เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 กฎสามข้อ

บทที่ 16 กฎสามข้อ

บทที่ 16 กฎสามข้อ


แน่นอนว่าซูหยวนและคนอื่นๆ ย่อมไม่อาจล่วงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครูฝึกทั้งสองท่านได้

มีเพียงเหล่าครูฝึกที่มารวมตัวกันเท่านั้น ที่ประจักษ์ถึงคุณประโยชน์ของมัน

ครูฝึกประจำห้องสี่และห้องห้าที่ยืนอยู่ด้านข้าง ต่างจ้องมองครูฝึกทั้งสองท่านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน

สิ่งที่เจียงไห่เซิงมอบให้นั้น ไม่ใช่ยาฟื้นฟูพลังแบบไก่กาอาราเล่ทั่วไป

ยาชนิดนี้มีประโยชน์มหาศาลต่อผู้ฝึกยุทธ์ระดับสาม นอกเหนือจากการรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว มันยังช่วยยกระดับพลังปราณโลหิตขึ้นได้อีกเล็กน้อยด้วย

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันล้ำค่าขนาดไหน

"ขอบพระคุณมากครับ ครูเจียง"

เพียงไม่กี่วินาที ครูฝึกทั้งสองท่านก็ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา ทำเอานักเรียนที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ ถึงกับอ้าปากค้าง

อาการบาดเจ็บของครูฝึกทั้งสองท่านหายเป็นปลิดทิ้งแล้วเหรอเนี่ย?

ซูหยวนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความรู้สึกทึ่งระคนตกตะลึง

การโจมตีแบบเต็มเหนี่ยวของครูฝึกทั้งสองเมื่อครู่นี้ กลับถูกเจียงไห่เซิงปัดป้องได้อย่างง่ายดายราวกับปัดแมลงวัน

ความชิลล์ระดับนี้มันเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้จริงๆ

บาเรียสีฟ้าอ่อนนั่นมันคืออะไรกันแน่?

ความห่างชั้นระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามช่างกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน

ไม่ใช่แค่ซูหยวนเท่านั้นที่คิดแบบนี้ นักเรียนหลายคนที่ไม่เคยเห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่ลงมือมาก่อน ก็มีความคิดแบบเดียวกัน

ชั่วพริบตานั้น ความโหยหาที่จะก้าวไปสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่ก็พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในใจของทุกคน

สายตานับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า จับจ้องไปที่เจียงไห่เซิง การลงมือเพียงครั้งเดียวของเขาสามารถจุดไฟแห่งการต่อสู้ในใจของใครหลายคนให้ลุกโชนขึ้นมาได้ทันที

ขอเพียงแค่สอบติดห้องหัวกะทิร่วมสองโรงเรียน และรั้งอันดับท็อปไฟว์ไว้ได้ พวกเขาก็จะได้รับการสนับสนุนทรัพยากรวิถียุทธ์จากกรมการศึกษาวิถียุทธ์เขตเฉียนซาน

เมื่อถึงเวลานั้น เส้นทางสู่การเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่ก็จะราบรื่นไร้อุปสรรค

เจียงไห่เซิงมองดูปฏิกิริยาเหล่านั้นด้วยความพึงพอใจ นี่แหละคือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ

ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ จะต้องมีรังสีแห่งความน่าเกรงขามที่ไม่มีใครต้านทานได้แผ่ออกมา

"ฉันเชื่อว่าตอนนี้ทุกคนคงประจักษ์ถึงพลังอำนาจของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่กันแล้วสินะ"

"จะบอกให้เอาบุญ ตอนที่ฉันรับมือกับครูฝึกทั้งสองท่านเมื่อกี้ ฉันใช้พลังไปแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง"

สิ้นคำพูดของเจียงไห่เซิง เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที

อารมณ์ของเหล่านักเรียนพุ่งพล่าน แสดงออกถึงความตื่นเต้นที่มากกว่าเดิมหลายเท่านัก

ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าครูเจียงที่ดูแก่หง่อมและผ่ายผอม จะสามารถปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัวได้ถึงเพียงนี้

"สิบคนจากพวกเธอ จะได้ก้าวเข้าสู่ห้องหัวกะทิร่วมสองโรงเรียน และฉันหวังว่าจะมีอย่างน้อยสองคน ที่สามารถคว้าโควตาในอันดับท็อปไฟว์มาครองได้"

"ต่อไป ฉันจะขอประกาศกฎกติกาสำหรับการประลองเพื่อชิงโควตาเข้าห้องหัวกะทิร่วมสองโรงเรียน"

"ข้อแรก ใครที่มีค่าพลังปราณโลหิตต่ำกว่า 75 ถือว่าหมดสิทธิ์"

ทันทีที่ประกาศกฎข้อนี้ออกมา สีหน้าของคนส่วนใหญ่ก็ซีดเผือดลงทันตา ดูไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

แค่กฎข้อแรก ก็คัดคนออกไปตั้งแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

มันก็จริงล่ะนะ ถ้าให้คนสองร้อยกว่าคนมาประลองกันทีละคู่ การชิงโควตาครั้งนี้คงกินเวลานานโข

ห้องหัวกะทิร่วมสองโรงเรียนต้องการคัดเลือกสุดยอดหัวกะทิเท่านั้น พวกเขาไม่มีเวลามากพอที่จะมาเสียเวลากับนักเรียนที่มีค่าพลังปราณโลหิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินหรอก

ท่ามกลางกลุ่มนักเรียนห้องสาม กัวเผิงได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น

ค่าพลังปราณโลหิตปัจจุบันของเขาคือ 71.3 แม้จะดูไม่ห่างกันมาก แต่มันก็คือช่องว่างที่เขาไม่สามารถก้าวข้ามไปได้

"ข้อสอง ใครที่มีพลังหมัดต่ำกว่า 260 กิโลกรัม ถือว่าหมดสิทธิ์"

"ข้อสาม ใครที่มีค่าพลังปราณโลหิต 75 แต่เคยใช้ยาบำรุงปราณโลหิตมาแล้วมากกว่า 200 โดส ถือว่าหมดสิทธิ์"

เมื่อประกาศกฎทั้งสามข้อจบ นักเรียนหลายคนก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ด้วยความน่าเกรงขามของเจียงไห่เซิง พวกเขาจึงทำได้แค่เก็บความไม่พอใจไว้ลึกสุดใจ

"ใครที่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้ เชิญย้ายไปอยู่ทางซ้ายมือ"

พูดจบ เจียงไห่เซิงก็กวาดสายตามองนักเรียนทุกคน และยืนรออย่างเงียบๆ

ภายใต้สายตาจับจ้องของเขา ไม่มีใครกล้าแหกกฎ

ในทันใดนั้น กลุ่มนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ก็ทยอยเดินคอตกไปทางฝั่งซ้ายราวกับคลื่นที่ซัดสาด

ซูหยวนยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไหวติง กัวเผิงปรายตามองเขา ส่งสายตาให้กำลังใจ ก่อนจะเดินแยกตัวออกไป

เพียงชั่วพริบตาเดียว ฝูงชนที่เคยเนืองแน่นก็เหลือเพียงแค่สามสิบกว่าคนเท่านั้น

"ไม่เลว เหลือสามสิบสองคน"

"ห้องหนึ่งสิบสองคน ห้องสองแปดคน ห้องสามหกคน ห้องสี่สี่คน และห้องห้าสองคน"

เจียงไห่เซิงกวาดสายตามองนักเรียนที่เหลือรอด แล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

แค่คำพูดสามประโยค ก็คัดคนออกไปถึงสองร้อยสามสิบคน

ครูฝึกวิถียุทธ์ทั้งสี่คนที่ยืนอยู่ด้านข้างสบตากัน พลางคิดในใจว่าห้องหนึ่งนี่สมคำร่ำลือจริงๆ ขนาดคัดกรองอย่างเข้มงวดขนาดนี้ ยังเหลือรอดมาได้ตั้งสิบสองคน

ลู่หมิง ครูฝึกวิถียุทธ์ประจำห้องห้า มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ มีนักเรียนจากห้องห้าผ่านเกณฑ์แค่สองคนเท่านั้น ทำให้สถานการณ์ของเขาตอนนี้ดูน่าอึดอัดไม่น้อย

"อีกสามสิบคนที่เหลือ จะต้องจับฉลากเพื่อแบ่งสายการประลอง"

สามสิบคน?

ไม่ใช่สามสิบสองคนเหรอ?

"ฟางเหยียนกับเหลิ่งซิน ค่าพลังปราณโลหิตทะลุ 100 ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้ารับการรับรองจากสมาคมวิถียุทธ์"

"ด้วยฝีมือระดับนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประลองชิงโควตา มีใครมีข้อขัดข้องอะไรไหม?"

แม้เจียงไห่เซิงจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจที่แฝงอยู่ในนั้น

ก็แน่ล่ะ ฟางเหยียนและเหลิ่งซินคืออัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในห้องหนึ่งนี่นา

"ไม่มีข้อขัดข้องครับ ครูเจียง เชิญดำเนินการต่อได้เลย"

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน ครูฝึกคนหนึ่งก็รีบพูดขึ้น

เมื่อได้ยินดังนั้น ซูหยวนก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที

อุตส่าห์คิดว่าจะได้เห็นฝีมือของฟางเหยียนกับอีกคนซะหน่อย น่าเสียดายจริงๆ

"แจ้งชื่อพวกเธอมาให้หมด เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจับฉลากให้เอง"

ครูฝึกอีกคนก้าวออกมาแล้วหันไปพูดกับนักเรียนทั้งสามสิบคน

เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องถึงมือเจียงไห่เซิงหรอก

สองนาทีต่อมา ครูฝึกก็ม้วนกระดาษรายชื่อทั้งสามสิบแผ่นใส่ลงในขวด ก่อนจะปิดฝาแล้วเขย่าเบาๆ จนมีกระดาษสองแผ่นร่วงลงมา

"เยี่ยนเจียง ซุนเหมี่ยว"

"พวกเธอสองคนประเดิมคู่แรกเลย"

ท่ามกลางกลุ่มนักเรียนห้องสาม ซุนเหมี่ยวถึงกับทำหน้าเหวอ

ในฐานะผู้ที่มีค่าพลังปราณโลหิตสูงเป็นอันดับหกของห้องสาม ถึงคิวเขาต้องลงสนามแล้วเหรอเนี่ย?

เยี่ยนเจียง นักเรียนที่มีค่าพลังปราณโลหิตสูงเป็นอันดับสองของห้องห้า ก็กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่เหมือนกัน

ทันใดนั้น คนที่อยู่รอบๆ ก็แหวกทางให้ทั้งสองคน ซุนเหมี่ยวและเยี่ยนเจียงจึงรีบก้าวออกไปยืนประจันหน้ากันตรงกลางวง

"เริ่มได้"

สิ้นคำประกาศของครูฝึก ซุนเหมี่ยวและเยี่ยนเจียงก็พุ่งเข้าใส่กันทันที

ด้วยค่าพลังปราณโลหิตที่สูสีกัน ทำให้ช่วงแรกไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำให้ใคร

จู่ๆ ซุนเหมี่ยวก็ฉวยโอกาสตอนที่เยี่ยนเจียงเผลอ ตวัดขาขัดขาเยี่ยนเจียงจนล้มคะมำ ก่อนจะเงื้อหมัดเตรียมซัดเข้าที่หน้าเยี่ยนเจียง แต่ก็หยุดหมัดไว้ได้ทัน

"ซุนเหมี่ยวเป็นฝ่ายชนะ"

ครูฝึกที่รับหน้าที่เป็นกรรมการ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเห็นผลแพ้ชนะ

ซุนเหมี่ยวสูดหายใจเข้าลึกๆ ชนะแบบนี้ หมายความว่าเขาติดอันดับท็อปฟิฟตีนแล้วใช่ไหม?

ไม่สิ ต้องเป็นท็อปเซเว่นทีนต่างหาก ถ้ารวมฟางเหยียนกับเหลิ่งซิน สองคนนอกสายตานั่นเข้าไปด้วย

จากนั้น ครูฝึกก็ทำตามขั้นตอนเดิม แล้วประกาศเสียงดังฟังชัด

"หลี่ซิงอวี่ จางเหิงฉี"

เมื่อได้ยินรายชื่อ ครูฝึกก็แอบเห็นใจจางเหิงฉีอยู่ในใจ ดวงซวยอะไรขนาดนี้ ทำไมถึงจับพลัดจับผลูมาเจอหลี่ซิงอวี่ตั้งแต่รอบแรกเนี่ย?

เมื่อจางเหิงฉีรู้ว่าคู่ต่อสู้ของเขาคือหลี่ซิงอวี่ ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อไปในทันที

ความรู้สึกของเขาตอนนี้มันสับสนปนเปไปหมด อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้จริงๆ

ช่างเถอะ แทนที่จะมานั่งเครียด สู้ยอมรับความจริงแบบแมนๆ ไปเลยดีกว่า

จางเหิงฉีก็รู้ตัวดีว่าฝีมือของเขายังไม่ถึงขั้น หากหวังจะคว้าโควตาเข้าห้องหัวกะทิร่วมสองโรงเรียน

สีหน้าของหลี่ซิงอวี่เองก็ดูฝืนๆ ทำไมเขาต้องมาเจอกับจางเหิงฉี เด็กห้องสามเหมือนกันตั้งแต่รอบแรกด้วยล่ะเนี่ย?

แต่ถึงอย่างนั้น การประลองของทั้งคู่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หลี่ซิงอวี่และจางเหิงฉียืนประจันหน้ากันอยู่ตรงกลาง และการต่อสู้ก็เริ่มเปิดฉากขึ้นในพริบตา

ห้านาทีต่อมา ผลการประลองก็เป็นที่ประจักษ์

จางเหิงฉีพ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูป

"ขอโทษด้วยนะ จางเหิงฉี"

หลี่ซิงอวี่พยุงร่างจางเหิงฉี แล้วค่อยๆ พาเขาเดินกลับไปที่เดิม

"ไม่เป็นไรหรอก นายเก่งกว่าฉัน ชนะก็สมควรแล้วล่ะ โทษโชคชะตาที่เล่นตลกกับฉันก็แล้วกัน"

จางเหิงฉียอมรับความพ่ายแพ้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปลงตกกับโชคชะตา

ทางด้านหลิวซือเมิ่ง เธอแอบกำหมัดแน่น เมื่อจางเหิงฉีตกรอบ เธอเองก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย

ช่วยไม่ได้จริงๆ โลกแห่งความเป็นจริงมันโหดร้ายแบบนี้แหละ

"ซูหยวน จวงหานอิน"

ไม่คิดไม่ฝันว่าครูฝึกจะเรียกชื่อซูหยวนออกมา ทั้งครูฝึกและนักเรียนห้องสามทุกคนต่างหันไปมองซูหยวนเป็นตาเดียว

ส่วนทางฝั่งห้องสอง เฉิงฉือกับฉินหมิงแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

เพราะจวงหานอินคือนักเรียนที่เก่งเป็นอันดับสองของห้องสอง เป็นรองแค่หลินเจี๋ยเท่านั้น

จบบทที่ บทที่ 16 กฎสามข้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว