- หน้าแรก
- เทพยุทธ์เจ้าจักรวาล!
- บทที่ 33 สิบปี? ห้าปี?
บทที่ 33 สิบปี? ห้าปี?
บทที่ 33 สิบปี? ห้าปี?
บทที่ 33 สิบปี? ห้าปี?
นักรบระดับสูง นักรบอารยธรรมระดับสี่เหรอ? ฟางอวี่แอบตกใจ
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้ยินคำว่า 'นักรบอารยธรรมระดับสี่'
จากคำบอกเล่าของหวังม่อ ทำให้รู้ว่านักรบระดับสูงที่จะได้ฉายา 'นักรบอารยธรรมระดับสี่' นั้น น่าจะยากสุดๆ
"สวัสดีครับประธานหวัง สวัสดีครับหัวหน้ากู่" ฟางอวี่กล่าวทักทาย
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า" ชายวัยกลางคนท่าทางผู้ดียิ้มแย้ม "เธอเป็นเพื่อนของหวังม่อ ก็ถือว่าเป็นหลานของฉันเหมือนกัน เรียกฉันว่าลุงเถอะ"
"ครับ คุณลุงหวัง" ฟางอวี่เปลี่ยนคำเรียกทันที ท่าทีของเขาดูนอบน้อมแต่ไม่ลดคุณค่าตัวเอง
"ฟางอวี่ใช่ไหม? เรียกฉันว่าลุงกู่ก็พอ" ชายหัวโล้นยิ้มทักทาย "ลุงได้ยินเสี่ยวม่อชมรูมเมทให้ฟังซะเลิศเลอ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกนะ เลยตามมาดูให้เห็นกับตา พอได้เห็นแล้ว ถึงได้รู้ว่าไม่ธรรมดาจริงๆ... อายุแค่ 21 แต่วิชาดาบถึงระดับเข้าถึงนิมิตแล้ว แถมโดนแรงกดดันทางจิตของลุงเข้าไปก็ยังหน้าตาเฉย เก่งมากจริงๆ"
ฟางอวี่เดาถูก
ที่อีกฝ่ายปล่อยแรงกดดันออกมาเมื่อกี้ก็เพื่อทดสอบเขา ตอนนี้อีกฝ่ายเก็บซ่อนออร่าไว้จนมิดแล้ว ดูเหมือนกับอาจารย์ที่ปรึกษาเหยียนฝูที่ฟางอวี่เจอเป็นประจำเลย
"แถมระดับพลังชีวิตของเธอ ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเสี่ยวม่อซะอีกนะ น่าจะถึงระดับ 21 แล้วใช่ไหม" ชายหัวโล้นพูดกลั้วหัวเสียงหัวเราะ
"เลเวล 21?" พอหวังม่อได้ยินตัวเลขนี้ เขาก็ไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรมากมาย
ตอนสอบปรับวุฒิ เขารู้แค่ว่าฟางอวี่ได้ที่หนึ่ง แต่ไม่รู้คะแนนแต่ละวิชา ในความคิดของเขา การที่ฟางอวี่เป็นถึงนักศึกษาสอบเข้าตรง การมีระดับพลังชีวิตสูงกว่าเขาก็ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของเหยียนฝูหรือเจียงเวยล่ะก็ พวกเขาต้องตกใจตาค้างแน่ๆ
แค่ชั่วข้ามคืน ระดับพลังชีวิตพุ่งจาก 20 เป็น 21 เนี่ยนะ?
ต่อให้เป็นพวกที่ปลุกเนตรดาระดับสูงได้ แล้วดูดซับพลังดาราเป็นครั้งแรก การพัฒนาก็ยังไม่ก้าวกระโดดขนาดนี้เลย
"ครับ" ฟางอวี่แอบตกใจ ทำไมอีกฝ่ายถึงมองทะลุเขาได้ขนาดนี้นะ? แต่ภายนอกเขาก็ยังคงทำตัวนิ่งเฉย "คุณลุงกู่ตาแหลมคมมากเลยครับ"
"ฮ่าๆ ลุงไม่ได้ตาดีขนาดนั้นหรอก" ชายหัวโล้นยกข้อมือขึ้นให้ดู ที่ข้อมือของเขามีอุปกรณ์ที่ดูคล้ายกับนาฬิกาข้อมือสวมอยู่ เขายิ้ม "เป็นเพราะลุงใส่ 'เครื่องช่วยเอนกประสงค์' อยู่น่ะ มันมีฟังก์ชันตรวจจับคลื่นแม่เหล็กชีวภาพ ในระยะใกล้ๆ มันสามารถประเมินความแข็งแกร่งของระดับพลังชีวิตได้"
"เครื่องช่วยเอนกประสงค์?" สายตาของฟางอวี่กวาดมองไปที่อุปกรณ์บนข้อมือของอีกฝ่าย
ในยุคนี้ มีอุปกรณ์เทคโนโลยีไฮเทคมากมายที่เกี่ยวข้องกับนักรบ
ในวิทยาลัยเองก็มีเครื่องตรวจจับพลังชีวิตหลายรูปแบบ แต่เครื่องตรวจจับขนาดเล็กที่สุดก็ยังใช้พื้นที่ตั้งสองสามตารางเมตร... แล้วไอ้เครื่องตรวจจับขนาดจิ๋วแบบนี้มันมีด้วยเหรอเนี่ย? ฟางอวี่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
แถมฟังจากที่อีกฝ่ายพูด
การประเมินความแข็งแกร่งของพลังชีวิตในระยะใกล้ เป็นแค่ฟังก์ชันหนึ่งของเจ้านาฬิกาข้อมือเรือนนี้เองเหรอ?
ของล้ำยุคแบบนี้ ไปหามาจากไหนเนี่ย?
"ผมเคยฟังลุงกู่เล่าให้ฟังว่า ของชิ้นนี้ลุงกู่ซื้อมาจากฐานทัพอวกาศบนดาวปฐมกาล หลังจากที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนักรบอารยธรรมระดับสี่น่ะ" หวังม่อบอก "ของแบบนี้ ต่อให้มีเงินก็หาซื้อในสหพันธ์ไม่ได้หรอกนะ"
"โห" ฟางอวี่รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
สิ่งที่หวังม่อพูด คล้ายกับที่เจียงเวยเคยบอกเขาไว้เลย
ฟางอวี่เริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับดาวปฐมกาลมากขึ้นเรื่อยๆ
"พ่อครับ ยืนคุยกันทำไม นั่งลงก่อนดีกว่าครับ" หวังม่อรีบเชิญให้นั่ง
...
อาหารมื้อค่ำดำเนินไปอย่างยาวนาน
หวังซวิ่นเต้าและชายหัวโล้นสุภาพและเป็นกันเองมาก ไม่ได้ทำตัววางอำนาจเลย ทำให้ฟางอวี่ค่อยๆ รู้สึกผ่อนคลายลง
เวลาล่วงเลยไปจนดึก
ทุกคนเริ่มวางตะเกียบ
"ฟางอวี่ การที่หวังม่อได้เจอเพื่อนแบบเธอตอนที่เรียนอาชีวศึกษา ถือเป็นความโชคดีของเขาเลยนะ" หวังซวิ่นเต้ายิ้ม "ต่อไปพวกเธอสองคนต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก็ต้องคอยดูแลช่วยเหลือกันให้มากๆ นะ"
"แน่นอนครับ" ฟางอวี่ยิ้ม "ตลอดสามปีที่เรียนด้วยกัน หวังม่อก็คอยช่วยเหลือผมมาตลอดเหมือนกันครับ"
"ที่ลุงชวนลุงกู่มาด้วยวันนี้ ก็เพื่ออยากให้เขาช่วยประเมินเธอด้วย" หวังซวิ่นเต้าหัวเราะเบาๆ "พอได้ทำความรู้จักกันแล้ว เธอก็เป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ"
"อันที่จริง ความตั้งใจของลุงคือ"
"ลุงอยากจะเสนอสัญญาพรีเซนเตอร์ให้กับเธอ" หวังซวิ่นเต้ายิ้ม "ให้เครือเซิ่งชวนของเรา เป็น 'ตัวแทนแต่เพียงผู้เดียว' ของเธอในระดับมณฑลหูกว่าง เธอคิดว่ายังไง?"
ฟางอวี่ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย
เป็นไปตามที่พ่อคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
"สัญญาพรีเซนเตอร์เหรอ?" หวังม่อกลับรู้สึกแปลกใจ ดูเหมือนเขาจะไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
"คุณลุงหวังครับ ผมว่ามันคงไม่ค่อยเหมาะมั้งครับ" ฟางอวี่ส่ายหน้าปฏิเสธ
"ฮ่าๆ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ที่ลุงอยากเซ็นสัญญากับเธอ ส่วนหนึ่งก็เพราะหวังม่อก็จริง แต่มันก็แค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้น" หวังซวิ่นเต้ายิ้มละมุน "ตัวเธอเองต่างหากล่ะ คือปัจจัยสำคัญที่สุด"
"ผมเหรอครับ?" ฟางอวี่รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
ถึงเขาจะได้เป็นนักศึกษาสอบเข้าตรง แต่พูดกันตามตรง เขาเพิ่งจะเข้ามาเป็นนักศึกษากลุ่มอีลีทของมหาวิทยาลัยสายยุทธ์หูกว่างแบบหืดขึ้นคอ ตามหลักแล้ว เขาไม่น่าจะคู่ควรกับความสนใจจากมหาเศรษฐีแบบนี้เลย
"ไหนๆ เราก็คุยเรื่องธุรกิจกันแล้ว ลุงก็ขอพูดตรงๆ ไม่ปิดบังเลยนะ" หวังซวิ่นเต้าหัวเราะอย่างเปิดเผย "หลังจากที่หวังม่อเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง ลุงก็ลองให้คนไปสืบประวัติของเธอดู ยีนของพ่อแม่เธอ รวมไปถึงบรรพบุรุษของเธอ ถือว่าดีเยี่ยมมากทีเดียว"
"คุณทวดของเธอเป็นนักรบระดับสูง"
"พ่อแม่ของเธอก็เป็นนักรบ"
"ส่วนน้องชายกับน้องสาวของเธอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งคู่ปลุกเนตรดาระดับสูงได้" หวังซวิ่นเต้ายิ้ม "ดูจากฐานะการเงินของครอบครัวเธอแล้ว ลุงเดาว่าที่บ้านคงไม่ได้ทุ่มเงินสนับสนุนการฝึกวิชาของเธอสักเท่าไหร่ น่าจะไม่เกิน 5 ล้านเหรียญ อย่างมากก็ไม่น่าจะเกิน 10 ล้านเหรียญ"
"พ่อครับ พ่อไปแอบสืบประวัติฟางอวี่ทำไม?" หวังม่อเริ่มแสดงความไม่พอใจ
ฟางอวี่เงียบ ไม่พูดอะไร
จริงอยู่ที่หวังซวิ่นเต้าพูดตรงไปตรงมา แต่ไม่ว่ายังไง การกระทำแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีอยู่แล้ว... แถมข้อมูลที่เขาสืบมาก็แม่นยำซะด้วย ทำเอาคนฟังรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย
หวังซวิ่นเต้าไม่สนใจลูกชาย เขาพูดต่อ "ด้วยเงินลงทุนเพียงน้อยนิดแค่นี้ แต่ระดับพลังชีวิตของเธอกลับพุ่งพรวดพราดถึงเลเวล 21 ทั้งที่ยังไม่ได้ปลุกเนตรดาราด้วยซ้ำ"
"นักศึกษาปริญญาตรีหลายคนที่ปลุกเนตรดาระดับกลางได้ บางทียังมีระดับพลังชีวิตสู้เธอไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"
ฟางอวี่ตั้งใจฟัง
ที่ระดับพลังชีวิตของเขาพุ่งขึ้นเร็วขนาดนี้ เป็นเพราะทักษะการควบคุมร่างกายที่ยอดเยี่ยม ผนวกกับพลังพิเศษ 'การกลืนกิน' ดูเผินๆ เหมือนใช้เงินไปแค่ไม่กี่ล้านเหรียญ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเทียบเท่ากับคนที่ใช้เงินไปสิบหรือยี่สิบล้านเหรียญเลยทีเดียว
"เพราะงั้น"
"ลุงเลยรู้สึกว่า เธอมีแววที่จะปลุกเนตรดาราที่แข็งแกร่งมากๆ ได้" หวังซวิ่นเต้าพูดอย่างชื่นชม
"คุณลุงหวังครับ ยิ่งอายุมาก โอกาสที่จะปลุกเนตรดาราได้ก็จะยิ่งน้อยลง แถมเนตรดาราที่ปลุกได้ก็มักจะอ่อนแอด้วยนะครับ" ฟางอวี่แย้ง
"นั่นมันสำหรับคนธรรมดา" หวังซวิ่นเต้าหัวเราะ "แต่มันก็ยังมีอีกกรณีหนึ่ง คือเนตรดารานั้นแข็งแกร่งเกินไป อย่าง 'หวังเหิง' อัจฉริยะระดับตำนานของแคว้นเซี่ยเราไงล่ะ"
"เขาอายุ 23 ปี เพิ่งจะเรียนจบจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาได้ปีเดียว ก็มาปลุกเนตรดาระดับสูง 'หมาป่ากลืนจันทร์' ได้ หลังจากนั้นเขาก็ผงาดขึ้นมาเป็นยอดฝีมือเลย"
แววตาของฟางอวี่ฉายแววประหลาดใจ
หวังเหิง หรือก็คือ 'นักศึกษาอาชีวศึกษาที่แข็งแกร่งที่สุด' ผู้โด่งดังคนนั้น ไม่เพียงแต่คว้าแชมป์การประลองวิชาการต่อสู้ระดับสหพันธ์มาครองได้เท่านั้น แต่เขายังกลายเป็นนักรบลาดตระเวนที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นเซี่ยอีกด้วย
เรียกได้ว่าชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
"ผมจะไปเทียบชั้นกับรุ่นพี่หวังเหิงได้ยังไงครับ" ฟางอวี่ส่ายหน้า
"แต่ลุงว่าเธอเหมือนเขามากนะ" หวังซวิ่นเต้ายิ้ม "ลุงเชื่อว่า ถ้าเธอปลุกเนตรดาราได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นเนตรดาระดับกลาง หรือไม่ก็ระดับสูงแน่ๆ"
"ถึงตอนนั้น ด้วยเนตรดาราที่แข็งแกร่ง บวกกับพรสวรรค์ด้านวิชาการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมของเธอ การจะได้เป็นนักรบปฐพี ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร หรือแม้แต่การก้าวขึ้นเป็นนักรบลาดตระเวนก็ยังมีความหวังเลย"
"เพราะงั้น ลุงถึงอยากชวนเธอมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเครือเซิ่งชวนไงล่ะ"
"ลุงให้ค่าตัวพื้นฐาน 5 แสนเหรียญต่อปี"
"ถ้าเธอปลุกเนตรดาระดับล่างได้ ค่าตัวจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านเหรียญต่อปี ถ้าปลุกเนตรดาระดับกลางได้ ค่าตัวจะเพิ่มเป็น 4 ล้านเหรียญต่อปี และถ้าเธอปลุกเนตรดาระดับสูงได้ ค่าตัวจะพุ่งขึ้นเป็น 10 ล้านเหรียญต่อปี" หวังซวิ่นเต้าพูดพร้อมรอยยิ้ม "สัญญามีระยะเวลาสิบปี"
"นี่คือร่างสัญญาที่ลุงเตรียมมา"
"ลองอ่านดูก่อนก็ได้ ถ้ามีตรงไหนไม่พอใจ ก็เสนอให้แก้ได้เลย เธอว่าไง?"
ฟางอวี่แอบตกใจ
เขาต้องยอมรับเลยว่า การที่อีกฝ่ายกล้ายื่นข้อเสนอขนาดนี้ ต้องผ่านการคิดทบทวนมาอย่างดีแล้วแน่ๆ
"ปีละ 10 ล้านเหรียญ?" หวังม่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง เขาพอจะเดาออกว่าพ่ออาจจะอยากลงทุนในตัวฟางอวี่ แต่ไม่คิดว่าจะทุ่มทุนสร้างขนาดนี้
ฟางอวี่ยื่นมือไปรับร่างสัญญามาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว
หลังจากอ่านจบ ฟางอวี่ก็ปิดแฟ้มลง แล้วมองหน้าหวังซวิ่นเต้าด้วยสายตาครุ่นคิด
"หวังม่อ ลูกออกไปก่อน" จู่ๆ หวังซวิ่นเต้าก็สั่ง "พ่อมีเรื่องจะคุยกับฟางอวี่เป็นการส่วนตัว"
"ครับ" หวังม่อพยักหน้าอย่างว่าง่าย
ไม่ใช่แค่หวังม่อคนเดียว ชายร่างกำยำหัวโล้นก็เดินออกไปพร้อมกันด้วย
ภายในห้อง ตอนนี้เหลือเพียงแค่ฟางอวี่กับหวังซวิ่นเต้าสองคน
"ฟางอวี่ มีอะไรติดขัดตรงไหน พูดมาได้เลย" หวังซวิ่นเต้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ไม่ว่าจะเสนอเงื่อนไขอะไร ก็ไม่ต้องเกรงใจหวังม่อนะ"
"ได้ครับ"
"คุณลุงหวัง ผมอ่านสัญญาฉบับนี้อย่างละเอียดแล้ว โดยรวมก็ถือว่าสมเหตุสมผลและยุติธรรมดีครับ ถ้าคุณลุงอยากเซ็นสัญญากับผมจริงๆ ผมขอแก้เงื่อนไขสามข้อครับ" ฟางอวี่พูดตรงไปตรงมา
"ว่ามาเลย" หวังซวิ่นเต้าไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
"ข้อแรก ถ้าผมไม่สามารถปลุกเนตรดาราได้ ผมไม่ขอรับค่าตัวพื้นฐานครับ" ฟางอวี่ส่ายหน้า "ข้อสอง ถ้าผมปลุกเนตรดาระดับกลางได้ ผมขอค่าตัวปีละ 6 ล้านเหรียญ"
"ข้อสาม ถ้าผมปลุกเนตรดาระดับสูงได้ ผมขอค่าตัวปีละ 20 ล้านเหรียญ"
"แล้วก็ สัญญาพรีเซนเตอร์ฉบับนี้ ผมขอเซ็นแค่ห้าปีครับ" ฟางอวี่ยิ้ม "ครบห้าปีแล้วจะต่อสัญญาไหม ให้ผมเป็นคนตัดสินใจเอง"
"ถ้าคุณลุงหวังยอมรับเงื่อนไขสามข้อนี้ได้ ผมก็ยินดีเซ็นครับ แต่ถ้าไม่ได้ ผมก็คงต้องขอปฏิเสธ"
พอฟังจบ หวังซวิ่นเต้าก็หรี่ตาลง
ปีละ 20 ล้านเหรียญ? ต่อให้จ้างนักรบปฐพี ค่าจ้างต่อปีก็ประมาณนี้แหละ
แต่จากความเด็ดขาดที่ยอมทิ้ง 'ค่าตัวพื้นฐาน' ของฟางอวี่ ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของเด็กหนุ่มตรงหน้า