เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 165 การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

ตอนที่ 165 การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

ตอนที่ 165 การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง


เพราะหมวกกันน็อกของเธอ ระเบิดแฟลชของลั่วกวางจึงแทบไม่ส่งผลต่อศัตรูลึกลับมากนัก แต่สะเก็ดระเบิดจากระเบิดมือยังคงเป็นสิ่งที่ข่มขู่ได้จริง เมื่อศัตรูลึกลับเห็นวัตถุสีดำถูกขว้างตรงเข้าหาตน เขาก็ทิ้งอาวุธทันทีราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามเงื่อนไข ใช้บังเกอร์เป็นที่กำบัง แล้ววิ่งลึกเข้าไปในสถาบันวิจัย

ลั่วกวางมาถึงมุมที่กำบังเดิมของศัตรูเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ และถูกศัตรูโจมตีอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายแลกกระสุนกันอีกระลอก จากนั้นศัตรูก็ถอยต่อไปอย่างกะทันหัน

เวลานี้ ลั่วกวางสงสัยว่านี่คือกลอุบายล่อเหยื่อของศัตรูลึกลับ และต้องการให้เพื่อนร่วมทีมของเธออ้อมโจมตีเขาจากด้านข้าง

ความจริงสอดคล้องกับการคาดเดาของลั่วกวาง เพราะเพื่อนร่วมทีมอีกคนของศัตรูลึกลับบอกเธอว่า เป้าหมายภารกิจแรกเสร็จสิ้นแล้ว และเธอได้ข้อมูลการทดลองที่นักวิจัยซอมบี้จากสงครามโลกครั้งที่สองใช้ศึกษาวิจัยไวรัสนิรันดร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสำเร็จแล้ว

ดังนั้นทั้งสองคนจึงตัดสินใจจัดการกับลั่วกวาง ศัตรูที่ลึกลับไม่แพ้พวกเธอ และทิศทางที่พวกเธอใช้ล่อเขาไปนั้น ตรงกันข้ามกับทิศทางของห้องเก็บไวรัสนิรันดร์พอดี

“ศัตรูที่ฉันเจอไม่เหมือนพวกเดียวกับซากศพเดินได้พวกนั้นเลย เขาแข็งแกร่งกว่าฉันทางกายภาพมาก ฉันเกือบกลับมาไม่ได้ อีกอย่าง ระเบิดมือที่เขาขว้างเมื่อกี้ก็ไม่ใช่แบบ M24 เก่าที่พวกซากศพเดินได้ใช้ ระเบิดนั่นเป็นระเบิด M26 ของประเทศสหรัฐ เขาน่าจะมาจากประเทศสหรัฐ” ศัตรูที่สู้กับลั่วกวางพูด

“ยืนยันได้ไหมว่าอีกฝ่ายสังกัดไหน? ตามข่าวกรอง ฉันจำได้ว่าสมาชิกหน่วยกรงเล็บแดงอพยพออกไปแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่าเป็นกองทัพส่วนตัวขององค์กรอื่น?” ศัตรอีกคนพูด

“ไม่รู้ เขาบอกว่าเขาไม่ใช่พวกเดียวกับพวกคนตายเดินได้เหล่านั้น” ศัตรูที่สู้กับลั่วกวางพูด

“แล้วเธอไม่ได้ถามหยั่งเชิงเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลยหรือ?” ศัตรูอีกคนพูด

“เดิมทีฉันวางแผนจะถามตรงๆ หลังจากสยบอีกฝ่ายได้แล้ว เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบพูดเรื่องไร้สาระ แต่ตอนนั้นฉันโกรธขึ้นมา เลยไม่ได้พูดอะไรเลย” ศัตรูที่สู้กับลั่วกวางพูด

“เฮ้อ... ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันน่าจะสลับภารกิจกับเธอ”  ศัตรูอีกคนพูด

“คนคนนั้นน่าจะกำลังมาทางนี้แล้ว พวกเราสามารถฉวยโอกาสนี้ทดสอบกันและกัน รวมถึงเก็บข้อมูลได้ หากมีพวกเราสองคน ความมั่นใจในการต่อสู้ก็จะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราต้องระวังเรื่องที่สมรรถภาพทางกายโดยรวมของศัตรูสูงกว่าพวกเรา ต่อให้ความสามารถเสริมพลังที่พวกเราเลือกจะเทียบเคียงกับเขาได้ก็ตาม” ศัตรูที่สู้กับลั่วกวางพูด

“เธอพาศัตรูยุ่งยากมาให้พวกเราจริงๆ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดนี้ บางทีพวกเราอาจหาทางลักพาตัวเขากลับไป ให้พวกมิชชันนารีอบรมสั่งสอนเขา แล้วให้เขาเข้าร่วมกับพวกเรา” ศัตรูอีกคนพูด

ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ระหว่างรอลั่วกวางเข้ามา เพื่อดูว่าจะสามารถสืบอะไรจากลั่วกวางได้บ้างหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ลั่วกวางไม่คิดจะทำตามความคิดของอีกฝ่าย เขารู้สึกว่าศัตรูลึกลับทั้งสองคนมาที่นี่เพื่อแย่งชิงไวรัสนิรันดร์จากเขา ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้ทางอ้อมอีกด้านหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บไวรัสนิรันดร์แทน และสถานที่นั้นบังเอิญแยกออกจากห้องวิจัยที่ศัตรูลึกลับอยู่พอดี

ตำแหน่งของห้องเก็บไวรัสในสถาบันแห่งนี้ ลั่วกวางได้มาจากแผนที่ที่พบในห้องบัญชาการ ดังนั้นเส้นทางเดินของเขาจึงชัดเจนมาก

ระหว่างทาง ลั่วกวสงพบเพียงนักวิจัยซอมบี้จากสงครามโลกครั้งที่สองที่ซ่อนตัวอยู่ไม่กี่คน พวกเขาสวมเสื้อกาวน์สีขาว ลั่วกวางพยายามจับคนหนึ่งมาเค้นสอบ แต่เหมือนที่เบิร์ตเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นักวิจัยซอมบี้จากสงครามโลกครั้งที่สองเหล่านี้ หากเห็นว่าไม่มีความหวังจะหลบหนี ก็จะทำลายหัวใจของตนเองทันที

อย่างไรก็ตาม ลั่วกวางยังโชคดี เขาพบกุญแจหนึ่งพวงจากนักวิจัยคนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นใช้เปิดห้องเก็บของได้

ห้องเก็บของมีขนาดไม่ใหญ่นัก อุณหภูมิภายในอยู่ที่ 36.8 องศาเซลเซียส มีตู้สี่เหลี่ยมจำนวนมากที่มีร่องทรงกระบอกอยู่บนตัวตู้ แต่ส่วนใหญ่ล้วนว่างเปล่า ดูเหมือนว่าไวรัสของซอมบี้จากสงครามโลกครั้งที่สองเลห่านี้ จะถูกเก็บรักษาแบบสุญญากาศไว้ในภาชนะทรงกระบอก แล้วนำไปใส่ไว้ในร่องของตู้นี้เพื่อเก็บรักษาอุณหภูมิ

ลั่วกวางไม่มีความตั้งใจจะนำไวรัสนิรันดร์เหล่านี้ออกจากป้อมปราการใต้ดินอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงดึงภาชนะเก็บไวรัสนิรันดร์ออกมาโดยตรง ยืนยันเนื้อหาบนฉลาก จากนั้นก็หมุนเปิดฝา แล้วเทของเหลวที่มีไวรัสนิรันดร์อยู่ลงปากของตนเอง

นี่คือการตีความอย่างสมบูรณ์แบบว่า “โรคภัยเข้าทางปาก” หมายความว่าอย่างไร

“รสชาติแย่มาก” แม้จะคิดเช่นนั้น ลั่วกวางก็ยังกลืนมันลงไปเหมือนกินอาหารเย็นรสขม ระบบวิเคราะห์ได้ทันทีว่า ของเหลวนั้นมีส่วนประกอบของสารละลายบำรุงอยู่ แต่ปริมาณของส่วนประกอบเหล่านี้มีไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีไวรัสนิรันดร์กับน้ำบริสุทธิ์ธรรมดา และข้อสรุปสุดท้ายก็คือ ของเหลวนี้ไม่เป็นพิษต่อผู้ปรับตัว

หลังได้ยินผลวิเคราะห์ของระบบเกี่ยวกับของเหลว ลั่วกวางก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง

ไวรัสนิรันดร์นี้เพาะเลี้ยงได้ยากขนาดนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไวรัสนิรันดร์ที่เบิร์ตและพวกของเขาสามารถผลิตจำนวนมากได้ก็คงมีไม่มากนัก มิน่าเล่า ร่องในห้องเก็บของถึงได้ว่างเปล่าอยู่มากมายขนาดนั้น จากเรื่องนี้ยังมองได้อีกด้านว่า แผนของเบิร์ตคงไม่อาจเลื่อนออกไปได้นานกว่านี้แล้ว ลั่วกวางคาดเดาอยู่ในใจ

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ลั่วกวางไม่รู้ นั่นคือไวรัสนิรันดร์ในภาชนะนี้เป็นแบบเข้มข้น

ปริมาณไวรัสนิรันดร์ในภาชนะไวรัสที่ระเบิดในค่ายทหารนอกเบอร์ลิน แท้จริงแล้วเท่ากับภาชนะที่อยู่ในมือของลั่วกวางนี้เอง

ภาชนะเก็บไวรัสใบนี้มีขนาดประมาณห้าลิตร ดูเหมือนว่าปริมาณไวรัสในนั้นจะน้อยมาก ก็เพราะไวรัสนิรันดร์จะควบคุมกิจกรรมการเพิ่มจำนวนของตัวเองตามสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ และจะไม่ผลิตเกินจำเป็นเมื่ออาหารไม่เพียงพอ

ด้วยประสบการณ์จากครั้งก่อน การวิเคราะห์ไวรัสนิรันดร์ของระบบในครั้งนี้จึงรวดเร็วและเด็ดขาดยิ่งขึ้น

เพราะภายในร่างมีไวรัสนิรันดร์จำนวนมาก ระบบจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป มันสกัดและเก็บชิ้นส่วนยีนต่างๆ จากไวรัสนิรันดร์แต่ละตัวโดยตรง จากนั้นวิเคราะห์พวกมัน และสุดท้ายก็ประกอบเข้าด้วยกันเป็นชิ้นส่วนยีนไวรัสนิรันดร์ที่สมบูรณ์

นี่คือเส้นตายขั้นต่ำของระบบ

นอกจากนี้ ระบบยังจะดำเนินการวิเคราะห์ยีนของไวรัสนิรันดร์ทั้งชุด เพื่อให้มั่นใจว่าการวิเคราะห์ไม่มีช่องโหว่ แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องแข่งกับความเร็วของกระบวนการตกผลึกของไวรัสนิรันดร์

“เริ่มการวิเคราะห์ กำลังสกัดชิ้นส่วนยีน” ราคาที่ต้องจ่ายก็คือ ก่อนเริ่มวิเคราะห์ จำเป็นต้องใช้เวลาสกัดกั้นและเก็บรักษาชิ้นส่วนยีนของไวรัสนิรันดร์เอาไว้ก่อน

ลั่วกวางซึ่งยังคงมีความมั่นใจในระบบ ตัดสินใจทำลายไวรัสนิรันดร์ภายในห้องเก็บของแห่งนี้

ส่วนองค์กรอื่นจะสามารถสกัดไวรัสนิรันดร์จากซอมบี้จากสงครามโลกครั้งที่สองเหล่านั้นได้สำเร็จหรือไม่นั้น ลั่วกวางบอกได้เพียงว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา เขาแค่ทำอย่างสุดความสามารถเท่านั้น

การทำลายไวรัสที่นี่ไม่ใช่เรื่องยาก

ลั่วกวางปรับอุณหภูมิรักษาความร้อนของตู้ด้วยมือโดยตรง เพิ่มอุณหภูมิรักษาความร้อนขึ้นเป็น 100 องศาเซลเซียสในคราวเดียว จากนั้นจึงนำภาชนะที่เขาเพิ่งดื่มเข้าไป ใส่กลับเข้าไปในตู้รักษาความร้อน เพื่อฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิสูง

ลั่วกวางตบมือเบาๆ แล้วปิดประตูห้องเก็บของ เตรียมออกไปยังห้องวิจัย

ส่วนศัตรูลึกลับทั้งสองคน ลั่วกวางรู้สึกว่าเขายังไม่จำเป็นต้องรีบฆ่าพวกเธอ คงจะดีกว่าหากได้ข้อมูลบางอย่างมาก่อน

แน่นอนว่า หากอีกฝ่ายยังโจมตีตรงๆ แบบเมื่อครู่อีก ก็พิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายไม่อาจสื่อสารกันได้ และไม่มีความจำเป็นต้องจับเป็น

สำหรับเรื่องว่าศัตรูลึกลับทั้งสองคนอาจสังกัดองค์กรใด ลั่วกวางไม่มีตัวเลือกในใจ ดังนั้นเขาจึงไม่เดาสุ่ม เพื่อไม่ให้อคติที่คิดไว้ล่วงหน้ามาส่งผลต่อการตัดสินใจภายหลัง

คาดไม่ถึงว่า ก่อนที่ลั่วกวางจะไปถึงทางแยกซึ่งนำไปยังทางเข้าสถาบันและห้องทดลอง เขากลับเผชิญหน้ากับศัตรูลึกลับทั้งสองคนโดยตรง

ศัตรูลึกลับทั้งสองเห็นว่าลั่วกวางไม่ได้ไล่ตามมาทันที จึงไม่ได้รอต่อ

พวกเธอกังวลว่าลั่วกวางจะไปอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นจึงยืนยันตำแหน่งของห้องเก็บไวรัสนิรันดร์จากข้อมูลการวิจัย แล้วออกเดินทางทันที

“รอเดี๋ยว!” ลั่วกวางยกปืนขึ้นแล้ว ตั้งใจจะสยบคนหนึ่งก่อน แต่เสียงตะโกนของอีกฝ่ายดังขึ้นได้ทันเวลามาก และนิ้วของลั่วกวางก็กดไกปืนลงไปเล็กน้อยแล้ว

เมื่อเห็นว่าศัตรูไม่ได้ยกปืนขึ้น ลั่วกวางก็ไม่ได้วางอาวุธลงเพราะเรื่องนี้ เขาเพียงถามอย่างระมัดระวังว่า “พวกเธอเป็นใคร?”

ศัตรูลึกลับมองลั่วกวาง หากหัวข้อนี้จะดำเนินต่อไป คำถามนี้ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ปัญหาคือ ในตอนแรกเธอไม่ได้ฟังคำเรียกของลั่วกวาง จนนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่าย และความไว้วางใจระหว่างสองฝ่ายก็เปลี่ยนจากสภาพที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู กลายเป็นความเป็นปรปักษ์

อย่างไรก็ตาม ศัตรูลึกลับคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง นั่นคือ ลั่วกวางกับพวกเธอมีแผนเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการดึงข้อมูลจากอีกฝ่าย

“พวกเรามาจากองค์กร H.C.F.” ศัตรูลึกลับคนหนึ่งตอบ

คำตอบนี้แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นความจริง เธอเพียงพูดออกไปอย่างส่งเดชเท่านั้น อย่างไรเสีย เธอก็รู้สึกว่าศัตรูคงไม่บอกความจริงอยู่แล้ว การหยั่งเชิงก็เป็นเพียงแบบนี้เอง

“เหอะ” ลั่วกวางแค่นเสียงเย็นชา และไม่เชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเลยแม้แต่น้อย “ดูเหมือนพวกเธอจะไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย ถึงกับกล้าแอบอ้างชื่อองค์กรของพวกเรา ไม่กลัวว่าบอสของพวกเราจะตามล่าพวกเธอหรือไง?”

หากศัตรูลึกลับทั้งสองคนมาจากองค์กร H.C.F. จริง ลั่วกวางย่อมไม่เชื่อว่าเวสเกอร์จะไม่มาด้วยตนเองเพื่อตามหาไวรัสนิรันดร์

อย่างไรเสีย ชายสวมแว่นกันแดดคนนั้นไม่มีทางเชื่อใจคนอื่นง่ายๆ นอกจากวิลเลียม และยอมมอบภารกิจเก็บรวบรวมไวรัสให้คนอื่นทำง่ายๆ แน่ ดังนั้นลั่วกวางจึงพลิกสถานการณ์กลับตรงนี้ และพูดว่าตนเองเป็นสมาชิกขององค์กร H.C.F. โดยตรง

นี่เองคือเหตุผลที่เวสเกอร์มักออกไปทำธุรกิจด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง แม้เขาจะควบคุมองค์กร H.C.F. ทั้งหมดอยู่แล้วก็ตาม

“คุณมาจากแผนกไหน? ใครเป็นหัวหน้า?” ศัตรูลึกลับผู้มีรอยบุบบนหมวกกันน็อกถามขึ้น

ฟังดูเหมือนคนจากองค์กรเดียวกันแต่คนละแผนกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน บังเอิญมาเจอกันในสถานที่เดียวกัน

แต่ลั่วกวางรู้ดีว่า ศัตรูกำลังพยายามใช้คำถามนี้สืบข่าวกรองด้านบุคลากรของแผนกเขา เพื่อยืนยันว่าเขาเป็นสมาชิกขององค์กร H.C.F. จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้กลับทำให้ลั่วกวางรู้สึกว่า อีกฝ่ายอาจรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับองค์กร H.C.F. จริงๆ

“บอสของพวกเราคืออัลเบิร์ต เวสเกอร์ ชายแกร่งสวมแว่นกันแดดและเป็นหนุ่มหล่อคนหนึ่ง” ลั่วกวางพูดออกมาโดยไม่มีแรงกดดันทางจิตใจใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนข่มขู่อีกฝ่ายต่อว่า “ถ้าเขาไม่ได้มีภารกิจอื่น และแยกปฏิบัติการกับฉัน พวกเธอคงถูกเขาคนเดียวฆ่าตายไปแล้ว”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของทั้งสองคนที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกกันน็อกแบบปิดมิดชิดก็เคร่งเครียดขึ้น เพราะพวกเธอรู้จักคนชื่ออัลเบิร์ต เวสเกอร์จริงๆ และจากข่าวกรองที่องค์กรของพวกเธอได้รับ คนคนนั้นก็เป็นสมาชิกขององค์กร H.C.F. จริง

ไม่นานก่อนหน้านี้ คนที่องค์กรของพวกเธอส่งไปปฏิบัติภารกิจ ได้เผชิญหน้ากับองค์กร H.C.F. ซึ่งต้องการเก็บรวบรวมไวรัสเช่นกัน จากนั้นทีมของพวกเธอก็ถูกชายสวมแว่นกันแดดคนหนึ่งพร้อมอาวุธชีวภาพกวาดล้างจนหมด

หากไม่ใช่เพราะหมวกกันน็อกของพวกเธอสามารถอัปโหลดข้อมูลจากเครื่องบันทึกสนามรบที่ติดตั้งไว้ภายในหมวกแบบเรียลไทม์ในพื้นที่เปิดโล่ง พวกเธอคงไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีองค์กรเช่นนี้ดำรงอยู่

จากนั้นองค์กรของพวกเธอจึงนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลรูปลักษณ์ และพบว่าชายสวมแว่นกันแดดคนนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นอัลเบิร์ต เวสเกอร์ ผู้เคยทำงานให้กับบริษัทอัมเบรลลา และหน่วย S.T.A.R.S. ของกรมตำรวจเมืองแร็กคูน

ในเวลานี้ เมื่อพวกเธอเห็นลั่วกวางเอ่ยชื่อชายสวมแว่นกันแดดคนนั้นออกมา พวกเธอก็อดไม่ได้ที่จะเชื่ออยู่ในใจว่า ลั่วกวางเป็นสมาชิกขององค์กร H.C.F. จริงๆ

“พวกเธอเป็นใคร? หรือให้ฉันเปลี่ยนคำถามก็ได้ เป้าหมายของพวกเธอคืออะไร?” แม้ลั่วกวางจะใส่ใจพอ และไม่ได้ถามคำถามที่พวกเธอไม่สามารถตอบได้ แต่คำถามหลังนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตอบอยู่ดี เพราะพวกเธอไม่รู้ว่าภารกิจของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าลั่วกวางเดินออกมาจากห้องเก็บของ พวกเธอจึงลองหยั่งเชิงตอบว่า “องค์กรของพวกเราดำเนินงานวิจัยหลายอย่างเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ ครั้งนี้พวกเรามาที่นี่เพื่อไวรัสนิรันดร์ ซึ่งสามารถทำให้มนุษย์เป็นอมตะได้”

“พวกเธอรู้เรื่องไวรัสนี้ได้ยังไง?” ลั่วกวางถาม

“ทำไมพี่ชายไม่ตอบคำถามพวกเราก่อนล่ะ?” ศัตรูลึกลับผู้มีรอยบุบบนหมวกกันน็อกถามขึ้น

ลั่วกวางไม่ได้ตอบทันที เขาแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ถามมา”

“เป้าหมายของคุณคืออะไร?” ศัตรูลึกลับผู้มีรอยบุบบนหมวกกันน็อกถามขึ้น

“เพื่อสันติภาพของโลก” คำพูดของลั่วกวางทำให้อีกฝ่ายชะงักไป แล้วหัวเราะออกมา แต่ลั่วกวางไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อสิ่งนั้น เพียงพูดต่อว่า “ถึงตาพวกเธอตอบคำถามของฉันแล้ว”

“แต่คำพูดของคุณว่างเปล่าเกินไป มันไม่ยุติธรรม” ศัตรูลึกลับผู้มีรอยบุบบนหมวกกันน็อกพูดขึ้น

ลั่วกวางขี้เกียจเถียง เขาคำนวณเวลาในใจ ไวรัสน่าจะถูกทำลายไปแล้ว จึงพูดว่า “ทำลายไวรัส”

“อะไรนะ!” ทันทีที่ลั่วกวางพูดเช่นนี้ ศัตรูลึกลับทั้งสองก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป เพราะเป้าหมายของพวกเธอคือเก็บรวบรวมไวรัส แล้วนำกลับไปให้องค์กรทำการวิจัย

ทันทีที่ลั่วกวางเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เขาก็เข้าใจว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายกับของตนนั้นตรงข้ามกัน

คนที่สวมหมวกกันน็อกบุบเป็นฝ่ายตะโกนขึ้นก่อนว่า “ไวรัสนิรันดร์นี้เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ของความเป็นอมตะของมนุษย์ คุณทำเรื่องสิ้นเปลืองแบบนี้ได้ยังไง? แล้วองค์กรของคุณปล่อยให้คุณทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง?”

“ดูเหมือนพวกเธอจะรู้อะไรเกี่ยวกับองค์กรของฉันอยู่มาก แต่ได้โปรดอย่าทำเหมือนรู้เป้าหมายขององค์กรเราดีนักเลย” ลั่วกวางพูด

เพราะทีมของพวกเธอถูกองค์กร H.C.F. กวาดล้างจนหมด องค์กรของศัตรูลึกลับจึงสืบสวนองค์กร H.C.F. เป็นพิเศษ

แม้จะไม่ได้รวบรวมข่าวกรองมาได้มากนัก แต่อย่างน้อยพวกเธอก็ยืนยันได้เรื่องหนึ่ง นั่นคือ องค์กร H.C.F. ไม่มีทางเป็นองค์กรประเภทที่ทำงานเพื่อสันติภาพของโลกอย่างแน่นอน

“ดูจากปฏิกิริยาของพวกเธอแล้ว ภารกิจของพวกเธอน่าจะต่างจากของฉัน แต่พวกเธอมาช้าไป ฉันทำลายไวรัสทั้งหมดแล้ว” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ ลั่วกวางจึงพูดต่อพร้อมรอยยิ้ม ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายถามถึงเป้าหมายขององค์กรเขาอีก เพราะเขาตอบคำถามนี้ไม่ได้ และมันจะทำให้ถูกจับพิรุธได้ง่าย

“แก!” ศัตรูศัตรูลึกลับทั้งสองตะโกนออกมาพร้อมกัน

“ไวรัสถูกทำลายไปแล้ว เชื่อหรือไม่ก็ไปดูเองได้ แต่ก่อนหน้านั้น พวกเธอยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลย!” ลั่วกวางพูด

ศัตรูลึกลับอีกคนที่ไม่เคยต่อสู้กับลั่วกวางมาก่อน รู้สึกว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันสถานการณ์ของไวรัสนิรันดร์ หากไวรัสนิรันดร์ในห้องเก็บของถูกคนตรงหน้าทำลายไปจริงๆ องค์กรของพวกเธอก็ยังมีแผนสำรองอยู่

ตามข้อมูลที่พวกเธอรวบรวมได้จากห้องทดลอง ไวรัสนิรันดร์บางส่วนถูกขนย้ายออกไปแล้ว ดังนั้นองค์กรของพวกเธอจึงมีคนอื่นรับหน้าที่กู้ไวรัสส่วนนั้นกลับมา

พวกเธอทำได้เพียงภาวนาให้คนเหล่านั้นทำสำเร็จ ไม่เช่นนั้นความผิดพลาดและความรับผิดชอบในฝั่งของพวกเธอคงหนักเกินไป และพวกเธอก็ไม่อยากเผชิญการลงโทษจากองค์กร

“พวกเรามีแหล่งข่าวกรองของตัวเองในเบอร์ลิน” ศัตรูลึกลับผู้มีรอยบุบบนหมวกกันน็อกพูด

“ทหารหรือ?” ลั่วกวางเดาได้ทันที และมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นคนที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ทหารหน่วยรบพิเศษของเบิร์ต ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงยากจะรู้ชื่อของไวรัสนิรันดร์ได้

“ในเมื่อคุณรู้อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถาม” ศัตรูลึกลับผู้มีรอยบุบบนหมวกกันน็อกพูด

“เห็นพวกเธอกำลังรีบ งั้นฉันพูดอีกอย่างสุดท้ายดีไหม ต่างคนต่างไปเป็นยังไง?”

ลั่วกวางเสนอแผนหนึ่งออกมา โดยตั้งใจจะแทงข้างหลังพวกเธอตอนที่พวกเธอไปตรวจสอบสถานการณ์ของไวรัสนิรันดร์ เพราะภูมิประเทศบริเวณห้องเก็บของค่อนข้างแคบ ทำให้เขาจับศัตรูได้ง่ายขึ้น

“ไม่ ทำไมพวกเราไม่ไปทางเดียวกันล่ะ? พวกเราจะพาคุณกลับไป สั่งสอนคุณสักบทเรียน แล้วทำให้คุณรู้ว่า ของล้ำค่าบางอย่างในโลกนี้ไม่ควรถูกทำลายตามใจชอบ” ศัตรูลึกลับผู้มีรอยบุบบนหมวกกันน็อกพูด

จบบทที่ ตอนที่ 165 การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

คัดลอกลิงก์แล้ว