- หน้าแรก
- เทพยุทธ์เจ้าจักรวาล!
- บทที่ 35 หลอมดาบเพื่ออารยธรรม
บทที่ 35 หลอมดาบเพื่ออารยธรรม
บทที่ 35 หลอมดาบเพื่ออารยธรรม
บทที่ 35 หลอมดาบเพื่ออารยธรรม
ไม่นาน หวังซวิ่นเต้าก็เดินมาส่งฟางอวี่และหวังม่อที่หน้าร้านอาหาร รถประจำตำแหน่งของเขาก็มารับทั้งคู่กลับไปส่งที่วิทยาลัย
"เป็นไงบ้างครับ?" ชายร่างกำยำหัวโล้น 'ลุงกู่' เอ่ยถาม
"เป็นเด็กที่ฉลาดแกมโกง โลภมาก แต่ก็ตรงไปตรงมาดี" หวังซวิ่นเต้ายิ้ม "กู่ชิ่ง นี่คือร่างข้อตกลงเบื้องต้นที่ฉันคุยกับเขาไว้ ลองอ่านดูสิ"
หวังซวิ่นเต้ายื่นกระดาษที่เขาจดรายละเอียดด้วยลายมือให้อีกฝ่าย
ชื่อจริงของลุงกู่คือ 'กู่ชิ่ง'
"ปีละ 20 ล้านเหรียญ? แถมยังมีสัญญาชดเชยมูลค่า 15 ล้านอีกเหรอเนี่ย?" กู่ชิ่งอ่านรายละเอียดคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกแปลกใจ ค่าเหนื่อยของเขาต่อปียังแค่ 20 ล้านเหรียญเอง
แน่นอนว่า การไปเสี่ยงชีวิตที่ดาวปฐมกาลมาหลายปี ทำให้เขาสะสมความมั่งคั่งได้ไม่น้อยเลย
เงินเดือนตอนนี้ก็รับมาแบบสบายๆ ไม่ต้องไปเสี่ยงอะไรแล้ว ถือซะว่าเป็นเงินบำนาญ
"ต้องปลุกเนตรดาระดับสูงให้ได้ก่อน ถึงจะได้ปีละ 20 ล้าน" หวังซวิ่นเต้าถอนหายใจ "ฟางอวี่คนนี้มั่นใจในตัวเองมาก กล้าได้กล้าเสีย ถึงขนาดไม่เอาค่าตัวพื้นฐานเลยด้วยซ้ำ ถ้าเขาสามารถปลุกเนตรดาระดับสูงได้จริงๆ ฉันว่า เขามีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นหวังเหิงคนที่สองได้เลยนะ"
"จะไปเทียบชั้นกับหวังเหิง? เด็กนั่นน่ะนะ?" กู่ชิ่งกลับไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
หวังเหิง ในฐานะนักศึกษาอาชีวศึกษาที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์
ตอนนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นนักรบระดับตำนานของแคว้นเซี่ยไปแล้ว
"ขอแค่ประสบความสำเร็จได้สักหนึ่งในห้าของหวังเหิง เซิ่งชวนก็ได้กำไรแล้ว" หวังซวิ่นเต้าพูดเสียงเรียบ "ขอแค่เขาสามารถทะลุเข้าสู่การประลองวิชาการต่อสู้ระดับสหพันธ์ได้ ชื่อเสียงก็จะโด่งดังเป็นพลุแตก พวกเราก็จะสามารถใช้ชื่อเสียงของเขา ขยายธุรกิจของเราให้เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งมณฑลได้อย่างรวดเร็ว"
การที่สามารถทำให้กลุ่มบริษัทมีรายได้ต่อปีถึงหลักพันล้านในระดับเมืองได้ หวังซวิ่นเต้าย่อมมีความทะเยอทะยานอยู่เต็มเปี่ยม
"แต่เขาเซ็นสัญญาแค่ห้าปีเองนะ" กู่ชิ่งขมวดคิ้ว
"เพราะงั้น ฉันถึงต้องมีสัญญาฉบับที่สองเอาไว้รองรับไงล่ะ" หวังซวิ่นเต้ายิ้ม "การเป็นพรีเซนเตอร์ในระดับเมืองอู่หลิง สัญญาฉบับนี้มีอายุ 10 ปี"
"ท่านประธานไม่กลัวว่าเขาจะปลุกเนตรดาราไม่ได้เหรอครับ?" กู่ชิ่งถาม
"ถ้าเขาปลุกเนตรดาราไม่ได้ ฉันก็ขาดทุนแค่ 5 ล้านเหรียญ" หวังซวิ่นเต้ายิ้ม "ไม่ว่ายังไง อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องได้เป็นนักรบระดับสูงล่ะนะ"
"นั่นก็จริง" กู่ชิ่งพยักหน้าเห็นด้วย
เรื่องธุรกิจ เขาอาจจะไม่ค่อยถนัด แต่เขาเชื่อมั่นในการตัดสินใจของหวังซวิ่นเต้า
แต่ความจริงแล้ว หวังซวิ่นเต้ายังบอกเหตุผลไม่หมดหรอก
การที่เขายอมลงทุนในตัวฟางอวี่ เขาก็มีแผนสำรองอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือลูกชายของเขา หวังม่อ
"ถ้าฟางอวี่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ จนกลายเป็นนักรบปฐพี หรือแม้แต่นักรบลาดตระเวน ลูกชายของฉัน ก็จะได้รับการคุ้มครองด้วยพลังที่แข็งแกร่งไปโดยปริยาย" หวังซวิ่นเต้าคิดในใจ "ความผูกพันแบบพี่น้องนี้ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ"
"ถ้าเขาปลุกเนตรดาราได้ การร่วมมือครั้งนี้ก็จะถือว่าได้กำไรมหาศาล"
"ถ้าปลุกไม่ได้ ก็ถือซะว่าเสียเงิน 5 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อเพื่อนนักรบระดับสูงที่รู้ใจให้กับลูกชายในอนาคต ก็ถือว่าไม่ได้ขาดทุนอะไรมากมายหรอก" หวังซวิ่นเต้ามองเกมทะลุปรุโปร่ง
นักรบที่จ้างมาด้วยเงิน มักจะซื้อใจกันไม่ได้หรอก
ในทางกลับกัน!
นักรบส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับคำว่า 'ใจเขาใจเรา' ฟางอวี่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา แถมยังมีความเป็นพี่เป็นน้องกับหวังม่ออีก ในอนาคตถ้าหวังม่อตกระกำลำบาก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ฟางอวี่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
"นอกจากว่า เขาจะเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบสุดกู่ หรือไม่ก็เป็นคนไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก" หวังซวิ่นเต้าคิดในใจ
...
บนรถระหว่างทางกลับวิทยาลัย
"เหล่าม่อ เรื่องที่ฉันกับพ่อนาย..." ฟางอวี่กำลังจะเปิดปากพูด
"เหล่าฟาง ไม่ต้องเล่ารายละเอียดให้ฉันฟังหรอก ฉันไม่จำเป็นต้องรู้ และไม่อยากรู้ด้วย" หวังม่อส่ายหน้า "ความจริงแล้ว ฉันไม่ได้อยากให้เรื่องของนายกับครอบครัวฉันมาปะปนกันหรอกนะ ในหมู่เพื่อนพ้อง ถ้ายิ่งมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก ฉันกลัวว่าความสัมพันธ์มันจะเปลี่ยนไปน่ะสิ"
"เพื่อนสนิทของฉันก็ยิ่งมีน้อยๆ อยู่ด้วย" หวังม่อถอนหายใจ
ฟางอวี่มองหน้าหวังม่อ
หวังม่ออาจจะมีข้อเสียหลายอย่าง แต่เรื่องการปฏิบัติต่อเพื่อนฝูง เขาเป็นคนดีไม่มีที่ติ ดูจากวิธีที่เขาจัดการเรื่องของเฮอจี้ยูก็พอจะรู้แล้ว
ตลอดสามปีในวิทยาลัยอาชีวศึกษา
หวังม่อมักจะไม่ค่อยเอาเรื่องเงินมาอวดอ้าง เขาให้เกียรติและรักษาน้ำใจของฟางอวี่กับเฮอจี้ยูมาโดยตลอด
"แค่ว่า ฉันรู้เรื่องหนึ่งดี"
"ตอนนี้ นายกำลังต้องการเงิน" หวังม่อหันไปมองฟางอวี่ "นายกับฉันมันต่างกัน ฉันรู้จักตัวเองดี ฉันเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย พรสวรรค์ก็งั้นๆ ไม่ได้คลั่งไคล้วิชาการต่อสู้ขนาดนั้น... แต่นาย ในบรรดาเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ฉันรู้จัก นายคือคนที่ฝึกซ้อมหนักที่สุด และทุ่มเทให้กับวิชาการต่อสู้ด้วยใจบริสุทธิ์ที่สุด"
"และนายก็เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านวิชาการต่อสู้สูงที่สุดด้วย" หวังม่อเสริม "สิ่งที่นายขาด ก็แค่โอกาสเท่านั้นแหละ ช่วงวัยทองมันมีแค่ไม่กี่ปี นายต้องรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ให้ได้"
"เหล่าหวัง..." ฟางอวี่อดไม่ได้ที่จะเรียกชื่อเขา
"เหล่าฟาง รอให้ฉันพูดให้จบก่อน" หวังม่อส่ายหน้า "เพราะงั้น ตอนที่พ่อฉันมาปรึกษาเรื่องอยากจะเซ็นสัญญากับนาย ฉันถึงไม่ได้คัดค้านไง พวกนายคงยังไม่ได้เซ็นสัญญากันอย่างเป็นทางการใช่ไหม"
"ยังหรอก" ฟางอวี่ตอบ
"งั้นก็ดีแล้ว" หวังม่อพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จ้องมองฟางอวี่ "เหล่าฟาง นายต้องจำไว้อย่างหนึ่งนะ เครือเซิ่งชวนไม่ใช่ของฉัน นายต้องประเมินคุณค่าของตัวเองอย่างเป็นกลาง"
"พ่อฉันน่ะ มีหัวคิดแบบพ่อค้าเต็มตัว ถ้านายยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เขาก็จะรุกคืบเข้ามาสองก้าว นายไม่ต้องเกรงใจฉันหรอกนะ"
"สมควรได้เท่าไหร่ก็เรียกไปเท่านั้น ถ้านายเรียกน้อยไป ฉันจะโกรธด้วยซ้ำ ถ้านายรู้สึกว่าเงื่อนไขของพ่อฉันมันเอาเปรียบเกินไป ก็ไม่ต้องเซ็น สรุปก็คือ ความตั้งใจเดิมของฉันคืออยากช่วยนาย ไม่ใช่ทำให้นายต้องรู้สึกลำบากใจ" หวังม่อฉีกยิ้มกว้าง "ชาตินี้ ฉันคงหมดหวังที่จะได้เป็นนักรบปฐพี หรือนักรบลาดตระเวนแล้วล่ะ"
"แต่ทว่า!"
"ถ้าเพื่อนสนิทของฉัน ในอนาคตสามารถโบยบินไปบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ หรือแม้แต่ออกไปลาดตระเวนนอกอวกาศได้ล่ะก็... แค่นี้ก็พอให้ฉันเอาไปคุยโวได้ยันลูกบวชแล้ว" แววตาของหวังม่อเป็นประกาย
...
สุดท้าย ฟางอวี่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดของสัญญากับหวังม่อ
อย่างที่หวังม่อบอก ความตั้งใจของเขาคืออยากช่วยฟางอวี่... พอกลับมาถึงหอพัก ฟางอวี่ก็คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจส่งข้อความเรื่องที่จะเซ็นสัญญากับเครือเซิ่งชวน ไปบอก 'ศิษย์ลุงเจียงเวย'
ฟางอวี่ไม่ต้องรอนาน
"เป็นเรื่องที่ดีมาก เธอไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้พอพวกเธอมาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว ลุงจะจัดการให้เอง... ทางมหาวิทยาลัยก็ยินดีที่เห็นนักศึกษาได้รับการสนับสนุนจากบริษัทหรือกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ ในระหว่างที่เรียนอยู่แล้วล่ะ" เจียงเวยตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
ฟางอวี่โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
"การยืมอำนาจ มันก็ต้องพึ่งพากันทั้งสองฝ่าย" ฟางอวี่คิดทบทวน "ถ้าทำให้เครือเซิ่งชวนเห็นว่ามหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่างให้ความสำคัญกับฉัน พวกเขาก็จะยิ่งมั่นใจว่าฉันจะต้องผงาดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน"
"ในทำนองเดียวกัน การที่ศิษย์ลุงเจียงเวยเห็นว่ามีบริษัทใหญ่มาลงทุนในตัวฉัน เขาก็จะยิ่งให้ความสำคัญกับฉันมากขึ้นด้วย"
"จะบอกพ่อดีไหมนะ?" ความคิดนี้เพิ่งจะแวบเข้ามาในหัวของฟางอวี่ เขาก็รีบสลัดมันทิ้งทันที
จิตใจของเขากลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
"ไม่ต้องรีบหรอก"
"พรุ่งนี้ต้องเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการก่อน ถึงจะได้เงิน 5 ล้านเหรียญมานอนกอด แล้วต้องรอให้ปลุกเนตรดาราได้ก่อน ถึงจะมีความหวังที่จะได้เงินอีก 10 ล้านเหรียญจากสัญญาเพิ่มเติม รวมถึงค่าตัวพรีเซนเตอร์ปีแรกของสัญญาหลักด้วย" ฟางอวี่คิดในใจ "ตอนนี้ ทุกอย่างยังไม่แน่นอน"
"อย่าเพิ่งทำให้พ่อต้องดีใจเก้อไปก่อนเลย"
"รอให้เงินเข้าบัญชีก่อนดีกว่า แล้วค่อยบอกพ่อทีหลัง" ฟางอวี่เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี ว่าความลับทำให้งานสำเร็จ การพูดมากทำให้งานล้มเหลว
เรื่องที่ยังไม่แน่นอน ก็อย่าเพิ่งป่าวประกาศให้ใครรู้จะดีกว่า
"ไปฝึกหมัดก่อนดีกว่า" ฟางอวี่ทำใจให้สงบ แล้วตรงดิ่งไปที่ห้องฝึกยุทธ์ส่วนรวมบนชั้นสองของหอพัก เริ่มฝึกกระบวนท่าหมัดพื้นฐานยี่สิบสี่ท่า
การฝึกหมัด ก็เพื่อให้คุ้นเคยกับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั่นเอง
เขาฝึกซ้อมจนถึงสี่ทุ่มกว่า ถึงจะกลับห้องไปพักผ่อน
...
วันที่ 17 สิงหาคม เวลาแปดโมงเช้า
ท่ามกลางสายตาของอาจารย์หลายคนที่มาส่ง ฟางอวี่ หวังม่อ จางเทา และเพื่อนๆ รวม 11 คน ก็ขึ้นรถบัสที่ทางวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้ มุ่งหน้าสู่ 'เมืองซิงซา' ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลหูกว่างอย่างรวดเร็ว
หลายชั่วโมงต่อมา
รถบัสก็เดินทางมาถึงชานเมืองซิงซา บริเวณนี้ค่อนข้างเปลี่ยว ผู้คนสัญจรไปมาบางตา นานๆ ทีถึงจะเห็นทหารยามเดินลาดตระเวนพร้อมอาวุธครบมือ
ถึงแม้รถบัสที่พวกเขานั่งมาจะแจ้งเรื่องล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยังต้องเจอด่านตรวจถึงสองครั้ง
"มหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่างนี่ คุ้มกันแน่นหนาขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?" จางเทาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
"ใช่"
"ทั้งมณฑลหูกว่าง มีมหาวิทยาลัยสายยุทธ์แค่สองแห่งเท่านั้น คือมหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่าง กับมหาวิทยาลัยสายยุทธ์จิงฉู่" เหยียนฝู อาจารย์ที่ปรึกษาที่เดินทางมาด้วยอธิบาย "มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เป็นแหล่งรวมตัวของนักรบแห่งอนาคตของมณฑลนั้นๆ มีว่าที่นักรบระดับสูง นักรบปฐพี และนักรบลาดตระเวนรวมกันอยู่ที่นี่"
"ถ้าเกิดถูกยอดฝีมือจากอารยธรรมต่างดาวบุกโจมตี หรือมีการลอบวางระเบิด ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันจะมหาศาลมาก การคุ้มกันอย่างแน่นหนาจึงเป็นเรื่องปกติ" เหยียนฝูถอนหายใจยาว "ไม่เหมือนกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาของพวกเรา ที่ไม่ต้องมากังวลเรื่องพวกนี้เลย"
"ยอดฝีมือจากอารยธรรมต่างดาวเหรอ?"
"ยอดฝีมือจากอารยธรรมต่างดาว สามารถบุกมาถึงดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้เลยเหรอ?" ฟางอวี่ หวังม่อ และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะนี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ในอดีต พวกเขาอาจจะเคยได้ยินเรื่องยอดฝีมือจากอารยธรรมต่างดาวมาบ้าง
แต่ก็เป็นแค่เรื่องเล่าที่ได้ยินมาเท่านั้น
"อย่าว่าแต่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินเลย บนดวงจันทร์ใหม่ก็มีนะ อย่างมหาวิทยาลัยสายยุทธ์ดวงจันทร์ใหม่ ในอดีตก็เคยถูกยอดฝีมือจากอารยธรรมต่างดาวลอบโจมตีมาแล้ว ทำเอานักศึกษาล้มตายไปเป็นจำนวนมาก" เหยียนฝูเล่าให้ฟัง "ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ก็เพราะนักศึกษาอาชีวศึกษาสายยุทธ์ส่วนใหญ่ ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เจอกับยอดฝีมือจากอารยธรรมต่างดาวหรอก แต่ตอนนี้พวกเธอได้เป็นนักศึกษาปริญญาตรีแล้ว แถมหลายคนก็กำลังจะได้ไปต่อสู้ที่ดาวปฐมกาลในเร็วๆ นี้ด้วย ก็ถึงเวลาที่ควรจะรู้เรื่องนี้ไว้ได้แล้ว"
"ทำไมอาชีพนักรบถึงมีเกียรติขนาดนี้น่ะเหรอ?"
"ก็เพราะเหตุผลนี้แหละ"
"ถ้าไม่มีความเสียสละของเหล่านักรบ ดาวเคราะห์สีน้ำเงินบ้านเกิดของเรา รวมไปถึงดวงจันทร์ใหม่ จะสงบสุขอยู่ได้ยังไง?" เหยียนฝูพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความรู้สึก เหมือนกำลังนึกย้อนไปถึงอดีต จู่ๆ เขาก็ชี้มือไปข้างหน้าแล้วบอก "ใกล้ถึงประตูมหาวิทยาลัยแล้ว"
ฟางอวี่และเพื่อนๆ มองตามมือของเขาไป
หลังจากรถเลี้ยวโค้งอีกครั้ง ที่สุดถนนอันกว้างขวางและทอดยาว ก็ปรากฏอาคารดีไซน์สุดล้ำตั้งตระหง่านอยู่ มองแวบแรก อาคารหลังนั้นดูเหมือนดาบเล่มยักษ์ที่ปักลงดินไปครึ่งเล่ม
มันมีความสูงกว่าร้อยเมตร
ที่ด้านหน้าของอาคาร มีตัวหนังสือขนาดใหญ่สิบห้าตัวเขียนเอาไว้ว่า 'หลอมดาบเพื่ออารยธรรม ลับคมเพื่อมนุษยชาติ นักรบคือกำแพงเมือง'
——