้งสิ้น

เพียงแต่ระดับการทุ่มเททรัพยากรให้จะแตกต่างกันไป

นักศึกษามหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่างงั้นเหรอ? ส่วนใหญ่ไม่คุ้มค่าที่เครือข่ายดาวเคราะห์สีน้ำเงินจะเซ็นสัญญาด้วยล่วงหน้าหรอก

แต่นักศึกษาคณะปฐพีเป็นข้อยกเว้น... เส้นทางสายยุทธ์นั้นยาวไกล การสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายยุทธ์ ก็เป็นเพียงการประเมินผลการเรียนในช่วงสามปีแรกเท่านั้น

ในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมบลูมูน มีนักสู้อัจฉริยะมากมายที่มาฉายแววหลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ถึงได้มีการสอบเทียบโอน หรือสอบเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท... นักศึกษาคณะปฐพีของมหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่าง ไม่ว่าจะมองในมุมของความแข็งแกร่งหรือศักยภาพ ก็สามารถเทียบชั้นกับนักศึกษากลุ่มอีลีทของมหาวิทยาลัยสายยุทธ์ชั้นแนวหน้า 30 แห่งได้เลย

นักศึกษาประเภทนี้ ก็ถือเป็นเป้าหมายที่ต้องพยายามแย่งชิงมาเซ็นสัญญาด้วยเช่นกัน

"ตาเฒ่าหวัง นายล้อฉันเล่นปะเนี่ย?" สิงเหย่ขมวดคิ้ว "ที่เมืองอู่หลิง ตอนนี้นักศึกษาคณะปฐพีของมหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่างมีรวมกันยังไม่ถึงสิบคนเลยนะ แล้วก็เซ็นสัญญากับบริษัทนักรบอื่นไปหมดแล้วด้วย"

"ฮ่าๆ"

"คนที่ฉันจะแนะนำเนี่ย เขายังไม่ได้เซ็นสัญญากับคณะปฐพีของมหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่างหรอกนะ" หวังซวินเต้าหัวเราะร่วน "แต่ก็ใกล้แล้วล่ะ เดี๋ยวฉันส่งประวัติเขาให้นายดู"

"อ้อ? หน้าใหม่เหรอ?" สิงเหย่ตาเป็นประกาย "รีบๆ ส่งมาเลย"

ไม่รอช้า

หวังซวินเต้าก็ส่งข้อมูลเบื้องต้นของฟางอวี่ รวมถึงข้อมูลที่หวังม่อเพิ่งรู้มา และข้อสันนิษฐานของหวังม่อกับกู่ชิ่ง ส่งให้สิงเหย่ดูทั้งหมด

"ฟางอวี่ พรสวรรค์ทางด้านทักษะสูงใช้ได้เลยแฮะ จุ๊ๆ ไม่เลวเลย"

สิงเหย่อ่านผ่านๆ อย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนใจ พอเห็นช่องภูมิหลังครอบครัว เขาก็แปลกใจนิดหน่อย อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา "พี่ชายของฟางหลงกับฟางซือเยว่เหรอ?"

"ใช่แล้ว" หวังซวินเต้ายิ้มบางๆ "สองคนนี้นายคงคุ้นเคยดีล่ะสิ"

สิงเหย่พยักหน้ารับ

ทำไมจะไม่คุ้นล่ะ นักเรียน ม.4 ปีนี้ ที่ปลุกเนตรดาราระดับสูงได้และผ่านมือเขาในการเซ็นสัญญามีอยู่แค่ไม่กี่คน... ฟางหลงกับฟางซือเยว่เป็นฝาแฝดกันด้วย ทำไมเขาจะจำไม่ได้ล่ะ

ตอนนั้นเขายังเรียกสองพี่น้องนั่นมาพบเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำ

แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่า อีกฝ่ายจะมีพี่ชายที่เก่งกาจขนาดนี้

"ครอบครัวนี้นี่"

"น่าสนใจดีแฮะ" สิงเหย่เผยรอยยิ้ม "ตาเฒ่าหวัง ถ้าข้อมูลที่นายให้มาเป็นเรื่องจริง ฟางอวี่คนนี้ปลุกเนตรดาราได้แล้วล่ะก็ เผลอๆ ศักยภาพของเขาอาจจะสูงกว่าน้องๆ ด้วยซ้ำนะ"

"อ้อ? ทำไมล่ะ? ฟางหลงกับฟางซือเยว่เป็นถึงเนตรดาราระดับสูงเลยนะ" หวังซวินเต้าสงสัย

"เนตรดารา ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของพรสวรรค์เท่านั้นแหละ" สิงเหย่อธิบาย "นายก็รู้ นักเรียนที่มีเนตรดาราระดับสูงหลายคน พรสวรรค์ด้านทักษะงั้นๆ สุดท้ายก็ไปตันอยู่ที่เลเวล 39... เอาจริงๆ ก็ไม่ถึงเป้าที่บริษัทคาดหวังไว้หรอก"

"เคยได้ยินมาเหมือนกัน" หวังซวินเต้าพยักหน้า

"สิ่งที่บริษัทต้องการมากที่สุด ก็คือนักสู้อัจฉริยะที่เก่งทั้งเนตรดาราและทักษะ" สิงเหย่ยิ้ม "รองลงมา ก็คือพวกที่มีพรสวรรค์ด้านทักษะสูงส่ง ส่วนเนตรดาราก็อยู่ระดับกลางๆ ค่อนไปทางสูง"

"อืม"

"เนตรดาราอ่อนไปนิด ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นนักรบระดับปฐพี หรือนักรบระดับลาดตระเวนสวรรค์หรอก" หวังซวินเต้าเหมือนจะเข้าใจขึ้นมา "แต่ถ้าพรสวรรค์ด้านทักษะต่ำเกินไป ต่อให้เป็นนักรบระดับปฐพียังเป็นไม่ได้เลย"

"ฮ่าๆ ใช่แล้ว ความหมายนั้นแหละ" สิงเหย่หัวเราะชอบใจ

หวังซวินเต้าทำหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้ง

ทำไมเขาจะไม่เข้าใจเหตุผลพวกนี้ล่ะ? แต่การปล่อยให้สิงเหย่เป็นคนพูด เพื่อตอบสนองความต้องการอยากเป็นครูของอีกฝ่าย มันเป็นศิลปะการสื่อสารขั้นสูงอย่างหนึ่ง

"โอเค"

"ตาเฒ่าหวัง เดี๋ยวฉันจะสั่งให้คนรีบไปตรวจสอบความจริงด่วนเลย" สิงเหย่บอก "ไม่ว่าจะแย่งเซ็นสัญญากับบริษัทอื่นทันหรือไม่ทัน ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณนายไว้ก่อนล่ะนะ"

"ฮ่าๆ พี่น้องกัน จะขอบคุณทำไมล่ะ?"

...

เขตแดนคนเถื่อน บริเวณรอบนอกของเทือกเขาเป่ยเหยียน

ใกล้จะเก้าโมงเช้าแล้ว

ณ บริเวณหน้าผาที่ค่อนข้างลับตาคน สมาชิกทีมเปลวเพลิงสีชาดกำลังพักผ่อนกันอยู่ ไป๋เฉินกับสยงเมิ่งกำลังล้อมรอบเซี่ยเหยา เพิ่งจะทำแผลให้เสร็จ

"เป็นไงบ้าง?" ฟางอวี่ที่เพิ่งเปลี่ยนชุดเกราะสำรอง และไปล้างตัวที่แอ่งน้ำเล็กๆ ใกล้ๆ เสร็จ เดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง

ถึงเซี่ยเหยาจะไม่ได้ตายคาที่เหมือนกู้หมิง

แต่บาดแผลของเธอก็ไม่ได้เบาเลย บนใบหน้ามีรอยข่วนที่น่ากลัวมาก ที่แขนและขาก็โดนหมาป่าวายุกัดจนเป็นแผลลึก แม้แต่ชุดเกราะที่เหนียวทนทานก็ยังมีรอยฉีกขาดหลายแห่ง

"ยังไม่ตายหรอก" เซี่ยเหยายังมีอารมณ์ขันอยู่ แต่เพราะเสียเลือดไปเยอะ หน้าก็เลยซีดเซียวไปบ้าง

"โชคดีนะ" ไป๋เฉินมองฟางอวี่ แล้วพูดเสียงเบา "เซี่ยเหยาไม่ได้โดนจุดตาย รอยแผลสองจุดนั้น ชุดเกราะช่วยลดแรงกระแทกไปได้เยอะ เลือดก็ไม่ได้ออกมาก พวกเราเพิ่งจะทำแผลแล้วก็ให้กินยาไป ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว"

"แต่มีกระดูกแตกหลายจุด ทำให้ขยับตัวไม่ได้ ต้องกลับไปรักษาที่ฐานทัพ" ไป๋เฉินอธิบาย " 'ห้องพยาบาล' ของฐานทัพ ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นได้"

ฟางอวี่พยักหน้าเห็นด้วย

วิทยาการทางการแพทย์ของฐานทัพอวกาศนั้น ล้ำหน้ากว่าบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินเยอะ ขอแค่ไม่ตายคาที่ ก็แทบจะรักษาได้หมด... อย่างกระดูกหัก ถ้าอยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นสักยี่สิบสามสิบวัน แถมยังอาจจะมีผลข้างเคียงตามมาอีก

แต่ห้องพยาบาลของฐานทัพอวกาศ ช่วยให้นักรบฟื้นตัวได้เร็วกว่า และแทบจะไม่ทิ้งผลข้างเคียงอะไรไว้เลย

เพียงแต่

การฝึกปฏิบัติจริงครั้งนี้ เซี่ยเหยาคงไม่ได้เข้าร่วมต่อแล้วล่ะ

รวมถึงรอยแผลที่หน้าด้วย ฟางอวี่ก็ไม่แน่ใจว่าห้องพยาบาลของฐานทัพจะรักษารอยแผลเป็นให้หายสนิทได้ไหม... ผู้หญิงทุกคนก็รักสวยรักงามกันทั้งนั้นแหละ

สายตาของฟางอวี่กวาดมองเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ก็เห็นว่าแต่ละคนมีแผลกันบ้างไม่มากก็น้อย ยิ่งทำให้เขาเดือดดาลยิ่งขึ้น

"เซี่ยเทา" ฟางอวี่พึมพำในใจ แววตาแฝงจิตสังหาร "แย่งของไม่พอ ยังจะมาลากพวกเราไปตายด้วยอีก"

ถ้าแค่โดนลูกหลง ฟางอวี่ก็คงไม่โกรธขนาดนี้หรอก

ทุกคนก็ต้องเอาชีวิตรอดกันทั้งนั้นแหละ

แต่ในเมื่อแกเป็นคนก่อเรื่อง แล้วแกดันชิ่งหนีไปก่อนเนี่ยนะ? ถ้าไม่ใช่เพราะเขาบังเอิญสำเร็จทักษะระดับเข้าถึงนิมิตขั้นสูงสุด นอกจากเขาแล้ว เพื่อนร่วมทีมทุกคนคงตายเรียบ

"ฟางอวี่ เมื่อกี้พวกเรามัวแต่ยุ่งกับการเก็บของดรอป ยังไม่ได้ถามนายเลยว่านายเอาชนะจ่าฝูงหมาป่าได้ยังไง?" ไป๋เฉินอดถามไม่ได้

ฉินหยาง สยงเมิ่ง รวมทั้งเซี่ยเหยาที่กำลังนอนพักอยู่ ต่างก็มองไปที่ฟางอวี่

"ทักษะระดับเข้าถึงนิมิตขั้นสูงสุดน่ะ" ฟางอวี่ตอบตามตรง

"ว่าแล้วเชียว" สยงเมิ่งตาเป็นประกาย ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "สมกับเป็นทักษะในตำนาน พี่ฟาง พี่นี่มันโคตรโหดเลย แค่วิชาดาบระดับเข้าถึงนิมิตก็ว่าสุดยอดแล้ว นี่เล่นสำเร็จทักษะขั้นสูงสุดด้วย ผมชักจะสงสัยแล้วนะว่าพี่ไม่ได้สอบเทียบโอนมาจากอาชีวะหรอก แต่โดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แล้วมาเนียนเข้าเรียนกับพวกเราแน่ๆ"

"ฮ่าๆๆ"

"โหดจริงๆ แหละ" ฉินหยางและเซี่ยเหยาต่างก็ยิ้มออกมา

"ลองคิดดูก็สมเหตุสมผลอยู่นะ" ไป๋เฉินเสริม "ฟางอวี่บรรลุวิชาดาบระดับเข้าถึงนิมิตตั้งแต่เลเวล 20 แสดงว่าพรสวรรค์ด้านทักษะของเขาสูงส่งมาก"

"หลังจากปลุกเนตรดารา ระดับพลังชีวิตก็พุ่งกระฉูด พลังจิตก็เพิ่มขึ้นเยอะ การควบคุมร่างกายก็ดีขึ้น ทักษะวิชาการต่อสู้ก็ย่อมพัฒนาตามไปด้วยโดยปริยาย... ยิ่งระดับพลังชีวิตสูง การยกระดับทักษะก็ยิ่งง่ายขึ้น"

ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย

"แต่ก็โหดอยู่ดีนั่นแหละ"

"ตามที่อาจารย์สอนในคลาส" สยงเมิ่งถอนหายใจ "พวกเราเรียนมหาวิทยาลัย เวลามีน้อย แค่จะฝึกทักษะให้ถึงระดับเข้าถึงนิมิตขั้นสมบูรณ์ยังยากเลย... ก่อนอายุ 30 ได้เป็นนักรบระดับสูง แถมมีวิชาดาบระดับเข้าถึงนิมิต ก็ถือว่าเก่งแล้ว"

"ก่อนอายุ 40 สำเร็จทักษะขั้นสูงสุด ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว"

อายุ 30, 40... เอามาเทียบกับฟางอวี่ที่อายุแค่ 21

เห็นได้ชัดเลยว่าพรสวรรค์ต่างกันลิบลับ

"ตอนนี้ ในมหาวิทยาลัยเรา ต่อให้เป็นนักศึกษาคณะปฐพีปีห้า ก็ไม่รู้ว่ามีใครสำเร็จทักษะระดับเข้าถึงนิมิตขั้นสูงสุดบ้างหรือเปล่า" เซี่ยเหยาสงสัย

"มีสิ แถมยังมีที่เก่งกว่านี้อีกนะ" ไป๋เฉินยิ้ม "อย่าลืมสิ นักศึกษาปีห้าที่ชื่อ 'เหยียนเทียนเหิง' คนนั้นน่ะ โหดขนาดไหน ตอนอยู่ปีสี่ ก็ทะลุเข้ารอบชิงแชมป์ในการแข่งขันนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วอารยธรรมบลูมูนมาแล้ว ได้ยินจากรุ่นพี่ปีห้าคนนึงบอกว่า ทักษะของเหยียนเทียนเหิงบรรลุถึง 'ระดับมโนทัศน์ภายใน' แล้วนะ"

"ระดับมโนทัศน์ภายใน? โห!"

"อ้อ ใช่! ลืมหมอนั่นไปเลย"

"คนที่ได้เงินรางวัลร้อยล้านเหรียญดาวนั่นใช่ไหม?"

"เงินเยอะชะมัด" ทุกคนดูเหมือนจะรู้จักเหยียนเทียนเหิงกันหมด ต่างก็ถอนหายใจด้วยความทึ่ง อย่างเซี่ยเหยากับสยงเมิ่ง ทักษะทางร่างกายยังไม่ถึงระดับเข้าถึงนิมิตขั้นสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ

ระดับมโนทัศน์ภายในเหรอ? ไกลเกินเอื้อม!

ฟางอวี่ก็นั่งฟังเงียบๆ

เหยียนเทียนเหิง เขาเคยได้ยินหวังม่อพูดถึงตอนกินข้าวด้วยกันเมื่อวันก่อน... ตอนนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นนักศึกษาที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่าง ว่ากันว่าเลเวลปาเข้าไป 39 แล้ว ทักษะวิชาการต่อสู้ก็สูงลิบลิ่ว ความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าอาจารย์หลายคนในมหาวิทยาลัยเลย

ต่อให้เอาไปเทียบกับนักศึกษาบางคนของมหาวิทยาลัยสายยุทธ์จันทร์ใหม่ ก็ยังสูสีกันเลย

ถือเป็นนักสู้อัจฉริยะที่หาตัวจับยากของมหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่าง อนาคตได้เป็นนักรบระดับปฐพีแน่นอน

"จริงสิ"

"ฟางอวี่ เอานี่ไป" ไป๋เฉินแบมือออก ยื่นหินหยกสีเขียวมรกตชิ้นหนึ่ง ขนาดประมาณฝ่ามือ เปล่งแสงเรืองรองดุจมรกตเม็ดงาม

ฟางอวี่รับมาถือไว้

วินาทีแรกที่สัมผัส ฟางอวี่ก็รู้สึกได้ว่าจุดรับพลังดาราทั้ง 46 จุดทั่วร่างกำลังสั่นสะท้าน ราวกับกำลังโห่ร้องดีใจ เหมือนสัตว์ร้ายได้กลิ่นคาวเลือดอย่างไรอย่างนั้น

"หยกดารางั้นเหรอ?" ฟางอวี่เบิกตากว้าง

"น่าจะใช่" ไป๋เฉินพยักหน้า

"หยกดารา?" เซี่ยเหยาที่นอนอยู่บนพื้นก็ยังตกใจ

"เมื่อกี้ฉันก็เดาอยู่แหละ แต่ไม่กล้าคิดเลยว่าฐานทัพรองจะมีของแบบนี้ด้วย?" ฉินหยางยิ้มบางๆ "ครั้งนี้สู้ถวายหัวก็คุ้มแล้วล่ะ หมาป่าดำเนตรอัคคีเลเวล 30 กับหยกดาราก้อนเบ้อเร่อขนาดนี้... พวกเรากำไรเละ"

ฟางอวี่ก็อดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้

อย่างพวกหญ้าดาราแดงหรือหญ้ามังกร ที่อัดแน่นไปด้วยพลังดารา ก็มีมูลค่ามหาศาลแล้ว สามารถเอาไปสกัดเป็นยาสูตรพิเศษเพื่อช่วยให้นักรบฝึกฝนได้

หยกดารา ก็เป็นของล้ำค่าทำนองนั้นเหมือนกัน

มันคือแร่ชนิดพิเศษที่อัดแน่นไปด้วยพลังดาราจำนวนมหาศาล มหาศาลกว่าหญ้าดาราแดงหรือหญ้ามังกรไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า เอาไปใช้ประโยชน์ได้กว้างกว่า และมีมูลค่าสูงลิ่ว

"ก่อนหน้านี้ เคยเห็นหยกดาราแค่ใน 'ห้องแสดงของล้ำค่า' ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เป็นของที่มหาวิทยาลัยเอามาให้พวกเราดูเป็นตัวอย่างน่ะ" ไป๋เฉินยิ้ม "ก้อนนั้นราคาตลาดอยู่ที่ 4 ล้านเหรียญดาว... แต่ยังไม่ใหญ่ ไม่สว่างเท่าก้อนนี้เลยนะ"

"ฉันว่านะ ก้อนนี้ของเรา อย่างน้อยก็ต้อง 8 ล้านเหรียญดาวชัวร์"

จบบทที่ บทที่ 65 หยกดารา

คัดลอกลิงก์แล้ว