- หน้าแรก
- มหาเทพยุทธ์ทะลวงมิติ เส้นทางสู่จักรพรรดิหยวน
- บทที่ 21 แน่นอนว่าต้องประลองกันด้วยหมัด!
บทที่ 21 แน่นอนว่าต้องประลองกันด้วยหมัด!
บทที่ 21 แน่นอนว่าต้องประลองกันด้วยหมัด!
ไป๋เจิ้นห่าวส่งยิ้มไร้เดียงสา ค่อยๆ เดินเข้าไปหาซูหยวนและคนอื่นๆ แล้วพูดต่อ
"ครูโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งที่รับหน้าที่ต้อนรับพวกนายในวันนี้ มีธุระสำคัญที่ต้องไปจัดการ"
"ก็เลยส่งฉันมารับพวกนักเรียนปีสามของโรงเรียนมัธยมที่สองโดยเฉพาะ"
"อ้อ จริงสิ ฉันชื่อไป๋เจิ้นห่าว ค่าพลังปราณโลหิตของฉันคือ 106.6"
ซูหยวนฟังคำพูดของไป๋เจิ้นห่าวแล้วรู้สึกทะแม่งๆ อย่างบอกไม่ถูก
เขาเอาแต่เรียก 'โรงเรียนมัธยมที่หนึ่ง' กับ 'โรงเรียนมัธยมที่สอง' สลับกันไปมา แม้สีหน้าของเขาจะไม่ได้แสดงอาการรังเกียจออกมาตรงๆ
แต่ซูหยวนสัมผัสได้ว่าไป๋เจิ้นห่าวกำลังซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้ม ให้ความรู้สึกเหมือนเสือซ่อนเล็บไม่มีผิด
ครูโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งตั้งเยอะแยะไม่ว่างกันหมด ถึงขนาดต้องเจาะจงเรียกให้นักเรียนอย่างนายมารับเนี่ยนะ?
ข้ออ้างเรื่องไปเข้าห้องน้ำเมื่อกี้ก็ยิ่งฟังดูไร้สาระเข้าไปใหญ่
แถมประโยคสุดท้าย ที่จงใจอวดอ้างค่าพลังปราณโลหิตของตัวเองนั่นอีก
นี่ไม่ได้กำลังรอดูสีหน้าตกตะลึงของพวกนักเรียนโรงเรียนมัธยมที่สองอย่างพวกเขาอยู่หรอกหรือ?
แต่น่าเสียดาย ที่ไป๋เจิ้นห่าวคงต้องผิดหวังเสียแล้ว
ซูหยวนและอีกแปดคนต่างมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก มีเพียงเซี่ยเว่ยหมิงและเซี่ยเจิ้นหยางเท่านั้นที่ยืนอ้าปากค้าง เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับค่าพลังปราณโลหิตของไป๋เจิ้นห่าว
ค่าพลังปราณโลหิต 106.6 ถือเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นต้นอย่างแท้จริง
ระดับขั้นของผู้ฝึกยุทธ์แบ่งออกตั้งแต่ระดับที่หนึ่งไปจนถึงระดับที่สิบ
แต่ละระดับยังแบ่งย่อยออกเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสูงสุด
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่ง ค่าพลังปราณโลหิตที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 40 จุด จะนับเป็นหนึ่งขั้นย่อย
และเมื่อค่าพลังปราณโลหิตแตะหลัก 300 ก็จะถือว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองตามมาตรฐาน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าไป๋เจิ้นห่าวผ่านการรับรองจากสมาคมวิถียุทธ์แล้วหรือยังก็เท่านั้น
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกของซูหยวนและอีกแปดคน เดิมทีไป๋เจิ้นห่าวตั้งใจจะพูดอวดอ้างต่อไป
แต่พอได้เห็นสีหน้าตื่นตะลึงของเซี่ยเว่ยหมิงและเซี่ยเจิ้นหยาง เขาก็รู้สึกพึงพอใจอย่างเต็มที่แล้ว
ขอแค่บรรลุเป้าหมาย จำนวนคนจะน้อยไปบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา
"พวกเราเข้าใจแล้ว"
"ไป๋เจิ้นห่าว ถ้าอย่างนั้นรบกวนนายช่วยนำทางพวกเราไปที่โรงเรียนมัธยมที่หนึ่งทีนะ"
น้ำเสียงของเหลิ่งซินนั้นกังวานใสไพเราะ และเมื่อประกอบกับใบหน้าอันงดงามของเธอแล้ว มันก็ทำเอาไป๋เจิ้นห่าวยืดหลังตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
"ไม่รบกวนเลยสักนิด"
ไป๋เจิ้นห่าวดีดนิ้วมือขวาดังเป๊าะ และห้าวินาทีต่อมา รถบัสคันใหญ่กับรถยนต์หรูหราโอ่อ่าคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าทันที
"เชิญเลยพวกนาย"
ไป๋เจิ้นห่าวผายมือไปทางรถบัส ก่อนที่ตัวเองจะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถยนต์หรูเป็นคนแรก
มุมปากของเซี่ยเว่ยหมิงและเซี่ยเจิ้นหยางกระตุกยิกๆ นี่การเลือกปฏิบัติมันชัดเจนขนาดนี้เลยงั้นหรือ
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังยืนอึ้ง ซูหยวนและคนอื่นๆ ก็ก้าวเท้าเดินตรงไปขึ้นรถบัสเรียบร้อยแล้ว
ตามที่ครูเจียงไห่เซิงเคยบอกไว้ ควรรู้จักถ่อมตัวให้ถูกเวลา แต่บางครั้งก็ต้องรู้จักแสดงออกอย่างโดดเด่น
และเวลานี้แหละคือช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการถ่อมตัว
ไว้รอให้เข้าไปในโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งก่อนเถอะ ค่อยว่ากันอีกที
และแล้ว รถยนต์หรูที่ขับนำหน้า และรถบัสที่ตามมาติดๆ ก็มุ่งหน้าสู่โรงเรียนมัธยมเฉียนซานที่หนึ่งไปพร้อมกัน... ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ตลอดทาง นักเรียนโรงเรียนมัธยมที่สองทั้งสิบคนบนรถบัสแทบจะไม่มีใครปริปากพูดอะไรกันเลย
ซูหยวนเองก็แค่หันไปคุยกับหลินเจี๋ยและหลี่ซิงอวี่สองสามประโยคเป็นบางครั้งคราวเท่านั้น
"นักเรียนทุกคน ถึงหน้าประตูโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งแล้วครับ"
"ลงจากรถได้เลย"
จู่ๆ คนขับรถก็ตะโกนบอกเสียงดัง ก่อนที่รถบัสจะจอดสนิททันที
ซูหยวนและคนอื่นๆ ทยอยลงจากรถบัส โดยมีไป๋เจิ้นห่าวยืนรออยู่ไม่ไกล
"ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนมัธยมเฉียนซานที่หนึ่ง"
ท่าทีของไป๋เจิ้นห่าวยิ่งดูเย่อหยิ่งจองหองหนักกว่าเดิม เขาเชิดหน้าขึ้นจนแทบจะหงายหลัง พลางปรายตามองเหยียดๆ ไปยังซูหยวนและคนอื่นๆ
ทันทีที่เขาพูดจบ
เหลิ่งซินก็ปรายตามองไป๋เจิ้นห่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงดิ่งผ่านประตูโรงเรียนมัธยมเฉียนซานที่หนึ่งเข้าไปโดยไม่สนใจไยดี
ฟางเหยียนเดินตามเข้าไปติดๆ ซูหยวนเห็นดังนั้นก็รีบสาวเท้าตามเข้าไปเช่นกัน
บรรยากาศกระอักกระอ่วนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ไป๋เจิ้นห่าวรู้สึกเสียหน้าขึ้นมาทันที
เขารีบเดินไปขวางหน้าเหลิ่งซิน ยกมือขึ้นห้ามแล้วพูดว่า
"นี่ นักเรียนหญิงคนนี้ เธอยังไม่ได้ลงทะเบียนเลยนะ ห้ามเข้าไปในโรงเรียนมัธยมเฉียนซานที่หนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด"
เหลิ่งซินขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าฉายแววไม่พอใจ
"ครูไม่ยอมมารับเพราะอ้างว่ายุ่ง ลดระดับมาตรฐานการต้อนรับด้วยการให้นั่งรถบัสมา แถมตอนนี้ยังจะมาบังคับให้ลงทะเบียนก่อนเข้าโรงเรียนอีก"
"โรงเรียนมัธยมเฉียนซานที่หนึ่งนี่ลูกเล่นเยอะเสียจริง หรือว่าพวกนายกลัวว่านักเรียนโรงเรียนมัธยมที่สองอย่างพวกเราจะโดดเด่นเกินหน้าเกินตา เลยตั้งใจจะมากดหัวพวกเราไว้กันแน่?"
คำพูดของเหลิ่งซินทำเอาซูหยวนถึงกับอุทานในใจ 'แม่เจ้าโว้ย'
เธอเล่นพูดทุกอย่างที่ซูหยวนอยากจะพูดออกมารวดเดียวจนหมดเปลือกเลย
"พวกเรา..."
สีหน้าของไป๋เจิ้นห่าวเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ก่อนหน้านี้ตอนที่ครูสั่งให้เขามารับ ก็แอบกำชับเรื่องพวกนี้แบบอ้อมๆ มาแล้วเหมือนกัน
แต่ในเมื่อเหลิ่งซินเปิดโปงออกมาแบบนี้ ไป๋เจิ้นห่าวก็ไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด
ก็แหงล่ะ ถิ่นนี้มันถิ่นของโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งนี่นา
สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ เหลิ่งซินจะระเบิดอารมณ์ออกมาเร็วขนาดนี้
ทั้งๆ ที่ยังมีอุปสรรคสุดโหดรอต้อนรับพวกนี้อยู่อีกเกือบสิบด่านแท้ๆ
น่าเสียดายจริงๆ
ไป๋เจิ้นห่าวถอนหายใจออกมาเบาๆ
"โรงเรียนมัธยมที่สองมีความโดดเด่นอะไรให้โรงเรียนมัธยมที่หนึ่งต้องไปคอยกดหัวด้วยล่ะ?"
"แค่พวกผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งสองคนอย่างพวกเธอ หรือไอ้พวกที่เหลือที่ค่าพลังปราณโลหิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั่นล่ะ?"
"พูดกันตามตรงนะ ฉันว่าการที่โรงเรียนมัธยมที่สองได้โควตาห้องหัวกะทิร่วมตั้งสิบที่นั่งเนี่ย มันโคตรจะสิ้นเปลืองเลย"
"แถมคำว่า 'ร่วมสองโรงเรียน' อะไรนั่น ก็ไม่เห็นจะจำเป็นต้องมีเลยด้วยซ้ำ"
ในที่สุดไป๋เจิ้นห่าวก็เผยธาตุแท้ออกมา เขามองซูหยวนและคนอื่นๆ ด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
นักเรียนโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งมักจะดูถูกนักเรียนโรงเรียนมัธยมที่สองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
นี่มันเป็นปัญหาเรื้อรังที่พบเห็นได้ทั่วไปในเขตเฉียนซาน
"ค่าพลังปราณโลหิตต่ำงั้นเหรอ?"
"นายกำลังพูดถึงฉันอยู่หรือเปล่า?"
จู่ๆ ซูหยวนก็เอ่ยปากพูดเป็นครั้งแรก
ทันทีที่เขาพูดจบ ทุกคนยกเว้นฟางเหยียนกับเหลิ่งซินต่างก็หันขวับไปมองซูหยวนเป็นตาเดียว
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ค่าพลังปราณโลหิตของฉันน่าจะต่ำที่สุดในกลุ่มพวกเราแล้วล่ะมั้ง"
"ค่าพลังปราณโลหิตแค่ 78.5 เอง"
ทันทีที่ซูหยวนพูดจบ ไป๋เจิ้นห่าวก็กุมท้องหัวเราะร่วนออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่เหลือเชื่อที่สุดในชีวิต
"เท่าไหร่นะ?"
"เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ?"
"ค่าพลังปราณโลหิต 78.5 เนี๊ยนะ?"
"พระเจ้าช่วย พวกนายคิดว่าห้องหัวกะทิร่วมสองโรงเรียนนี่มันเป็นสนามเด็กเล่นหรือไง?"
"ทำไมถึงยังมีไอ้อ่อนที่มีค่าพลังปราณโลหิตแค่ 78.5 หลงเหลืออยู่ในกลุ่มได้เนี่ย?"
"แต่มันก็ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็หาตัวคนรั้งท้ายเจอแล้ว"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
จากนั้นไป๋เจิ้นห่าวก็ปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น
"ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ พวกนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งที่ได้โควตาห้องหัวกะทิร่วมสองโรงเรียนน่ะ"
"สิบคนในนั้นเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งที่ได้รับการรับรองจากสมาคมวิถียุทธ์อย่างเป็นทางการแล้ว"
"ส่วนอีกสิบคนที่เหลือ ก็มีค่าพลังปราณโลหิตเฉลี่ยอยู่ที่ 105"
"แล้วพวกนายจะเอาอะไรมาสู้กับพวกเราล่ะ?"
หลังจากพูดประโยคสุดท้ายจบ สายตาที่ไป๋เจิ้นห่าวมองมาก็เหมือนกำลังมองดูฝูงมดปลวก ชวนให้รู้สึกอยากจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่หน้าสักทีสองที
"แน่นอนว่าต้องสู้กันด้วยหมัดสิ!"
จู่ๆ ซูหยวนก็ขยับตัว!
การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด เพียงแค่ก้าวเท้าพริบตาเดียว เขาก็ไปโผล่อยู่ตรงหน้าไป๋เจิ้นห่าวแล้ว
เสียงปะทะดังสนั่น หมัดที่อาบไปด้วยพลังสายฟ้าของซูหยวน ซัดร่างไป๋เจิ้นห่าวจนปลิวละลิ่วกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร
โชคดีที่ไป๋เจิ้นห่าวไหวตัวทัน รีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันไว้ได้ทันท่วงที ไม่อย่างนั้น หมัดนี้คงทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว!
หลังจากซูหยวนปล่อยหมัดนี้ออกไป จู่ๆ เขาก็นึกเรื่องสนุกๆ ขึ้นมาได้
นักเรียนโรงเรียนมัธยมที่สองเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในโรงเรียนมัธยมที่หนึ่ง ก็เปิดฉากอัดนักเรียนโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งซะแล้ว
เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกครูโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง
แก่นแท้ของวิถียุทธ์มันก็อยู่ที่คำว่า 'ประลอง' นี่แหละ
เมื่อกี้นี้แกเป็นคนพูดเรื่องการแข่งขันเองไม่ใช่หรือไง ไป๋เจิ้นห่าว?
งั้นก็เอาไปเลย ฉันจะบอกแกให้รู้ซึ้งด้วยการกระทำนี่แหละ
ทางด้านไป๋เจิ้นห่าว หลังจากกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตร เขาก็เซถลาล้มลงไปกองกับพื้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
เขาลูบแขนที่ปวดหนึบเบาๆ แล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่มืดครึ้ม
คนอื่นๆ รวมไปถึงหลินเจี๋ยและหลี่ซิงอวี่ต่างก็ยืนอึ้งตาค้าง
ใครจะไปคิดล่ะว่าจู่ๆ ซูหยวนจะพุ่งเข้าไปโจมตีโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้?
หรือว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของซูหยวน มันก็แค่บทเกริ่นนำก่อนจะลงไม้ลงมือกันแน่?
นัยน์ตาของฟางเหยียนและเหลิ่งซินฉายแววประหลาดใจ อานุภาพจากหมัดเมื่อกี้นี้มันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
ไม่ใช่แค่พวกเขาสองคนเท่านั้น ทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงพละกำลังอันหนักหน่วงจากหมัดของซูหยวนเมื่อครู่นี้
"ดีมาก"
"ค่าพลังปราณโลหิตแค่ไม่ถึงแปดสิบแท้ๆ แต่กลับสามารถซัดฉันให้กระเด็นถอยหลังได้"
นอกจากความมืดทะมึนแล้ว ก็ไม่มีอารมณ์อื่นใดแสดงออกมาบนใบหน้าของไป๋เจิ้นห่าวอีกเลย
ทว่าในความเป็นจริง ภายในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความตกตะลึงและปั่นป่วนอย่างหนัก
นี่มันเรื่องตลกระดับชาติอะไรกันเนี่ย? ช่องว่างของค่าพลังปราณโลหิตห่างกันตั้งขนาดนั้น แต่เขากลับแทบจะรับมือกับหมัดของหมอนี่ไม่ไหวเนี่ยนะ?