เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 อังโตเวนผู้โอหัง

ตอนที่ 10 อังโตเวนผู้โอหัง

ตอนที่ 10 อังโตเวนผู้โอหัง


ทั้งสามคนเรียกรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังจุดหมายด้วยกัน! ก่อนจะถึงตลาดค้าหินหยกดิบ จิตสำนึกของหลินเทียนดิ่งลึกเข้าสู่หอคอยโกลาหลเฉียนคุน เขาใช้ความสามารถในการสอดส่องมองเห็นลูกบอลแสงสีต่างๆ ส่องประกายวับวูบอยู่เต็มไปหมด ลูกบอลแสงเหล่านี้ก็คือหินปราณเทียมนั่นเอง เมื่อเห็นหินปราณจำนวนมหาศาลขนาดนี้ หลินเทียนก็รู้สึกตื่นเต้นจนยากจะระงับ!

เมื่อรถจอดเทียบท่า ทั้งสามก็ก้าวลงจากรถ เหยียนเว่ยกำลังลากกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าไปที่ประตูทางเข้า ทันใดนั้น รถเอสยูวี แลนด์โรเวอร์ สีดำคันหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้าใส่พวกเขาราวกับลูกศรที่หลุดจากคันศร!

หลินเทียนมีปฏิกิริยาว่องไวปานสายฟ้า เขาใช้มือแต่ละข้างคว้าตัวคนทั้งสองไว้แล้วกระโดดวับหลบออกไปด้านข้าง รอดพ้นจากการถูกชนได้อย่างหวุดหวิด! ทว่ากระเป๋าเดินทางกลับล้มคว่ำและปริแตกออก เผยให้เห็นหยกที่อยู่ภายใน...

ในขณะที่อวิ๋นเหยาและเหยียนเว่ยยังคงตระหนกขวัญเสีย ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีก็กระโดดลงมาจากรถ เขาถลึงตาจ้องมองมาทางพวกเขาก่อนจะสบถด่าออกมาเป็นภาษาหลานอย่างเกรี้ยวกราด

"มายืนบื้ออะไรข้างถนน อยากตายนักหรือไง?! เห็นรถมาแล้วทำไมไม่หลบหะ! พวกแกต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้รถฉันเป็นรอยด้วย!"

ในเวลานั้น หลินเทียนและอวิ๋นเหยายังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร แต่ดูจากท่าทางแล้วคงไม่ใช่คำทักทายที่ดีแน่!

โชคดีที่เหยียนเว่ยคลุกคลีอยู่ในย่านนี้มานานหลายปี จึงสื่อสารภาษาท้องถิ่นได้อย่างคล่องแคล่ว! เขาจึงรีบแปลความหมายให้หลินเทียนและคนอื่นๆ ฟัง...

หลินเทียนถึงได้เข้าใจว่าหมอนี่พ่นคำด่าอะไรออกมา ทว่าการต้องคอยให้คนแปลกลับไปกลับมาเช่นนี้ช่างยุ่งยากยิ่งนัก หลินเทียนจึงเดินเข้าไปคว้าตัวชายหนุ่มผู้โอหังคนนั้นไว้ ใช้มือข้างหนึ่งทาบลงบนศีรษะแล้วใช้วิชาช่วงชิงวิญญาณเพื่อเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว!

วินาทีนั้น ชายหนุ่มรู้สึกมึนงงศีรษะอย่างรุนแรง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดพรั่นพลางละล่ำละลักถาม

"แก... แกทำอะไรกับฉัน? ทำไมฉันถึงเวียนหัวแบบนี้!"

มุมปากของหลินเทียนหยักยิ้ม ก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นภาษาหลานอย่างชัดถ้อยชัดคำ

"ขับรถชนคนแล้วยังกล้าอวดดีอีกงั้นรึ? พ่อแม่ไม่เคยสั่งสอนวิธีเป็นคนดีให้บ้างหรือไง?"

ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดอารมณ์โกธรแค้น

"นี่แกพูดภาษาหลานได้งั้นเหรอ! แล้วเมื่อกี้จะทำเป็นใบ้ไปเพื่ออะไร!"

มันพยายามจะดิ้นให้หลุด แต่กลับพบว่าแขนของหลินเทียนแข็งแกร่งดุจคีมเหล็ก ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกหวั่นเกรง แต่มันยังคงทำปากดี

"ปล่อยข้านะเว้ย! รู้ไหมว่ารถข้าราคาเท่าไหร่? แค่รอยขีดข่วนรอยเดียวแกก็ไม่มีปัญญาจ่ายแล้ว!"

หลินเทียนไม่ได้สนใจคำขู่ เขาเหลือบมองกระเป๋าเดินทางที่ปริแตกบนพื้น เห็นหินหยกเจไดต์เนื้อดีหลายก้อนกลิ้งกระเด็นออกมา ก้อนหนึ่งถึงกับแตกออกเป็นสองเสี่ยง

"แล้วของที่อยู่ในกระเป๋านี่ล่ะ จะว่ายังไง?"

หลินเทียนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ชายหนุ่มปรายตามองพลางแค่นเสียงห้วน

"ก็แค่กองหินแตกๆ คิดจะมาต้มตุ๋นกันงั้นรึ? พวกต่างถิ่นอย่างแกคงเป็นพวกกระจอกที่แอบเอาหยกปลอมมาหลอกขายในตลาดล่ะสิ!" มันตะโกนเรียกคนในรถ

"บอดี้การ์ดหายหัวไปไหนหมดวะ! ออกมาให้หมด!"

ประตูรถเปิดออกอีกครั้ง ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผิวเข้มหลายคนกระโดดลงมา ในมือถือท่อเหล็กกันถ้วนหน้า เมื่อเห็นพวกพ้อง ชายหนุ่มก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที มันสะบัดมือหลินเทียนทิ้งแล้วถอยหลังไปสองก้าว

"เอาล่ะ ทีนี้ก็ก้มหัวขอโทษฉันซะ ชดใช้ค่าเสียหายรถฉันมา แล้วก็ไสหัวไปให้พ้นหน้า!"

สีหน้าของเหยียนเว่ยแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาเลียบเคียงกระซิบข้างหูหลินเทียน

"ลูกพี่ เรื่องใหญ่แล้ว! ผมเพิ่งนึกออก ไอ้หมอนี่ชื่ออังโตเวน เป็นลูกชายคนที่สองของอังโตคุน พวกเรา..."

อวิ๋นเหยาที่เพิ่งได้สติรีบดึงชายเสื้อหลินเทียน

"พี่หลิน พอเถอะค่ะ ของพังก็ไม่เป็นไร ขอแค่ไม่มีใครบาดเจ็บก็พอแล้ว"

หลินเทียนตบหลังมือเธอเบาๆ เพื่อให้คลายกังวล จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับเหยียนเว่ย

"ดูเหมือนพวกเราจะมีดวงสมพงษ์กับตระกูลนี้จริงๆ สงสัยพอถึงประเทศหลาน คงต้องไปทำความรู้จักกับไอ้คนที่ชื่อต้าคุนนั่นเสียหน่อยแล้ว"

เขาปรายตามองกลุ่มบอดี้การ์ดด้วยสายตาขบขัน

เหล่าบอดี้การ์ดต่างรู้สึกอึดอัดภายใต้สายตานั้น ไม่รู้เพราะเหตุใด แววตาของชายหนุ่มร่างผอมบางคนนี้กลับทำให้พวกเขารู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก พวกเขาหยิบกระชับท่อเหล็กในมือแน่น แต่กลับลังเลที่จะก้าวเข้าไป

"พวกแกแน่ใจนะว่าอยากจะลงมือ?"

หลินเทียนเอ่ยถามด้วยภาษาหลาน น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งราวกับกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ

เหล่าบอดี้การ์ดสบตากันเลิ่กลั่ก แต่ไม่มีใครกล้าปริปาก

อังโตเวนเริ่มหมดความอดทน

"พวกแกมัวยืนเซ่ออยู่ทำไม! รุมมันสิโว้ย! ฉันจ้างพวกแกมาดูงิ้วหรือไง!"

บอดี้การ์ดหลายคนกัดฟันกรอด ชูท่อเหล็กขึ้นสูงแล้วพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน

วินาทีต่อมา พวกเขารู้สึกเหมือนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนและข้อมือพลันชาหนึบ ท่อเหล็กในมือของทุกคนอันตรธานหายไปในพริบตา และไปปรากฏอยู่ในมือของหลินเทียนอย่างน่าอัศจรรย์ หลินเทียนออกแรงเพียงเล็กน้อย บิดท่อเหล็กเหล่านั้นเข้าด้วยกันจนม้วนงอราวกับขนมปังเกลียว

ทันใดนั้น หลินเทียนก็พุ่งตัววับไปเบื้องหน้า ตบหน้าพวกมันเรียงตัวจนกระเด็นไปนอนกองกับพื้น ร้องระงมด้วยความเจ็บปวด!

อังโตเวนยืนตะลึงค้าง อ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ลงไปได้ทั้งใบ

หลินเทียนโยนท่อเหล็กที่บิดเบี้ยวทิ้งลงตรงหน้าอังโตเวน เขาปัดฝุ่นที่มือเบาๆ แล้วจ้องมองมันพลางกล่าวว่า

"เอาล่ะ ทีนี้เรามาคุยเรื่องค่าเสียหายกันหน่อยดีกว่า"

ใบหน้าของอังโตเวนซีดเผือดราวกับคนตาย ขาสองข้างสั่นพั่บๆ แต่ยังคงฝืนทำใจดีสู้เสือ

"แก... แกอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามนะ! พ่อของฉันคือ..."

"พ่อแกเป็นใครมันไม่สำคัญ"

หลินเทียนพูดขัดขึ้นพลางชี้ไปที่หยกบนพื้น

"หยกสามก้อนนี้เป็นหยกเนื้อน้ำแข็ง มูลค่าในตลาดประมาณห้าแสนหยวน กระเป๋าเดินทางใบนี้เป็นของหลุยส์สั่งทำพิเศษ มูลค่าหนึ่งแสนหยวน และค่าทำขวัญสำหรับพวกเราสามคนที่ต้องมาเสียสุขภาพจิตอีกคนละสองแสนหยวน รวมทั้งหมดสองล้านหยวนถ้วน... เป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลดีใช่ไหมล่ะ?"

อังโตเวนเหลือบมองกระเป๋าเดินทางใบนัน มันเป็นแค่กระเป๋าโนเนมธรรมดาๆ ชัดๆ ส่วนหยกที่หล่นออกมาก็แค่สามสี่ก้อน แถมรถมันยังไม่ได้ชนโดนด้วยซ้ำ! ไอ้การคำนวณบัญชีนี่มันผิดเพี้ยนไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไง!

จบบทที่ ตอนที่ 10 อังโตเวนผู้โอหัง

คัดลอกลิงก์แล้ว