เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 46 สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ตอนที่ 46 สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ตอนที่ 46 สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น


ตอนที่ 46 สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ประสบการณ์ของรุ่นพี่โชกโชนมาก เขารู้ดีว่าหัวใจสำคัญของการรับมือมอนสเตอร์บุกเมืองคือการจัดการบอสที่บงการอยู่เบื้องหลัง

ฝีมือของรุ่นพี่นั้นแข็งแกร่งจริง มาถึงก็พุ่งไปสังหารบอสทันที

นักฆ่าระดับท็อปสองคนลงมือพร้อมกัน น่าจะมีอะไรให้ประหลาดใจแน่

หวังหมิงออกจากอาณาเขตไปแล้ว ส่วนรุ่นพี่อีกคนก็มาถึงอาณาเขตกิลด์

มูหรงชิงเสวี่ยในชุดสีแดงสว่าง รูปลักษณ์หมดจด กลิ่นอายเย็นชา โดดเด่นราวกับนางเซียนที่ตัดขาดจากโลก

ทันทีที่เข้าสู่เมือง มูหรงชิงเสวี่ยก็บินขึ้นไปบนกำแพงเมือง

ผู้มีอาชีพที่บินได้นั้นดูสง่างามเป็นพิเศษ

ในเวลาเดียวกัน เสียงของเธอเด้งขึ้นในช่องแชททีม:

"เฉินจั้น นายเลือกคนที่มีศักยภาพที่สุดสิบคนเข้าปาร์ตี้ฉันมา"

ทิ้งท้ายไว้แค่นี้ มูหรงชิงเสวี่ยก็ออกจากทีมหลักทันที

เซียวเฉินรู้ทันทีว่ารุ่นพี่คนนี้กำลังจะทำอะไร ในที่สุดก็มีคนจะพามือใหม่อัปเลเวลแล้วสินะ

"จะพาอัปทั้งที ทำไมพาไปแค่สิบคนเองล่ะ?"

ขณะที่เซียวเฉินกำลังจะบ่น เขาก็ได้รับข้อความส่วนตัวจากเฉินจั้น:

"ออกจากทีม เดี๋ยวนี้!"

ถ้าในสิบคนนั้นมีเซียวเฉิน สิบคนก็ถือว่ากำลังพอดี!

วินาทีนี้หากลังเลแม้แต่นิดเดียวคงเสียใจไปตลอดชีวิต

"มูหรงชิงเสวี่ยเชิญคุณเข้าปาร์ตี้"

เซียวเฉินกดตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด

"เซียวเฉิน อีกเก้าคนที่เหลือ มีแปดคนเป็นระดับ B อีกคนเป็นระดับ A"

"ผมรู้กฎครับ ไม่ทำให้พี่ลำบากใจแน่นอน ถ้าใครถาม ผมจะบอกว่าผมระดับ A"

มูหรงชิงเสวี่ยต้องการพามือใหม่ที่มีศักยภาพ เซียวเฉินจะใหม่หรือไม่ไม่สำคัญ แต่ศักยภาพจะบอกว่าเป็นระดับ E ไม่ได้

"ไม่ต้องโม้ขนาดนั้น บอกว่าเป็นระดับ B หรือ C ก็พอ"

รวมรุ่นพี่แล้ว ในปาร์ตี้มีทั้งหมด 11 คน

เลเวลของแต่ละคนไม่สูงนัก ต่ำสุดแค่เลเวล 26 และมีอีกหลายคนที่ยังไม่ถึงเลเวล 100

สงสัยรุ่นพี่จะเห็นว่าความเร็วในการอัปเลเวลของเซียวเฉินมันช้าเกินไป เลยคิดจะช่วยดันสักหน่อย

"เซียวเฉิน เดี๋ยวฉันจะพาพวกนายอัปเลเวล นายรับหน้าที่คุ้มกันฉัน"

เซียวเฉินอึ้งไปครู่หนึ่ง "พี่รู้จักผมด้วยเหรอครับ?"

"นายไปโผล่บนประกาศมิติขนาดนั้น ไม่รู้จักก็แปลกแล้ว"

"แล้วฝีมืออย่างผมจะคุ้มกันพี่ได้ยังไงครับ?"

"ฝีมือเท่านี้น่ะพอแล้ว ถ้ามีมอนสเตอร์บินได้เข้าใกล้ฉัน นายก็แค่ยิงทิ้งซะ"

เซียวเฉินเข้าใจทันที "เฉินจั้นไอ้เจ้าเล่ห์ ที่แท้ไม่ได้จะช่วยดันผม แต่จะให้ผมมาช่วยงานสินะ?"

ถึงอย่างนั้น มันก็ได้ค่าประสบการณ์มหาศาลอยู่ดี

"ฉันพาพวกนายอัปได้แค่ 12 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องไปลงดันเจี้ยนทีม ใครทนไม่ไหว 12 ชั่วโมงนี้ก็ออกจากปาร์ตี้ไปได้เลย"

รุ่นพี่นำทีมขนาดนี้ ใครจะทนไม่ไหว?

ถ้าเป็นไปได้ เซียวเฉินรู้สึกว่าตัวเองอยู่ได้ถึง 96 ชั่วโมงด้วยซ้ำ

"เอาล่ะ ให้เวลาเตรียมตัวสิบนาที!"

รุ่นพี่ทำงานไวมาก เซียวเฉินชอบแบบนี้จริงๆ

เซียวเฉินยังไม่รู้ว่ามูหรงชิงเสวี่ยจะพาอัปเลเวลยังไง จะยืนอยู่บนกำแพงเมืองเฉยๆ หรือ?

ขณะที่เขาสงสัย เขาก็เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาบินตรงมาทางพวกเขา

มันคือนกอินทรียักษ์ ตัวใหญ่ราวกับภูเขา กางปีกกว้างถึงห้าหกสิบเมตร

"เชี่ย อสูรอัญเชิญตัวใหญ่ชะมัด"

"ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่อสูรอัญเชิญ แต่มันคือสัตว์วิเศษที่มีชีวิต"

"อินทรีทองเลเวล 201 สัตว์วิเศษของนักฝึกสัตว์ผู้แข็งแกร่งที่นิรนามคนหนึ่ง"

ยืมสัตว์วิเศษที่แกร่งขนาดนี้มาได้ รุ่นพี่คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

"พวกนายสิบคนขึ้นไปบนหลังเสี่ยวกิง นั่งให้มั่นล่ะ"

สัตว์วิเศษขนาดใหญ่นี้สร้างแรงกดดันได้มหาศาลจริงๆ

เซียวเฉินวาร์ปขึ้นไปนั่งบนขนสีทองเส้นหนึ่งทันที

ขนแต่ละเส้นของเสี่ยวกิงเปล่งประกายราวกับโลหะ พลังป้องกันต้องสูงมากแน่ๆ

"เด็กๆ ไม่ต้องเกรงไป ท่านกิงบินนิ่งสุดๆ เดี๋ยวพวกนายนอนรอเลเวลอัปไปเลย ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น"

เซียวเฉินเพิ่งเคยเห็นสัตว์วิเศษเลเวลสูงขนาดนี้ครั้งแรก เขาจึงสงสัยมาก

"ขนสีทองนี่น่าจะเป็นวัตถุดิบล้ำค่า ถ้าแอบดึงมาสักเส้นสองเส้น จะโดนจับได้ไหมนะ?"

ขณะที่เขากำลังคิดเรื่องนี้ เสี่ยวกิงก็พูดกับเขา:

"เซียวเฉิน รีบอัปเลเวลให้ไวเข้าล่ะ ความสามารถโจมตีปลิดชีพของนายน่ะมีประโยชน์มากเวลาสู้กับบอสระดับสูง"

"พอเลเวลนายสูงขึ้น เดี๋ยวข้าจะแนะนำให้เข้าทีมของพวกเรา"

"ขอบคุณมากครับรุ่นพี่"

เซียวเฉินรู้สึกซาบซึ้ง แม้แต่สัตว์วิเศษยังให้โอกาสเขา

"ในทีมเราเคยมีคนหนึ่งปลุกพลังแบบนี้ได้เหมือนกัน แต่พอสกิลทำงาน เขาดันโดนสะท้อนดาเมจจนตายคาที"

"...."

จริงๆ ด้วย ไม่มีสกิลไหนที่ไร้เทียมทาน

โจมตีปลิดชีพสร้างดาเมจมหาศาล แต่ถ้าโดนสะท้อนกลับมามันก็ปลิดชีวิตตัวเองได้เหมือนกัน

"วันหลังถ้าเจอบอสที่มีพลังสะท้อนดาเมจ ต้องระวังให้ดี"

ดาเมจจากโจมตีปลิดชีพคือพลังชีวิตทั้งหมดของบอส ต่อให้สะท้อนกลับมาแค่หนึ่งส่วน ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว

"ต้องเพิ่มเลือดกับพลังป้องกันของตัวเองให้มากกว่านี้"

คนอื่นไม่ต้องเตรียมอะไร แต่คนที่จะต้องเตรียมน่ะคือมูหรงชิงเสวี่ย

"ซื้อโพชั่นเวทมนตร์หนึ่งพันขวด โพชั่นฟื้นมานาหนึ่งร้อยขวด"

"โพชั่นระดับอีพิค ไม่มีอันไหนราคาถูกเลย

ชวนมู่เฟิง ถ้าคราวนี้ฉันขาดทุน นายต้องเบิกเงินกิลด์มาคืนฉันนะ"

มูหรงชิงเสวี่ยซื้อของเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นยาฟื้นพลังและอาหารพิเศษ

เซียวเฉินดูออกว่ารุ่นพี่กำลังจะปล่อยไม้ตาย

ยิ่งเลเวลสูงก็ยิ่งช็อตเงิน มูหรงชิงเสวี่ยถึงกับทำหน้าเหยเกตอนจ่ายค่าเสบียง

รุ่นพี่ยังไม่เริ่มเดินทาง พวกเซียวเฉินเลยต้องรออยู่ที่เดิม

ตอนนั้นเอง เฉินจั้นก็ส่งข้อความมาหาเซียวเฉิน:

"เซียวเฉิน แอดเพื่อนคนอื่นๆ ในปาร์ตี้ไว้ซะ

ไม่ใช่แค่แอดเพื่อนนะ แต่ทำความคุ้นเคยกับความสามารถของแต่ละคนไว้ด้วย

ถ้ามีโอกาส ก็ลองฝึกประสานงานกันดู"

เซียวเฉินขอบคุณสำหรับคำแนะนำของเฉินจั้น

"รุ่นพี่พูดถูกครับ พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะพรสวรรค์สูง

ผมจะผูกมิตรกับพวกเขาไว้ครับ"

แม้จะดูหวังผลไปหน่อย แต่ในเวลาแบบนี้ การรู้จักผู้มีอาชีพที่แข็งแกร่งไว้หลายๆ คนย่อมเป็นเรื่องดี

"เซียวเฉิน ฉันไม่ได้หมายถึงแค่นั้น

กิลด์ต้องมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ในรุ่นของพวกนาย พวกนายสิบคนบวกกับพวกหลี่ไห่หลาน จะเป็นกำลังสำรองที่สำคัญที่สุดของกิลด์"

"กิลด์เทียนสิงสืบทอดกันมาหลายรุ่นแล้ว

พวกชวนมู่เฟิง มูหรงชิงเสวี่ย และหวังชง นับเป็นรุ่นที่สาม"

รุ่นที่สามกลายเป็นกลุ่มที่เก่งที่สุด แสดงว่ารุ่นที่หนึ่งและสองคงพลีชีพไปหมดแล้ว

ยิ่งเป็นยุคแรกๆ อัตราการตายยิ่งสูง

"เซียวเฉิน ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าวันหนึ่งพวกชวนมู่เฟิงไม่อยู่แล้ว

ถ้าวันหนึ่งฉัน ซุนเจี้ยน หรือจางฟานไม่อยู่ พวกนายต้องเป็นคนแบกรับภาระนี้ต่อ"

"สืบทอดกันไปรุ่นต่อรุ่น เพื่อให้กิลด์คงอยู่ตลอดไป

นายน่ะโชคดีที่มีเพื่อนร่วมรบพรสวรรค์ดีๆ หลายคน"

พอพูดถึงเรื่องนี้ เซียวเฉินกลับรู้สึกเศร้าขึ้นมา

"รุ่นพี่ครับ ทำไมพูดเหมือนสั่งเสียเลยล่ะครับ?"

"มันก็คือการสั่งเซียนั่นแหละ เมื่อสิบปีก่อนชวนมู่เฟิงก็พูดกับฉันแบบนี้

ฉันเห็นว่านายน่ะใช้ได้ อย่างน้อยก็ตายยาก เรื่องบางเรื่องเลยต้องบอกนายไว้ก่อน

เผื่อวันหนึ่งพวกเราไปกันหมด นายจะได้เติบโตขึ้นมารับช่วงต่อได้"

"เซียวเฉิน ตั้งใจอัปเลเวลกับรุ่นพี่ล่ะ ฝีมือนายอาจจะแซงฉันไปในเร็วๆ นี้ก็ได้

โอกาสแบบนี้หายากนะ ที่รุ่นพี่จะยอมกลับมาพาลุยแบบนี้"

กิลด์อื่นได้ส่วนแบ่งรุ่นพี่เลเวลสองร้อยคนเดียว แต่มูหรงชิงเสวี่ยกลับมา ทำให้กิลด์เทียนสิงมีเลเวลสองร้อยถึงสองคน

เซียวเฉินไม่รู้ว่าเวลาหนึ่งวันจะทำได้ขนาดไหน แต่รุ่นพี่ยอมพาไปแบบนี้ แม้จะแค่ชั่วโมงเดียวเขาก็ขอบคุณมากแล้ว

"รุ่นพี่วางใจเถอะครับ ถ้าวันหนึ่งผมต้องรับผิดชอบ ผมจะไม่หนี

เรื่องบริหารกิลด์ผมไม่ถนัด แต่เรื่องป้องกันเมืองผมจะสู้สุดใจครับ"

"ไม่ต้องห่วง เมืองน่ะยังมีให้ป้องกันอีกเยอะ!

และไม่มีใครเกิดมาแล้วถนัดไปซะทุกเรื่องหรอก"

พวกเซียวเฉินยังไม่ทันออกเดินทาง ประกาศการสังหารก็เริ่มเด้งขึ้นมาแล้ว

[ติ๊ง สมาชิกกิลด์ หวังหมิง สังหารบอสตัวจริงเลเวล 160 สำเร็จ สมาชิกกิลด์ทุกคนสถานะทุกอย่าง +10]

[ติ๊ง ชวนมู่เฟิง สังหารราชาซอมบี้สำเร็จ สมาชิกกิลด์ทุกคนสถานะทุกอย่าง +10]

นี่สิของจริง ออกนอกเมืองไปไม่กี่นาทีก็ได้ผลงานแล้ว

"ถ้าทำได้ ผมก็อยากสร้างประโยชน์ให้สมาชิกกิลด์บ้างเหมือนกัน"

การเก่งขึ้นไปพร้อมๆ กันทุกคน มันมีความสุขกว่าการเก่งคนเดียวเยอะ

พอนึกถึงคำพูดของเฉินจั้น เซียวเฉินก็หันไปมองเพื่อนร่วมปาร์ตี้:

"แนะนำตัวหน่อยนะครับ ผมชื่อเซียวเฉิน นักธนูระดับ A

ถ้าไม่รังเกียจ แอดเพื่อนกันไว้นะครับ มีอะไรจะได้คุยกันได้ตลอด"

พอได้ยินเซียวเฉินบอกว่าเป็นระดับ A กลับไม่มีใครสงสัยเลย

ใช่แล้ว ผู้ชายที่ไปโผล่บนประกาศมิติได้ จะเป็นระดับ A ก็สมเหตุสมผลแล้ว

"ลูกพี่เซียวเฉิน พวกเราได้ยินชื่อพี่มานานแล้วครับ ไม่นึกเลยว่าจะเข้าถึงง่ายขนาดนี้"

เซียวเฉินหน้าเสีย "อย่าเรียกผมลูกพี่เลยครับ ฝีมือผมไม่ได้สูงกว่าพวกคุณเท่าไหร่หรอก"

นั่งอยู่บนหลังอินทรีตัวเดียวกันแล้ว เรียกพี่เรียกเชื้อจะดีกว่า

"พี่เซียวเฉิน ผมชื่อจางเวย เป็นนักรบ ระดับ B ถนัดโจมตีเป้าหมายเดี่ยวระยะประชิดครับ"

"ผมชื่อหวังหย่ง นักเวทสายอัคคีอัสนี ระดับ B ครับ"

นักเวทอัสนีน่ะหายาก ยิ่งพรสวรรค์สูงขนาดนี้ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่

หวังหย่งเพิ่งเลเวล 31 แสดงว่าเพิ่งปลุกพลังได้ไม่กี่วัน

"จางหมิ่น ซัมมอนเนอร์ ระดับ B ค่ะ"

"จางจวิน พรีสต์บู๊ ระดับ A ครับ"

ระดับ A น่ะหายากสุดๆ แทบจะเป็นหนึ่งในหมื่นเลยทีเดียว

ปกติระดับ A มักจะไปอยู่กิลด์อันดับหนึ่งหรือสองกันหมด

"ผมชื่อเฉินเจี๋ย เป็นนักธนูเหมือนกันครับ ระดับ B"

"จ้าวอวี้ชิง พรีสต์ระดับ B ค่ะ"

คนของเฉินจั้นจัดมาอย่างมีระบบ มีทั้งแทงค์ ดาเมจ และฮีลเลอร์

มูหรงชิงเสวี่ยเตรียมตัวเสร็จ ก็กระโดดขึ้นไปบนหลังอินทรีทองทันที

"เซียวเฉิน เดี๋ยวถ้านายทำหน้าที่ป้องกันมอนสเตอร์บินได้ระยะไกลนะ

เสี่ยวกิง ถ้ามีตัวไหนเข้ามาใกล้ ฝากนายจัดการด้วย"

"ฉันจะทุ่มสมาธิทำดาเมจ ฝากชีวิตไว้กับพวกนายสองคนแล้วนะ"

เซียวเฉินรู้สึกความกดดันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

"ไม่ต้องกังวลไป ปกติไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนกล้าเข้าใกล้หรอก ต่อให้บอสเลเวล 200 ก็ไม่แน่ว่าจะกล้ามา"

มูหรงชิงเสวี่ยไม่ได้แค่มั่นใจในตัวเอง แต่เธอมั่นใจในตัวเสี่ยวกิงด้วย

"วางใจเถอะ มีท่านกิงอยู่ รับรองว่าจะพาพวกเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย

เอาล่ะ ออกเดินทาง!"

ร่างอันมหึมาขยับอย่างคล่องแคล่ว แล้วบินขึ้นจากพื้นโดยตรง

ระหว่างที่บินขึ้น เซียวเฉินสัมผัสได้ถึงแรงยกมหาศาล อัตราเร่งนั้นเว่อร์มาก

ความเร็วในการบินก็น่ากลัว ลมพัดแรงจนเขาเจ็บแก้มไปหมด

ถึงอย่างนั้น เขายังพยายามทรงตัว และไม่ลืมที่จะระดมยิงธนูใส่ฝูงมอนสเตอร์ข้างล่าง

"เซียวเฉิน นายนี่ไม่ยอมเสียเวลาเลยนะ ข้าไม่ได้เห็นมนุษย์ที่พยายามขนาดนี้มาหลายปีแล้ว"

"ท่านรุ่นพี่กิงครับ จุดเริ่มต้นพวกเรามันต่ำ ก็ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหน่อยครับ"

"ระดับ A แถมปลุกสกิลโจมตีปลิดชีพได้เนี่ยนะจุดเริ่มต้นต่ำ?

ข้าชักจะชอบเจ้าแล้วสิ นายนี่ถ่อมตัวกว่าไอ้พวกนั้นเยอะเลย"

เซียวเฉินไม่ใช่ระดับ A ของจริงหรอกนะ แต่ไอ้ที่โม้ไปแล้วก็ต้องเนียนต่อไป

"รุ่นพี่ครับ ความถ่อมตัวจะทำให้เราก้าวหน้า พวกเราเติบโตมาได้ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยถากถางทางไว้ให้ครับ"

ประโยคนี้ เซียวเฉินพูดจากใจจริง

"นายนี่ยังพูดจาดีกว่าพวกนั้นอีกนะ"

เซียวเฉินไม่รู้ว่า "พวกนั้น" คือใคร แต่น่าจะเป็นพวกยอดฝีมือคนอื่นๆ

มูหรงชิงเสวี่ยตอนแรกตั้งใจจะเงียบ แต่เธอก็อดถามไม่ได้:

"เซียวเฉิน รอยแยกมิติคราวก่อนที่นายเจอ อยู่แถวๆ นี้ใช่ไหม?"

พอลองคำนวณระยะดู ก็น่าจะใช่จริงๆ

"ใช่ครับ"

"นายสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ ถ้าตรงนั้นมีมอนสเตอร์หลุดมานับไม่ถ้วน เมืองเทียนหนานคงวิกฤตแน่

ฝีมือแค่นี้แต่กลับใจเย็นและกล้าหาญขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ"

เซียวเฉินไม่มีทางบอกเด็ดขาด ว่าตอนนั้นเขาแทบฉี่ราด เตรียมกดวาร์ปหนีอยู่ตลอดเวลา

ถ้าโจมตีปลิดชีพไม่ทำงาน อีกไม่เกินนาทีเดียวเขาคงเผ่นไปแล้ว

"มันก็แค่ดวงดีน่ะครับ"

ความถ่อมตัวของเซียวเฉิน ไม่ได้แค่ทำให้รุ่นพี่ทั้งสองพอใจ แต่เพื่อนร่วมทีมที่เป็นอัจฉริยะคนอื่นๆ ก็ยังมองเขาด้วยความนับถือ

"เดี๋ยวฉันจะใช้สกิลโจมตีหมู่ รัศมีการโจมตีมันจะกว้างมาก

ยังไงซะ วันนี้ฉันต้องพวพวกนายอัปเลเวลเพิ่มให้ได้สักสิบกว่าเลเวล"

พอได้ยินแบบนี้ เซียวเฉินแอบคิดว่ารุ่นพี่กำลังขี้โม้

เขาพาคนอัปเลเวลมาเยอะ เขารู้ว่าเลเวลร้อยกว่าจะขึ้นทีละสิบกว่าเวลมันยากขนาดไหน

"รุ่นพี่มูหรงครับ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะครับ"

"จริงๆ เลเวลพวกนายควรจะสูงกว่านี้เยอะ แต่พวกชวนมู่เฟิงดันไม่มีใครมีสกิลโจมตีวงกว้าง

วันนี้ ฉันจะให้พวกนายได้เปิดหูเปิดตา"

ตอนที่เธออัปเลเวลตามเซียวยั่น ความเร็วในการอัปเวลที่เว่อร์วังขนาดนั้น เธอคงไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

ถ้ารุ่นพี่มั่นใจขนาดนี้ มันก็เป็นเรื่องดี

อินทรีทองบินออกไปได้ยี่สิบลี้ เซียวเฉินเห็นมอนสเตอร์ข้างล่างเลเวลปาเข้าไป 170 แล้ว

การฆ่ามอนสเตอร์ข้ามเลเวลเยอะขนาดนี้ EXP ต้องมหาศาลแน่นอน

อย่างพวกมือใหม่ในปาร์ตี้ สกิลชุดเดียวเลเวลพุ่งพรวดๆ แน่

"สกิลที่ฉันปลุกพลังได้ชื่อว่า 'ดาราร่วงหล่น' การใช้หนึ่งครั้งต้องเสียมานาหนึ่งล้านแต้ม แทบจะหมดหลอดฉันเลยล่ะ"

ได้ยินแบบนี้ เซียวเฉินถึงกับช็อก

รุ่นพี่มีมานาถึงหนึ่งล้านเลยเหรอ?

สกิลที่ใช้มานาล้านนึงเนี่ย มันจะรุนแรงขนาดไหนกันนะ?

ไม่นาน เซียวเฉินก็ได้คำตอบ

มูหรงชิงเสวี่ยชูคทาเวท สีหน้าศักดิ์สิทธิ์และจริงจัง

"ดาราร่วงหล่น จงตกลงมา!"

ชั่วพริบตา เซียวเฉินรู้สึกว่าอุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นทันที

แล้วเขาก็ได้เห็นภาพที่จะจำไปตลอดชีวิต

ลูกไฟยักษ์เส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยเมตร ร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็วราวกับดวงดาวสีแดงเพลิง

ไม่ใช่แค่ลูกสองลูก หรือสิบยี่สิบลูก แต่มันมีเป็นร้อยๆ ลูก

แถมรัศมีการทำลายล้างยังครอบคลุมพื้นที่เกือบสิบลี้ นี่ไม่ใช่แค่กว้างธรรมดาแล้วล่ะ

ลูกไฟพวกนี้ไม่ได้มาแค่ระลอกเดียว แต่มันร่วงลงมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

"เชี่ย รุ่นพี่โคตรเทพ!"

ลูกไฟร่วงหล่นไวมาก แต่ละลูกพุ่งชนพื้นโลกอย่างรุนแรง

พอระเบิดออก ดาเมจวงกว้างก็กระจายไปทั่ว

"บึ้ม! บึ้ม บึ้ม!"

ภาพราวกับวันสิ้นโลก พื้นที่ทั้งแถบกลายเป็นสีแดงเพลิง

[EXP +1,200,000]

[EXP +1,350,000]

[EXP +1,600,000]

เซียวเฉินเห็นแค่ตัวเลข EXP เด้งรัวๆ ส่วนพวกมือใหม่ข้างๆ แสงสีทองวาบผ่านตัวไม่หยุด เลเวลอัปกันกระจาย

[เลเวล +1]

[เลเวล +1]

[เลเวล +1, สถานะทุกอย่าง +20, แต้มสถานะอิสระ +40]

เซียวเฉินไม่รู้ว่า EXP มันซ้อนทับกันกี่ชั้นจนมองไม่ทัน รู้ตัวอีกทีเขาก็เลเวลอัปไปเฉยเลย

ลูกไฟยักษ์ยังคงร่วงลงมาเรื่อยๆ บอสที่แข็งแกร่งบางตัวเริ่มตั้งตัวได้และพยายามโต้กลับ

สกิลนับไม่ถ้วนถูกซัดใส่ลูกไฟ ทำให้บางลูกระเบิดกลางอากาศ

แต่ส่วนใหญ่ก็ยังพุ่งชนพื้นดิน สร้างดาเมจวงกว้างครั้งแล้วครั้งเล่า

เซียวเฉินถึงขนาดเห็นมอนสเตอร์อีลีทตัวหนึ่ง โดนแรงระเบิดซ้อนกันสองลูกจนตายคาที

"นี่เหรอคือพลังของเลเวล 200 น่ากลัวชะมัด!"

ถ้าอัปเลเวลแบบนี้ วันนึงขึ้นสิบกว่าเลเวลก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

"รุ่นพี่ครับ สกิลนี้อยู่ได้นานแค่ไหนครับ?"

"ครึ่งชั่วโมง เพราะงั้นพวกนายต้องช่วยคุ้มกันฉันให้ดี

ถ้าโดนขัดจังหวะกลางคันล่ะก็ EXP ที่พวกนายจะได้จะหายไปเยอะเลยนะ"

"วางใจเถอะครับ จะไม่ยอมให้ใครมาขัดจังหวะได้แน่นอน"

นั่นมัน EXP มหาศาลเชียวนะ จะยอมให้หลุดมือไปได้ไงล่ะ

ถ้าให้เขาฟาร์มเอง ไม่รู้กี่ปีถึงจะได้สถานะเพิ่มขึ้นขนาดนี้

เซียวเฉินเลิกสนใจตัวเลข EXP ที่เด้งรัวๆ เขาคว้าธนูออกมาเริ่มทำดาเมจแล้ว

ฝูงค้างคาวสีเลือดเลเวล 170 พุ่งตรงมาทางพวกเขา เซียวเฉินรัวยิงธนูไม่กี่ชุด ก็เคลียร์พวกมันจนหมดเกลี้ยง

"เซียวเฉิน ลูกธนูนายเลี้ยวได้ด้วยเหรอ?"

"รุ่นพี่ครับ ผมปลุกพลังระบบติดตามอัตโนมัติมาครับ"

"สกิลนายก็ใช้ได้นี่นา"

"เทียบกับรุ่นพี่แล้ว ยังห่างชั้นกันอีกไกลครับ"

สกิลเดียวสังหารได้เป็นแสนเป็นล้านศพ

ถ้าเซียวเฉินมีสกิลโกงขนาดนี้ การปั๊มยอดคิลคงเป็นเรื่องขี้ผง

"ฉันกะจะไปเนียนรับ EXP ในดันเจี้ยนต่อ ถึงจะตามเซียวยั่นไม่ทัน แต่อย่างน้อยภายในปีนึงก็น่าจะถึงเลเวล 210 ได้

สกิลนี้คูลดาวน์ 12 ชั่วโมง วันนึงปล่อยได้แค่สองครั้งน่ะ"

เซียวเฉินเข้าใจแล้วว่าทำไมรุ่นพี่ถึงพาอัปแค่ 12 ชั่วโมง พอคูลดาวน์จบ ปล่อยท่าใหญ่อีกรอบก็คือจบงาน

"พวกนายไม่ต้องห่วง ฉันยังเรียกฝนเพลิงมาช่วยเผาได้อีก ประสิทธิภาพก็ไม่เลวหรอก"

ตอนท่าใหญ่ยังใช้ไม่ได้ ก็ใช้สกิลอื่นไปพลางๆ

จบบทที่ ตอนที่ 46 สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว