เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 310 รักทางไกล

บทที่ 310 รักทางไกล

บทที่ 310 รักทางไกล


บทที่ 310 รักทางไกล

"เป็นอะไรไปครับพี่กู่ ลูกผู้ชายเขาไม่พูดว่าทำไม่ไหวกันหรอกนะ" ถังซานกล่าวขณะยืนอยู่เบื้องหน้ากู่มู่หยาง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

เขามีพลังงานเหลือเฟืออย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และกำลังจมดิ่งอยู่กับความหลงใหลรวมถึงความมีชีวิตชีวาที่ได้รับจากการฝึกต่อยมวย

"ฉันไม่ควรหลงเชื่อพวกนายแล้วมาฝึกมวยที่นี่เลยจริงๆ ให้ตายเถอะ เหนื่อยจะขาดใจตายอยู่แล้ว" กู่มู่หยางบ่นอุบพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยสภาพหมดเรี่ยวแรง

เขารู้สึกราวกับว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายกำลังโหยหวน การฝึกนี้สูบพลังกล้ามเนื้อยิ่งกว่าการทำคาร์ดิโอกับเจียงอวี่เหยาเสียอีก

เซียวเหยียนและหลินเฟิงหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วหันมามองเขาด้วยความห่วงใย

การฝึกมวยนั้นช่างต้องใช้พละกำลังและน่าเบื่อหน่ายพอที่จะทำให้พี่กู่ของเราขวัญเสียได้เลยทีเดียว

"พูดตามตรงนะ สไตล์การชกมวยของเซียวเหยียนกับหลินเฟิงนั้นต่างกันสุดขั้วเลย คนหนึ่งเชี่ยวชาญเรื่องลูกไม้สกปรกที่หวังจะปิดเกมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนอีกคนก็ชกอย่างมีเกียรติแต่กลับเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ได้พักหายใจ หรือจะพูดให้ถูกก็คือเปิดโอกาสให้ยอมแพ้นั่นแหละ" ถังซานออกความเห็นอย่างจริงจัง

"เซียวเหยียนอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งเป็นพิเศษในสนามแข่งขัน แต่ถ้าเป็นการต่อสู้ในชีวิตจริง ฉันคิดว่าคงหาคนล้มเขาได้ยาก" เมื่อนึกถึงตอนซ้อมกับเซียวเหยียนเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ถังซานเองก็สะบักสะบอมไปไม่น้อย

สไตล์การต่อสู้ของเซียวเหยียนที่คอยเลี่ยงบาลีฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎอยู่นั้นยากจะป้องกันได้จริงๆ

เมื่อได้ยินดังนั้น เซียวเหยียนก็เกาศีรษะด้วยความเขินอายเล็กน้อย เทคนิคพิเศษเหล่านี้เป็นสิ่งที่ครอบครัวสอนเขามา สไตล์การต่อสู้แบบนี้มันค่อนข้างเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอยู่บ้าง

กลุ่มเด็กหนุ่มใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายไปกับการฝึกมวย ต่างหลั่งเหงื่อด้วยความมุ่งมั่นและขัดเกลาทักษะของตนเอง ในขณะเดียวกันกลุ่มเด็กสาวก็ใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว เดินทอดน่องตามถนนและตรอกซอกซอยของเมืองมนตรา ซึมซับเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้

เมื่อตกกลางคืน ทุกคนก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง นั่งล้อมวงอยู่ที่ร้านปิ้งย่างริมทาง ทานบาร์บีคิวเสียบไม้และดื่มเบียร์ พลางพูดคุยกันอย่างออกรสโดยมีเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี

หลังจากทานมื้อดึกเสร็จสิ้น เวลาล่วงเลยไปถึงตีหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

หลังจากกล่าวคำล่ำลา กู่มู่หยางก็แบกเจียงอวี่เหยาที่มีอาการมึนเมาเล็กน้อยขึ้นหลังเพื่อเดินกลับบ้าน ทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทาง

สาเหตุที่เจียงอวี่เหยาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แน่นอนว่าเป็นเพราะเธอถูกหลิวจื่อฉีและหวังอี้หรานยุยงนั่นเอง

เจียงอวี่เหยาผู้ไม่เคยแตะต้องของมึนเมามาก่อน ยอมดื่มรวดเดียวหมดขวดเป็นครั้งแรกภายใต้คำยุยงของเพื่อนสนิท

ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เธอมึนหัวและก้าวเดินอย่างล่องลอย เจียงอวี่เหยาไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาเสียเลย เธอจึงให้กู่มู่หยางแบกเธอกลับบ้าน

เมื่อถึงบ้าน กู่มู่หยางวางเจียงอวี่เหยาลงบนเตียงหลังใหญ่ทันที หลังจากที่เขาไปล้างหน้าล้างตาแล้วกลับเข้ามาในห้อง ก็พบว่าเธอยังคงอยู่ในท่าเดิมโดยไม่ขยับเขยื้อน

แก้มของเธอแดงระเรื่อราวกับแอปเปิลสุก และพึมพำถ้อยคำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ออกมาเป็นระยะ

กู่มู่หยางมองดูท่าทางอันน่าเอ็นดูของเธอ ความรู้สึกเปี่ยมสุขอย่างบอกไม่ถูกก็พลันผุดขึ้นในใจ

เขาห่มผ้าห่มให้เจียงอวี่เหยาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ และเฝ้ามองเธอเงียบๆ

"อวี่เหยา~" กู่มู่หยางเรียกเบาๆ เพื่อดูว่าเธอหลับไปหรือยัง

"อืม... มีอะไรเหรอ..." เจียงอวี่เหยาพึมพำตอบกลับมา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมึนเมาและความเกียจคร้าน ราวกับว่าเธอยังคงจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกแปลกประหลาดที่ได้รับจากแอลกอฮอล์

"วันนี้พ่อแม่ฉันไม่อยู่นะ เธอยังมีแรงอยู่หรือเปล่า" กู่มู่หยางพูดทีเล่นทีจริง ถ้อยคำของเขาแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง

"หืม...? อืม..." เจียงอวี่เหยาเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อให้สมองเริ่มประมวลผล และหลังจากครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ไม่กี่วินาที ในที่สุดเธอก็ขยับตัวอีกครั้ง

เธอกลิ่งตัวไปหาเขาอย่างงัวเงีย พลิกกายขึ้นมาบนหน้าอกของกู่มู่หยางเหมือนลูกแมวขี้เกียจ แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพึมพำด้วยความสะลึมสะลือว่า "เบาๆ หน่อยสิ ฉันมึนหัวไปหมดแล้ว..."

"อา แบบนี้..." สถานการณ์ที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นเกินคาด ทำให้กู่มู่หยางกลับตกอยู่ในห้วงความคิดลึกซึ้งแทน

บอกตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเจียงอวี่เหยาในสภาพนี้ ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว แต่ก็ทำให้เขารู้สึกสับสนขัดแย้งเช่นกัน หากเขาพลาดโอกาสนี้ไป เขาอาจจะไม่มีวันได้รับมันอีกเลย

ทว่าในสภาพปัจจุบันของเธอนั้น เธอไม่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนและดูเชื่องช้าไปบ้าง เธอไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะตอบสนองต่อความรู้สึกของเขาได้อย่างแน่นอน

"นาย... ทำไม่เป็นเหรอ" เจียงอวี่เหยาถามด้วยความไร้เดียงสาปนเย้าแหย่ตามประสาคนเมา ดวงตาของเธอหลับพริ้ม หลังจากที่รออยู่นานแต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากเขา

เธอรู้สึกว่าถ้าเธอนอนอยู่อย่างนี้ต่อไปอีกสักพัก เธอคงจะหลับไปภายในห้านาทีเป็นแน่

"บ้าเอ๊ย..." เมื่อได้ยินว่าตนเองถูกดูหมิ่น เส้นเลือดที่หน้าผากของกู่มู่หยางก็เต้นตุบๆ ทันที

กะแล้วเชียว เขาไม่ควรทำตัวดีกับเธอเกินไปเลย เธอเห็นความใจดีของเขาเป็นความอ่อนแอไปเสียอย่างนั้นใช่ไหม

...

ช่วงปิดเทอมฤดูหนาวผ่านพ้นไปราวกับเม็ดทรายที่ร่วงหล่นในนาฬิกาทราย มันผ่านไปอย่างเงียบเชียบโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ในช่วงเวลานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย บางเรื่องก็หวานชื่น บางเรื่องก็นอบอุ่นหัวใจ ซึ่งล้วนกลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าสำหรับกู่มู่หยางและเจียงอวี่เหยา

ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ และปิดเทอมฤดูหนาวก็ค่อยๆ สิ้นสุดลง

แม้ว่ากู่มู่หยางจะยังไม่เริ่มเรียนชั้นปีที่สองเสียด้วยซ้ำ แต่ใบปริญญาของเขาก็อยู่ในมือของตาแก่คนนั้นเรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากบริษัทของเจียงอวี่เหยาตั้งอยู่ในเมืองฮวาเซิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าพวกเขาจะได้รับใบปริญญาเร็วหรือช้า

หลังจากปิดเทอมฤดูร้อนนี้จบลง ทั้งสองจะต้องเผชิญกับความท้าทายของความสัมพันธ์ระยะไกลอย่างแท้จริง

ในวันก่อนที่โรงเรียนจะเปิดภาคเรียน บรรยากาศดูเหมือนจะอบอวลไปด้วยความเศร้าโศกของการจากลา

ทั้งสองไม่ได้เลือกที่จะพักอยู่ที่บ้าน แต่กลับจองโรงแรมเพื่อต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวให้มากที่สุดในช่วงเวลาสุดท้ายนี้

ตลอดทั้งคืน ทั้งสองคนต่างร่วมรักกันสลับกับการพุดคุยแลกเปลี่ยนอุดมการณ์ ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นทว่าแฝงไปด้วยความโศกเศร้าเล็กน้อย ทุกคำพูดดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง

ตอนแรกเจียงอวี่เหยาวางแผนจะเดินทางมาที่เมืองมนตราทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อมาหากู่มู่หยาง แต่กู่มู่หยางกลับปฏิเสธข้อเสนอของเธอ

เขารู้สึกไม่ดีที่เจียงอวี่เหยาจะต้องเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไปกลับ เขารู้ดีว่าเธอนอกเหนือจากเวลาทำงานแล้ว เธอจำเป็นต้องมีการพักผ่อนที่เพียงพอเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เขาหวังว่าเจียงอวี่เหยาจะนึกถึงตัวเองให้มากกว่านี้และไม่ทำให้ตัวเองต้องหมดแรงเพราะเขา

เมื่อได้ยินคำตอบของกู่มู่หยาง เจียงอวี่เหยาก็แสดงความเห็นคัดค้าน สำหรับเธอแล้ว การไม่ได้พบหน้ากู่มู่หยางเพียงหนึ่งสัปดาห์นั้นช่างยาวนานอย่างเหลือเชื่อ ทั้งวิตกกังวลและทุกข์ทรมาน

ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรงด้วยเหตุนี้ ต่างฝ่ายต่างยึดถือเหตุผลของตนเองและไม่ยอมลดละให้กัน

ในระหว่างการโต้เถียง เจียงอวี่เหยาอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาครั้งหนึ่ง เธอรู้สึกว่าเหตุผลที่เขาดึงดันไม่ยอมให้เธอมาหา เป็นเพราะเธอเกาะติดเขามากเกินไปและเขากำลังเบื่อเธอ

หลังจากได้ยินเช่นนั้น กู่มู่หยางถึงได้ตระหนักว่าหากเป็นคนอื่นมาได้ยินสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไป ก็อาจจะเข้าใจผิดได้ง่ายจริงๆ

ดังนั้น หลังจากที่กู่มู่หยางใช้เวลานานในการโน้มน้าวและปลอบโยน ในที่สุดทั้งสองก็เลือกทางสายกลาง นั่นคือการพบกันเดือนละครั้ง

หลังจากเปิดภาคเรียน ทั้งคู่ต่างก็จมดิ่งอยู่กับหน้าที่การงานของตนเอง กู่มู่หยางถูกพ่อแม่จัดแจงให้เข้ารับการฝึกอบรมพิเศษแบบตัวต่อตัวอย่างน่าเวทนา ด้วยตารางงานสุดโหดตั้งแต่หกโมงเช้าถึงเที่ยงคืน ในขณะที่เจียงอวี่เหยาเองก็อุทิศตนให้กับบริษัทอย่างเต็มตัวและแทบไม่ได้กลับไปที่โรงเรียนเลย

ทั้งสองค่อยๆ เริ่มชินกับวิถีชีวิตเช่นนี้ จนกระทั่งถึงปีที่เจียงอวี่เหยาต้องออกฝึกงานในชั้นปีสุดท้าย

"ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ศาสตราจารย์เหยียนแนะนำมา แต่ผมสังเกตเห็นในประวัติส่วนตัวว่าคุณเองก็บริหารบริษัทที่ค่อนข้างใหญ่โตอยู่แล้ว ทำไมคุณถึงยังเลือกมาฝึกงานที่กู่กรุ๊ปของเราล่ะ" ผู้จัดการแผนกรูปร่างเตี้ยล่ำมองดูประวัติส่วนตัวของคนตรงหน้าสลับไปมาอย่างไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการมาที่นี่เลยแม้แต่น้อย

จบบทที่ บทที่ 310 รักทางไกล

คัดลอกลิงก์แล้ว