- หน้าแรก
- พระเอกผู้แสนน่ารักไร้ทายาท ตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปั่น
- บทที่ 306 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างน่าสลด (17)
บทที่ 306 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างน่าสลด (17)
บทที่ 306 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างน่าสลด (17)
บทที่ 306 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างน่าสลด (17)
คำพูดเหล่านี้เปรียบเสมือนการต้อนเฉิงชิงเยว่ให้จนมุม นางวางท่าโอหังมาโดยตลอด และแม้จะทำความผิด พู้อื่นมักจะไม่เอาความเพราะเห็นแก่ฐานะของนาง
อันที่จริง เพื่อประจบเอาใจนาง ผู้คนต่างพากันส่งมอบของดีให้ถึงมือ ฉากเหตุการณ์เช่นนี้ที่ถูกผู้คนรุมล้อมและวิพากษ์วิจารณ์จึงไม่เคยเกิดขึ้นกับนางมาก่อน
ความโกรธแค้นและขุ่นเคืองพุ่งพล่านอยู่ในอก ใบหน้านวลระื่อสีแดงฉานด้วยเพลิงโทสะ เฉิงชิงเยว่โกรธจัดจนอยากจะสังหารสตรีตรงหน้าให้สิ้นซาก
ทว่าหากนางลงมือทำเช่นนั้นจริงๆ ท่านพ่อของนางย่อมไม่ไว้ชีวิตนางเป็นแน่
มิเช่นนั้น ท่านพ่อคงไม่ส่งศิษย์พี่สองคนมาคอยเฝ้าดูนางเช่นนี้
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม แต่เมื่อสบสายตากับศิษย์พี่ทั้งสองที่อยู่ข้างกาย เฉิงชิงเยว่ทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
นางเอ่ยคำขอโทษต่อบุคคลตรงหน้าด้วยความฝืนทน
"ข้าขอโทษ ข้าเข้าใจเจ้าผิดไป"
"เพียงเท่านี้หรือ เมื่อครู่คุณหนูเฉิงยังขู่จะฆ่าข้าอยู่เลย ข้าเป็นคนตกใจง่าย ป่านนี้ขวัญยังไม่กลับมาเข้าร่างเลยด้วยซ้ำ มิสู้คุณหนูมอบค่าทำขวัญให้ข้าสักหน่อยดีหรือไม่"
ซ่งถิงเหอจะไม่เห็นความไม่เต็มใจของเฉิงชิงเยว่ได้อย่างไร นางจงใจกุมหน้าอก แสร้งทำท่าทางตกใจและน้อยเนื้อต่ำใจ
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่นางพูดจบ สายตาที่เฉิงชิงเยว่มองมาที่นางแทบจะพ่นไฟออกมาได้ หากมิใช่เพราะศิษย์พี่ที่อยู่ข้างกายตบไหล่นางเบาๆ เพื่อห้ามปรามเอาไว้ สตรีผู้นั้นคงพุ่งเข้ามาฉีกร่างนางออกเป็นแปดส่วนในทันที
เมื่อเห็นเฉิงชิงเยว่โกรธแค้นจนอยากจะลงมือ ชายชุดม่วงที่อยู่ข้างกายจึงกดแขนของนางไว้แล้วก้าวไปข้างหน้า พร้อมประสานมือคารวะซ่งถิงเหอ
"แม่นาง เรื่องนี้ศิษย์น้องของข้าเป็นฝ่ายผิด แต่นางทำไปเพราะความใจร้อน ข้าหวังว่าเจ้าจะให้อภัยในความล่วงเกิน
ข้าเห็นว่าเจ้ามาที่ร้านเพื่อซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูป เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เสื้อผ้าทั้งหมดที่เจ้าซื้อ พวกเราจะเป็นผู้จ่ายให้เอง เพื่อเป็นการขอขมา"
"ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น! ข้า..."
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของเฉิงชิงเยว่ก็แดงก่ำด้วยความโกรธ เล็บที่จิกแน่นลงในฝ่ามือทิ้งรอยแดงที่น่ากลัวเอาไว้
แต่เมื่อนางสบสายตาเตือนจากศิษย์พี่ที่อยู่ข้างกาย นางทำได้เพียงกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ เรียกของวิเศษออกมาแล้วก้าวเหยียบทะยานจากไปจากสถานที่ที่น่าหงุดหงิดแห่งนี้ทันที
ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะสะบัดหน้าหนีไปเช่นนั้น ชายชุดม่วงที่ยืนอยู่หน้าสุดขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ แต่เขาก็ยังส่งสายตาให้กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งรีบตามนางไปในทันที
"แม่นาง โปรดเข้าใจด้วย ศิษย์น้องของข้ามีนิสัยซุกซนมาแต่กำเนิด ข้าขออภัยแทนนาด้วย"
ในเมื่อตัวการหลบหนีไปแล้ว ซ่งถิงเหอก็ไม่ได้ติดใจเอาความต่อ อย่างไรเสียที่นี่ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรเฝ้าดูอยู่มากมาย คงไม่สามารถลงมือต่อสู้กันได้จริงๆ
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเสนอจะจ่ายเงินให้ นางก็ไม่คิดจะเกรงใจ นางโบกมืออย่างใจใหญ่ ซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองและฟู่หยางคนละสามสิบชุด
ราคามีตั้งแต่สูงไปจนถึงต่ำ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นสามพันหินวิญญาณระดับสูง ชายชุดม่วงเสนอตัวจะจ่ายเงินให้ แต่เขาไม่คาดคิดว่านางจะมือเติบเพียงนี้ หลังจากค้นหาไปทั่วตัว เขาก็พบว่าตนเองมีหินวิญญาณไม่เพียงพอ
เขาทำได้เพียงขอให้คนอื่นๆ รอสักครู่ แล้วใช้ใช้วิธีลับติดต่อเหล่าศิษย์ร่วมสำนักให้ส่งหินวิญญาณมาให้ จึงสามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์อันน่าอับอายไปได้
ในที่สุด หลังจากจ่ายหินวิญญาณและสะสางบัญชีเรียบร้อย ชายชุดม่วงก็กล่าวลาทั้งสองแล้วจากไป ทันทีที่เขาหันหลังกลับ ใบหน้าก็มืดมนลงอย่างถึงที่สุด
หญิงสาวที่ขายเสื้อผ้าอยู่ใกล้ๆ ยิ้มแก้มปริ นางนำเสื้อผ้าใส่ลงในแหวนมิติที่เป็นของแถมแล้วส่งให้ซ่งถิงเหอ
"เชิญมาใหม่นะเจ้าคะ ท่านผู้มีเกียรติ ยินดีต้อนรับในครั้งหน้าเจ้าค่ะ"
เมื่อสังเกตเห็นว่าไม่ค่อยมีใครสนใจพวกเขาแล้ว นางจึงกระซิบเตือนเบาๆ
"คนจากสำนักเทียนเสวียนเหล่านั้นดูท่าทางจะไม่รับมือง่ายๆ ทางที่ดีท่านผู้มีเกียรติควรพากันรีบออกไปแต่เนิ่นๆ เถิดเจ้าค่ะ"
ซ่งถิงเหอรับรู้ถึงความหวังดีของลูกจ้างร้าน จึงกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างสุภาพ
จากนั้นนางและฟู่หยางจึงเดินออกจากร้าน ทั้งสองเดินเล่นในเมืองต่ออีกสองรอบ ซื้อของขึ้นชื่อบางอย่างของเมืองหลิงซิ่ว เตรียมนำกลับไปฝากท่านแม่หลินเมื่อเดินทางกลับสู่โลกเบื้องล่าง
ทว่าระหว่างทาง ทั้งสองสังเกตเห็นสายตาที่จับจ้องตามมาอย่างเงียบเชียบ หลังจากสบตากัน ฟู่หยางก็เอ่ยขึ้นเบาๆ
"ตบะของภรรยาข้าเพิ่งจะก้าวหน้า ในเมื่อมีเหยื่อมาส่งให้ถึงหน้าประตูบ้าน เหตุใดไม่ลองฝึกซ้อมฝีมือดูสักหน่อยเล่า"
ซ่งถิงเหอกระพริบดวงตาสีอำพันอันงดงาม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาที่อยู่แถบชานเมืองหลิงซิ่วพร้อมกัน
เมื่อเห็นทั้งสองออกจากเมืองหลิงซิ่ว เงาร่างที่ติดตามมาก็พลิกข้อมือแล้วส่งกระแสพลังวิญญาณออกไป
เมืองหลิงซิ่วถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาอันกว้างใหญ่ ยิ่งเข้าไปลึกเท่าใด อันตรายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เมื่อถึงเขตไร้ผู้คน
ทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลง ในชั่วพริบตาที่พวกเขาหยุดนิ่ง เงาร่างสามร่างก็เหินลงมาจากฟากฟ้า พร้อมกับม่านพลังแสงสีขาวที่พุ่งขึ้นมารอบด้าน
จะเป็นใครไปได้อีก หากมิใช่เฉิงชิงเยว่และพรรคพวกของนาง
เฉิงชิงเยว่ยืนอยู่กลางอากาศ โดยมีของวิเศษอยู่ใต้เท้า นางก้มมองคนทั้งสองตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา
"นังแพศยา เจ้าคงไม่คิดจริงๆ ใช่ไหมว่าเรื่องนี้จะจบลงง่ายๆ เมื่อครู่มีคนอยู่มากเกินไป ข้าจึงลงมือไม่ได้ ตอนนี้ดูซิว่าเจ้าจะทำอย่างไร"
ซ่งถิงเหอกระพริบตา พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก
"มิใช่ว่าเมื่อครู่เจ้าบอกว่าพวกเราตกลงกันเรียบร้อยแล้วหรือ อะไรกัน สำนักเทียนเสวียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่ง กลับเป็นกลุ่มคนที่คืนคำอย่างนั้นหรือ เจ้าไม่กลัวว่าจะขายหน้าหากเรื่องนี้แพร่ออกไปหรืออย่างไร"
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงเช้าที่นางถูกฝูงชนมองเหมือนลิงแก้เหงา ความโกรธในอกของเฉิงชิงเยว่ก็ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง นางหัวเราะออกมาด้วยความแค้นเคืองถึงขีดสุด
"เจ้ายังกล้าปากดีอยู่ที่นี่อีกหรือ เดี๋ยวเจ้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายอย่างไร"
ขณะที่นางกำลังจะลงมือ ชายชุดม่วงที่เป็นคนจ่ายเงินก็ยื่นมือออกมาห้ามไว้
"ศิษย์น้อง อย่าเพิ่งวู่วาม"
เขายิ้มให้ซ่งถิงเหอ ยังคงท่าทางที่สุภาพและเยือกเย็น
"พวกท่านทั้งสองอย่าเพิ่งกังวลไป พวกเราไม่มีเจตนาร้าย เพียงแต่แหวนวงนั้นช่างคล้ายกับของศิษย์น้องข้าเหลือเกิน นางจึงเข้าใจผิดเพราะความใจร้อน พวกเราเพียงอยากจะขอให้เจ้าลองเอาแหวนวงนั้นออกมาให้พวกเราตรวจสอบดูสักหน่อย
อย่างไรเสีย แหวนของศิษย์น้องข้าก็เป็นของที่บรรพชนจากโลกเบื้องบนประทานให้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันปรากฏในโลกเบื้องล่าง พวกท่านทั้งสองไปได้แหวนวงนี้มาจากที่ใด"
นี่คือการหยั่งเชิงเบื้องหลังของพวกเขา
ซ่งถิงเหอไม่ได้ตอบ แต่นางหันไปมองฟู่หยางที่อยู่ข้างกาย
ฟู่หยางมีสีหน้าสงบ เรียบเฉยและมั่นคง
"ได้มาโดยบังเอิญในแดนลี้ลับ"
ได้มาโดยโชคช่วย หมายความว่าไม่มีผู้หนุนหลังอยู่เบื้องหลัง
หน้ากากอันอ่อนโยนของชายชุดม่วงพังทลายลงในที่สุด น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นไม่เย็นไม่ร้อน
"ถ้าเช่นนั้น โปรดส่งมันมาให้พวกเราดูด้วย"
เมื่อเห็นทั้งสองยังคงยืนนิ่ง ความเกลียดชังที่เฉิงชิงเยว่มีต่อซ่งถิงเหอก็พุ่งถึงขีดสุด นางจึงตัดสินใจลงมือโดยตรง
"ศิษย์พี่ จะเสียเวลาพูดกับพวกนักบำเพ็ญพเนจรทำไมกัน สังหารพวกมันทิ้งเสียเหมือนที่เคยทำก็สิ้นเรื่อง!"
สิ้นคำพูด ชายแขนเสื้อสีชมพูของนางก็ยืดขยายออก พุ่งเข้าใส่ซ่งถิงเหอหวังจะสังหารในคราเดียว
ซ่งถิงเหอไม่หลบและไม่เลี่ยง นางเอียงกายแล้วคว้าจับชายแขนเสื้อที่พุ่งเข้ามาไว้โดยตรง พร้อมกับอาศัยแรงนั้นพลิกตัวขึ้น คมมีดที่ควบแน่นจากพลังในมือฟาดฟันลงไปยังมือที่ยื่นออกมาของเฉิงชิงเยว่
เฉิงชิงเยว่หลบหนีไม่ทันท่วงที โชคดีที่อาภรณ์วิเศษของนางช่วยต้านทานการโจมตีไว้ มิเช่นนั้นมือทั้งข้างของนางอาจถูกตัดขาดไปแล้ว
นางพลิกตัวหลบออกมาด้วยความหงุดหงิด แล้วสะบัดเข็มเงินติดตามตัวกำมือหนึ่งเข้าใส่ซ่งถิงเหอ
ซ่งถิงเหอหลบหลีกอยู่หลายครั้ง เมื่อเห็นว่าเข็มเงินเหล่านั้นยังคงตามตื้อไม่เลิกรา นางจึงกดระดับพลังของตนไว้ที่ระดับจินตันขั้นสมบูรณ์ ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาควบคุมเข็มเงินเหล่านั้น แล้วสะท้อนกลับไปยังเฉิงชิงเยว่
แม้เฉิงชิงเยว่จะบรรลุระดับจินตันขั้นต้นแล้ว แต่ตบะของนางได้มาจากการเสพโอสถ การเผชิญหน้าพิฆาตกันโดยตรงเช่นนี้จึงนับว่าหาได้ยากยิ่งสำหรับนาง
ท่ามกลางการหลบหลีกที่เงอะงะ ซ่งถิงเหอก็ฉวยโอกาสนั้นไว้ เข็มเงินกลางอากาศเปลี่ยนทิศทาง พุ่งตรงไปยังลำคอของเฉิงชิงเยว่
เฉิงชิงเยว่ล้มลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก พลางหวีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
"ศิษย์พี่ ช่วยข้าด้วย!"