- หน้าแรก
- พระเอกผู้แสนน่ารักไร้ทายาท ตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปั่น
- บทที่ 302 เทพเซียนผู้ถูกวางแผนให้จุติลงมายังโลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางซึ่งครอบครัวถูกทำลายอย่างน่าสลดใจ (13)
บทที่ 302 เทพเซียนผู้ถูกวางแผนให้จุติลงมายังโลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางซึ่งครอบครัวถูกทำลายอย่างน่าสลดใจ (13)
บทที่ 302 เทพเซียนผู้ถูกวางแผนให้จุติลงมายังโลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางซึ่งครอบครัวถูกทำลายอย่างน่าสลดใจ (13)
บทที่ 302 เทพเซียนผู้ถูกวางแผนให้จุติลงมายังโลกมนุษย์ กับเตาหลอมที่บอบบางซึ่งครอบครัวถูกทำลายอย่างน่าสลดใจ (13)
ฝุ่นละอองที่ถูกกวนให้ฟุ้งกระจายค่อยๆ มลายหายไป ปรากฏร่างของสตรีในชุดอาภรณ์เซียนเมฆาพริ้วไหวสีฟ้าครามร่อนลงมาจากฟากฟ้า กระบี่ที่นางเหยียบมานั้นถูกเก็บเข้าสู่มือในทันทีที่เท้าสัมผัสถึงพื้นดิน
นางชี้ปลายกระบี่ไปที่บุรุษซึ่งนอนกองอยู่บนพื้น พลางจ้องเขม็งด้วยสายตาข่มขู่ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย
"ส่งของสิ่งนั้นมาเสียดีๆ มิเช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี"
บุรุษที่นอนอยู่บนพื้นมีท่าทางอ่อนแรงอย่างยิ่ง สายตาที่มองไปยังสตรีผู้นั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
"ใครต่อใครต่างก็บอกว่าคนของสำนักเทียนสวนเป็นฝ่ายธรรมะที่เที่ยงธรรมที่สุดในใต้หล้า แต่ยามนี้ดูเหมือนว่าพวกเจ้าก็ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าใครเลย! ข้าเป็นผู้ได้สมบัตินี้มาครอบครองก่อน แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดจะมาชิงมันไปจากข้า?!"
"พูดมากเสียจริง ส่งมาเดี๋ยวนี้!"
ความอดทนของสตรีผู้นั้นหมดสิ้นลง นางจดปลายกระบี่เข้ากับลำคอของบุรุษผู้นั้นทันที
ใบหน้าของบุรุษคนดังกล่าวเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างเขียวและซีดเผือด ภายใต้ความตายที่จ่อคออยู่ เขาทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกและหยิบของสิ่งนั้นออกมาอย่างไม่เต็มใจ
เมื่อเห็นว่าเขาว่าง่ายเช่นนี้ รอยยิ้มพึงพอใจจึงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนาง ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปรับของสิ่งนั้น
สายตาของบุรุษที่หมอบอยู่กลับเหลือบไปเห็นเงาร่างคนคู่หนึ่งจากระยะไกล ทั้งสองคนนั้นมีท่าทางสง่างามและพริ้วไหว หากแต่กลิ่นอายรอบกายกลับทรงพลังมหาศาล บ่งบอกว่ามิใช่คนธรรมดาทั่วไป
แววตาของเขาไหววูบ ในเสี้ยววินาทีที่สตรีผู้นั้นลดการป้องกันลง เขาได้ใช้พลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายที่มีเคลื่อนย้ายหายตัวไปในทันที
ดวงตาของสตรีผู้นั้นเย็นเยียบขึ้นมา "คิดจะหนีรึ!"
นางมิได้กล่าววาจาซ้ำสอง กระบี่ในมือเปล่งประกายแสงเจิดจ้าและพุ่งทะยานไปยังทิศทางที่บุรุษผู้นั้นหายตัวไป
ทว่าขณะที่นางหันกายกลับมานั้น นางก็ได้เห็นชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับเค่นยิ้มเย็นชาออกมาจากดวงตา
"ที่แท้ก็มีพวกนกเป็ดน้ำคู่ร่วมประเวณีเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอยู่นี่เอง! ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็จงตายไปพร้อมกันเสียเถิด!"
ฟู่อวี่ซึ่งกำลังจะจุมพิตซ่งถิงเหอถูกขัดจังหวะด้วยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกะทันหัน หากซ่งถิงเหอมิได้ห้ามปรามเขาไว้เพราะนางอยากชมเรื่องสนุก เขาคงจะลงมือไปนานแล้ว
บัดนี้เมื่อได้ยินถ้อยคำโอหังของคนผู้นั้น สีหน้าที่มืดมนอยู่แล้วของเขากลับยิ่งดูน่าสยดสยองมากขึ้น เมฆหมอกแห่งโทสะเข้าปกคลุมดวงตาของเขาจนมืดมิด
เขากดร่างของซ่งถิงเหอเข้าสู่อ้อมกอด จากนั้นจึงชูนิ้วเรียวยาวอันสง่างามขึ้นมาแล้วชี้เบาๆ ไปยังทิศทางที่แสงกระบี่พุ่งตรงเข้ามา
เพียงชั่วพริบตา แสงนั้นก็ถูกสะท้อนกลับไป สตรีที่ยืนอยู่ไม่ไกลและกำลังรอชมความตายของคนทั้งสามถึงกับตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูก
เมื่อมองไปยังแสงที่พุ่งกลับมาซึ่งรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว นางรู้สึกได้ถึงความสยดสยองจนหนังศีรษะชาหนึบและความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปถึงกระดูกสันหลัง
นางรีบเค้นพลังวิญญาณในกายเพื่อหลบหลีก ทว่าถึงกระนั้นนางก็ยังถูกผลกระทบจากพลังอันน่าหวาดกลัวนั้นกระแทกเข้าอย่างจัง ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นเข้าสู่ทรวงอก ใบหน้าของนางซีดสลดก่อนจะกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
หลังจากตั้งหลักได้ นางมองไปยังคู่ "นกเป็ดน้ำ" ที่ยืนอยู่นั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงอย่างลึกซึ้ง
"พวกเจ้าเป็นใคร? ข้าคือศิษย์ของสำนักเทียนสวน พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำกับข้าเช่นนี้? มิเกรงกลัวว่าสำนักเทียนสวนจะตามล่าพวกเจ้าหรืออย่างไร?"
ริมฝีปากบางของฟู่อวี่เม้มเข้าหากันแน่น ความทรงจำที่ถูกขัดจังหวะก่อนหน้านี้ทำให้ในใจของเขาลุ่มร้อนด้วยเพลิงโทสะ และเมื่อเห็นว่าคนผู้นี้ยังกล้ามาท้าทายเขาอีก...
เขามิยอมเสียเวลาพูดพร่ำ พลิกข้อมือเพียงแผ่วเบา ใบหน้าของสตรีผู้นั้นแสดงความหวาดกลัวสุดขีด ทว่าก่อนที่นางจะทันได้ร้องขอชีวิต ความเจ็บปวดอันรุนแรงก็เสียดแทงผ่านเส้นชีพจรทั่วร่างของนาง
นางเบิกตากว้างด้วยความสยดสยองและกรีดร้องขอความช่วยเหลือด้วยลมหายใจสุดท้าย
"ศิษย์พี่ ช่วยข้าด้วย!"
ทันใดนั้น เงาร่างสีม่วงสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงของพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านมาถึงหู
"สหายโปรดเมตตาด้วย!"
สิ้นเสียงคำขอนั้น ร่างของสตรีผู้นั้นพลันแตกสลายกลายเป็นหมอกโลหิต เมื่อสายลมพัดผ่านเพียงแผ่วเบา ทุกอย่างก็เลือนหายไปจนสิ้นในทันที
ยามที่บุรุษชุดม่วงร่อนลงสู่พื้น ภาพที่เขาเห็นก็คือเหตุการณ์นี้ ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความแค้นและคำรามออกมา
"เจ้ากล้าดีอย่างไร!"
พูดจบเขาก็ชักขวานเล่มโตออกมาจากข้างหลังและฟาดฟันเข้าใส่ฟู่อวี่
"เจ้าหนูสกปรก จงชดใช้ชีวิตให้ศิษย์น้องของข้าเสีย!"
ซ่งถิงเหอที่ถูกกดอยู่กับอกของฟู่อวี่ได้ยินเสียงความวุ่นวายด้านนอกก็นึกอยากรู้อยากเห็น นางพยายามจะโผล่หน้าออกมามอง แต่ทว่ากลิ่นอายอันกดดันของฟู่อวี่นั้นรุนแรงเกินไป
ซ่งถิงเหอดิ้นรนอยู่นานแต่ก็ไร้ผล ด้วยความโกรธเคืองนางจึงอ้าปากกัดลงบนอกของบุรุษผู้นั้นอย่างแรง
ฟู่อวี่ที่เดิมทีมีสีหน้าเรียบเฉยถึงกับส่งเสียงครางในลำคอออกมาเบาๆ จากแรงกัดนั้น
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ บุรุษชุดม่วงจึงคิดว่าตนเองลงมือสำเร็จ เขาซัดขวานออกไปทันที ขวานเล่มนั้นขยายใหญ่ขึ้นร้อยเท่าในพริบตาและจามลงมายังทิศทางที่ฟู่อวี่และซ่งถิงเหอยืนอยู่
"แย่แล้ว! นี่คือท่าไม้ตายก้นหีบของศิษย์เอกฝ่ายหลอมศัสตราแห่งสำนักเทียนสวน! หากถูกขวานนั้นเข้าไป วิญญาณของพวกเจ้าได้แตกสลายแน่! สหายรีบหนีเร็วเข้า!"
คนที่ร้องตะโกนออกมามิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบุรุษที่ถูกทำร้ายจนสะบักสะบอมก่อนหน้านี้นั่นเอง
เขาหลบมุมอยู่ข้างหลังฟู่อวี่และซ่งถิงเหอ หลังจากได้เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้า เขาก็หวาดกลัวว่าจะถูกดึงเข้าไปติดร่างแหด้วย จึงยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่กล้าส่งเสียง ทว่ายามนี้เมื่อเห็นสถานการณ์คับขัน เขาจึงร้องเตือนออกมา
เมื่อเห็นว่าฟู่อวี่ทำเป็นเพิกเฉยและยังมีท่าทีจะปะทะกับผู้ฝึกตนผู้นั้น เขาจึงอดมิได้ที่จะรู้สึกกระวนกระวายใจ
"สหาย ศิษย์ผู้นี้มีตบะอยู่ในขั้นก่อเกิดวิญญาณที่สมบูรณ์แล้ว ข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา! ทางที่ดีควรหลบไปก่อน... หือ?!"
ยังมิทันที่เขาจะพูดจบ บุรุษผู้นั้นก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ลูกตาดำของเขาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ
ขวานที่ขยายใหญ่ขึ้นร้อยเท่าพลันสลายกลายเป็นธุลีในอากาศทันทีที่ฟาดลงมา แม้แต่บุรุษชุดม่วงที่กุมขวานอยู่ข้างหลังก็มิอาจรอดพ้นไปได้
สายลมโชยมาอีกครั้ง โลกทั้งใบพลันตกสู่ความเงียบสงัด ราวกับว่าการต่อสู้เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาในจิตใจของพวกเขาเท่านั้น
บุรุษที่บาดเจ็บมองไปที่แผ่นหลังอันสูงโปร่งเบื้องหน้าและลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบๆ
"สหาย... ท่านช่าง... ฮ่าฮ่า... ซ่อนคมไว้ลึกซึ้งยิ่งนัก..."
ฟู่อวี่ลดมือลง พลางทำเมินต่อคำเยินยอของบุรุษที่อยู่ข้างหลัง เขาปล่อยร่างของซ่งถิงเหอที่พยายามจะแอบมองออกมา
"ซี้ด... ฮูหยินของข้าช่างไร้น้ำใจยิ่งนัก ยามนี้มีคนนอกอยู่ด้วยนะ ดูไม่ค่อยดีเท่าไรหากใครจะมาเห็นเข้า"
หลังจากได้รับอิสระ ซ่งถิงเหอเหลียวมองไปรอบกาย แต่กลับไม่พบสิ่งใดนอกจากต้นไม้สูงใหญ่ไม่กี่ต้น
เมื่อได้ยินถ้อยคำของฟู่อวี่ นางจึงค้อนขวับใส่เขาด้วยความรำคาญ
"เจ้าเองก็รู้หรือว่ามันดูไม่ดี"
เขากดนางไว้ในอ้อมกอดต่อหน้าผู้อื่นเช่นนั้น นางรู้สึกอับอายยิ่งนัก
"แล้วคนสองคนเมื่อครู่หายไปไหนเสียแล้วล่ะ?"
"กลายเป็นฝุ่นไปแล้ว"
ฝ่ายผู้ฝึกตนที่พยายามพูดคุยตั้งนานแต่กลับมิได้รับสายตาตอบกลับแม้เพียงแวบเดียว อดมิได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
ทว่าเขาก็หวาดเกรงว่าหากจากไปทื่อๆ อาจจะมีจุดจบเช่นเดียวกับคนทั้งสองก่อนหน้า เขาจึงได้แต่กระแอมในลำคอและทำใจกล้าเพื่อเรียกร้องความสนใจจากทั้งคู่
"ขอบคุณสหายทั้งสองที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ข้ามีนามว่าเหยียนชวน เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ ข้ายินดีจะมอบของวิเศษชิ้นนี้ให้แก่พวกท่านเป็นการขอบคุณ"
เมื่อได้ยินเสียงของเหยียนชวน ซ่งถิงเหอจึงหันไปมองและรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเขากำลังประคองไข่สีขาวรูปทรงรีใบหนึ่งไว้ในมือ
นางนึกถึงบทสนทนาระหว่างสตรีผู้นั้นกับเขาได้ จึงอดถามออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นมิได้
"นี่คือสิ่งใดหรือ?"
เมื่อเห็นว่าสตรีผู้ฝึกตนผู้นั้นส่งสายตาใคร่รู้มาทางเขา เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเหยียนชวนก็ผ่อนคลายลงไปมาก ทว่าเมื่อสายตาของเขาประสานเข้ากับดวงตาของฟู่อวี่ พลันนึกถึงวิธีการจัดการที่เด็ดขาดของอีกฝ่าย หนังศีรษะของเขาก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
"นี่คือไข่ของสัตว์อสูรที่ข้ามิอาจทราบเผ่าพันธุ์ได้ ข้าเหยียนผู้นี้บังเอิญเก็บมันได้ในป่า มิคิดเลยว่ามันจะชักนำให้ศิษย์สำนักเทียนสวนมาแย่งชิง และข้าเกือบจะต้องสิ้นชีพด้วยน้ำมือนางเพราะสิ่งนี้ โชคดีที่พวกท่านทั้งสองช่วยชีวิตไว้ ข้าจึงขอมอบมันให้แก่พวกท่านเพื่อแทนคำขอบคุณ"
ขณะที่กล่าวเช่นนี้ ในใจของเหยียนชวนกลับรู้สึกปวดร้าวอย่างยิ่ง
สัตว์อสูรที่เพิ่งฟักออกมาในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นมีความอ่อนแอที่สุด หากผู้ใดสามารถฟักมันออกมาด้วยตนเองและทำพันธสัญญา ความสัมพันธ์และความผูกพันที่เกิดขึ้นจะลึกซึ้งเกินกว่าจะเปรียบปานได้
แม้เขาจะไม่รู้ว่าสัตว์อสูรประเภทใดอยู่ในไข่ใบนี้ แต่เหยียนชวนได้สัมผัสด้วยพลังวิญญาณแล้ว สิ่งมีชีวิตข้างในนั้นอย่างน้อยที่สุดเมื่อลืมตาดูโลกก็จะมีตบะอยู่ในขั้นก่อเกิดวิญญาณ
ตัวเขาในยามนี้มีตบะเพียงขั้นจินตันระยะแรก หากสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรขั้นก่อเกิดวิญญาณระยะท้ายได้ ย่อมถือเป็นวาสนาอันมหาศาล
บัดนี้ต้องมายกให้ผู้อื่นเช่นนี้ หากใจมิรู้สึกปวดร้าวก็คงเป็นเรื่องแปลก
"เป็นของดี รับไว้เถิด"
ฟู่อวี่ใช้พลังควบคุมมิติเพื่อดึงไข่ใบนั้นมาไว้ในมือ พลางชั่งน้ำหนักมันดูเล่นๆ เมื่อเขารับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ภายใน แววตาของเขาก็สั่นไหวด้วยความประหลาดใจวูบหนึ่ง