- หน้าแรก
- วิศวกรยอดอัจฉริยะ ทะลุมิติมาปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค 50
- บทที่ 281 - สุนทรพจน์อันทรงพลังของโจวจื้อเฉียง และแผนการใหม่
บทที่ 281 - สุนทรพจน์อันทรงพลังของโจวจื้อเฉียง และแผนการใหม่
บทที่ 281 - สุนทรพจน์อันทรงพลังของโจวจื้อเฉียง และแผนการใหม่
บทที่ 281 - สุนทรพจน์อันทรงพลังของโจวจื้อเฉียง และแผนการใหม่
"ขอขอบพระคุณสำหรับความไว้วางใจจากทางองค์กรครับ ผมขอให้คำมั่นสัญญาและจะพยายามเป็นผู้นำเพื่อไม่ให้องค์กรต้องผิดหวัง ผมจะขอรับหน้าที่และจะทำหน้าที่ของเลขาธิการพรรคและผู้อำนวยการโรงงานให้ดีที่สุดครับ
ผมจะขอเป็นผู้นำและจะนำพาให้โรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวสามารถสร้างคุณูปการและสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรและประเทศชาติให้ได้มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีกครับ"
หลังจากที่โจวจื้อเฉียงกล่าวคำปฏิญาณตนจบ เขาก็ยื่นมือออกไปและรับเอาหนังสือประกาศการแต่งตั้งมาจากมือของผู้อำนวยการเซวีย
หลังจากที่รับเอาหนังสือแต่งตั้งมาถือไว้ในมือแล้ว โจวจื้อเฉียงก็หันไปหาบรรดาผู้คนที่นั่งอยู่ภายในห้องประชุม ก่อนจะเอ่ยปากและกล่าวสุนทรพจน์ขึ้นมาว่า "สหายทุกท่านครับ สำหรับเรื่องอื่นๆ ผมก็คงจะไม่ขอพูดหรือขออธิบายอะไรให้มันยืดยาวแล้วล่ะครับ ผมเชื่อและผมมั่นใจว่าทุกท่านต่างก็คงจะรู้และคงจะเข้าใจในหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้อำนวยการโรงงานและเลขาธิการพรรคเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ในวันนี้ ผมอยากจะขอหยิบยกและขอพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อสร้างและการพัฒนาโรงงานขึ้นมาแทนก็แล้วกันครับ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงก่อนปีห้าแปด ก่อนหน้าที่ผมจะได้เดินทางและได้ก้าวเท้าเข้ามาทำงานในโรงงานแห่งนี้นั้น ในตอนนั้นผมยังดำรงตำแหน่งและทำงานเป็นแค่หัวหน้าแผนกเทคนิคอยู่ที่โรงงานอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรต้าฟาอยู่เลยครับ..."
"และในช่วงเวลานั้น ผมก็ได้สร้างผลงานและทำประโยชน์ให้กับโรงงานอยู่บ้าง ประกอบกับการที่ผมมีความคิดและมีแนวทางบางอย่างเกี่ยวกับการดัดแปลงและปรับปรุงเครื่องกลึง ดังนั้นเมื่อท่านผู้นำและเบื้องบนได้รับทราบถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็เลยมีคำสั่งและได้แต่งตั้งให้ผมย้ายมารับตำแหน่งที่โรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่สองแห่งนี้ในทันที
ซึ่งในตอนนั้น ผลงานและการทำงานของโรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่สองก็ถือว่าธรรมดาและไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเลย บรรดาสหายอาวุโสและผู้คนที่ทำงานอยู่ในโรงงานนี้มาตั้งแต่ต้นก็คงจะรับรู้และทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในช่วงก่อนปีห้าแปดนั้น โรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่สองแห่งนี้มันไม่ต่างอะไรกับลูกเมียน้อยที่ไม่ได้รับความรักความสนใจหรือถูกทอดทิ้งเลย แม้กระทั่งเรื่องของเงินทุนและงบประมาณการลงทุนก็ยังถูกสั่งระงับและถูกตัดหางปล่อยวัดไปแล้วเลยด้วยซ้ำ..."
"แต่ทว่าสุดท้ายแล้วพวกเราก็ยังสามารถต่อสู้และสามารถพัฒนามันมาได้จนถึงทุกวันนี้ สิ่งแรกที่ผมได้ลงมือทำหลังจากที่ผมก้าวเข้ามาทำงานในโรงงานแห่งนี้นั้น ก็คือการนำพาทุกคนให้ร่วมกันทำนวัตกรรมและการปฏิรูปทางเทคโนโลยี รวมถึงการพยายามเร่งและผลักดันการผลิตอย่างสุดความสามารถ
ในช่วงเวลานั้น ในทุกๆ วันผมก็ยังต้องทนทำงานล่วงเวลาและต้องทำโอทีงกๆ อยู่ในโรงงานเหมือนกัน ที่โต๊ะทำงานและเครื่องจักรกลที่อยู่ข้างๆ ผมนั้น มันก็คือช่างฝีมือระดับเจ็ดวัยสี่สิบเก้าปีที่ชื่อว่าอวี๋ต้าเต๋อ ทั้งๆ ที่อายุอานามของแกก็จะปาเข้าไปห้าสิบปีอยู่รอมร่อแล้ว แต่แกก็ยังอุตส่าห์ดิ้นรนและยังอุตส่าห์เข้ามาขอคำปรึกษาและขอเรียนรู้เรื่องเทคนิคการกลึงจากผม แถมแกก็ยังต้องทำหน้าที่และต้องช่วยผลักดันเป้าหมายการผลิตไปพร้อมๆ กันอีก..."
โจวจื้อเฉียงค่อยๆ ไล่เรียงและเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งจะก้าวเข้ามาทำงานที่โรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่สองแห่งนี้เป็นวันแรก ค่อยๆ เล่าและค่อยๆ อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของโรงงานผลิตเครื่องจักรกลแห่งนี้ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีๆ ลากยาวมาจนถึงปีปัจจุบัน
คำพูดและการบรรยายของเขานั้นมันไม่ได้ดูเยิ่นเย้อหรือมีความซับซ้อนอะไรเลย มันให้ความรู้สึกสบายๆ และเป็นกันเองราวกับว่าเขากำลังจับเข่าคุยและกำลังเล่าเรื่องสัพเพเหระให้คนในครอบครัวฟังซะมากกว่า เขาค่อยๆ ถ่ายทอดและเล่าถึงเส้นทางการพัฒนาจากโรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่สองเล็กๆ มาจนถึงโรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวอันยิ่งใหญ่ตลอดระยะเวลาห้าถึงหกปีมานี้อย่างช้าๆ
แม้กระทั่งผู้อำนวยการเซวียจากกรมการจัดตั้งเองแกก็ยังตั้งใจฟังและยังอินไปกับเรื่องราวของโจวจื้อเฉียงจนเผลอเคลิ้มไปเลยล่ะ แกสามารถสัมผัสและสามารถรับรู้ได้เลยว่า โจวจื้อเฉียงนั้นเป็นคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจและเทเลือดเนื้อเพื่ออุทิศให้กับโรงงานผลิตเครื่องจักรกลแห่งนี้จริงๆ ไม่อย่างนั้นมันก็คงจะไม่มีทางพัฒนาและคงจะไม่มีทางเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มหาศาลขนาดนี้หรอก
ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องของความมุ่งมั่นในการผลิตและเรื่องของความกระตือรือร้นในการทำวิจัยล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานไหนๆ ในประเทศนี้ต่างก็มีกันทั้งนั้นแหละ และถ้าหากจะต้องมาประชันและต้องมาแข่งขันกันในเรื่องนี้นั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานไหนต่างก็ไม่ยอมน้อยหน้าและไม่มีทางยอมแพ้กันอย่างแน่นอน... แต่ทำไมถึงมีเพียงแค่โรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่สองแห่งนี้แห่งเดียวล่ะที่สามารถพลิกวิกฤตและสามารถทะยานขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้แบบนี้
"หลังจากที่ผมก้าวขึ้นมารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคและควบตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงงานแล้ว เป้าหมายและความมุ่งมั่นของผมก็จะมีเพียงแค่เป้าหมายเดียวนั่นก็คือ การผลักดันและทำให้โรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวก้าวขึ้นไปเป็นโรงงานผลิตเครื่องจักรกลเบอร์หนึ่งของโลกให้จงได้...
ถึงแม้ว่าในตอนนี้พวกเราจะยังไม่มีข้อมูลหรือตัวเลขสถิติที่แน่ชัดของทางพวกไอ้ยุ่นก็เถอะ แต่ผมก็มั่นใจและเชื่อว่าพวกเขาก็คงจะสู้และไม่มีทางเทียบกับพวกเราได้หรอก ถ้าหากจะให้พูดถึงในระดับและในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้ล่ะก็ พวกเราก็สามารถพูดและสามารถอ้างได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า พวกเราคือเบอร์หนึ่งที่แท้จริงและคู่ควรที่สุดแล้ว"
"และในช่วงอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ผมก็หวังและอยากจะขอให้บุคลากรทุกท่านตั้งแต่ระดับบนลงมาจนถึงระดับล่างของโรงงาน ช่วยกันมุ่งมั่นและช่วยกันพัฒนาเพื่อผลักดันให้โรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวแห่งนี้ ก้าวขึ้นไปเป็นโรงงานผลิตเครื่องจักรกลเบอร์หนึ่งในระดับสากลให้จงได้ นี่คือเป้าหมายและความตั้งใจของผมในช่วงเวลาสามปีต่อจากนี้ และผมก็หวังว่าบรรดาสหายทุกคนภายในโรงงานจะยอมให้ความร่วมมือและช่วยกันสานฝันนี้ให้มันกลายเป็นจริงไปพร้อมๆ กันกับผม!"
ทันทีที่โจวจื้อเฉียงกล่าวสุนทรพจน์จบ ผู้อำนวยการเซวียจากกรมการจัดตั้งก็เป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นและปรบมือรัวๆ ให้กับเขา และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน บรรดาผู้คนที่อยู่ในห้องก็พากันปรบมือและส่งเสียงเชียร์ตามกันมาติดๆ
รอจนกระทั่งเสียงปรบมือค่อยๆ เบาลงและสงบลง ผู้อำนวยการเซวียถึงได้เอ่ยปากและพูดขึ้นมาว่า "เลขาธิการโจวครับ ผมเชื่อมั่นและผมก็มั่นใจว่าคุณจะต้องสามารถทำมันให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน คำพูดและการกล่าวสุนทรพจน์ของคุณเมื่อครู่นี้นั้นมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความหนักแน่นเอามากๆ เลยล่ะครับ
ความมั่นใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าคุณมีสิ่งค้ำจุนและมีหลักประกันที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังอยู่ ซึ่งมันก็จะช่วยทำให้คุณสามารถทำตามคำพูดและสามารถบรรลุเป้าหมายที่พูดออกไปเมื่อครู่นี้ได้ทั้งหมดเลย ดังนั้นผมจึงขอเชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวคุณครับ"
รองผู้อำนวยการกองหลิวเองก็เอ่ยปากและพูดชื่นชมขึ้นมาด้วยว่า "ใช่เลยครับ พูดได้ถูกต้องที่สุดเลย คำพูดและสุนทรพจน์ของเลขาธิการโจวเมื่อครู่นี้นั้น มันทำเอาผมเผลอจินตนาการและมองเห็นภาพของโรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวที่ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดและเป็นเบอร์หนึ่งของโลกไปแล้วเลยล่ะครับ ผมเชื่อว่ามันคงจะใช้เวลาอีกเพียงแค่ไม่กี่ปีหรอก โรงงานของพวกคุณจะต้องสามารถไปถึงจุดนั้นได้อย่างแน่นอนครับ"
"ต้องขอขอบพระคุณสำหรับความเชื่อมั่นและกำลังใจจากท่านผู้นำทั้งสองมากเลยครับ พวกเราทุกคนภายในโรงงานต่างก็จะพยายามมุ่งมั่นและจะพยายามดิ้นรนเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายนี้ให้ได้ครับ"
โจวจื้อเฉียงเอ่ยปากตอบกลับด้วยรอยยิ้ม คำพูดและสิ่งที่เขาอยากจะสื่อสารออกไปนั้น เขาก็ได้พูดและได้อธิบายออกไปจนหมดแล้ว เป้าหมายและทิศทางในอนาคตของเขานั้นมันมีความชัดเจนเอามากๆ นั่นก็คือการนำเอาการพัฒนามาเป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเลขาธิการพรรค หรือตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงาน มันก็เป็นเพียงแค่กลไกและเครื่องมือที่จะช่วยผลักดันและช่วยให้เขาไปถึงเป้าหมายนี้ได้ก็เท่านั้นเอง
หลังจากที่โจวจื้อเฉียงพูดจบ หลี่โหย่วเหนียนก็ผุดลุกขึ้นและกล่าวคำอำลาและให้โอวาทอีกสักสองสามประโยค การที่แกมาร่วมงานในวันนี้นั้น โดยพื้นฐานแล้วมันก็ถือได้ว่าเป็นการกล่าวสุนทรพจน์และเป็นการพูดคุยกับบรรดาผู้บริหารภายในโรงงานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แกจะเกษียณอายุราชการอย่างเป็นทางการนั่นแหละ
ถึงแม้ว่าหลี่โหย่วเหนียนจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์และแอบรู้สึกเสียดายอยู่บ้างก็เถอะ และเมื่อกี้นี้ที่แกได้ฟังคำพูดและสุนทรพจน์ของโจวจื้อเฉียง มันก็ทำให้แกแอบรู้สึกตื่นเต้นและเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านอยู่ไม่น้อยเลย... น่าเสียดายที่สุขภาพและร่างกายของแกในตอนนี้ มันไม่อำนวยและไม่พร้อมที่จะให้แกทนทำงานหนักและสู้รบปรบมือได้อีกต่อไปแล้ว
แกก็ใช้โอกาสนี้ในการบอกเล่าและรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตของโรงงานเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเรื่องราวที่หลี่โหย่วเหนียนเล่านั้นมันมีมานานและเกิดขึ้นก่อนยุคของโจวจื้อเฉียงซะอีก เผลอๆ แกก็อาจจะเริ่มเล่าและย้อนความไปตั้งแต่ตอนที่โรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่สองเพิ่งจะได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ๆ เลยด้วยซ้ำ
แต่ทว่าหลี่โหย่วเหนียนก็ไม่ได้ใช้เวลาและไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงให้มันเยิ่นเย้ออะไรมากมายนัก แกใช้เวลาเพียงไม่นานก็พูดจบ และในประโยคสุดท้ายแกก็เพียงแค่ต้องการจะเน้นย้ำและฝากข้อคิดเอาไว้ว่า "...สหายทุกท่าน หลังจากที่พวกเราได้ฝ่าฟันและได้ผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกันขนาดนี้ ฉันเชื่อและฉันมั่นใจว่าภายในใจของพวกคุณทุกคนคงจะมีตาชั่งและมีมาตรฐานในการประเมินอยู่ในใจกันแล้วล่ะ
นอกเหนือจากเลขาธิการจื้อเฉียงแล้ว ถ้าหากเป็นคนอื่นก็คงจะยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถนำพาให้โรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวพัฒนาและเจริญก้าวหน้าไปได้ไกลขนาดนี้ ดังนั้นฉันจึงอยากจะขอให้พวกคุณทุกคนพยายามร่วมมือและรวมพลังเพื่อสนับสนุนเขาให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าได้ปล่อยให้ปัญหาหรือเรื่องราวไร้สาระอย่างอื่น มาเป็นตัวถ่วงและมาทำให้การพัฒนาและการผลิตของโรงงานต้องหยุดชะงักอย่างเด็ดขาด"
แปะ แปะ แปะ แปะ!
หลังจากที่หลี่โหย่วเหนียนกล่าวคำอำลาจบ บรรดาผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมต่างก็พากันยกมือขึ้นและปรบมือรัวๆ
สำหรับเลขาธิการพรรคอาวุโสท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนงานหรือผู้บริหารคนไหนภายในโรงงานต่างก็ให้ความเคารพและให้ความยำเกรงกันทั้งนั้นแหละ
จะมีก็เพียงแค่คนคนเดียวนี่แหละที่กำลังรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ในใจ... รองผู้อำนวยการโหวอวี่เฟิง แกจำใจต้องยกมือขึ้นมาปรบมือด้วยความรู้สึกที่ขมขื่นและเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ แกมีความรู้สึกและแอบคิดว่าคำพูดและการเหน็บแนมของคนนู้นทีคนนี้ทีนั้น มันก็คงจะหมายถึงและจงใจจะพาดพิงถึงแกนี่แหละ
แต่ทว่าในเมื่อสถานการณ์และเรื่องราวมันบานปลายและเดินทางมาจนถึงจุดนี้แล้ว โหวอวี่เฟิงก็รู้ตัวและตระหนักได้แล้วว่าต่อให้แกจะพยายามดิ้นรนหรือจะพยายามทำอะไรไปมันก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้วล่ะ ดีไม่ดีถ้าหากแกยิ่งพยายามจะดิ้นรนหรือพยายามจะทำอะไรให้มันวุ่นวายมากขึ้น แกก็อาจจะมีจุดจบและอาจจะต้องเจอชะตากรรมแบบเดียวกับฉางจื้อเหว่ย ที่ต้องถูกเฉดหัวและต้องเป็นฝ่ายเก็บข้าวของกระเด็นออกจากโรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวไปอย่างน่าสมเพช
งานประชุมและการประกาศแต่งตั้งโจวจื้อเฉียงก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและสิ้นสุดลงภายในเวลาเพียงไม่นาน หัวหน้าแผนกโฆษณาการก็ไม่รอช้าและรีบวิ่งกลับไปที่แผนก เพื่อเตรียมความพร้อมและเตรียมที่จะกระจายข่าวประกาศนี้ให้ทุกคนภายในโรงงานได้รับทราบ
ผู้อำนวยการเซวียเองก็ไม่ได้อยู่รั้งรอหรืออยู่ร่วมงานเลี้ยงอะไร หลังจากที่การประชุมสิ้นสุดลงแกก็ขอตัวและเดินทางกลับไปทันที แต่ทว่าก่อนที่แกจะจากไป แกก็ยังอุตส่าห์เดินมาจับมือกับโจวจื้อเฉียงพร้อมกับเอ่ยปากพูดว่า "สหายจื้อเฉียง ผมขออนุญาตเรียกคุณแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ... คำพูดและสุนทรพจน์ที่คุณกล่าวเมื่อครู่นี้น่ะมันยอดเยี่ยมและกินใจมากเลยล่ะครับ คำพูดที่มันกลั่นกรองและมันถูกถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ น่ะ มันก็ย่อมจะสามารถดึงดูดและสามารถทำให้ทุกคนคล้อยตามรวมถึงเชื่อใจคุณได้อย่างสนิทใจเลยล่ะครับ
ผมเชื่อมั่นและผมก็มั่นใจว่าคุณจะต้องสามารถทำตามเป้าหมายและทำตามคำมั่นสัญญาของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ผมก็ยังเคยมีความคิดและเคยแอบสงสัยในความเหมาะสมของการแต่งตั้งคุณอยู่บ้างเหมือนกัน... สิ่งที่ผมรู้สึกและสิ่งที่ผมเคยตั้งแง่คัดค้านนั้นก็คือ การที่ปล่อยให้ใครสักคนรวบอำนาจและเป็นทั้งผู้อำนวยการและเลขาธิการพรรคพร้อมกันน่ะมันจะเป็นการมอบอำนาจและทำให้คนๆ นั้นมีสิทธิ์ผูกขาดมากเกินไป แต่ทว่าถ้าหากว่าอำนาจและสิทธิพิเศษเหล่านั้นมันตกไปอยู่ในมือของคุณล่ะก็ มันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และช่วยทำให้ผมรู้สึกเบาใจลงไปได้เยอะเลยล่ะครับ..."
และนี่ก็เป็นเหตุผลและเป็นสาเหตุที่ผู้อำนวยการเซวียเลือกที่จะไม่เรียกเขาว่า 'เลขาธิการโจว' แต่กลับเลือกที่จะเรียกเขาว่า 'สหายจื้อเฉียง' แทน ก็แหมในเมื่อพวกเขามีเป้าหมายและมีอุดมการณ์ที่เหมือนกัน ทุกคนก็ล้วนแต่เป็นสหายและเป็นเพื่อนร่วมงานกันทั้งนั้นแหละ แกแอบคิดและแอบรู้สึกว่าบรรดาข้าราชการและคนอื่นๆ ภายในกระทรวงก็คงจะไม่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเขามากนักหรอก
หลังจากที่พูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น ผู้อำนวยการเซวียก็ไม่ได้อิดออดหรืออยู่พูดคุยอะไรต่อ แกรีบหมุนตัวและขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับไปยังกรมการจัดตั้งทันที... แกก็เป็นหนึ่งในสมาชิกและเป็นผู้บริหารระดับสูงของคณะกรรมการพรรคประจำกรมการจัดตั้งเหมือนกัน ภาระงานและปัญหาที่แกต้องตามสะสางในแต่ละวันมันก็มีเยอะแยะมากมายไม่น้อยไปกว่าใครเลย
หลังจากที่เดินกลับมาถึงที่ห้องทำงาน โจวจื้อเฉียงก็เป็นคนลงมือชงชาและนำเอาใบชาออกมาต้อนรับแขกด้วยตัวเอง เขาค่อยๆ รินและค่อยๆ นำถ้วยชาไปเสิร์ฟให้กับเลขาธิการหลี่ รองผู้อำนวยการสุน และผู้บริหารคนอื่นๆ ด้วยตัวเองเลย
รองผู้อำนวยการโหวเองก็รับเอาถ้วยชาจากโจวจื้อเฉียงมาด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้มและดูเจื่อนๆ หลังจากที่การประชุมเมื่อครู่นี้จบลง ความจริงแกก็มีความตั้งใจและมีความประสงค์อยากจะรีบหนีกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์และนั่งพักให้หายใจคล่องๆ แต่แกก็คาดไม่ถึงและไม่คิดเลยว่าโจวจื้อเฉียงจะเอ่ยปากรั้งและจะเรียกตัวแกเอาไว้ซะก่อน
สุดท้ายแกก็เลยต้องจำใจและต้องเดินตามหลังคนอื่นๆ เพื่อมาที่ห้องทำงานของโจวจื้อเฉียงแบบนี้แหละ
ในตอนนี้ รองผู้อำนวยการโหวก็ยังจับต้นชนปลายและยังเดาทางไม่ถูกเลยว่าโจวจื้อเฉียงกำลังมีความคิดหรือกำลังมีแผนการอะไรอยู่ในใจ แต่ทว่าลึกๆ ภายในใจของแกมันก็เริ่มจะรู้สึกหวั่นใจและเริ่มจะกระสับกระส่ายขึ้นมาซะแล้ว... หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ ในตอนนี้แกเริ่มจะมีความรู้สึกหวาดกลัวและเริ่มจะยำเกรงในตำแหน่งและอำนาจของโจวจื้อเฉียงขึ้นมาแล้วนั่นแหละ
คนที่เป็นทั้งเลขาธิการพรรคและยังควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงาน ภายในโรงงานผลิตเครื่องจักรกลแห่งนี้มันก็คงจะไม่มีใครหน้าไหนกล้าที่จะแข็งข้อหรือกล้าที่จะเอ่ยปากโต้แย้งคำสั่งของเขาได้อีกแล้วล่ะ
หลี่โหย่วเหนียนยิ้มและเอ่ยปากถามขึ้นมาว่า "จื้อเฉียง นี่คุณไม่คิดจะย้ายหรือจะเปลี่ยนไปใช้ห้องทำงานของฉันเหรอ?"
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ห้องทำงานห้องนี้ของผมมันก็มีพวกหนังสือและมีพวกเอกสารอะไรให้ต้องจัดการเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ขืนจะให้ต้องเก็บของและต้องขนย้ายมันไปๆ มาๆ มันก็คงจะยุ่งยากและคงจะน่าปวดหัวแย่เลยครับ เอาเป็นว่าห้องทำงานห้องนั้นของท่านเลขาธิการหลี่ก็ปล่อยทิ้งและสงวนเอาไว้แบบนั้นแหละครับ"
โจวจื้อเฉียงหยิบเอาถ้วยชาของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งและจิบชาไปหนึ่งอึก จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า "ในตอนนี้โรงงานของพวกเราก็ได้ก้าวเข้าสู่และเริ่มทะยานเข้าสู่ช่วงของการพัฒนาในขั้นต่อไปแล้วล่ะครับ และสำหรับในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้นั้น ทางโรงงานของเราก็มีภารกิจและมีเป้าหมายหลักอยู่เพียงแค่สองอย่างเท่านั้นเองครับ
อย่างแรกก็คือการเร่งผลิตและพยายามจะเคลียร์ออเดอร์ส่งออกต่างประเทศที่พวกเรารับปากและได้ตกลงเอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วให้มันเสร็จสิ้น และหลังจากที่เคลียร์ภารกิจและจัดการส่งมอบสินค้าจนครบถ้วนแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือการพยายามเดินหน้าและผลิตเครื่องกลึง CNC แบบคอมโพสิตออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ"
"ในอนาคตถ้าหากบรรดาโรงงานภายในประเทศมีความพร้อมและมีศักยภาพมากพอ พวกเขาก็ควรจะต้องพยายามผลักดันและเปลี่ยนมาใช้งานเครื่องกลึงแบบคอมโพสิตเป็นหลักกันให้หมด..."
โจวจื้อเฉียงพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็กวาดสายตาและชำเลืองมองดูปฏิกิริยารวมถึงสีหน้าของผู้บริหารคนอื่นๆ ก่อนจะพูดอธิบายต่อว่า "ที่ผมเรียกและเชิญให้พวกคุณมาพบในวันนี้นั้น ผมก็ไม่ได้มีเรื่องหรือมีธุระอะไรสำคัญมากมายนักหรอกครับ ผมก็แค่อยากจะขอพูดคุยและอยากจะขอปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางและการบริหารงานในช่วงครึ่งปีหลังของโรงงานเราก็เท่านั้นเองครับ ในเมื่อตอนนี้ภารกิจและการวิจัยของโปรเจกต์เครื่องกลึง CNC แบบคอมโพสิตมันก็เสร็จสิ้นและสามารถปิดจ๊อบไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ผมก็ยังพอมีความคิดและมีไอเดียเกี่ยวกับการพัฒนาโปรเจกต์การวิจัยตัวอื่นๆ อยู่บ้างเหมือนกันนะครับ แต่หลังจากที่ลองคิดทบทวนดูแล้วผมก็ยังไม่สามารถเคาะหรือตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มทำมันดีหรือเปล่า ดังนั้นวันนี้ผมก็เลยอยากจะขอลองรับฟังความเห็นและอยากจะขอลองฟังปัญหาในการทำงานของพวกคุณดูซะหน่อยน่ะครับ"
นอกเหนือจากหลี่โหย่วเหนียนแล้ว ผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องอีกสามคนก็ล้วนแต่เป็นรองผู้อำนวยการโรงงานที่ต้องรับหน้าที่และรับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับการผลิตรวมถึงโลจิสติกส์ทั้งนั้นแหละ การประชุมในครั้งนี้มันก็ถือได้ว่าเป็นการประชุมและเป็นการหารือในระดับผู้บริหารขนาดย่อมๆ ของทางโรงงานเลยล่ะ
รองผู้อำนวยการสุนยิ้มและพูดขึ้นมาว่า "ความจริงผมก็แอบมีเรื่องและมีปัญหาที่อยากจะขอปรึกษาและอยากจะขอหารือกับท่านผู้อำนวยการอยู่พอดีเลยล่ะครับ... เอ่อ ตอนนี้ผมควรจะต้องเปลี่ยนสรรพนามและควรจะเรียกท่านว่าเลขาธิการแล้วใช่ไหมครับเนี่ย?"
โจวจื้อเฉียงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะและตอบกลับไปว่า "คุณอยากจะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะครับ จะเรียกผมว่าสหายจื้อเฉียงก็ได้ครับ ไอ้ชื่อตำแหน่งและสรรพนามพวกนี้น่ะมันก็เป็นเพียงแค่ตัวอักษรและเป็นแค่คำใช้เรียกแทนตัวเท่านั้นแหละครับ พวกคุณรู้สึกถนัดและคุ้นเคยกับการเรียกแบบไหนก็เชิญเรียกตามสบายเลยครับ"
"ตกลงครับ ท่านผู้อำนวยการ ความจริงที่ผมอยากจะถามก็คือ ผมอยากจะรู้ว่าเรื่องโครงการก่อสร้างและเรื่องการจัดสรรแฟลตห้องแถวในเฟสที่สองสำหรับให้เป็นสวัสดิการของโรงงานน่ะ พวกเราสมควรจะต้องเริ่มเปิดประชุมและเริ่มเดินหน้าเตรียมการได้แล้วหรือยังครับ?"
รองผู้อำนวยการสุนเอ่ยปากพูดอธิบาย "เมื่อปีที่แล้วการที่พวกเราพิจารณาและเคาะเรื่องนี้มันค่อนข้างจะล่าช้าเกินไปหน่อย มันก็เลยทำให้คนงานกลุ่มแรกเพิ่งจะมีโอกาสได้ขนของและย้ายเข้าไปอยู่กันก็ปาเข้าไปเดือนเมษายนของปีนี้แล้ว
ถ้าหากว่าในปีนี้ทางเรายังมีนโยบายและยังมีโครงการนี้อยู่ล่ะก็ ผมก็เห็นควรว่าพวกเราควรจะเริ่มเดินหน้าและควรจะเริ่มลงมือกันตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมนี้เลยดีกว่าครับ ทำแบบนี้ พอถึงช่วงก่อนสิ้นปีบรรดาคนงานก็จะได้มีโอกาสย้ายและได้มีบ้านใหม่เข้าไปพักอาศัยกันยังไงล่ะครับ"
"ชุมชนสวัสดิการอย่างนั้นเหรอ... ที่คุณพูดมามันก็ถูกและมีเหตุผลนะ ในตอนนี้มันก็เข้าสู่เดือนกรกฎาคมแล้ว มันก็สมควรและถึงเวลาที่จะต้องเริ่มเดินหน้าโครงการนี้ได้แล้วล่ะ"
โจวจื้อเฉียงนิ่งคิดและไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า "ในตอนนี้บัญชีและงบประมาณของโรงงานพวกเราก็มีเงินทุนหมุนเวียนเหลืออยู่ตั้งห้าล้านกว่าหยวนแน่ะ และถ้าหากรอจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ คาดว่าตัวเลขและจำนวนเงินเก็บสะสมของพวกเราก็น่าจะพุ่งทะยานและทะลุเก้าล้านกว่าหยวนไปได้อย่างสบายๆ เลยล่ะ...
สร้างเถอะครับ พวกเราจะยังคงเดินหน้าและสร้างมันตามจำนวนเหมือนกับการสร้างแฟลตห้องแถวในเฟสแรกนั่นแหละครับ ว่าแต่ แล้วเรื่องโครงการก่อสร้างศูนย์รับเลี้ยงเด็กแล้วก็โรงเรียนประถมที่พวกเราเคยคุยกันเอาไว้คราวก่อนล่ะครับ มีความคืบหน้าหรือมีการวางแผนอะไรเอาไว้บ้างหรือยัง?"
รองผู้อำนวยการสุนเอ่ยปากพูดตอบกลับ "มีการวางแผนและมีเค้าโครงเอาไว้แล้วล่ะครับ เดี๋ยวพอเข้าสู่เดือนหน้าก็สามารถเริ่มต้นลงเสาเข็มก่อสร้างได้เลยครับ และก็คาดว่าน่าจะสามารถสร้างให้มันเสร็จสมบูรณ์ได้ทันก่อนช่วงเดือนพฤศจิกายนอย่างแน่นอนครับ แต่ทว่าปัญหาและอุปสรรคที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือเรื่องของการรับสมัครบุคลากรครูผู้สอนนี่แหละครับ ครูที่พวกเราสามารถคัดเลือกและสามารถทาบทามมาได้ในตอนนี้นั้น มันก็เพียงพอที่จะจัดสรรและแบ่งสอนได้แค่ห้าห้องเท่านั้นเองครับ ซึ่งจำนวนนักเรียนประถมทั้งหมดที่สามารถรองรับได้ก็คงจะมีไม่เกินร้อยห้าสิบคนหรอกครับ
ผมก็พยายามจะเร่งรัดและพยายามจะไปกดดันทางเขตการศึกษาอยู่เหมือนกันนะครับ แต่ทว่าท่าทีและสิ่งที่พวกเขาพยายามจะสื่อสารออกมานั้น... ท่านผู้อำนวยการครับ มันช่างเป็นเรื่องที่ดูน่ากระดากและพูดได้ยากจริงๆ เลยล่ะครับ เท่าที่ผมประเมินและลองสังเกตดู ท่าทางและสิ่งที่พวกเขาต้องการจะเรียกร้องก็คือ พวกเขาน่าจะกำลังเพ่งเล็งและอยากจะได้โควตาแฟลตห้องแถวของโรงงานพวกเราน่ะสิครับ"
"ทำไมถึงได้มีแต่คนประเภทนี้อีกแล้วนะ!"
รองผู้อำนวยการหลิวถึงกับต้องพูดและบ่นออกมาด้วยความเหลืออด "นี่พวกเขากำลังคิดและกำลังเห็นว่าอำนาจหน้าที่ในมือของตัวเองเป็นอะไรกันฮะ? มองว่ามันเป็นสิ่งของหรือเป็นเครื่องมือที่จะเอามาใช้สำหรับแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับใครก็ได้ตามใจชอบอย่างนั้นเหรอ?"
ความจริงแล้วหลิวเหวินโจวนั้นแกก็ไม่ได้มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาดูแลเรื่องพวกนี้หรอกนะ แต่ทว่าหลังจากที่ได้ยินปัญหาและความงี่เง่าแบบนี้ แกก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดและทนฟังต่อไปไม่ไหวเหมือนกัน
หลังจากที่ได้ยินและได้ฟังคำพูดรวมถึงสุนทรพจน์ที่โจวจื้อเฉียงได้พูดเอาไว้ภายในห้องประชุมเมื่อเช้านี้ มันก็ทำให้แกแอบรู้สึกเคลิ้มและมีอุดมการณ์รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างคุณูปการและพัฒนาโรงงานแห่งนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก... พอมาเจอกับพฤติกรรมและการกระทำของคนเห็นแก่ตัวพวกนี้ มันก็เลยทำให้ไฟโกรธและอารมณ์โมโหภายในใจของแกต้องลุกโชนขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รองผู้อำนวยการสุนส่ายหน้าก่อนจะพูดอธิบายว่า "รองผู้อำนวยการหลิวครับ เรื่องนี้มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ แหละครับ ในยุคสมัยนี้และทั่วทั้งนครสี่เก้าแห่งนี้ หน่วยงานที่ยังมีศักยภาพและยังมีปัญญาจะก่อสร้างหอพักหรือแฟลตห้องแถวเป็นของตัวเองน่ะ มันก็มีจำนวนไม่ถึงห้าแห่งเลยด้วยซ้ำ แถมบางหน่วยงานก็เป็นโครงการและเป็นแผนงานที่ถูกลากยาวและถูกเตะถ่วงมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้วเพิ่งจะได้ลงมือสร้างก็มี โรงงานของเราอาจจะเป็นหน่วยงานเดียวและเป็นหน่วยงานที่มีการก่อสร้างรวมถึงจัดสรรสวัสดิการบ้านพักที่ยิ่งใหญ่และมีสเกลที่อลังการที่สุดแล้วล่ะครับ"
ภายใต้สถานการณ์และนโยบายที่ถูกทางส่วนกลางริบและรวบอำนาจทางด้านการเงินและงบประมาณไปจนหมดแบบนี้นั้น หน่วยงานที่ยังมีปัญญาและยังสามารถเจียดเงินทุนก้อนโตเพื่อมาใช้ในการก่อสร้างและจัดทำชุมชนสวัสดิการได้แบบนี้น่ะ ขืนลองไล่นับดูจากทั่วทั้งนครสี่เก้าแห่งนี้ เกรงว่าจำนวนหน่วยงานที่ทำได้ก็คงจะไม่เกินสามนิ้วมือเลยด้วยซ้ำ
"ช่างหัวพวกมันและไม่ต้องไปสนใจไยดีพวกมันหรอก สหายอี้เฟย คุณสามารถไปพูดและสามารถไปตอกหน้าพวกมันได้เลยนะว่า โรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวจะไม่ยอมลดตัวและจะไม่มีทางยอมทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับไอ้พวกฉวยโอกาสและพวกคนเห็นแก่ตัวเด็ดขาด"
โจวจื้อเฉียงพูดและประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างหนักแน่น เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปออกคำสั่งและให้คำแนะนำกับรองผู้อำนวยการสุนต่อว่า "ความจริงพวกเราก็สามารถลองใช้วิธีไปสอบถามและไปรับสมัครจากบรรดาคนในครอบครัวของพนักงานหรือคนงานภายในโรงงานของเราก่อนก็ได้นี่นา ถ้าหากว่าในบรรดาคนในครอบครัวของคนงานเหล่านั้นมีใครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือมีความสามารถพอ พวกเราก็สามารถรับสมัครและเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาทำงานได้เลย
ถ้าแค่จะต้องมาสอนและให้ความรู้ในระดับชั้นประถมล่ะก็ แค่มีวุฒิการศึกษาในระดับมัธยมปลายมันก็น่าจะเพียงพอและสามารถรับมือได้แล้วล่ะครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกคุณจะต้องพยายามคัดกรองและต้องเลือกคนที่มีความสามารถจริงๆ ห้ามใช้วิธีรับคนแบบส่งเดชหรือให้ใครก็ได้มาเป็นครูสอนเด็ดขาด เพราะเด็กนักเรียนที่จะต้องมาเรียนและต้องมารับการอบรมสั่งสอนจากพวกเขา มันก็ล้วนแต่เป็นลูกหลานและเป็นทายาทของคนงานภายในโรงงานของเราทั้งนั้นแหละ"
"สำหรับครูที่พวกเรารับสมัครเข้ามาใหม่และยังไม่มีประสบการณ์ในการสอนนั้น ในช่วงแรกพวกเราก็อาจจะส่งตัวและให้พวกเขาไปคอยสังเกตการณ์รวมถึงให้ไปเรียนรู้วิธีการสอนจากครูคนอื่นๆ ในโรงเรียนประถมแห่งอื่นสักระยะหนึ่งก่อนก็ได้... แต่นี่มันก็เป็นเพียงแค่วิธีและทางออกหนึ่งที่ผมเสนอแนะก็เท่านั้นเองนะครับ สหายอี้เฟย คุณก็ลองกลับไปคิดและลองไปหาทางแก้ปัญหาดูดีๆ อีกทีก็แล้วกัน ยังไงซะวิธีแก้ปัญมันก็ต้องมีมากกว่าและเยอะกว่าอุปสรรคอยู่แล้วล่ะครับ"
รองผู้อำนวยการสุนอี้เฟยได้ยินดังนั้น ก็รีบพยักหน้ารับคำและตอบกลับทันที "รับทราบครับท่านผู้อำนวยการ เดี๋ยวผมจะรีบจัดการให้ครับ"
"อ้อ แล้วก็ยังมีเรื่องของกระบวนการพิจารณาและการจัดสรรบ้านพักอีกนะ พวกคุณก็ต้องพยายามไปพูดคุยและต้องไปหารือร่วมกับทางสหภาพแรงงานให้มันชัดเจนและรัดกุมด้วยล่ะ ปัญหาและความวุ่นวายแบบที่เคยเกิดขึ้นเหมือนเมื่อปีที่แล้วน่ะ ห้ามปล่อยให้มันเกิดขึ้นและห้ามมีปัญหาแบบนั้นอีกเด็ดขาดเลยนะ"
จู่ๆ โจวจื้อเฉียงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงรีบเสนอไอเดียและพูดขึ้นมาว่า "อ้อ จริงสิ ผมมีไอเดียและมีข้อเสนอแนะดีๆ มาให้พวกคุณแล้วล่ะ พวกคุณก็สามารถไปเชิญและลองไปขอร้องให้ท่านเลขาธิการหลี่มาช่วยเป็นกรรมการและเป็นคนช่วยตัดสินใจเรื่องนี้สิครับ ในเมื่อแกก็เป็นผู้ที่มีอำนาจบารมีและเป็นคนที่ใครๆ ก็ให้ความเคารพยำเกรงอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าท่านเลขาธิการหลี่ได้มาเป็นประธานในการพิจารณาและคัดเลือกคนที่จะได้รับโควตาบ้านพักล่ะก็ ผมว่ามันก็คงจะไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาตั้งข้อกังขาหรือกล้ามาโวยวายอะไรอย่างแน่นอน..."
หลี่โหย่วเหนียนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินดังนั้น แกก็ถึงกับชี้หน้าและหัวเราะใส่โจวจื้อเฉียงทันที "ฮ่าๆๆ ดีจริงๆ เลยนะจื้อเฉียง นี่คุณคงจะทนเห็นฉันทำตัวว่างๆ และคงจะทนให้ฉันอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้เลยใช่ไหมเนี่ย"
โจวจื้อเฉียงยิ้มและพูดตอบกลับไปว่า "ถ้าขืนปล่อยให้ท่านผู้อาวุโสอย่างท่านต้องมานั่งๆ นอนๆ และต้องมาทำตัวว่างงานจริงๆ ล่ะก็ ท่านก็คงจะต้องรู้สึกอึดอัดและรู้สึกเบื่อหน่ายจนแทบทนไม่ไหวแน่ๆ ครับ ก็ถือซะว่าการเชิญให้ท่านมาช่วยงานในครั้งนี้มันก็เป็นการเปิดโอกาสและเป็นการช่วยให้ท่านได้ออกกำลังกายและได้มายืดเส้นยืดสายก็แล้วกันนะครับ แถมในแต่ละวันท่านก็ไม่ต้องมาเสียเวลาหรือมาวุ่นวายกับมันนานนักหรอกครับ"
"หึๆ ตกลงครับ ถ้างั้นผมก็จะยอมหน้าด้านและจะขอเป็นตัวแทนเพื่อมาช่วยและเพื่อมาสร้างคุณูปการทิ้งทวนให้กับโรงงานของเราเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกันครับ"
หลี่โหย่วเหนียนตอบรับด้วยรอยยิ้ม ถ้าขืนจะให้แกต้องเอาแต่นั่งๆ นอนๆ และต้องมานั่งพักฟื้นอยู่ที่บ้านในทุกๆ วันจริงๆ ล่ะก็ ลึกๆ ในใจของแกเองก็คงจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจและแอบรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่เหมือนกัน
การที่แกยังสามารถเป็นประโยชน์และยังสามารถทำประโยชน์เพื่อช่วยเหลือโรงงานได้บ้างมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอยู่หรอก ขอเพียงแค่มันไม่ได้เป็นงานที่หนักหน่วงและไม่ได้ทำให้แกรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เพียงพอแล้ว
หลังจากที่เลขาธิการหลี่พูดจบ รองผู้อำนวยการหลิวก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาบ้างว่า "ท่านผู้อำนวยการครับ ในส่วนของภาระงานและความรับผิดชอบของผมก็ยังคงเหมือนกับในช่วงครึ่งปีแรกนั่นแหละครับ ผมจะพยายามทำหน้าที่และคอยเป็นคนประสานงานเรื่องของการผลิตระหว่างโรงงานสาขาต่างๆ กับทางโรงงานหลักให้มันดำเนินไปได้อย่างราบรื่นครับ
ส่วนในเรื่องอื่นๆ... ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีปัญหาหรือมีเรื่องไหนที่ต้องให้ความสำคัญหรือต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษหรอกครับ"
ถึงแม้ว่าภาระงานของเขาจะยุ่งเหยิงและมีแต่เรื่องจุกจิกให้ต้องคอยสะสางก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงหรือมีความวุ่นวายอะไรมากมายนักหรอก ภารกิจและแผนการผลิตทุกอย่างต่างก็ถูกร่างและถูกกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนร่วมกับโจวจื้อเฉียงรวมถึงบรรดาหัวหน้าแผนกผลิตที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว
"อืม ในส่วนความรับผิดชอบของคุณก็แค่พยายามดูแลและคอยรักษามาตรฐานให้มันสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ อ้อ แล้วก็รบกวนให้คุณช่วยจับตาและช่วยเฝ้าระวังโรงงานสาขาพันธมิตรทั้งสองแห่งนั้นให้มันเข้มงวดและเยอะขึ้นสักหน่อยนะครับ ผมยังรู้สึกตะหงิดๆ และไม่ค่อยจะวางใจในการทำงานของพวกเขาเลย"
โจวจื้อเฉียงพูดกำชับก่อนจะพูดต่อว่า "ในเรื่องของการผลิตน่ะ แค่คุณสามารถรักษาและสามารถรักษาระดับกำลังการผลิตเอาไว้ให้มันคงที่ได้ก็พอแล้วล่ะครับ ถ้าหากลองประเมินและลองเทียบเคียงจากภารกิจและเป้าหมายการผลิตที่พวกเราสามารถทำได้ในตอนนี้แล้วล่ะก็ ผมมั่นใจว่าปีนี้ก็คงจะเป็นอีกปีหนึ่งที่พวกเราจะสามารถบรรลุและสามารถทำยอดได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน...
ส่วนในเรื่องของการทำงานและผลงานของรองผู้อำนวยการโหวเองก็ถือว่าทำออกมาได้ดีและยอดเยี่ยมไม่เบาเลยนะ การประชาสัมพันธ์และการรณรงค์เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในระหว่างการทำงานน่ะ มันถือว่าเข้าถึงและสามารถกระจายข่าวสารให้ทุกคนได้รับรู้ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพเอามากๆ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ไม่มากก็น้อยมักจะมีข่าวคราวและมักจะมีข่าวเรื่องอุบัติเหตุในระหว่างการทำงานหลุดรอดออกมาให้ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่สำหรับโรงงานของพวกเราแล้วนั้น มันยังไม่มีปรากฏหรือยังมีข่าวแบบนี้ให้เห็นเลยแม้แต่กรณีเดียว"
เมื่อโหวอวี่เฟิงได้ยินว่าในการประชุมครั้งนี้ก็ยังมีชื่อและมีผลงานของเขาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงด้วย แถมมันยังเป็นคำพูดและเป็นการเอ่ยปากชื่นชมอีกต่างหาก มันก็เลยทำให้ความรู้สึกและอารมณ์ของแกในตอนนี้นั้นมันเริ่มจะมีความเปลี่ยนแปลงและไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
"เรื่องราวมันเป็นแบบนี้ครับ เมื่อตอนช่วงต้นปีน่ะ ความจริงแล้วสำหรับปีนี้ผมก็ได้ตั้งเป้าและได้มีการวางแผนสำหรับโครงการวิจัยเอาไว้ถึงสองโปรเจกต์เลยทีเดียว
ในตอนนั้นผมก็ได้มีการวางแผนและมีการคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วล่ะครับว่า เครื่องกลึง CNC แบบคอมโพสิตของพวกเรามันน่าจะสามารถทำวิจัยและสามารถสร้างมันขึ้นมาได้สำเร็จในช่วงประมาณกลางปีนี้แหละ และถ้าหากนับเวลาไปจนถึงช่วงสิ้นปี มันก็ยังเหลือเวลาและเหลือเวลาอีกตั้งเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว"
โจวจื้อเฉียงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอธิบายต่อว่า "แต่ทว่าไอ้แผนการและโปรเจกต์วิจัยตัวที่สองที่ผมเคยวางแผนและเคยมองเอาไว้นั้น มันก็ค่อนข้างจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและเป็นเรื่องที่พูดได้ยากเอามากๆ เลยล่ะครับ ในเมื่อตอนนี้มันถูกทางสถาบันวิจัยคอมพิวเตอร์แย่งชิงและฮุบเอาไปทำเองซะแล้ว..."
"โปรเจกต์เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและขนาดกลาง ผมก็แอบคาดเดาและแอบคิดว่าทางฝั่งนู้นเขาก็น่าจะเริ่มทำการอนุมัติและคงจะเริ่มทำการตั้งโครงการวิจัยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะครับ ในเมื่อมันเป็นแบบนั้น พวกเราก็ทำได้เพียงแค่พยายามมองหาและพยายามหาทางออกเพื่อไปโฟกัสกับเรื่องอื่นแทนแล้วล่ะครับ"
"และในตอนนี้ พวกเราก็มีทางออกและมีทางเลือกอยู่สองทางครับ ทางเลือกแรกก็คือการใช้โรงงานหลักและใช้ความสามารถในการผลิตเครื่องจักรกลของทางโรงงานหลักเป็นจุดแข็ง พวกเราก็อาจจะลองพิจารณาและลองก่อตั้งแผนกผลิตสวัสดิการขึ้นมาสักแผนกหนึ่ง อย่างเช่น การเปิดแผนกเพื่อผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล..."
"รถยนต์นั่งส่วนบุคคลอย่างนั้นเหรอครับ?"
หลิวเหวินโจวได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับต้องเอ่ยปากถามและแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา "ท่านผู้อำนวยการครับ การข้ามสายและก้าวกระโดดแบบนี้มันจะไม่ดูยิ่งใหญ่และเกินตัวไปหน่อยเหรอครับ? ทิศทางและเป้าหมายการผลิตของทางโรงงานเรากับการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลน่ะ มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่แตกต่างและไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย แบบนี้มันจะสามารถทำได้และมันจะเป็นไปได้จริงๆ เหรอครับ?"
"ในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนและกลไกเครื่องยนต์นั้น มันไม่น่าจะมีปัญหาหรือมีข้อกังขาอะไรหรอกครับ โดยพื้นฐานแล้วพวกเราก็สามารถที่จะผลิตและสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยตัวเองเกินกว่าครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว ถ้าหากพวกเรายอมลงทุนและสร้างแผนกผลิตขึ้นมาสักแผนกหนึ่ง มันก็น่าจะสามารถช่วยอุดรอยรั่วและสามารถแก้ไขปัญหาไปได้อีกเปลาะหนึ่ง ส่วนชิ้นส่วนและปัญหาอื่นๆ ที่เหลือนั้น พวกเราก็แค่ใช้วิธีสั่งซื้อและนำเข้าจากโรงงานดัดแปลงและผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งอื่นๆ ก็เพียงพอแล้วครับ"
โจวจื้อเฉียงพูดอธิบายต่อว่า "ในเรื่องของเทคนิคและความรู้นั้น พวกคุณก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรือต้องไปกังวลอะไรหรอกครับ ผมสามารถเป็นคนลงมือและสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนนั้นให้เองครับ...
แต่ถ้าหากพวกคุณไม่อยากจะสร้างหรือไม่อยากจะผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลล่ะก็ ถ้างั้นพวกเราก็คงจะต้องใช้วิธีไปลงทุนและไปทุ่มงบประมาณให้กับทางโรงงานสาขาผลิต CNC แทนแล้วล่ะครับ ด้วยความสามารถและด้วยเทคโนโลยีที่ทางโรงงานสาขาผลิต CNC มีอยู่และกักตุนเอาไว้ในตอนนี้นั้น พวกเขาก็สามารถที่จะวิจัยและสามารถที่จะผลิตพวกรัดิโอเซมิคอนดักเตอร์ หรือไม่ก็พวกโทรทัศน์ขึ้นมาได้แล้วล่ะครับ ความจริงก่อนหน้านี้ผมก็มีความตั้งใจและมีความปรารถนาที่อยากจะวิจัยและผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลางขึ้นมาอยู่หรอกนะครับ แต่ทว่าผู้อำนวยการกัวจากสถาบันวิจัยคอมพิวเตอร์น่ะ แกดันมาตัดหน้าและแกก็ดันชิงขออนุมัติโปรเจกต์ไปซะก่อนแล้ว"
"ถ้าหากว่าพวกเราไม่พยายามคิดค้นและไม่พยายามหาหนทางเพื่อจะหาโครงการวิจัยที่เป็น 'รายได้เสริม' มาช่วยผลาญเงินและนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อเบิกงบประมาณล่ะก็ บัญชีและเงินทุนหมุนเวียนคงเหลือของโรงงานเราในปีนี้และปีหน้ามันก็คงจะพอกพูนและทะยานขึ้นไปแตะหลักยี่สิบล้านแน่ๆ แล้วพวกเราจะเอามันไปทำอะไรดีล่ะ? ขืนเอาไปหารและเอาไปแจกจ่ายเป็นโบนัสให้กับบรรดาคนงานทุกคนมันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมและไม่ค่อยจะเข้าท่าสักเท่าไหร่นัก ขืนทำแบบนั้นเบื้องบนก็คงจะต้องเข้ามาสั่งระงับและเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะใช้อำนาจและสั่งริบเงินก้อนนั้นกลับคืนไปจนหมดเลยก็ได้"
ถ้าหากจะให้เอาเงินก้อนนี้มาหารและนำไปแจกจ่ายให้กับคนงานทุกคนจริงๆ ล่ะก็ คนงานแต่ละคนก็คงจะได้รับส่วนแบ่งและได้โบนัสกันไปคนละหลายร้อยหยวนเลยทีเดียว ซึ่งทางส่วนกลางเองก็คงจะไม่มีทางอยู่เฉยและคงจะไม่มีวันยอมให้เรื่องที่ดู 'เอาแต่ใจ' และดูเหมือนจะเป็นการก้าวก่ายกฎระเบียบแบบนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
การจะมอบสวัสดิการและการจะแจกจ่ายผลประโยชน์ให้กับบรรดาคนงานน่ะมันก็สามารถทำได้หรอกนะ แต่มันก็ไม่สามารถและไม่สมควรจะนำมาแจกจ่ายและให้กันโต้งๆ แบบนี้ ขืนทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำตัวขวางโลกและทำตัวเป็นกบฏเพื่อต่อต้านกฎระเบียบเลย
"ดังนั้นทางโรงงานของพวกเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาทางและพยายามหาโปรเจกต์อะไรสักอย่างเพื่อมาใช้เป็นข้ออ้างในการลงทุนก่อสร้าง ไม่ต้องไปคิดหาโปรเจกต์อะไรที่มันยุ่งยากหรือต้องใช้เทคนิคอะไรมากมายนักหรอก เอาแค่โครงการที่พวกเราสามารถทำและสามารถสร้างมันขึ้นมาได้สำเร็จภายในระยะเวลาครึ่งปีก็พอแล้วล่ะ แถมมันก็จะได้ไม่ไปกินเวลาและไม่เป็นอุปสรรคต่อโปรเจกต์การวิจัยในปีหน้าด้วย... ยิ่งไปกว่านั้น ดีไม่ดีในปีหน้าพวกเราก็อาจจะไม่มีโปรเจกต์หรือไม่มีงานวิจัยอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้ทำแล้วก็ได้นะ"
ประโยคสุดท้ายที่โจวจื้อเฉียงพูดออกมานั้นมันคือเรื่องจริงและเป็นสิ่งที่เขากำลังรู้สึกกังวลอยู่จริงๆ ก็แหมในช่วงที่ผ่านมานี้โปรเจกต์และโครงการวิจัยของพวกเขามันมีเยอะแยะมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยนี่นา จนในตอนนี้กำลังการผลิตและประสิทธิภาพในการผลิตของทางโรงงานมันก็เริ่มจะล่าช้าและเริ่มจะไล่ตามไม่ทันซะแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกลึง CNC หรือเครื่องกลึง CNC แบบคอมโพสิต ล้วนแต่เป็นสินค้าและเป็นเครื่องจักรที่บรรดาโรงงานและหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศต่างก็กำลังต้องการและโหยหาอยากจะได้มาครอบครองกันทั้งนั้น กำลังการผลิตของโรงงานผลิตเครื่องจักรกลรวมจิ่วโจวในตอนนี้นั้นมันก็ถูกใช้งานและถูกรีดเค้นออกมาจนถึงขีดจำกัดแล้วล่ะ
ส่วนเรื่องของการขออนุมัติและเรื่องของการลงทุนเพื่อขยายโรงงานในปีหน้านั้น โจวจื้อเฉียงก็ไม่ต้องมามัวเสียเวลาหรือมามัวนั่งปวดหัวเพื่อจัดการเองหรอก ทางฝั่งของคณะกรรมการวางแผนการพัฒนาก็คงจะมีการพิจารณาและมีการร่างแผนงานรวมถึงมีข้อกำหนดที่ชัดเจนรอเอาไว้อยู่แล้วล่ะ
(จบแล้ว)