เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 หวังหมั่ง: กองทัพสี่แสนสองหมื่นนายของข้า เอาชนะซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้รึ?

บทที่ 69 หวังหมั่ง: กองทัพสี่แสนสองหมื่นนายของข้า เอาชนะซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้รึ?

บทที่ 69 หวังหมั่ง: กองทัพสี่แสนสองหมื่นนายของข้า เอาชนะซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้รึ?


[ต่อไปพวกเรามาพูดถึงปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ตงฮั่น กวงอู่ตี้หลิวซิ่ว ว่าเขาโชว์ความเทพตบหน้าหวังหมั่งจนหน้าหงายได้อย่างไร]

ราชวงศ์ตงฮั่น

กวงอู่ตี้โอบเอวคอดกิ่วของอินลี่หัว มองดูม่านแสง มุมปากยกยิ้มขึ้น

"หวังหมั่งงั้นรึ? เจิ้นแทบจะลืมเขาไปแล้วเชียว!"

"ฝ่าบาท... ตอนนั้นมีอุกกาบาตตกลงมาจากฟ้าจริงๆ หรือเพคะ?" อินลี่หัวกะพริบตาโตมองหลิวซิ่วด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หลิวซิ่วกระตุกยิ้มบางๆ รำลึกความหลัง พยักหน้าเบาๆ "เป็นเช่นนั้นจริงๆ วันที่ประจันหน้ากับกองทัพใหญ่ของหวังหมั่ง น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ แม้ในใจเจิ้นจะมีจิตวิญญาณนักรบ แต่ก็อดกังวลไม่ได้"

"ใครจะไปคาดคิดว่าในยามคับขัน จู่ๆ ท่ามกลางความมืดมิดก็มีอุกกาบาตขนาดยักษ์สองดวงพุ่งเข้าใส่ค่ายทหารของหวังหมั่ง ภาพนั้นราวกับฟ้าถล่มดินทลาย จุดที่อุกกาบาตตกลงมามีแสงเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงร้องโหยหวนดังระงมไม่ขาดสาย"

"กองทัพของหวังหมั่งปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด ขวัญกำลังใจแตกกระเจิงในพริบตา"

อินลี่หัวฟังจนเพลิดเพลิน สองมือเผลอกำแขนเสื้อของหลิวซิ่วไว้แน่น "แล้วหลังจากนั้นล่ะเพคะ?"

หลิวซิ่วกล่าวต่อ: "หลังจากนั้น เจิ้นก็อาศัยจังหวะที่กองทัพศัตรูกำลังสับสนวุ่นวาย นำเหล่าทหารหาญบุกโจมตีอย่างห้าวหาญ"

"และในสนามรบก็เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก พายุพัดกระหน่ำ กองทัพของหวังหมั่งถูกเหตุการณ์พลิกผันต่อเนื่องเหล่านี้ทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พากันแตกพ่ายหนีเอาตัวรอด เจิ้นจึงอาศัยจังหวะนั้นตีทัพศัตรูจนแตกพ่าย พลิกสถานการณ์สงครามได้สำเร็จ"

อินลี่หัวมองหลิวซิ่วด้วยแววตาเลื่อมใส "ฝ่าบาททรงเป็นผู้ได้รับลิขิตจากสวรรค์จริงๆ แม้แต่สวรรค์ยังช่วยเหลือให้ฝ่าบาททำการใหญ่ได้สำเร็จ"

หลิวซิ่วกระชับอ้อมกอดอินลี่หัวให้แน่นขึ้น หัวเราะกล่าวว่า: "มีหญิงงามอยู่เคียงกาย การใหญ่ของเจิ้นก็ถือว่าสมบูรณ์แบบแล้ว"

[ก่อนหน้านี้ได้กล่าวไปแล้วว่า หลังจากหวังหมั่งขึ้นสู่อำนาจ เขาก็เริ่มทำเรื่องแผลงๆ มากมาย โดยเฉพาะการสั่งไล่ล่าตามฆ่าคนชื่อหลิวซิ่วไปทั่วประเทศ ฆ่าไปได้ตั้งหลายคน แต่เขากลับมองข้ามปัญหาข้อหนึ่งไป นั่นก็คือ ในตอนแรกหลิวซิ่วไม่ได้ชื่อหลิวซิ่วนี่นา!]

หวังหมั่งมองดูหลิวซิ่วที่ถูกจับตัวมายืนอยู่ตรงหน้าตนเอง ถึงกับยืนอึ้งกิมกี่ไปเลย!

ไม่ได้ชื่อหลิวซิ่วรึ? แล้วไอ้ตัวที่เจิ้นจับมานี่มันคือตัวอะไรกัน?

เขาพิจารณาดูอย่างละเอียด... "ก็ไม่ผิดนี่นา? หน้าตาก็คล้ายอยู่... เอ๊ะ?"

"กล้ามอกนี่มันใหญ่ขนาดนี้เลยรึ?" หวังหมั่งใช้นิ้วจิ้มๆ ดูด้วยความสงสัย... "หืม? ไม่ถูกสิ... นิ่มไปหน่อย... มารดามันเถอะ นี่มันผู้หญิงนี่หว่า?"

"ฝ่าบาท... โปรดสำรวมด้วยเพคะ... หม่อมฉันมีสามีแล้ว!" หญิงสาวที่ชื่อหลิวซิ่วผู้นี้ก้มหน้างุด พูดเสียงเบาด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะความเขินอาย

หากไม่ใช่เพราะหวังหมั่งอยู่ใกล้ ก็คงจะไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย เสียงเบาราวกับเสียงยุงบิน!

หวังหมั่งถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่ แค่ฟังจากเสียง หวังหมั่งก็สามารถให้คะแนนนางถึงเก้าสิบเก้าคะแนนเต็มร้อยได้เลย

ไม่ใช่เสียงบีบให้เล็กแหลมแบบที่คนยุคหลังชอบดัดทำกัน แต่เป็นเสียงแบบที่ฟังแล้วรู้สึกสบายหูต่างหาก!

แต่พอมองดูหน้า หวังหมั่งก็หน้าดำคร่ำเครียด เดินตรงไปหาขุนนางที่มารายงานข่าว แล้วง้างมือตบหน้าไปสองฉาดใหญ่

"เจ้าบอกว่าไงนะ? คนผู้นี้หน้าตาคล้ายหลิวซิ่วบนม่านแสงมากงั้นรึ?"

ขุนนางผู้นั้นตอบด้วยความน้อยใจ: "ฝ่าบาท! ทรงทอดพระเนตรดูสิพ่ะย่ะค่ะ รูปร่างหน้าตาเช่นนี้ กระหม่อมไม่กล้าบอกว่าเหมือนกันเป๊ะ แต่ก็คล้ายคลึงกันมาก กระหม่อมต่อให้มีความกล้าเทียมฟ้าก็ไม่กล้าหลอกลวงฝ่าบาทหรอกพ่ะย่ะค่ะ!"

หวังหมั่งหน้ามืดครึ้ม "หน้าตาน่ะคล้ายอยู่ แต่มารดามันเถอะ เจ้าเบิกตาดูให้ดีสิว่านางเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง? ไฟหน้าคู่เบ้อเริ่มเทิ่มตรงหน้าอกนางนั่น เจ้าตาบอดมองไม่เห็นหรือไง?"

หญิงสาวชื่อหลิวซิ่วได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญ: "ฮือๆ... ฮือๆ ฝ่าบาทต้องให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันเกิดมาหน้าตาเหมือนผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก... แต่หม่อมฉันเป็นผู้หญิงจริงๆ นะเพคะ! หากไม่เชื่อ ฝ่าบาทจะตรวจดูก็ได้... ฮือๆ..."

ทุกคนถึงกับยืนอึ้งกิมกี่... แม้แต่ขุนนางคนนั้นก็ยังอึ้ง ต่างมองคนตรงหน้าด้วยความตกตะลึง!

เสียงผู้หญิงรึ? แถมยังเพราะซะด้วย? เชี่ยเอ๊ย! เป็นผู้หญิงงั้นรึ?

จากนั้นพวกเขาก็รู้สึกเหมือนโลกทัศน์พังทลายลงมา ผู้หญิงบ้านไหนมันหนวดเคราเฟิ้มขนาดนี้? แถมมารดามันเถอะ ยังดกดำกว่าพวกเขาสะอีก?

...

[เรื่องดวงของหลิวซิ่ว คงพูดได้คำเดียวว่าฝืนลิขิตสวรรค์จริงๆ... หากเป็นในยุคปัจจุบัน ต่อให้เขาเดินออกจากบ้านไปขูดหวยได้รางวัลร้อยล้าน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด]

[ตลอดชีวิตของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เหลือเชื่อมากมาย... เอาแค่เรื่องชาติกำเนิดของเขาก่อน เขาเป็นเชื้อพระวงศ์สายตรงตัวจริงเสียงจริง เป็นถึงทายาทรุ่นที่เก้าของหลิวปัง!]

หลิวปังเห็นดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ "ฮ่าฮ่า... สายเลือดของบิดานี้ช่างแข็งแกร่งจริงๆ ราชวงศ์เดียวมีคนติดอันดับถึงสี่คน!"

"ขอให้บิดาผู้นี้ดูหน่อยสิว่าหลานรุ่นที่เก้าของบิดาจะกอบกู้ราชวงศ์ฮั่นได้อย่างไร" พูดจบก็แหงนหน้ากระดกสุราในจอกจนหมด แล้วเพ่งสมาธิจับจ้องไปที่ม่านแสง

...

อิ๋งเจิ้งเห็นฉากนี้ก็ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะฉาดใหญ่ นึกอยากจะจับไอ้ลูกเวรหูไห่มาซ้อมอีกรอบแล้ว

มีทั้งหมดสิบโควตา ตระกูลหลิวปาเข้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว!

เรื่องนี้ทำเอาอิ๋งเจิ้งดูแล้วหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก หากต้าฉินของเขาไม่ล่มสลายลงในรุ่นที่สองล่ะก็... ตำแหน่งเหล่านี้จะตกมาถึงตาเฒ่าคนนี้ได้อย่างไร

...

[เนื่องจากนโยบาย 'โองการลิดรอนอำนาจ' ของฮั่นอู่ตี้ สายตระกูลของหลิวซิ่วจึงได้รับผลกระทบ จากบรรดาศักดิ์โหวก็ค่อยๆ ลดหลั่นลงมา จนมาถึงรุ่นหลิวฉินผู้เป็นบิดา ก็เป็นเพียงขุนนางเล็กๆ ตำแหน่งนายอำเภอจี้หยางเท่านั้น]

[เมื่อหลิวซิ่วอายุได้เก้าขวบ บิดาก็เสียชีวิตลง จึงต้องไปอาศัยอยู่กับท่านอา แม้จะมีสายเลือดเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านธรรมดาแล้ว!]

[หลิวซิ่วที่อาศัยอยู่บ้านท่านอา เนื่องจากหลิวเหยี่ยนลูกพี่ลูกน้องของเขาดึงดันที่จะสร้างตัวทำการใหญ่ จึงเริ่มรวบรวมสมัครพรรคพวกอย่างกว้างขวาง]

[ภาระหนักอึ้งในการหาเลี้ยงชีพจึงตกมาอยู่บนบ่าของหลิวซิ่ว หลิวซิ่วเริ่มทำการเกษตร และมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ใครๆ ต่างก็เรียกเขาว่า "ยอดฝีมือด้านการปลูกผัก"!]

[เขาตั้งใจทำนาเป็นอย่างมาก เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาไร่นา นาของที่บ้านเขา แม้จะเป็นช่วงที่เกิดภัยแล้งอย่างหนักก็ยังคงได้ผลผลิตที่ค่อนข้างดี ในขณะที่บ้านคนอื่นอาจจะไม่เหลือแม้แต่เมล็ดข้าวสักเม็ดเดียว!]

[ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีหัวการค้าเป็นอย่างมาก เขามักจะต้อนวัวเทียมเกวียนบรรทุกธัญพืชไปตระเวนขายตามหัวเมืองรอบนอก เนื่องจากเขาเป็นคนซื่อสัตย์ใจดี ทำการค้าอย่างมีสัจจะ ราคาเป็นธรรม ธัญพืชบ้านเขาจึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพียงไม่นานก็สามารถเก็บหอมรอมริบเงินก้อนโตให้กับครอบครัวได้]

[ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับอินลี่หัว วันหนึ่ง หลิวซิ่วเดินทางไปเยี่ยมญาติที่บ้านพี่เขย และบังเอิญพบกับอินลี่หัวระหว่างทาง!]

[ชั่วพริบตานั้น วิญญาณของเขาก็แทบจะถูกกระชากหลุดลอยไป...]

[อินลี่หัวในเวลานั้น ตามบันทึกในพงศาวดารนางเป็นเพียงสาวน้อยโลลิอายุประมาณ 9 ถึง 14 ปีเท่านั้น หากเทียบกับยุคปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นผู้เยาว์อยู่เลย ถ้าต่ำกว่าสิบขวบก็เรียกได้ว่าเป็นเด็กหญิงตัวน้อยเลยทีเดียว!]

[ส่วนหลิวซิ่วในตอนนั้น อายุประมาณ 24 ปี... ถือเป็นพวกโรคจิตกินเด็กแบบไม่ต้องสงสัย เผลอๆ มีสิทธิ์โดนซิวเข้าซังเตได้เลย]

ผู้เยาว์? อะไรกัน? 14 ขวบก็ไม่เด็กแล้วนะ ถึงวัยที่ควรจะออกเรือนได้แล้วสิ!

"คิดถึงตอนที่เจิ้นอยู่กับกวนอินปี้ กวนอินปี้น่าจะเพิ่งอายุแค่สิบสามปีเองกระมัง" หลี่เอ้อไม่ค่อยเข้าใจนักว่า 'ผู้เยาว์' ที่คนยุคหลังพูดถึงหมายความว่าอย่างไร

โจโฉไม่สนใจเด็กผู้หญิงในวัยนี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาโปรดปรานคือสตรีที่มีสามีแล้ว หรือก็คือช่วงอายุระหว่าง 20 ถึง 25 ปีนั่นเอง

"ก็แค่เด็กเมื่อวานซืน จะไปเข้าใจความสำราญในการลิ้มรสสตรีที่มีสามีแล้วได้อย่างไร!" ใบหน้าของโจโฉเต็มไปด้วยความดูแคลน

หากยังไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายอายุเท่าไหร่ และเป็นสตรีที่มีสามีแล้วหรือไม่ เถ้าแก่โจวก็จะไม่มีวันให้ความสนใจเด็ดขาด!

[นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลิวซิ่วก็ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น... และก็เข้าใจดีว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่มีทางคู่ควรกับนางเลย จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่เมืองฉางอัน...]

[ส่วนเรื่องเรียนจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือเขาเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจ จนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย!]

[วันหนึ่ง หลิวซิ่วเห็นจื๋อจินอู๋ นำขบวนทหารเดินทัพในเมืองหลวง ขบวนทหารนั้นยิ่งใหญ่อลังการ น่าเกรงขาม ภาพที่เห็นช่างยิ่งใหญ่ตระการตา ทำให้เขารู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ]

[และด้วยเหตุนี้ ประโยคทองอมตะจึงหลุดออกจากปากเขาว่า: "หากเป็นขุนนางต้องเป็นจื๋อจินอู๋ หากได้ภรรยาต้องได้อินลี่หัว!"]

...

จบบทที่ บทที่ 69 หวังหมั่ง: กองทัพสี่แสนสองหมื่นนายของข้า เอาชนะซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้รึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว